วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

นางพญาจิ้งจอกเก้าหาง

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นเรื่องในพงศาวดารจีนที่มีชื่อว่า ฮ่องสิน

นางกับปีศาจอีกสองตนคือ ไก่ฟ้าเก้าหัว และพิณผีผาหยก เป็นบริวารที่พระแม่หนี่วาส่งลงมาบนโลกมนุษย์ ให้สังหาร จักรพรรดิโจ้วหวาง แห่งราชวงศ์ซาง ที่บังอาจพูดจาดูหมิ่นพระนางในทางลามก

ปฐมเหตุของเรื่องดังกล่าว เล่ากันว่า เมื่อ จักรพรรดิโจ้วหวางครองราชย์ไปได้ระยะหนึ่ง ได้เสด็จไปถวายสักการะพระแม่หนี่วา ครั้งนั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรเทวรูปถูกลมพัดฉลองพระองค์เลิกขึ้น จนเห็นสัดส่วนของเทวรูปที่ได้สลักเสลาขึ้นอย่างงดงามประดุจมีชีวิต พระองค์ก็ตรัสเรียกพู่กันมาแต่งเป็นบทกวีชมโฉมองค์เทวีด้วยถ้อยคำที่จาบจ้วง แล้วทรงมีพระราชโองการให้นำโคลงนั้นประดับไว้ในเทวสถาน 

หลังจากนั้น โจ้วหวางจอมทรราช ก็พยายามเฟ้นหาสาวงามที่มีใบหน้าสวยงามดั่งเช่นพระแม่หนี่วา จนกระทั่งข้าราชบริพารของโจ้วหวางไปพบ ซูต๋าจี ธิดาของมหาเศรษฐีผู้หนึ่ง เป็นสาวสวยหาใครเปรียบได้ยาก แถมยังใบหน้าคล้ายพระแม่อีกด้วย

ปีศาจจิ้งจอกเห็นเช่นนั้น จึงฉวยโอกาสสังหารซูต๋าจี แล้วเข้าสิงร่างของเธอ เพื่อให้ข้าราชบริพารเหล่านั้นเข้าไปถวายตัวเป็นสนมของโจ้วหวาง

นับจากวันนั้น ซูต๋าจีที่ถูกนางปีศาจจิ้งจอกเข้าสิง ก็ใช้มารยาทุกอย่างมัดใจจักรพรรดิโจ้วหวาง แล้วคอยกำกับและยุยงให้โจ้วหวางกลายเป็นผู้นำเจ้าสำราญ มัวเมาในอิสตรี และเฉลิมฉลองอย่างหรูหราในวัง ก่อสร้างหอคอยสูงเทียมฟ้าที่มาจากการขูดรีดภาษีประชาชน ใครขัดหรือโต้แย้งก็ถูกประหารหมดด้วยวิธีโหดร้ายสยดสยอง อันเป็นผลจากคำยุยงของซูต๋าจีทั้งสิ้น ขณะเดียวกันนางก็แอบพาเหล่าปีศาจเข้ามาสิงสู่ในวังมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในความวุ่นวาย และเหล่าปีศาจก็มีทีท่าว่าจะเข้ามายึดครองโลกมนุษย์ ก็ร้อนถึง เทพปรมาจารย์เอวี๋ยนสื่อเทียนจวิน และเหล่าเซียนแห่งเขาคุนหลุน

องค์เทพปรมาจารย์จึงบัญชาให้ศิษย์เอกที่ชื่อ ไท่กงฮว่าง หรือที่มีชื่อจริงว่า หลี่ว์ซ่าง หรือ เจียงจื่อหยา มายังโลกมนุษย์เพื่อกำจัดต๋าจี และฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับมาเป็นปกติ


นางพญาจิ้งจอกเก้าหาง  version ล่าสุดที่ออกอากาศครั้งแรกในปี ๒๕๕๖

ต๋าจีเมื่อล่วงรู้แผนนี้ ก็คอยส่งสมุนปีศาจของตนมารังควานเจียงจื่อหยาเป็นระยะ ๆ และยังได้ความร่วมมือจากขุนนางฝ่ายที่นิยมจักรพรรดิโจ้วหวางเป็นกำลังสำคัญ รวมทั้งยังมีเหล่าเทพที่ทรงอำนาจเป็นพวกพ้องมิใช่น้อย

ในขณะที่เจียงจื่อหยา พร้อมทั้งศิษย์เอกคือ นาจา ก็ได้รวบรวมพวกพ้องที่เป็นนักพรต จอมยุทธ์ เหล่าขุนนางที่หลบหนีจากราชสำนัก โดยมี จีซาง อดีตเจ้าเมืองที่ต้องราชภัยจากต๋าจีเป็นผู้นำ กรีฑาทัพเพื่อบุกโจมตีมหานครเฉาเกอ และโค่นล้มจักรพรรดิโจ้วหวาง

เรื่องราวบานปลายไปเรื่อย ๆ เมื่อเทพและเซียนแตกเป็นสองฝ่าย การต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และเหล่าเทพเซียนเป็นไปอย่างดุเดือด ผู้คนล้มตายเหลือคณานับ วิญญาณของบุคคลสำคัญที่ตายในศึกสงครามนั้นก็จะถูกดึงไปไว้ผนึกไว้ในหอแต่งตั้งเทพเจ้า ที่องค์เทพปรมาจารย์เอวี๋ยนสื่อเทียนจุนทรงสร้างไว้

ในที่สุด กองทัพของ จีฟา บุตรชายจีซาง ก็นำทัพล้อมนครเฉาเกอไว้ได้สำเร็จ ต๋าจีหมดหนทางสู้ คิดจะกลับไปขอความช่วยเหลือจากพระแม่หนี่วา แต่ผลก็กลับตาลปัตรเมื่อพระแม่หนี่วาทรงเห็นว่าปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่สิงต๋าจีทำเกินกว่าเหตุ นำมาซึ่งความหายนะแก่เหล่ามนุษย์อย่างไม่อาจให้อภัยได้

พระแม่จึงส่งต๋าจีกับพวกพ้องให้กับเจียงจื่อหยา และปีศาจทั้งสามที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายทั้งหมดก็ถูกสำเร็จโทษ

ส่วนโจ้วหวางที่สูญเสียทุกสิ่งก็สำนึกได้เมื่อสาย พระองค์จึงปลงพระชนม์พระองค์เอง จีฟายึดครองเมืองหลวงได้ก็ล้มราชวงศ์ซาง แล้วก่อตั้งราชวงศ์โจวขึ้น สืบราชบัลลังก์ต่อไปอีกหลายร้อยปี

เมื่อความสงบสุขกลับคืนสู่แผ่นดิน เจียงจื่อหยากลับไปที่เขาคุนหลุน เปิดผนึกหอแต่งตั้งเทพเจ้า เพื่อสร้างระบบของเหล่าเทพใหม่ โดยแต่งตั้งเหล่าวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว และผู้ที่มีความดีความชอบในศึกครั้งนี้ทั้งหมด ให้เป็นเทพประจำตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งนั่นก็คือ จุดเริ่มต้นทั้งหมดของอาณาจักรสวรรค์ของตำนานจีนที่จะสืบทอดต่อไปในตำนานเรื่องอื่น ๆ นั่นเอง

เรื่องของซูต๋าจี หรือ นางพญาจิ้งจอกเก้าหางในตำนานก็สิ้นสุดเพียงเท่านี้ครับ

ผมเคยได้อ่านข้อเขียนของผู้รู้ทางไสยศาสตร์จีนที่กล่าวว่า นางปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ไก่ฟ้าเก้าหัว และ ผีผาหยก ทั้งสามตนนี้ แท้ที่จริงแล้วก็คือสายวิชาทางเสน่ห์ของชนชาติจีนโบราณนั่นเอง และก็อาจจะเก่าถึงราชวงศ์ซางก็ได้ จนเกิดเป็นตำนานเกี่ยวข้องกับ ซูต๋าจี ขึ้นมา

แต่สายวิชาทั้งสามนี้ ถ้าจะเหลือรอดมาถึงปัจจุบัน ก็คงสอนกันอยู่ตามสำนักนักพรตเต๋าที่หลีกเร้นจากโลกภายนอกพอสมควร เพราะไม่ใช่วิชาที่แพร่หลายนัก มีแต่วิชาปีศาจจิ้งจอกเก้าหางแบบปลอมๆ ที่นักพรตสายเหมาซานกำมะลอบางคนเอามาเล่นเป็นปาหี่หลอกลวงผู้คนเท่านั้น

ปาหี่ที่ว่านี้ มีด้วยกันหลายแบบครับ พวกที่ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษหลายคนอ้างว่า เคยแสดงอิทธิฤทธิ์เอาชนะนางปีศาจตนนี้ หรือบางคนก็บอกว่า มีมนต์วิเศษบังคับนางปีศาจตนนี้ให้ทำอะไรต่อมิอะไรได้ตามต้องการ ซึ่งก็มีสานุศิษย์หลงเชื่อมากมาย เพราะตำนานปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง เป็นอะไรที่ฝังใจคนจีนมานานนับพันปีแล้วครับ

ไม่เพียงเท่านั้น ความนิยมในตำนานปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ยังแพร่หลายไปถึงญี่ปุ่น และเกาหลีอีกด้วย

ในตำนานของชาวญี่ปุ่น ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางมีชื่อว่า คิวบิโนะโยโกะ (九尾の妖狐) หรือ คิตสึเนะ () ชาวญี่ปุ่นโบราณเชื่อว่า สุนัขจิ้งจอกตนใดที่มีอายุเกิน ๑๐๐ ปีขึ้นไปจะกลายเป็นปิศาจจิ้งจอก และมักจะแปลงกายมาสร้างความวุ่นวายให้กับชาวบ้านอยู่เสมอ โดยอย่างน้อยก็สามารถสร้างมายา ไว้คอยกลั่นแกล้งคนที่เดินทางผ่านป่าตอนกลางคืนได้

ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางในตำนานญี่ปุ่นมีหลายตนครับ ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ องเมียวโคคุบงคิวบิ ซึ่งมีเนื้อเรื่องคล้ายกับในพงศาวดาร ฮ่องสิน ของจีน จนน่าจะมีพื้นฐานมาจากตำนานเก่าแก่ชุดเดียวกันอย่างแน่นอน

กล่าวคือ นางปีศาจตนนี้ได้จำแลงร่างเป็นหญิงงามนามว่า ทามาโมะ มาเอะ และได้ลอบเข้าไปในวัง จักรพรรดิโทบะ ในฐานะสนมเอกเมื่อประมาณ ค.ศ๑๒๐๐ ซึ่งองค์จักรพรรดิเองก็ได้ถูกมนต์เสน่ห์ของนางจนลุ่มหลงมัวเมา

นางปีศาจคอยยุยงให้จักรพรรดิก่อสงครามทำลายมนุษย์ด้วยกันเองมากมาย แต่ในที่สุดพระพลานามัยขององค์จักรพรรดิเองก็เสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว จนต้องเชิญนักบวชจากหอองเมียวมาทำพิธีปัดรังควาน และนักบวชผู้นั้นทูลว่า แท้จริงแล้วสนมเอกเป็นนางจิ้งจอกแปลงกายมา


นางปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ในภาพเขียนโบราณของญี่ปุ่น
เมื่อความจริงถูกเปิดโปง นางปีศาจจิ้งจอกก็ได้เผยร่างจริงออกมาเป็นสุนัขจิ้งจอกตัวใหญ่สีทอง สูงเท่ากำแพงวังจักรพรรดิ และมีเก้าหาง อาละวาดทำลายสิ่งต่างๆ และฆ่าคนไปจำนวนหนึ่งก่อนจะหนีไป

องค์จักรพรรดิได้ส่งกองทหาร ๑๕,๐๐๐ คน ตามไปต่อสู้กับนางจนถึงหุบเขาเมียวโค นางจิ้งจอกเก้าหางจึงได้พ่ายแพ้ไปในปี ค.ศ.๑๒๐๓

เล่ากันว่า หลังจากถูกสังหารแล้ว ร่างของนางปีศาจจิ้งจอกได้กลายเป็นหินก้อนหนึ่ง เรียกว่า ฟุโยเคอิ (หินชีวีสังหาร) ซึ่งยังคงอยู่ตราบจนทุกวันนี้

คนเฒ่าคนแก่ในท้องถิ่นเล่ากันว่า วันดีคืนดีหินดังกล่าวจะปล่อยปราณพิษออกมา ซึ่งสามารถคร่าชีวิตคนที่หลงเข้าไปในแถบนั้นได้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดนิงาตะ

ว่ากันว่า สิ่งที่นางปีศาจเกลียดชัง คือ เครื่องรางของขลัง และยันต์ของศาลเจ้าต่างๆ สิ่งของพวกนี้แม้ไม่อาจทำลายนางได้ แต่ก็ปกป้องให้รอดพ้นจากนางได้ ดังนั้นคนท้องถิ่นจึงเตือนนักท่องเที่ยวว่า ควรพกพาสิ่งเหล่านี้ในการไปชมหินฟุโยเคอิครับ

ส่วนเกาหลี ก็มีตำนานจิ้งจอกเก้าหางที่เล่าต่อๆ กันมานาน และยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนในยุคปัจจุบันมากเช่นกัน

คนเกาหลีเรียกนางปีศาจจิ้งจอกเก้าหางว่า กูมิโฮ (구미호) มีการบรรยายไว้ว่า นางคือหญิงสาวแสนสวยที่มีความสามารถในการหลอกล่อมัดใจชายหนุ่มได้อย่างง่ายดาย

ที่มาของกูมิโฮในตำนานแบบดั้งเดิมเล่ากันว่า สุนัขจิ้งจอกตัวไหนก็ตามที่สามารถมีอายุยืนถึง ๑,๐๐๐ ปี ได้ ก็จะกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกกูมิโฮ ซึ่งมีพลังอำนาจสามารถแปลงกายเป็นหลายๆ สิ่ง แต่ความปรารถนาสูงสุดของกูมิโฮ ก็คือต้องการที่จะกลายร่างเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงให้ได้นั่นเอง

และวิธีการกลายร่างของกูมิโฮนั่นก็คือ การกินหัวใจ หรือตับของมนุษย์ให้ได้ครบ ๑๐๐ คนครับ

ดังนั้น กูมิโฮจึงแปลงเป็นหญิงสาวสวยยั่วยวน ที่แฝงตัวอยู่ในบ้านกลางป่า คอยหลอกมนุษย์โดยเฉพาะผู้ชายที่หลงในรูปโฉมงดงามให้มาเป็นเหยื่อของนางคนแล้วคนเล่า


กูมิโฮ ในภาพยนตร์เกาหลี

แต่ทว่าตามตำนานนี้ เรื่องกลับพลิกผันในตอนจบ เพราะเมื่อมาถึงเหยื่อคนที่ ๑๐๐ พอดี มนุษย์ผู้ชายคนนั้นกลับกลายเป็นรักแท้ ซึ่งปีศาจจิ้งจอกมอบหัวใจให้

ตำนานกูมิโฮจึงต้องจบลง เมื่อนางปีศาจจิ้งจอกเลือกความรักอันบริสุทธิ์ มากกว่าความต้องการเป็นมนุษย์ของตน แล้วปล่อยให้ชายหนุ่มคนนั้นมีชีวิตรอดต่อไปแทน

เพราะเหตุนี้ละครับ บางครั้งตำนานของกูมิโฮในจินตนาการของคนเกาหลี จึงอาจหมายถึงหญิงสาวผู้มีความงาม แต่ก็ยังเป็นตัวของตัวเอง และมั่นคงในความรัก ได้ด้วยเช่นกัน

คนเกาหลีปัจจุบันจึงไม่มีใครหวาดกลัวนางจิ้งจอกเก้าหางกูมิโฮ มิหนำซ้ำ ภาพลักษณ์ของนางได้ถูกใช้เพื่อโฆษณาขายสินค้าต่างๆ เกี่ยวกับผู้หญิง รวมไปถึงสินค้าวันวาเลนไทน์ หรือแม้แต่ร้านเสริมสวยต่อขนตา ที่บอกเหตุผลว่า เพราะว่าจิ้งจอกเป็นสัตว์ซึ่งมีขนตายาวสวยมากๆ

ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีการสร้างเครื่องรางนางพญาจิ้งจอกเก้าหางในไสยศาสตร์จีนนะครับ อาจจะมีอยู่บ้างในศาลของนาง ซึ่งก็มีผู้ตั้งขึ้นกราบไหว้บูชาในบางท้องถิ่น แต่ว่าในญี่ปุ่นและเกาหลีนั้นมีอยู่บ้าง ลักษณะเหมือนของที่ระลึกมากกว่าเครื่องรางที่มีการปลุกเสก และค่อนข้างหายาก

ดังนั้น เมื่อไทยเรามีการสร้างนางพญาจิ้งจอกเก้าหางขึ้นมาในช่วงปี ๒๕๕๓-๒๕๕๘ ทั้งคนจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งต่างก็คุ้นเคยกับตำนานปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง จึงให้การตอบรับเป็นอย่างดี


นางพญาจิ้งจอกเก้าหางขนาดบูชา ไม่ทราบสำนัก
ภาพจาก http://thaiamulets-dhammapath.blogspot.com

ปฐมบทแห่งการสร้างนางพญาจิ้งจอกเก้าหางในเมืองไทย เกิดขึ้นที่สำนัก อ.เม้ง ขุนแผน ซึ่งมีชื่อเสียงในสายวิชาทางเมตตามหานิยมมาก่อนแล้ว โดยทาง อ.เม้ง อ้างว่า นางจิ้งจอกเก้าหางเป็นบริวารพระแม่หนี่วา และยังคงสถิตอยู่บนโลกใบนี้รอโอกาสที่จะทำความดีช่วยเหลือมนุษย์

ทางสำนัก อ.เม้ง ได้มีการจัดสร้างล็อคเก็ตนางพญาจิ้งจอกเก้าหางเป็นครั้งแรก ออกให้บูชาเพียง ๒๐๐ องค์ในงานไหว้ครูปี ๒๕๕๓ จึงมีเพียงลูกศิษย์ของ อ.เม้งเท่านั้นที่มีโอกาสครอบครอง ซึ่งเมื่อเวลาล่วงเลยมาหลังจากนั้นเพียง ๔ ปี ก็กลายเป็นที่แสวงหากันมาก และราคาพุ่งขึ้นไปหลายเท่าตัว

อ.เม้งจึงมีการจัดสร้างนางพญาจิ้งจอกเก้าหางรุ่นต่อๆ มา ถึงปัจจุบันนับได้เป็นสิบรุ่น และทำให้สำนักอื่นๆ มีการลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะในช่วงปี ๕๗-๕๘ มีการแข่งกันสร้างนางพญาจิ้งจอกเก้าหางกันมากทั่วไปครับ ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเป็นพระผงระบายสีสวยๆ ไปวางขายอยู่แถวท่าพระจันทร์ แบบไม่มีพิธีอะไรเลย เพื่อขายนักท่องเที่ยว ก่อนที่แผงพระริมทางในย่านนั้นทั้งหมดจะถูกกวาดล้างไปด้วยนโยบายจัดระเบียบของ กทม. สมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตรเป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด

แล้วถ้าจะถามผมว่า การเสกนางพญาจิ้งจอกเก้าหางของ อ.เม้ง ได้วิชา หรือมนต์คาถา หรือแม้แต่มวลสารอะไรที่เกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาปีศาจจิ้งจอกเก้าหางของจีนโบราณหรือไม่?

ผมก็ต้องตอบว่า ไม่

เพราะทางสำนักอธิบายไว้เองครับ ว่าแค่อาศัยเอาความเชื่อด้านความมีเสน่ห์ เย้ายวนรัญจวนใจของนางพญาจิ้งจอกเก้าหาง ตามแนวคติความเชื่อฝ่ายจีน ผนวกเข้ากับวิชา พญาหน้าหมามหาเสน่ห์ ของทางกะเหรี่ยง และล้านนา ซึ่งเชื่อกันว่าให้ผลทางมหาเสน่ห์ทางโลกียะเต็มสูตร แบบเด็ดขาดถึงขั้นเผด็จศึกเลยก็ว่าได้ แม้นปรารถนาชอบพอผู้ใด ย่อมรักใคร่ปักใจไม่เสื่อมคลาย คล้ายสุนัขรักเจ้าของมิผิดเพี้ยน

วิชาพญาหน้าหมามหาเสน่ห์ของล้านนา ซึ่งทางสำนัก อ.เม้ง บรรยายมาอย่างน่าตื่นเต้นนี้ ที่จริงเขาเรียกกันง่ายๆ ครับว่า วิชาเสน่ห์หน้าหมา เกจิอาจารย์ทางภาคเหนือมักเอามาทำตะกรุด ซึ่งให้ผลทางราคะที่รุนแรงมาก ถึงกับมีการเตือนกันไว้ว่า ใครพกตะกรุดนี้สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรงตลอดเวลา พร้อมที่จะต้องสมสู่ เสพกามได้ทุกสถานการณ์


พระผงพญาหน้าหมามหาเสน่ห์ ปู่อำนาจ เกจิสายเสน่ห์ล้านนา

ถึงขนาดที่ต้องมีการเตือนกันไว้ตรงๆ ว่า ผู้มีโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหืดหอบ ควรพิจารณาให้ดีก่อนเช่าบูชาเชียวละ

บ้างก็นิยมเอาคาถาที่ใช้กำกับยันต์ หรือเครื่องรางที่ทำด้วยวิชานี้เสกอาหารให้หญิงกิน ถ้าเสกติด หญิงนั้นจะรักชอบตนยังกับโดนยาแฝดเลยครับ

พูดง่ายๆ มันเป็นวิชาเสน่ห์ที่แรงมาก และถ้าถือเอาตามเคล็ดดั้งเดิม มันก็คิอวิชาฝ่ายต่ำ ที่เหมาะกับคนบ้ากามจริงๆ คนที่ไม่ต้องคิดถึงเรื่องศักดิ์ศรี หรือความพอเหมาะพอดีอะไรเลย

แต่ในการเอามาประยุกต์สร้างเครื่องนางนางพญาจิ้งจอกเก้าหาง (ซึ่งแน่นอน, ว่าเป็นหมาคนละชนิด คนละวรรณะ และไม่น่าจะใช้กันได้) อ.เม้งน่าจะทำให้วิชานี้อ่อนลงไปมากครับ

เพราะไม่ปรากฏว่า ใครที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้บูชานางพญาจิ้งจอกเก้าหางของ อ.เม้งแล้ว จะมีอันเป็นไป แบบเดียวกับ เหยื่อของคนที่ใช้ตะกรุดหน้าหมาแบบล้านนาโบราณ

ส่วนใหญ่ จะมีข้อมูลจากคนที่ใช้เครื่องรางดังกล่าว แล้วบอกต่อๆ กันแค่ว่า ดีทั้งเสน่ห์ โชคลาภ การงาน ขออะไรได้หมด เหมือนกับเครื่องรางด้านเมตตามหานิยมทั่วไป เรื่องเซ็กซ์ก็มีบ้างละครับ แต่ไม่ถึงกับรุนแรงจนสร้างความตื่นเต้นกันในวงการแต่อย่างใด เรียกว่า ไม่แตกต่างจากพวกภูตพรายต่างๆ และผู้หญิงจะใช้ได้ดีกว่าผู้ชาย

เครื่องรางนางพญาจิ้งจอกเก้าหางของสำนัก อ. เม้ง สร้างจากเนื้อผงธูป ผงว่านยาเสน่ห์จากพม่า ว่านอาถรรพณ์ต่างๆ บางรุ่นฝังขวดน้ำมันอาถรรพณ์ ฝังตะกรุดมหาเสน่ห์ ฝังพลอย ไม่มีมวลสารอะไรที่เกี่ยวข้องกับปีศาจจิ้งจอกเก้าหางต้นตำรับ อย่างที่บอกไปแล้ว


นางพญาจิ้งจอกเก้าหางขนาดบูชา อ.เม้ง ขุนแผน

ถ้าเป็นขนาดบูชา ก็หล่อด้วยเรซินระบายสี และออกแบบได้สวยงาม ตามภาพประกอบที่นำมาให้ดูนี้ ปัจจุบันไม่ต้องไปหาตามท้องตลาดนะครับ สาวก อ.เม้งแย่งกันเก็บหมด

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า นางพญาจิ้งจอกเก้าหางของไทย ไม่ว่าจะเป็นต้นตำรับอย่าง อ.เม้ง หรือสำนักอื่นที่สร้างตามๆ กันมา ล้วนแค่เอาชื่อปีศาจจิ้งจอกเก้าหางของจีนมาอ้างอิงเท่านั้น นอกนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่เป็นบริวารพระแม่หนี่วาจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น สำนัก อ.เม้งยังมีการคิดค้นพิธี "ครอบหน้า ลงนะนางพญาจิ้งจอกเก้าหางมหาเสน่ห์" แบบที่สำนักอื่นนิยมเอาหัวโขน หรือ ศีรษะครู เช่น พ่อแก่ พระพิราพ หรือพระพิฆเนศวร์มาครอบกัน แต่ที่นี่ทำเป็นหน้ากากรูปใบหน้าผู้หญิง ที่เสกให้เป็นนางพญาจิ้งจอกเก้าหาง

อันนี้ยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับปีศาจจิ้งจอกเก้าหางตามตำนานดั้งเดิมเข้าไปใหญ่ แต่ก็เห็นคนจีนมาเลเซีย สิงคโปร์ คนญี่ปุ่น เกาหลี มาเบียดเสียดกับสาวกชาวไทยครอบกันทุกครั้งที่จัดพิธี ในยุคที่กระแสการบูชานางพญาจิ้งจอกเก้าหางกำลังเฟื่องฟูนั่นละครับ


นางพญาจิ้งจอกเก้าหาง ขนาดบูชา อ.ส.พลายแก้ว เรือนสุรินทร์ฤๅไชย

อย่างไรก็ตาม นางพญาจิ้งจอกเก้าหางก็ตกที่นั่งดียวกับเครื่องรางของขลังชนิดอื่นๆ ในวงการไสยศาสตร์และวัตถุมงคลไทย นั่นคือ พอมีคนริเริ่มทำอะไรแปลกใหม่ขึ้นมาสักคนหนึ่ง ก็จะมีการลอกเลียนแบบ และต่อยอดกันไปอย่างใหญ่โต ก่อนจะพากันซบเซาลงในที่สุด อันเนื่องมาจากมีการเก็งกำไรกันมากเกินกว่าความต้องการของตลาด

รวมทั้งผู้ที่ลอกเลียนแบบ ส่วนมากก็วิชาไม่ถึง หรือไม่มีวิชาอะไรที่เด่นชัด มีเพียงรูปแบบที่สร้างออกมาเท่านั้นที่ดูน่าสนใจ โดยเฉพาะรูปบูชาซึ่งก็ดูเหมือนตุ๊กตาสวยๆ แนวเซ็กซี่ แต่ดลบันดาลอะไรไม่ได้อย่างที่อวดอ้างไว้

สำหรับสำนัก อ.เม้ง ซึ่งเป็นต้นตำรับนางพญาจิ้งจอกเก้าหางเมืองไทย ผมเข้าใจว่า ถึงตอนที่เขียนบทความนี้ก็คงไม่มีการสร้างรุ่นใหม่ๆ ออกมาแล้วนะครับ หลังจากยุครุ่งเรืองของนางพญาจิ้งจอกเก้าหางผ่านพ้นไป ข่าวคราวของสำนักนี้เงียบลง และมีเสียงเล่าลือกันไปต่างๆ ในทางที่ไม่เป็นผลดีต่อสำนักอย่างมาก

จะว่าเป็นอาถรรพณ์ จากการไปเกี่ยวข้องกับนางปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ซึ่งเปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวน แต่ไปอยู่ที่ไหนก็สร้างความวิบัติหายนะที่นั่น เหมือนในตำนานโจ้วหวาง ก็แล้วแต่จะคิดกันครับ


..........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เทวีแห่งเซ็กซ์

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์




เรื่องกามารมณ์ เป็นธรรมชาติ และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกรูปนามครับ

และใครก็ตาม ที่ได้ศึกษาเทววิทยาในระดับที่จริงจังพอสมควรแล้ว จะพบว่า คติดั้งเดิมของเทพ-เทวียุคโบราณนั้น ส่วนมากมิได้ปฏิเสธวิถีของปุถุชนในเรื่องของกามารมณ์แต่อย่างใด ทั้งยังมีหลายๆ องค์ที่ได้รับการบูชาเพื่อผลดังกล่าวโดยตรงด้วย  

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากองค์เทพต่างๆ ของอินเดียแล้ว เรายังสามารถบูชาเทพเจ้าในลัทธิศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์โบราณ เมโสโปเตเมีย (Mesopotemia) และโลกตะวันตก ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันได้อีกต่างหากครับ

เพราะโลกของเราในปัจจุบันนี้ เป็นโลกไร้พรมแดน เรามีโอกาสที่จะศึกษาเทววิทยาของภูมิภาคอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปได้อย่างเต็มที่ ยิ่งกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา

และเทพ-เทวีที่มาจากลัทธิศาสนาอื่น วัฒนธรรมอื่น ต่างก็มีความโดดเด่นในแง่มุมที่แตกต่างกันไป

โดยถ้าหากว่า เรามีความรู้ที่ถูกต้องในการบูชาเทพเหล่านั้นนะครับ เทพเหล่านั้นก็สามารถตอบรับการบูชาของเราได้ ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าที่มาจากวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับเรา อย่างเทพอินเดีย หรือเทพจีน ไม่มีข้อจำกัดทางวัฒนธรรม หรือกาลเวลาทั้งสิ้น

ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า พวกเราสามารถเลือกบูชาองค์เทพที่ตรงกับจริตนิสัย และความชอบส่วนตัวของเราได้อย่างหลากหลาย และแทบไม่มีอุปสรรคใดๆ แม้กระทั่งการจะสั่งซื้อเทวรูป และเครื่องบูชาต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่คนละซีกโลกกับเรา

ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำเทพนารีจากลัทธิศาสนาโบราณต่างๆ ทั่วโลก ที่ประทานพรในด้านกามารมณ์ และยังมีลัทธิ หรือศาสตร์ในการบูชาดั้งเดิมสืบทอดกันมาจนถึงยุคของเรา ถือว่าเป็นการตอบคำถามส่วนหนึ่งที่ผมได้รับอยู่เรื่อยๆ ตลอดการทำงานด้านเทววิทยาที่ผ่านมาด้วย

ส่วนใครจะศรัทธาเทวีองค์ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวดังกล่าวแล้ว หรือบางท่านจะแค่ศึกษาไว้เป็นความรู้ก็ได้นะครับ

และการที่บทความนี้ว่าด้วยเรื่องของเทพนารีล้วนๆ ไม่มีเทพเจ้าฝ่ายชาย นั่นก็เพราะในทางเทววิทยาสากลนั้น เทพเจ้าฝ่ายหญิงเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ และพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์นั้นผูกพันกับเรื่องของกามารมณ์โดยตรง ไม่อาจแยกออกจากกันได้ เทพฝ่ายหญิงจึงประทานความสำเร็จในเรื่องเช่นนี้ได้มากกว่าเทพฝ่ายชาย

อย่างไรก็ตาม เราจะต้องเข้าใจร่วมกันเสียก่อนนะครับ ว่า นอกจากเทวีบางองค์ เช่น นางพญาลิลิธ ซึ่งเป็นเทวีแห่งตัณหาราคะโดยตรงแล้ว

เทพนารีทุกองค์ที่ผมจะกล่าวถึงต่อจากนี้ไป ล้วนทรงมีทิพยภาวะหลักๆ เป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้น โดยที่เรื่องของกามารมณ์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทรงอุปถัมภ์ เพราะเกี่ยวเนื่องผูกพันกันดังกล่าวแล้วเท่านั้น ไม่ใช่คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของแต่ละองค์

แต่เนื่องด้วยบทความนี้เป็นเรื่องของเทวีแห่งกามารมณ์ ผมก็จะพูดถึงในส่วนนี้เป็นหลัก ทิพยภาวะด้านอื่นๆ แม้จะสำคัญกว่า ก็ขอยกไว้ก่อนนะครับ บางองค์ก็สามารถหาอ่านได้จากหนังสือชุดเทวปกรณ์ที่ผมเขียนไว้แล้ว


เทวีฮาเธอร์ ผลงานของ Sharon George

๑) มหาเทวีฮาเธอร์ (Hathor)

ศาสนาอียิปต์โบราณนั้นมี ๒ นิกายใหญ่ๆ ครับ มหาเทวีฮาเธอร์ทรงเป็นใหญ่ในนิกายที่นับถือ สุริยเทพรา (Ra) เป็นเทพสูงสุด เช่นเดียวกับ พระเทวีไอซิส (Isis) ซึ่งเป็นมหาเทวีแห่งนิกายโอสิเรียน (Osirion : นับถือ จอมเทพโอสิริส Osiris เป็นเทพสูงสุด)

ในฐานะของเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ มหาเทวีฮาเธอร์ คือผู้ดลบันดาลให้สรรพชีวิตก่อเกิด เจริญเติบโต และผันแปรไปตามวัฏจักรแห่งการดำรงอยู่และสืบทอดเผ่าพันธุ์

เทพนารีองค์นี้แสดงถึงพลังที่มาจากท้องฟ้า สัญลักษณ์ของพระนางคือ แม่วัวศักดิ์สิทธิ์ และดวงสุริยะ พระนางทรงรวมไว้ซึ่งคุณสมบัติแห่งสตรีเพศทุกอย่าง

ในด้านของความรักและความใคร่ มหาเทวีฮาเธอร์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งบรรดาคู่รักทั้งหลาย พระนางประทานความมีเสน่ห์เย้ายวนน่าลุ่มหลงแก่สตรีเพศ และดลบันดาลให้เกิดอารมณ์ปรารถนา

อีกทั้งทรงพอพระทัย ที่จะควบคุมให้เพศสัมพันธ์ระหว่างคู่รักนั้น เป็นไปตามครรลองที่ดีที่สุด แม้แต่การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศก็อาจเยียวยาได้ด้วยทิพยานุภาพแห่งพระนาง

โดยนัยนี้ พระนางจึงทรงเป็นเทวีแห่งกามารมณ์ และกิจกรรมทางเพศ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในอันดับต้นๆ ของพระนาง ซึ่งในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ไม่ถือเป็นเรื่องน่าอับอาย หรือควรปิดบังแต่อย่างใดครับ


เทวรูปเทวีฮาเธอร์ เนื้อเรซินผสมผงหินอ่อน

เทวสถานของพระนางนั้น เปิดกว้างเสมอสำหรับคู่รักทุกคู่โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ นั่นก็เพราะว่าพระนางโปรดการแต่งงานมาก การที่ได้ประทานพรให้คู่รักสมหวังและได้แต่งงานกัน ทำให้พระนางมีความสุข

ถ้ามีพิธีการแต่งงานที่ใด แม้จะเป็นพิธีในคติโอสิเรียน ก็ต้องอัญเชิญมหาเทวีฮาเธอร์เป็นประธาน และขอพลังจากพระนางคุ้มครองชีวิตสมรสให้ยั่งยืนตลอดไป

เทวสถานบางแห่ง ยังอนุญาตให้คู่สมรสประกอบพิธีกามบูชา คือเสพสังวาสกันถวายพระเทวรูป หากต้องการขอพรเป็นพิเศษด้วย

ปัจจุบัน ศาสตร์ในการบูชามหาเทวีฮาเธอร์ ยังคงได้รับการสืบทอดในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับสมัยอียิปต์โบราณ ไม่ว่าจะในการของการเทวาภิเษกพระเทวรูป และมนต์คาถา ตลอดจนพิธีกรรมแบบอียิปต์โบราณ ดังที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ สุริยเทวีปกรณ์ นั่นละครับ


มหาเทวีอินันนา ตามจินตนาการของศิลปินยุคปัจจุบัน

๒) มหาเทวีอินันนา (Inanna)

ทรงเป็นที่สักการะกันใน อารยธรรมสุเมเรียน (Sumerian) อันเป็นอารยธรรมยุคแรกๆ ที่เจริญขึ้นในดินแดนลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส (Tigris-Euphraetes) ซึ่งทางโบราณคดีนิยมเรียกว่า เมโสโปเตเมีย

จากเพลงสวดภาษาสุเมเรียนที่เรียกกันว่า The Exaltation of Inanna ซึ่งเป็นบทพระนิพนธ์ของ เจ้าหญิงเอนเฮดูอันนา (Enheduanna) พระธิดาใน พระเจ้าซาร์กอนแห่งอักกาด (Sargon of Agade in Akkad) เมื่อ ๒,๓๕๐ ปีก่อนคริสตกาล อธิบายถึงเทวลักษณะของมหาเทวีอินันนาไว้ว่า ทรงรุ่งโรจน์ไปด้วยความน่าลุ่มหลง น่ายำเกรง และทรงพลังอำนาจ ทรงเป็นที่รักของมนุษยโลกและเทวโลก ทรงควบคุมสัมพันธภาพระหว่างชายหญิง และองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องเพศ 

แต่...ในขณะเดียวกันพระนางก็ทรงเป็นเทวีที่น่ากลัว พระนางทรงบันดาลให้พืชผลต่างๆ เกิดโรคร้ายแรงขึ้นได้

เพราะด้วยเทวฐานะที่ทรงเป็นพระแม่ธรณีนั้น ย่อมทรงอำนาจสูงสุดที่จะกำหนดว่า ยามใดควรมีความอุดมสมบูรณ์ และยามใดควรจะแห้งแล้ง ซึ่งมนุษย์ไม่อาจคาดหมายล่วงหน้าได้เลยครับ

เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้ในยามปกติจะทรงเป็นเทวีแห่งความรัก แต่ในการศึกพระนางก็ยังทรงเป็นเทวีแห่งการสงครามอีกด้วย และอาจทรงนำความหวาดหวั่นมาสู่มนุษย์ในลักษณาการต่างๆ หากว่าทรงมีพระประสงค์ ชะตากรรมแห่งมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับความพอพระทัยแห่งพระนางทั้งสิ้น

มหาเทวีอินันนา จึงอาจเทียบได้กับพระเป็นเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือทุกๆ ชีวิต ผู้อุปถัมภ์ทุกสิ่งในอารยธรรมสุเมเรีย เชื่อกันว่าผู้ใดที่บูชาพระนาง เมื่อตายไปแล้วจะได้รับความเป็นอมตะทางวิญญาณ ไม่มีการดับสูญ

พิธีกรรมที่เกี่ยวกับมหาเทวีอินันนา เป็นรัฐพิธีที่สำคัญที่สุด เรียกกันว่า The Ritual Marriage of the God โดยกษัตริย์จะต้องทรงพระบรรทมร่วมกับอธิการีของนักบวชหญิงในเทวสถานปีละครั้ง เพื่อเป็นพันธสัญญาแห่งความอุดมสมบูรณ์ในผลผลิตของอาณาจักร

จากภาพสลักบนแผ่นอิฐที่ได้ค้นพบเป็นจำนวนมาก แสดงเทวลักษณะที่สำคัญที่สุดของเทพนารีองค์นี้ คือพระวรกายเปลือยเปล่า ทรงมีปีกเหมือนนก ปลายพระบาทก็เป็นกรงเล็บแบบนก ประทับยืนเหนือสิงโต

จากเทวลักษณะเช่นนี้ ได้มีการพรรณนาไว้อย่างเป็นปริศนาธรรมว่า ทรงสวมหน้ากากของสตรีที่เย้ายวนน่าลุ่มหลง โดยปิดบังความน่าสะพรึงกลัวภายในไว้


แผ่นอิฐแกะสลักภาพของมหาเทวีอินันนา ที่เรียกกันว่า The Burney Relief
อายุราวๆ ๑,๘๐๐-๑,๗๕๐ ปีก่อนคริสตกาล
ปัจจุบันจัดแสดงใน British Museum

ในสมัยของอารยธรรม อัสสิเรีย (Assyria) คุณสมบัติทุกอย่างของพระนางได้พัฒนาขึ้นอีก โดยทรงมีพระนามว่า อิชตาร์ (Ishtar) และทรงเป็นพระมเหสีของพระเป็นเจ้าสูงสุด คือ จอมเทพอัสซูรา (Assura or Ashura : คือคำว่า อสูร ในศาสนาพราหมณ์นั่นแหละครับ)

และในความเชื่อของชาวอัสสิเรียน เทพนารีองค์นี้ก็ทรงเกี่ยวข้องกับกามารมณ์มากยิ่งขึ้นไปอีกครับ 

พระนางทรงอุปถัมภ์ความสัมพันธ์ทางเพศในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งโสเภณี ซึ่งถือว่าเป็น พรตอันศักดิ์สิทธิ์ ของสตรีที่บูชาพระนางเลยทีเดียว

ลัทธิดังกล่าว  ได้รับความนิยมนับถือในนคร อัสซูร์ (
Assur) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของอัสสิเรีย และบาบิโลน รวมทั้งได้แพร่ขยายไปยังดินแดนอื่นที่ห่างไกลออกไปด้วย

ดังปรากฏว่า ในวัฒนธรรม ฟีนิเชีย (Phoenicia) ได้นับถือพระเทวีองค์นี้ภายใต้พระนามภาษาฟีนิเชียนว่า อัสตาร์เต (Astarte) ในขณะที่ชาวฮีบรูว์ยุคแรกๆ หลายพวกก็พากันนับถือ และถวายพระนามว่า อัชทารอธ (Ashtaroth)

พิธีกรรมบูชาพระเทวีในสองชนชาตินี้ ล้วนแสดงออกในเรื่องกามารมณ์อย่างชัดเจนครับ เป็นต้นว่าการร่วมเพศของสาวกชายหญิง ประกอบการเริงระบำอย่างเร่าร้อนในเทวสถาน เพื่อให้พระเทวีทรงพอพระทัย

ปัจจุบัน มหาเทวีองค์นี้ยังคงได้รับการบูชาทั้งในภาคของ มหาเทวีอินันนา และ พระเทวีอิชตาร์ โดยเทวรูปและเครื่องรางของพระนางในภาคของมหาเทวีอินันนา ยังคงยึดถือรูปแบบดั้งเดิมจากภาพสลักบนแผ่นอิฐของสุเมเรียน

ส่วนในภาคของพระเทวีอิชตาร์นั้น มีรูปลักษณ์แตกต่างกันไปมากมาย แต่ในการบูชาก็ไม่ประสบผลเท่าในภาคของมหาเทวีอินันนา



เทวีทลาโซลเตโอทล์ ฉลองพระองค์แบบเทพนารีอัซเท็ค
ภาพโดยศิลปินร่วมสมัย

๓) เทวีทลาโซลเตโอทล์ (Tlazolteotl)

เป็นเทวีในลัทธิศาสนาของ จักรวรรดิอัซเท็ค (Aztec) ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่ที่บัดนี้คือประเทศเม็กซิโก

คณะเทพอัซเท็คนั้น แม้แต่เทพแห่งความดีงามก็มีบุคลิกภาพที่ดุร้าย น่าสะพรึงกลัว เทวีทลาโซลเตโอทล์ก็เช่นกันครับ พระนางทรงเป็นเหมือนพระแม่กาลีแห่งอเมริกากลางก็ว่าได้

เพราะขณะที่ทรงอุปถัมภ์ความรัก, ความปรารถนา กามารมณ์ และความเป็นผู้ใหญ่ ตลอดจนพิธีชำระให้บริสุทธิ์ (Purification) รวมทั้งทรงเป็นคุรุเทพของพวกหมอตำแยนั้น

พระนางก็ทรงเกี่ยวข้องกับบาปเคราะห์, กามโรค และทรงมีความเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ด้วย

กล่าวคือ เชื่อกันว่า กามโรค หรือโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากเพศสัมพันธ์ต่างๆ นั้น เกิดจากการดลบันดาลของพระนาง โดยเฉพาะจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องตามจารีตประเพณี 

แต่ถ้าเป็นโรคทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดในสามีภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณี ก็สามารถขอให้พระนาทรงบำบัดได้ครับ


เทวรูปเทวีทลาโซลเตโอทล์ พบในเวราครูซ (Veracruz)
อายุราวๆ ค.ศ.๑๐๐-๙๐๐

และแม้การแพทย์ของอัซเท็ค จะไม่เจริญก้าวหน้าเท่าการแพทย์แผนปัจจุบันของพวกเรา แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ก้าวหน้ากว่าชาวยุโรปในยุคเดียวกัน คือเชื่อว่า โรคทางเพศสัมพันธ์ และโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิด เกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดีพอ ซึ่งจะรักษาได้ด้วยการแช่น้ำอุ่น ในพิธีชำระให้บริสุทธิ์นั่นเอง

โดยนัยนี้ พระนางจึงทรงเกี่ยวข้องกับน้ำร้อน และยังทรงใช้พิธีกรรมดังกล่าวนี้ ทรงปลดเปลื้องผู้บูชาจากบาปเคราะห์ทั้งปวงด้วย

ในลัทธิศาสนาของอัซเท็คนั้น มีความเชื่อในเรื่องการสารภาพบาป คล้ายกับศาสนาคริสต์ โดยมีเทพอยู่ 2 องค์ที่มีบทบาทสำคัญในด้านนี้ คือ เทพอสูรเทซคัทลิโปคา (Tezcatlipoca) ซึ่งเป็นเทพแห่งการบูชายัญ และ เทวีทลาโซลเตโอทล์

เชื่อกันว่า ชาวอัซเท็คผู้ใดก็ตามได้ทำพิธีสารภาพบาป (โดยเฉพาะในด้านตัณหาราคะ) เบื้องหน้าเทวรูปของเทวีทลาโซลเตโอทล์ เขาก็มั่นใจได้ว่า บาปเคราะห์ของเขาจะถูกขจัดให้สูญสิ้นไป

ในทางโบราณคดีสันนิษฐานว่า เดิมพระนางทรงเป็นเทวีของชนเผ่าที่ตั้งหลักแหล่งอยู่แถวอ่าวเม็กซิโกมาก่อน เมื่อชนชาติอัซเท็คเข้าครองพื้นที่ดังกล่าว พระนางก็ทรงกลายเป็นเทพนารีที่ใกล้ชิดกับวิถีวัฒนธรรมของชนชาตินี้ ตลอดยุครุ่งเรืองของอัซเท็ค

ช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มีการฟื้นฟูการบูชาเทพเจ้าต่างๆ ของอัซเท็ค โดยนักเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในเม็กซิโก และชาวตะวันตกที่ชื่นชอบเทพเจ้าเหล่านี้ก็ตอบรับเป็นอย่างดี เทวีทลาโซลเตโอทล์ก็ทรงเป็นหนึ่งในบรรดาเทพที่ได้รับความนิยมบูชาอีกครั้ง

และกล่าวกันว่า ทรงประทานพรในเรื่องเซ็กซ์อย่างไม่ยิ่งหย่อน กว่าพระแม่แห่งกามาองค์อื่นๆ ในบทความนี้
ด้วยครับ


นางพญาลิลิธ ผลงานของ Luis Royo

๔) นางพญาลิลิธ (Lilith)

ในความเชื่อของอารยธรรมสุเมเรีย และ บาบิโลเนีย (Babylonia) ราว ๓,๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล เธอปรากฎในตำนานของนางปีศาจ ลามัซตู (Lamashtu) ซึ่งเป็นผู้คุกคามสตรีมีครรภ์ และเด็กอ่อนครับ

นางปีศาจผู้นี้ ยังมีอีกหลายชื่อ เช่น อาร์ดัท ลิลี (Ardat Lili) หรือ ลีลีตู (Lilitu) ผู้เป็นคู่ครองของจอมปิศาจ ลีลู (Lilu)

เธอมักได้รับการบรรยายว่า เป็นหญิงสาวสวยยั่วยวนใจ เร้าความรู้สึกทางเพศ เต็มไปด้วยตัณหาราคะ แต่ปราศจากศีลธรรม เธอจะใช้มารยาล่อลวงชายขณะหลับไหล ทั้งยังชอบสังหารเด็กๆ

ชนชาติทั้งหลายในเมโสโปเตเมีย ต่างพากันหวาดกลัวนางพญาแห่งรัตติกาลผู้นี้กันทั่วไป พวกยิวซึ่งกลัวมากที่สุด ได้นำเรื่องราวของเธอไปปรุงแต่งในชื่อใหม่ว่า ลิลิธ และผูกนิยายว่า พระยะโฮวาห์ทรงทร้างอดัมและลิลิธขึ้นจากฝุ่นดิน เพื่อให้เป็นสามีภรรยากัน

แต่ต่อมา ได้เกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างมนุษย์คู่แรก พระเจ้าจึงขับไล่ลิลิธออกจากสวนสวรรค์แห่งอีเดน แล้วมอบให้เป็นของขวัญแก่ซาตาน เธอคือภรรยาคนแรกในจำนวนทั้งหมด ๔ คนของของจอมปิศาจ จากนั้นก็สร้าง อีฟ ขึ้นมาให้เป็นภรรยาของอดัมแทน

ชื่อและเรื่องราวของลิลิธ อันตรธานไปจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิม แต่ยังสามารถค้นได้ในบันทึกความเชื่อโบราณของชาวยิว ซึ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อคริสตศตวรรษที่ ๑๓ ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในทางสาธารณะอีกครั้งหนึ่ง และกลายเป็นที่หวาดกลัวของคริสตศาสนิกชนทั่วยุโรปมาตั้งแต่นั้น

ลิลิธตามความคิดของชาวคริสต์ ได้ชื่อว่าเป็นราชินี และมารดาแห่งปีศาจทั้งปวง เธอยังนับว่าเป็นต้นกำเนิดของ แวมไพร์ (Vampire) เพราะว่ากันว่า ลิลิธนั้นจะชอบฝังคมเขี้ยวลงบนลำคอของมนุษย์ เพื่อดูดกินเลือดเป็นภักษาหารนั่นเองครับ

ปัจจุบัน ลัทธิบูชานางพญาลิลิธ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับลัทธิบูชาซาตาน ซึ่งได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น จากกระแสการต่อต้านศาสนาคริสต์ และศาสนายิวในโลกตะวันตก พระนางได้รับการบรรยายว่าเป็นสตรีสาวสวยน่าลุ่มหลง เปลือย หรือแต่งกายด้วยอาภรณ์น้อยชิ้น เบื้องหลังของพระนางมีปีกค้างคาว หรือปีกค้างคาวที่มีขนแบบนก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจ และเวลากลางคืน


ประติมากรรมนางพญาลิลิธ ออกแบบโดย Milosh Meehan

แต่จะว่าไปแล้ว พิธีกรรมของลัทธิบูชาซาตานในสำนักต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการนั้น มิได้มีลักษณะรุนแรงชั่วร้าย ดังที่คริสตจักรพยายามล้างสมองคนทั่วไปหรอกครับ

พิธีกรรมที่จัดกันส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องเพศ ถ้าจะเกี่ยวข้องกับเลือดและความตาย ก็เฉพาะการฆ่าสัตว์บูชายัญ จะมีก็แต่พวกวิกลจริตบางคน ที่อ้างว่านับถือซาตานแล้วไปก่ออาชญากรรมกับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นละครับ ส่วนคนที่นับถือนางพญาลิลิธนั้น ยิ่งไม่ปรากฏว่ามีข่าวอาชญากรรมหรือทำผิดกฎหมายใดๆ

ที่สำคัญก็คือ นางพญาลิลิธแม้จะน่าสะพรึงกลัว แต่ผู้บูชาพระนางก็ยืนยันว่า พระนางก็เหมือนพระแม่กาลีที่พวกเรารู้จักละครับ คือแม้จะดุร้าย แต่ก็ใจนักเลง และปกป้องคุ้มครอง ตลอดจนประทานพรให้ผู้บูชาพระนางสมปรารถนาในเรื่องเซ็กซ์ได้ดีมาก

ที่ผ่านมา เทวรูปและเครื่องรางของนางพญาลิลิธ พบเห็นได้ไม่มากนัก เพราะเป็นของที่บูชากันภายในลัทธิซาตาน จึงทำให้ศิลปินชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงบางคน ได้นำรูปลักษณ์ของ มหาเทวีอินันนา แห่งเมโสโปเตเมีย มาสร้างเป็นเทวรูปของนางพญาลิลิธออกจำหน่าย ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันทั่วไป

แต่ปัจจุบัน ได้มีศิลปินร่วมสมัยในยุโรปและอเมริกา ได้รังสรรค์ประติมากรรมแห่งนางพญาลิลิธออกมาหลายรูปแบบ ซึ่งตรงกับที่มีการบรรยายไว้ในคัมภีร์ทางศาสนา ดังภาพประกอบในบทความนี้ละครับ 



มหาเทวีเฟรยา ต้นธารของศาสตร์แม่มดในยุโรป

๕) มหาเทวีเฟรยา (Freya)

เทพนารีองค์นี้ ทรงมีคุณสมบัติที่หลากหลายอย่างยิ่ง ทรงได้รับการสรรเสริญว่างดงามเหนือกว่าเทพนารีทุกองค์ ทรงมีพระเกศาสีทองเป็นประกาย พระพักตร์งามสดใส เรือนร่างบอบบางเปี่ยมด้วยความเย้ายวนน่าลุ่มหลงภายใต้พัสตราภรณ์น้อยชิ้น สะกดทุกคนที่เห็นให้ตกเป็นทาสของพระนางได้ในชั่วไม่กี่วินาที

พระนางทรงเป็นเทวีแห่งความรักและกามารมณ์ พระนางมอบเสน่หาและพลังแห่งความน่าหลงใหลแก่สาวรุ่น พระนางดลบันดาลให้ชายหญิงปรารถนาในกันและกัน และทรงถนอมความรักของทั้งสองให้เอิบอาบไปด้วยความพึงพอใจซึ่งกันและกันเรื่อยไป ภายใต้กฎแห่งเสรีภาพและความเสมอภาค

และตามเทวปกรณ์แห่ง ลัทธิศาสนาอาซาทรู (Asatru : ศาสนาของชาวไวกิ้ง) พระนางก็ทรงเกี่ยวข้องด้วยความรักอย่างมากมายจริงๆ ครับ

แม้ว่าจะทรงมีพระสวามี แต่พระสวามีนั้นก็แทบจะไร้ตัวตน และพระนางก็ปรากฏพระองค์อย่างอิสระเสมอ ไม่ผูกพันกับใคร และไม่มีใครที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินพระทัยของพระนางยิ่งไปกว่าพระนางเอง

พระนางทรงสวมสร้อยพระศอ บรีซซิงกาเมน (Brisingamen) ที่กล่าวกันว่างดงามที่สุดในจักรวาล และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่มีวันถ่ายถอน มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นจากสร้อยพระศอนี้ พระนางต้องทรงมีสัมพันธ์สวาทกับคนแคระ ๔ คนเพราะมัน

ในขณะเดียวกับที่ทรงผูกพันอยู่กับเรื่องของความสวยงาม ความรัก เซ็กซ์ และความอุดมสมบูรณ์ เทพนารีองค์นี้ก็ทรงมีอีกด้านหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ด้วยครับ

เพราะพระนางทรงเป็นนางพญา ผู้ควบคุมกองทัพนางฟ้าแห่งสงคราม หรือ วัลคีรีส์ (Valkyrie) ผู้คัดเลือกดวงวิญญาณเหล่านักรบในสงครามต่างๆ กล่าวอย่างง่ายที่สุดก็คือ ทรงมีอำนาจเต็มในการพิพากษาว่าใครควรจะอยู่หรือควรจะตายนั่นเอง

มหาเทวีเฟรยา ยังทรงเป็นคุรุเทพแห่งศิลปะการใช้เวทมนต์ ที่เรียกว่า ซีเธอร์ (Seidhr) ซึ่งเป็นไสยเวทอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในมายาศาสตร์สแกนดิเนเวีย นอกเหนือไปจาก Runes Magic ซึ่งเป็นของ จอมเทพโอดิน (Odin) ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด 


เทวรูปมหาเทวีเฟรยา เนื้อเรซินผสมผงหินอ่อนระบายสี
ขณะเขียนบทความนี้ คงเหลือแต่เนื้อชุบสีเลียนแบบสำริด

ซีเธอร์ เป็นมายาศาสตร์ที่ถ่ายทอดกันในหมู่ผู้ใช้เวทมนต์ที่เป็นสตรี โดยมากเป็นเรื่องของการใช้คาถา และวัตถุธรรมชาติ เช่นสมุนไพร ตลอดจนน้ำมันหอมระเหยชนิดต่างๆ เพื่อผลในทางเสน่ห์ เมตตามหานิยม การปลุกเร้าอารมณ์เพศ รวมไปถึงการบำบัดอาการเสื่อมสมรรถภาพ และโรคภัยไข้เจ็บเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ นับเป็นต้นธารของศาสตร์แห่งแม่มด หรือ Witchcraft ทั้งปวงในยุโรป

ปัจจุบัน มหาเทวีเฟรยาได้รับความนิยมในการบูชาในระดับที่แพร่หลายมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการบูชาเคียงคู่กับ จอมเทพโอดิน หรือบูชาโดยลำพัง

เทวรูปของพระนางที่หล่อด้วยเรซินผสมผงหินอ่อน มีให้สั่งซื้อได้ง่ายในอินเตอร์เน็ต และยังคงมีศาสตร์ในการบูชา เวทมนต์ และพิธีกรรมที่สืบทอดจากยุคของชาวไวกิ้ง ตามที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ อติเทวปกรณ์ ครับ


พระแม่ระตี ผลงานของศิลปินตะวันตกยุคปัจจุบัน

๖) พระแม่ระตี (Rati)

ในเทวปกรณ์ฮินดู พระแม่ระตีทรงมีบทบาทไม่มากนัก คนทั่วไปรู้เพียงว่า พระนางทรงเป็นชายาของพระกามเทพ เมื่อเหล่าเทพยดาทั้งปวงต้องการให้พระศิวะทรงมีพระชายา เพื่อให้เกิดโอรสไปปราบตารกาสูร พระนางกับพระสวามีได้เริงระบำอันเร่าร้อนด้วยกัน เพื่อปลุกพระศิวะจากฌาน

ผลก็คือพระศิวะทรงเผาพระกามเทพมอดไหม้ไป และพระกามเทพได้ไปเกิดใหม่เป็น พระปรัทยุมน์ (Pradyumna) โอรสของพระกฤษณะ พระแม่ระตีจึงได้ตามไปเกิดใหม่เช่นกันโดยมีชื่อว่า มายาวดี (Mayavati) จนทั้งสองได้ครองคู่กันอย่างมีความสุขอีกครั้ง

แต่ในความเป็นจริง พระกามเทพมิได้ถูกเพลิงกรดของพระศิวะเผาเป็นจุล และไม่มีการไปเกิดใหม่อะไรหรอกครับ ทั้งหมดเป็นเพียงเทพนิยายที่ปราชญ์ในไศวะนิกายแต่งขึ้นเพื่อผลในทางปรัชญา และเป็นการข่มลัทธิการบูชาพระกามเทพกับพระนางระตีด้วย เนื่องจากลัทธิดังกล่าวขัดแย้งกับการถือพรตของเหล่าโยคี ซึ่งเป็นอุดมคติของไศวะนิกายเท่านั้นแหละครับ

ดังนั้น ทุกวันนี้จึงยังคงมีลัทธิบูชาพระกามเทพ และพระแม่ระตีอยู่ ในลัทธินี้พระนางนับว่าทรงเป็นเทวีแห่งความรัก ความปรารถนา ตัณหา กามารมณ์ และความสุขทางเพศอย่างแท้จริงที่สุดในศาสนาฮินดูครับ

พระนามของพระแม่เจ้าองค์นี้ มาจากถ้อยคำในภาษาสันสกฤตซึ่งหมายถึง ความสุขและความเพลิดเพลินในทางกายภาพ โดยเฉพาะความสุขของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งไม่เน้นในเรื่องของครอบครัว

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวล้วนๆ และไม่เกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ที่จะมีลูกหลานสืบสกุล หรือความเป็นมารดาแต่อย่างใดครับ

พระแม่ระตีนั้น โปรดพิธีการบูชาที่มีกิจกรรมทางเพศเป็นส่วนประกอบ พระนางมีอำนาจที่จะร่ายมนต์แห่งความรักและตัณหาให้บังเกิดแก่ใครก็ได้ กล่าวกันว่าพระนางมักจะทรงเกี่ยวข้องกับความตื่นตัว อารมณ์ และความสุขของกิจกรรมทางเพศ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคน

ในรูปภาพของ พระแม่ชินนมัสตา (Chinnamasta) เราจะเห็นพระแม่องค์นี้เปลือยกาย ตัดศีรษะของพระนางเอง และยืนอยู่เหนือชายหญิงที่กำลังเสพสังวาสกัน ซึ่งก็คือ พระกามเทพกับพระนางระตีนั่นเอง

รูปภาพเช่นนี้ ถูกตีความในทางเทวปรัชญาว่า เป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมตนเองในเรื่องของความต้องการทางเพศ แต่ก็มีการตีความไปในทางอื่น ว่าหมายถึงเทวสตรีที่เป็นศูนย์รวมของพลังงานทางเพศเช่นกัน


เทวรูปพระแม่ระตีทรงหงส์ ศิลปะอินเดียใต้

เนื่องจากฮินดูกระแสหลักในปัจจุบัน พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องเพศ รูปบูชาของพระแม่ระตีจึงมีน้อยมาก โดยเฉพาะที่เป็นรูปภาพเดี่ยวๆ นั้นแทบไม่ปรากฏ

แต่ก็มีเทวรูปที่งามมากๆ ในลักษณะประทับบนหงส์ ตามที่เห็นในบทความนี้ละครับ และก็ยังมีมนต์คาถาสำหรับบูชาโดยเฉพาะ ที่รู้กันในหมู่สาวๆ อินเดียยุคใหม่ที่บูชาพระแม่เจ้าองค์นี้กันอยู่ด้วย


หนึ่งในรูปภาพที่ได้รับความนิยมที่สุดของพระแม่กาลี

๗) พระแม่กาลี (Kali)

พระแม่กาลี ก็เหมือนพระแม่ระตี คือแม้ว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างหนึ่งในลัทธิเดิมของพระนางจะเป็นเรื่องเซ็กซ์ แต่เมื่อเข้ามาในศาสนาฮินดูแล้ว ก็ไม่มีการพูดถึงความเกี่ยวข้องระหว่างพระนางในแง่ดังกล่าว แต่ก็ยังคงมีภาพวาดของพระนาง รวมทั้งประติมากรรมที่แสดงถึงเนื้อหาดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

ผมได้เขียนบทความใน blog เดียวกันนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องของพระแม่กาลีล้วนๆ ไปแล้วนะครับ

เพราะฉะนั้น ในบทนี้ก็จะไม่อธิบายอะไรอีก ขอพูดเฉพาะความเกี่ยวข้องระหว่างพระนางกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะกามบูชา หรือการร่วมเพศเพื่อเป็นการบูชาพระแม่เจ้าองค์นี้ ตาม concept ของบทความนี้เพียงอย่างเดียว

โดยนอกจากพิธีกรรมของพวกวามจารี ซึ่งประกอบด้วยการดื่มน้ำเมา (มัตยะ) - บริโภคเนื้อสัตว์สดๆ (มางสะ) - สาธยายมนตร์ปลุกกำหนัด (มนตร์) - ร่ายรำด้วยลีลายั่วยวนเร่งเร้าความรู้สึกทางเพศ (มุทรา) และร่วมเพศ (ไมถุน) ตามที่ผมเคยเขียนไปแล้วนะครับ

การบูชาพระแม่กาลี ยังมีพิธีกรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จัดขึ้นในเทวาลัยของพระนางเช่นกัน โดยจะต้องรวบรวมผู้ร่วมประกอบกามกิจ ในจำนวนที่เป็นเลขคี่ คือ ๓-๕-๗-๙ หรือบางครั้งจำนวนอาจมากกว่านั้นในพิธีใหญ่ๆ แต่โดยมารตรฐานคือ ๙ เท่าจำนวนดาวนพเคราะห์ตามหลักโหราศาสตร์

ในพิธีบูชาพระแม่กาลีนั้น ตั้งแต่เริ่มจนจบ ความสำคัญอยู่ที่สตรี บุรุษเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น การเสพสังวาสก็จะเป็นไปในหลายแบบ อาทิเช่น หญิงกับหญิง ชายกับชาย หญิงคนเดียวชายหลายคน เพราะจำนวนเป็นเลขคี่ จึงไม่มีการจับคู่กันไงครับ

ตรงศูนย์กลางของมณฑลพิธี จะมีเด็กสาวเปลือยกายเป็นตัวแทนของพระแม่กาลี เด็กสาวผู้นี้มิได้ร่วมในกามกิจ แต่ทำหน้าที่คอยรับเครื่องบูชาเช่นรวงข้าว ดอกไม้ ผลไม้ ของหวาน ผ้าแพรไหมตลอดจนเพชรนิลจินดา ที่ผู้บูชาพระแม่กาลีมอบให้


เทวรูปพระแม่กาลีแบบนี้ เหมาะสำหรับการบูชาเพื่อผลในเรื่องเซ็กซ์
และยังไม่กระทบกับการบูชาพระศิวะด้วย

เครื่องบูชาเหล่านี้ จะถูกแจกจ่ายให้กับเหล่าหญิงที่อยู่ในมณฑลพิธี และร่วมประกอบกามกิจบูชาพระแม่เมื่อพิธีสิ้นสุดลง เด็กสาวผู้เป็นตัวแทนพระแม่มิได้รับไปใช้ส่วนตัวหรอกครับ เธอทำหน้าที่รับแทนองค์พระแม่ และแจกจ่ายกลับไปที่ผู้ประกอบกามบูชาเป็นของรางวัลจากองค์พระแม่มากกว่า

พิธีกรรมที่บรรยายมานี้ เป็นเรื่องเร้นลับภายในลัทธิเดิมของพระแม่กาลีเท่านั้น บุคคลทั่วไปไม่มีโอกาสได้รู้เห็น การบูชาพระแม่กาลีของชาวอินเดียโดยทั่วไป ถ้าไม่เป็นแบบฮินดูก็เน้นการบูชายัญด้วยสัตว์เช่นแพะมากกว่า กามบูชาเป็นเรื่องที่ทำกันส่วนบุคคลเฉพาะสามีภรรยา หรือคู่รักที่ไม่เคร่งศาสนาฮินดู จึงเป็นการยากที่จะรู้ได้อย่างแน่ชัดว่า มีความนิยมแพร่หลายมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม การที่มีผู้บูชาพระนางแพร่หลายขึ้นในเมืองไทยทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องของการประทานพรในด้านกามารมณ์นี่แหละครับ


พระแม่หนี่วา ผลงานของศิลปินจีนยุคปัจุบัน

๘) พระแม่หนี่วา (Nu Wa)

เทพนารีองค์นี้ ทรงได้รับการนับถือว่าเป็นผู้สร้างมนุษย์ โดยทรงปั้นขึ้นจากดินที่ริมฝั่งแม่น้ำเหลือง และสิ่งนี้ทำให้พระนางทรงกลายเป็นเทพแห่งความรัก และกามารมณ์ไปด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

นั่นก็เพราะภายหลังจากความเหนื่อยล้า ในการสร้างมนุษย์ทั้งชายและหญิงเป็นจำนวนมาก พระนางทรงได้คิดว่า ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่เทพ พวกเขาไม่อาจอยู่ค้ำฟ้าเช่นพระนาง และถ้าพวกเขาสิ้นอายุลง พระนางก็ไม่อาจจะทรงรับภาระในการให้กำเนิดมนุษย์ทั้งโลกได้ตลอดไป 

พระแม่หนี่วาจึงประทานพลังอำนาจ ให้มนุษย์ที่ต่างเพศกันนั้นสามารถที่จะสมสู่กัน เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้ด้วยตนเอง จากนั้นพระนางก็ทรงสั่งสอนสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวแก่การครองเรือนแก่คู่สามีภรรยาเหล่านั้น ซึ่งเรื่องเซ็กซ์ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นละครับ

ใน Wikipedia นั้นถึงกับกล่าวว่า พระนาง represents heaven and the never ending sexual desire between married couples เลยทีเดียว

แต่เทววิทยา และวรรณคดีจีนไม่พูดออกมาตรงๆ ในส่วนนี้ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมจีนมีปัญหาในการพูดถึงเรื่องเพศเช่นเดียวกับวัฒนธรรมอินเดีย แม้จะมีความต้องการผลผลิตของประชากรประเภท ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองพอๆ กันก็ตาม
         
พระแม่หนี่วา ตามที่ปรากฏในปฐมกาลนั้นเป็นเทพนารีผู้ทรงพระสิริโฉม แต่ก็ดูน่าสะพรึงกลัวมาก เพราะทรงมีพระวรกายท่อนล่างเป็นมังกรหรืองู ในเวลาต่อมาจึงปรากฏพระองค์ด้วยเทวลักษณะอันงามสมบูรณ์แบบ

พระนางทรงมีสัญลักษณ์คือก้อนหินห้าสี  ซึ่งเตือนให้เราระลึกถึงการที่ทรงช่วยเหลือบรรพชนของเรา ให้พ้นมหาวิบัติภัยจากวันโลกาวินาศในอดีตอันไกลโพ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทำให้พระนางทรงได้รับความนิยมนับถือสูงสุด

แต่แม้จะทรงมีน้ำพระทัยเมตตาต่อมวลมนุษย์ อย่างหาที่เปรียบมิได้ ในอีกแง่หนึ่ง พระนางก็ทรงมีความเด็ดขาดเพียงพอที่จะลงโทษคนชั่วให้ถึงแก่ความวิบัติได้เช่นกัน ดังเช่นการส่ง นางพญาจิ้งจอกเก้าหาง ไปมอมเมาจอมทรราชย์แห่งราชวงศ์ซาง จนพินาศสูญบ้านสิ้นเมือง


เทวรูปพระแม่หนี่วายุคปัจจุบัน ทำด้วยไม้แกะสลักระบายสี

เรื่องของนางพญาจิ้งจอกเก้าหาง แปลงร่างเป็น พระสนมต๋าจี มอมเมา โจ้วหวาง จอมทรราชย์นี้ เป็นตำนานโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของจีน แต่ก็อีกนั่นแหละครับ วรรณกรรมจีนมีวิธีเล่าตำนานนี้โดยทำให้ผู้คนแทบจะลืมไปสนิทว่า นางจิ้งจอกเก้าหางในคราบต๋าจีนั้น ใช้ความยั่วยวนและตัณหาราคะมอมเมาจอมทรราชย์

ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเย้ายวนทางเพศ จนทำให้เกจิอาจารย์ชาวไทยนำมาสร้างเป็นเครื่องรางด้านเสน่ห์และราคะกันเป็นอันมาก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ นับว่าเป็นอีกพฤติการณ์หนึ่ง ที่ทำให้พระแม่หนี่วามีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับเรื่องของความใคร่และกามารมณ์ แม้ว่าจะมิได้เกิดจากเจตนาของพระนางเองก็ตาม

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ พระแม่หนี่วากำลังได้รับความนับถือมากในจีนแผ่นดินใหญ่ และเทวรูปของพระนางก็หาได้ง่ายในอินเตอร์เน็ต รวมทั้งมีเทวรูปของพระนางให้กราบไหว้ในเมืองไทยของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ที่ จ.ชลบุรี และใน อุทยานมังกรสวรรค์ ที่ จ.สุพรรณบุรี

อย่างไรก็ตาม การบูชาพระแม่หนี่วานั้น สามารถนำมาซึ่งความสำเร็จในเรื่องความรักและกามารมณ์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องบูชาให้แตกต่างจากเทพนารีจีนองค์อื่น เพราะพระนางจะทรงจัดสรรให้ ตามที่เหมาะที่ควรกับผู้บูชาอยู่แล้วครับ




ครับ...ก็เป็นอันว่าครบถ้วน สำหรับเทพนารีองค์สำคัญ ที่ประทานพรในเรื่องกามารมณ์ และยังมีคติการนับถือกันอยู่ในทุกวันนี้

และขอย้ำว่า ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เป็นการตอบคำถามที่ได้รับมาตลอด รวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ ไม่ใช่การเชิญชวนให้ใครไปกราบไหว้บูชาพระแม่เหล่านี้นะครับ

เพราะแม้การบูชาพระแม่ทั้ง ๘ องค์นี้ ถึงจะดีกว่า-ปลอดภัยกว่าการเล่นคุณไสยมนต์ดำ แต่ก็ยังมีอาถรรพณ์อยู่ดี ด้วยว่านอกจากเรื่องเซ็กซ์แล้ว แทบทุกองค์ก็ทรงเป็นเทวีแห่งชีวิตและความตายด้วย

และคนบูชาเทพในเมืองไทยเรา โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ จำนวนมาก ก็มักจะบูชาเทพอย่างเป็นของเล่น นึกจะบูชาก็แสวงหามาบูชา พอเบื่อก็เลิก หรือไม่ก็บูชาอย่างเอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจเรื่องศีลธรรม

ซึ่งถ้ามาทำอย่างนี้กับพระแม่ ๘ องค์นี้ ในที่สุดก็จะพบกับความวิบัติหายนะ ไม่แตกต่างกับการเล่นคุณไสยมนต์ดำหรอกครับ

การบูชาเทพนารี ๘ องค์นี้ จึงเหมาะกับผู้บูชาที่มีวุฒิภาวะ รู้จักตนเอง และมีวินัยในการควบคุมตนเอง ตลอดจนมีศีลธรรม คุณธรรม จึงจะบูชาได้ผลดีที่สุดครับ


.........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด