แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพรหม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพรหม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ฤาษี ๑๐๘ และ อินทร์ พรหม ยม กาฬ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์


ภาพจาก http://www.clipmass.com

ผมมักได้รับคำถาม เกี่ยวแก่บรมครูทางไสยศาสตร์ไทย คือ ครูฤาษีทั้งหลาย 

เช่น พระภรตมุนี พระฤาษีนารอท พระฤาษีกไลยโกฏิ พระฤาษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤาษีตาไฟ เเละพระฤาษีเดินดง เป็นต้น

ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า ฤาษี ๑๐๘

ผู้ถาม ซึ่งมักเป็นผู้สนใจศึกษาเทววิทยา พากันสงสัยว่า บรมครูฤาษีเหล่านี้ ท่านมีประวัติความเป็นมาอย่างไร จนกลายมาเป็นบรมครูผู้สั่งสอนคาถาอาคมฝ่ายไทยได้

ในภพภูมิของท่านนั้นสถิตอยู่ที่ใด

เเละทิพยภาวะของท่านนั้น แท้จริงเป็นอย่างไร?

ผมขออธิบายเป็นลำดับดังนี้นะครับ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่า คำว่า ฤาษี ๑๐๘ ไม่ได้หมายความว่า มีอยู่ทั้งหมด ๑๐๘ ตน 

แต่หมายความว่า มีมากหลายยุคหลายสมัย รู้ชื่อก็มี ไม่รู้ชื่อก็มี

แต่ก็เป็นที่นับถือกันว่าเป็น ครูต้นคือเป็นเจ้าของวิชาอาคมต่างๆ ที่ตกทอดกันมาบ้าง สาบสูญไปแล้วบ้าง 

เพราะคนไทยเราถือว่า วิชาความรู้ทุกอย่างต้องมีคนค้นพบเป็นคนแรก แล้วปรับปรุงสืบทอดต่อๆ กันมา 

เราให้เครดิตคนที่ค้นพบ หรือสั่งสอนวิชาเหล่านี้เป็นคนแรกโดยเรียกว่า ครูต้น

เมื่อไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ปริมาณ แต่รู้ว่า ต้องมีตัวตนอยู่จริงตามสายวิชานั้นๆ ก็เลยใช้คำแทนว่า ฤาษี ๑๐๘ ไงครับ

พระฤาษีเหล่านี้มีที่มาหลากหลาย บางท่านก็เก่าถึงสมัยที่พวกฤาษีจากอินเดีย จาริกเข้ามาเมืองไทยประมาณพันกว่าปีมาแล้วนะครับ

เช่น ท่านสุเทวฤาษี แห่งดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ หรือ ท่านสุกกทันตฤาษี แห่งเขาสมอคอน จ.ลพบุรที่อยู่ในตำนาน พระนางจามเทวี

แต่ฤาษีที่นับถือกันมากส่วนใหญ่จะเป็นฤาษีเขมร ซึ่งเข้ามาแพร่หลายอยู่ในเมืองไทยช่วงขอมเรืองอำนาจ

ในขณะที่ทางฝั่งตะวันตกก็มีฤาษีพม่าเข้ามา ซึ่งก็จะกลายเป็นครูต้นของวิชาไสยศาสตร์ไทยอีกสายหนึ่งครับ

ฤาษีเหล่านี้ เดิมก็เป็นคนธรรมดาละครับ เป็นมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ด้วยกันทั้งนั้น 

ถ้าเป็นสายพม่า บางท่านก็เคยบวชเป็นพระสงฆ์มาก่อน บางท่านก็เป็นฆราวาสที่ต่อวิชาจากพระสงฆ์ หรือจากฤาษีด้วยกัน 

ส่วนทางสายเขมร-ลาวก็เป็นพราหมณ์มาก่อนบ้าง หรือเป็นโยคีที่มาจากอินเดียใต้บ้าง

ความรู้ทางไสยศาสตร์-เทวศาสตร์ที่ท่านเหล่านี้นำเข้ามา พอมีการถ่ายทอดนานวันเข้าก็หลอมรวมกันเป็นไสยศาสตร์ไทย




ดังจะเห็นได้ว่า วิชาอาคมในทางไสยศาสตร์ของไทยนั้น แต่เดิมใช้ภาษาบาลีที่จดบันทึกด้วยอักษรขอม ในขณะที่ทางภาคเหนือเป็นภาษาบาลีเหมือนกัน แต่จดด้วยอักษรพม่าหรือไม่ก็อักษรล้านนา

ดังนั้นไสยศาสตร์ไทยกระแสหลัก จึงมีต้นทางมาจากไสยศาสตร์อินเดียภาคเหนือ (ผ่านทางพม่า-ล้านนา) และไสยศาสตร์เขมร มารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นเป็นอย่างน้อย

บรมครูฤาษีเช่น พระฤาษีกไลยโกฏิ พระฤาษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤาษีตาไฟ ปู่เจ้าสมิงพราย ท่านเหล่านี้เป็นฤาษีพื้นเมืองที่อยู่ในเมืองไทยเรานี่ละครับ เป็นผู้สืบทอดสายวิชาต่างๆ ตามที่ผมบอกไปแล้ว

แล้วหลายๆ ท่านก็คิดค้นวิชาใหม่ๆ ขึ้นมาเป็นของท่านเอง อย่างพระฤาษีกไลยโกฏิที่ท่านมีความเชี่ยวชาญเรื่องเหล็กไหล จนมีบางตำราว่าท่านเป็นผู้สร้างเหล็กไหล ด้วยเหตุนี้ท่านได้รับการนับถือเป็นครูต้นในสายวิชาดังกล่าว

ส่วนพระภรตมุนี พระฤาษีนารอท หรือฤาษีองค์อื่นอย่างพระประโคนธรรพ และอีกองค์หนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีใครนึกว่าเป็นฤาษีเหมือนกัน คือ ท่านชีวกโกมารภัจ เหล่านี้ท่านเป็นคุรุเทพอยู่แล้วในอินเดีย ฤาษีอินเดียเป็นผู้นำคติเกี่ยวกับท่านเข้ามา

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นพันๆ ปี พระนารทมุนี (Narada) หรือเทพฤาษีจอมเสี้ยมที่เราเห็นสะพายวีณาร้อง นาร้าย นารายณ์ ในหนังอินเดียนั่นน่ะแหละครับ ก็เลยแยกเป็นคุรุเทพฝ่ายนาฏดุริยางค์ไทยได้ ๒ องค์ คือ พระฤาษีนารอท และพระประโคนธรรพ ตามสายวิชาที่แยกกันไปในสำนักต่างๆ




หรืออาจจะแยกกันมาบ้างแล้วจากอินเดียก็ได้นะครับ คือ เป็นพระฤาษีองค์เดียวกันก็จริง แต่เรารับมาหลายคราว จากหลายสำนักในอินเดีย ซึ่งนับถือแตกต่างกัน ในที่สุดจึงแยกเป็น ๒ องค์ในวงการนาฏดุริยางค์ไทย

ส่วนท่านชีวกฯ ก็ไม่มีใครอยากเรียกว่าท่านเป็นฤาษีแล้ว เพราะพุทธกระแสหลักในเมืองไทย ค่อนข้างรังเกียจฤาษีครับ

ดังนั้น กับคำถามที่ว่า ในภพภูมิของท่านบรมครูฤาษีนั้นสถิตอยู่ที่ใด เเละท่านมีทิพยภาวะอย่างไร 

ก็ต้องตอบว่า แต่ละท่านนั้นมีทิพยภาวะที่แตกต่างกัน แล้วก็สถิตอยู่ในภพภูมิที่ไม่เหมือนกัน

อย่างพระฤาษีนารอท และพระประโคนธรรพ เป็นภาคหนึ่งของพระนารทมุนี ซึ่งถือว่าเป็นเทวฤาษี หรือ ฤาษีชั้นเทพแล้ว

ในขณะที่ครูฤาษีของไทยเราจริงๆ เช่น พระฤาษีกไลยโกฏิ พระฤาษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤาษีตาไฟ ปู่เจ้าสมิงพราย มีทั้งเป็นชั้นเทพ และผีชั้นสูง แล้วแต่ว่าจะเป็นพระฤาษีที่สำเร็จในระดับไหน และเก่าแก่เพียงใด

อีกอย่างหนึ่ง ที่หลายคนสงสัยกัน คือ ฤาษีไทยโบราณที่มีตัวตนจริงนั้น ท่านนุ่งห่มหนังเสือกันจริงๆ หรือ?

คำตอบก็คือ จริง

แต่ก็เฉพาะสายฤาษีที่มาจากเขมรโบราณ ที่สืบทอดมาจากฤาษีไศวะนิกายของอินเดียเท่านั้นครับ

ลองสังเกตดูเครื่องแต่งกายของพระศิวะ บรมเทพสูงสุดในไศวะนิกายสิครับ จะเห็นว่าท่านนุ่งห่มหนังเสือ แม้ว่าจะไม่นุ่งเต็มทั้งผืนแบบฤาษีในภาพวาดของเราก็ตาม




ที่นุ่งไม่เต็มผืน ก็เพราะหนังเสือที่จะเอามานุ่งห่มได้ ต้องเป็นหนังเสือลักษณะดีที่แก่ตายตามธรรมชาติ และเพิ่งตายใหม่ๆ

ไม่ใช่เสือทั่วไปที่ถูกฆ่าตาย หรือตายด้วยความทรมาน เพราะบาดเจ็บจากการล่าเหยื่อ หรือตายหลายวันแล้ว

จึงเป็นสิ่งที่นานๆ จะพบเจอกันสักครั้ง แม้กับพวกฤาษีที่อยู่ในป่าก็ตาม

เมื่อโชคดีไปเจอเข้า ก็ต้องทำพิธีขอพลีเอามาให้ถูกต้อง เอามาล้างทำความสะอาด แล้วแบ่งๆ กันไปในหมู่ฤาษีที่รู้จักกัน หรือเก็บไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาบ้าง 

โอกาสที่จะมีหนังเสือทั้งตัวให้นุ่งอย่างฤาษีในภาพวาดไทย จึงยากครับ

แล้วหนังเสือนี่ เขาไม่ได้เอามานุ่งห่มกันทุกวันนะครับ มักจะนำมาห่มทับเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ เฉพาะเมื่อจะเข้าเมือง หรือมีงานพิธีสำคัญๆ เท่านั้น ถือเป็นการแต่งกายเต็มยศ

ส่วนฤาษีสายอื่น เช่น พม่า หรือแม้แต่สายเขมรแต่ไม่ใช่สืบทอดมาจากไศวะนิกาย ก็นุ่งผ้าสีอื่นกันละครับ ตามแต่จะหาได้


ฤาษีไทยปัจจุบัน ห่มผ้าพิมพ์ลายหนังเสือ เหาะเหินเดินอากาศด้วยพารามอเตอร์

ส่วนฤาษีไทยยุคปัจจุบัน ที่ไปซื้อผ้าพิมพ์ลายหนังเสือมาห่ม ถือว่าตลกครับ 

ชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่รู้เรื่องอะไร เห็นแล้วก็อาจจะศรัทธา แต่ถ้าคนที่รู้ เห็นแล้วก็น้ำตาไหล คือหัวเราะจนน้ำตาไหลก็ได้ สังเวชใจจนน้ำตาไหลก็ได้

ปัจจุบัน การนับถือครูฤาษีมิได้มีอยู่ในทางไสยศาสตร์เท่านั้น แต่มีอยู่ในเทวศาสตร์ ตลอดจนองค์ความรู้โบราณแทบทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ เวชกรรมพื้นบ้านเช่นการปรุงสมุนไพร นวดแผนโบราณ จนกระทั่งถึงศิลปะการต่อสู้ ตลอดจนวิชาสำหรับใช้ในการสงคราม เว้นแต่วิชาช่างฝีมือต่างๆ เท่านั้น

นอกจากพระฤาษีเเล้ว คุรุเทพฝ่ายเทวศาสตร์ไทยเเละไสยศาสตร์ไทย ยังรวมถึงองค์เทพต่างๆ โดยเฉพาะที่ได้ยินกันบ่อยครั้ง คือ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ ด้วยครับ

ความจริงแล้ว พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ เป็นคุรุเทพทางเทวศาสตร์และไสยศาสตร์เขมรมาก่อน 

เคยได้รับการนับถือ และเป็นหลักในการประกอบพิธีกรรมของราชสำนักเขมรช่วงสมัยบายน เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ และคงจะมาเฟื่องฟูมากขึ้นในช่วงใกล้ๆ กัน หรือภายหลังจากการถือกำเนิดของสุโขทัยและอโยธยา


พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ในศิลปะขอม

อันนี้เป็นการสันนิษฐาน โดยประมวลจากการตีความหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ นะครับ

หลังจากนั้น พอถึงสมัยอยุธยาตอนต้น เจ้าสามพระยาทำลายเมืองพระนคร อาณาจักรขอมถึงแก่กาลพินาศ ราชวงศ์เขมรต้องย้ายเมืองหนีไปที่อื่น

บรรดาพราหมณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญคาถาอาคมต่างๆ ที่เคยอยู่ในราชสำนัก หรือในเมืองพระนคร ก็แยกย้ายปะปนไปกับชาวบ้านธรรมดา เป็นเหตุให้คติเกี่ยวกับเทพเจ้าทั้ง ๔ องค์นี้ แพร่หลายในไสยศาสตร์เขมรระดับชาวบ้านด้วย

เพราะปรากฏว่า ผมเคยเห็นตำราไสยศาสตร์เขมรหลายเล่ม รวมทั้งเคยศึกษากับครูบาอาจารย์ที่ท่านร่ำเรียนไสยศาสตร์เขมรมา ก็พบว่ามีการบูชาเทพทั้ง ๔ องค์นี้ และเทพองค์อื่นๆ เหมือนไสยศาสตร์เราพอสมควร

แต่ไม่เคยเห็นบูชารวมกันเป็นชุดเหมือนในทางไสยศาสตร์ไทยเรา 

ซึ่งจะมีหรือไม่ ไม่ทราบ

ที่เห็นคือแยกบูชาเป็นองค์ๆ ไป ตามพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยพระอินทร์ พระยม พระกาฬ จะได้รับการบูชาในพิธีกรรมต่างๆ มากกว่าพระพรหม

ทีนี้ ไสยศาสตร์เขมรนั้นเขามีลัทธิพิธีที่เป็นระบบ เป็นหลักเป็นฐานมากกว่าไสยศาสตร์พื้นเมืองของไทยเราในยุคแรกๆ 

เมื่อเราทยอยรับไสยศาสตร์ของเขาเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย และอโยธยาแล้ว เราก็เอาระบบและวิธีการของเขา มาเป็นรากฐานของไสยศาสตร์ไทย เทพเจ้าองค์ไหนที่เขาบูชาอยู่ เราก็รับเข้ามาด้วย

ดังนั้น แม้ว่าไทยเราจะนับถือคณะเทพชุดเดียวกับในอินเดีย เราก็นับถือไม่เหมือนกับในอินเดียครับ

แล้วไสยศาสตร์ไทยเรา นิยมจัดชุดเทพสำหรับการบูชาในพิธีกรรมแต่ละอย่าง ซึ่งทำให้เกิดสายวิชาต่างๆ แตกแขนงกันออกไป 

การจัดชุดเทพสำหรับพิธีกรรมนี้ เราจะเห็นตัวอย่างตั้งแต่ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย และโองการแช่งน้ำสมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว


พระกาฬไชยศรี ทรงนกแสกเป็นพาหนะ
ภาพจาก http://www.narailuck.com

ซึ่งก็ปรากฏว่า พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ ก็มักจะได้รับความนิยมบูชากันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในไสยศาสตร์ไทยสายวิชาไหน เวลามีการตั้งพิธีใหญ่ๆ สำคัญๆ ก็จะมีการกล่าวอัญเชิญเทพทั้ง ๔ องค์นี้เสมอ จนแทบจะเรียกได้ว่า ขาดไม่ได้เลยละครับ

ขณะที่เทพองค์อื่นๆ นั้น อาจจะละเว้นไปได้บ้าง หรือบางพิธีก็ไม่กล่าวถึงบ้าง 

แต่ทั้งสี่องค์นี้ เรียกว่าทุกพิธีที่มีมาตรฐาน จะต้องมีการอัญเชิญ ยิ่งเป็นพิธีใหญ่ ยิ่งต้องมีโองการอัญเชิญแต่ละองค์มาโดยเฉพาะ

จึงเป็นที่คุ้นเคยกันสำหรับคนไทยสมัยก่อน ที่ได้รู้เห็นพิธีกรรมต่างๆ อยู่เสมอ จนเกิดเป็นคำพูดคล้องจองกันว่า อินทร์ พรหม ยม กาฬ บ้าง อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ บ้าง แล้วแต่จะพูดกันไป

ไม่ได้หมายความว่า คุรุเทพฝ่ายเทวศาสตร์ไทยเเละไสยศาสตร์ไทยมีอยู่เพียง ๔ องค์นี้ ยังมีเทพองค์อื่นๆ อีกนะครับ ดังที่ผมเกริ่นไปแล้ว

อย่างพระนารายณ์ พระอิศวรก็ใช่ พระแม่ธรณี ก็ใช่

แต่ที่คนจำได้ขึ้นใจ มี ๔ องค์นี้มากที่สุด เพราะมีการเอ่ยพระนามคล้องจองกันเสมอในการอ่านโองการต่างๆ




เมื่อจำขึ้นใจแล้ว บางสายวิชา เช่น สายที่ผมเรียนมาจากทางอยุธยานั้น ก็เลยนับถือเทพ ๔ องค์นี้เป็นหลัก 

จนถึงกับว่า ถ้าพิธีใดไม่มีความสามารถจะตั้งเทวรูปองค์เทพและพระฤาษีต่างๆ ที่เป็นครูได้ครบทุกองค์แล้ว ขอให้มีเทวรูปของเทพทั้งสี่องค์นี้ พิธีนั้นก็ศักดิ์สิทธิ์

หรือที่ผมเคยเห็นสายวิชาอื่น เขาก็นับถือจนยกย่องให้เป็นจตุโลกบาลไปเลยก็มี บางสายวิชาก็นับถือว่า เป็นชุดเทพ ๔ องค์ ที่อัญเชิญในพิธีอาถรรพณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าเทพองค์อื่น

ทีนี้ บางคนชอบของแรงๆ พอได้ยินชื่อ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ ในพิธีกรรมต่างๆ ก็หูผึ่ง มาถามผมว่า ถ้าบูชาทั้ง ๔ องค์นี้ด้วยกัน จะทำได้หรือไม่สำหรับบุคคลทั่วไป 

เเละวิธีการบูชานั้น เเตกต่างจากการบูชาเทพอื่นๆ หรือไม่

ผมก็จะตอบเสมอว่า วิธีการบูชาอินทร์ พรหม ยม กาฬ ครบชุดนั้น แตกต่างกับการบูชาเทพโดยทั่วไปแน่นอน และถ้าบูชาครบชุดสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป ก็แรงไปแน่นอนเช่นกันครับ

เพราะเป็นการบูชาที่เหมาะสำหรับผู้ที่ร่ำเรียนทางวิชาอาคม ไสยศาสตร์ชั้นสูง ตลอดจนเทวศาสตร์ต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบพิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีที่เสี่ยงอันตราย ต้องต่อสู้กำราบภูตผีปีศาจ คุณไสยมนต์ดำต่างๆ ซึ่งไม่ใช่กิจกรรมของผู้บูชาเทพตามปกติ

และที่สำคัญคือ ไม่เหมาะกับคนมักง่าย หรือคนที่ชอบของแรงๆ โดยไม่รู้จักศึกษาหาความรู้อย่างแท้จริง

เพราะการจะบูชาเทพชุดนี้ ผู้บูชาจะต้องเป็นศิษย์มีครู ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมเพื่อจะนำไปใช้ทำพิธีอาถรรพณ์ต่างๆ อย่างที่ผมบอกแล้ว

และผู้บูชาคนเดียวกันนั้น ก็จะต้องมีดวงชะตาที่สมควรจะได้บูชาครบชุดด้วยนะครับ

ไม่ใช่แค่คิดว่า ตนมีญาณบารมีองค์เทพ หรือเปิดตำหนักอะไรขึ้นมาก็จะรับไปบูชา หรือแค่ว่าชอบของแรงๆ ดูแล้วแรงสะใจ ก็ไปยกมาบูชาเลย เสกไม่เสกว่ากันทีหลัง




คนพวกนี้ ได้รับความวิบัติหายนะกันมานักต่อนักแล้ว แม้จะบูชาเทวรูปที่ผ่านพิธีถูกต้อง ก็วิบัติ เพราะไม่ใช่ชุดของเทวรูปชนิดที่คนทั่วไปพึงบูชาไงครับ

แต่ถ้าบูชาเทวรูปตำหนักทรงเสก หรือไม่ได้เสกแล้วเอาไปกราบไหว้ จะยิ่งวิบัติเร็วขึ้น แรงขึ้นหลายเท่า

ความวิบัติที่ผมกล่าวถึงนี้ โบราณเรียกว่า ธรณีสาร ถ้าไม่แก้ไขโดยเร็ว จะไม่มีผลเฉพาะเพียงในชาตินี้เท่านั้น แม้เมื่อตายแล้วก็มีผลกับวิญญาณ ไปเกิดใหม่ก็ตามไปให้ผลกับชาติภพใหม่อีก

โชคดีนะครับ ที่ผ่านมานี้ยังไม่มีวัดไหน หรือสำนักไหนออกเทวรูปชุด อินทร์ พรหม ยม กาฬ มาให้สาธารณชนบูชาครบทั้ง ๔ องค์ 

ไม่อย่างนั้น เราคงได้เห็นคนบ้าเพราะธรณีสารเกลื่อนเมืองยิ่งกว่าทุกวันนี้


...........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คุรุเทพฮินดู

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

คุรุเทพฮินดู คือ พระพรหม พระสรัสวดี และพระศิวะ ที่จริงล้วนแต่เป็นที่รู้จักกันดีทั้ง ๓ องค์ แต่ข้อมูลทางเทววิทยาของแต่ละองค์จริงๆ ไม่ค่อยมีการเผยแพร่กันเท่าใดนัก เอาเป็นว่าเรามาดูเรื่องของแต่ละองค์ในแบบที่ไม่ผูกพันกับเทพนิยายนะครับ




พระพรหม (Brahma) เป็นคุรุเทพที่เก่าแก่ที่สุดองค์หนึ่งในอินเดีย ปรากฏในคัมภีร์ศตปถพราหมณะ ซึ่งมีอายุประมาณ ๒,๖๐๐-๒,๘๐๐ ปีมาแล้ว ในลักษณะที่เป็นนามธรรม ไม่มีเพศ แต่เป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งต่างๆ คือเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งนั่นเอง

ลัทธิการนับถือพระพรหมเช่นนี้ ยังคงสืบทอดต่อมาในคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเจริญอยู่ในช่วงต้นพุทธกาล ตามคัมภีร์ดังกล่าวระบุว่า พระพรหมทรงเป็นสารัตถะ (Essence) ของสรรพสิ่งในโลกและจักรวาล ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากพระองค์

พระองค์จึงทรงเป็น ปรมาตมัน หรือ จิตจักรวาล และสิ่งมีชีวิตทุกอย่างล้วนมี อาตมัน ที่แยกออกมาจากพระองค์ เป็นจิตแท้ภายในกายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าของเราก็คงจะได้ศึกษาคัมภีร์ดังกล่าวนี้เช่นกัน จึงได้ทรงคัดค้านหลักการนี้ในภายหลัง

แต่ก่อนที่จะเกิดคัมภีร์อุปนิษัทขึ้นนั้น เมื่อศาสนาพราหมณ์ที่นับถือคัมภีร์พระเวทเริ่มเสื่อมลง พระพรหมก็กลายเป็นมหาเทพ คือเป็นเทวะที่มีตัวตน เป็นเพศชาย และมีถึง ๕ พระพักตร์

ในช่วงนี้แหละที่มีการนับถือว่าพระองค์เป็นเทพผู้สร้างโลก โดยทรงมีความสัมพันธ์กับ พระนางศตรูปา (Shatarupa) ซึ่งเป็นธิดาของพระองค์เอง ทำให้เกิดพระมนูซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ และต่อมาฝ่ายไศวะนิกายก็แต่งเทพนิยายข่มว่าพระศิวะทรงตัดพระพักตร์หนึ่งของพระพรหมออกไป เพราะทรงเอาแต่เฝ้าดูพระชายาอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทรงเหลือเพียง ๔ พระพักตร์

แต่ในอีกตำราหนึ่งก็บอกว่าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นจากพระวรกายส่วนต่างๆ ทำให้ได้เป็น ๔ วรรณะที่แตกต่างกัน และพระองค์ก็เป็นผู้ลิขิตชีวิตมนุษย์ด้วยครับ

ในช่วงต้นสมัยพุทธกาลจนกระทั่งพ.ศ.๒๕๐ คติการนับถือบูชาพระพรหมมีอยู่ทั่วไป

แต่หลังพ.ศ.๒๕๐ ศาสนาพราหมณ์ได้กลายรูปเป็นศาสนาฮินดู เกิดสองนิกายใหญ่คือ นิกายไวษณพ ที่นับถือพระนารายณ์ หรือพระวิษณุเป็นเทพสูงสุด กับ นิกายไศวะ ที่นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด พระพรหมก็เลยได้รับการนับถืออยู่ในท่ามกลางสองนิกายนี้

จนในที่สุดสองนิกายนี้เจริญขึ้น ฐานะความเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งของพระองค์ รวมทั้งการเป็นองค์ปรมาตมัน ก็ถูกนำไปยกให้เป็นของพระนารายณ์ กับพระศิวะ จนพระพรหมลดความสำคัญลง ในที่สุดแม้แต่ชายาของพระองค์ คือ พระสรัสวดี ก็ได้รับการนับถือแพร่หลายยิ่งกว่า

พระพรหมจึงด้อยความสำคัญลงจนปัจจุบันนี้ กลายเป็นเทพเจ้าที่ไม่สำคัญนักในอินเดีย มีเทวาลัยขนาดใหญ่อยู่เพียงแห่งเดียวที่ริมทะเลสาบบุษกร อยู่ในรัฐราชสถาน

คติที่นับถือพระพรหมเป็นคุรุเทพนั้น คือลัทธิที่เกิดขึ้นในช่วงปลายศาสนาพราหมณ์ คือ นับถือว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานคัมภีร์พระเวทแก่พราหมณ์ และพราหมณ์ก็ใช้เทวศาสตร์ของพระพรหมในการเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องการแบ่งชั้นวรรณะด้วย

และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้คติการบูชาพระองค์เสื่อมลงไปพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ เพราะเมื่อศาสนาพราหมณ์เปลี่ยนเป็นศาสนาฮินดูแล้ว ก็ไม่มีการให้ความสำคัญกับคัมภีร์พระเวทอีกต่อไป คงมีเพียงการอ้างถึงเป็นครั้งคราวเท่านั้น

แต่ลัทธิที่บูชาพระองค์ ที่เมืองบุษกรทุกวันนี้ ก็ยังคงบูชาในฐานะคุรุเทพ ผู้ประทานความรู้ในทุกศาสตร์ ทุกสาขาแก่มนุษย์ ดังที่เทวรูปของพระองค์ยังคงถือคัมภีร์ ซึ่งหมายถึงพระเวท สร้อยประคำ ซึ่งหมายถึงการบำเพ็ญภาวนา หม้อน้ำ ซึ่งหมายถึงความรู้ของพราหมณ์ และ ช้อนตักเนยหยอดหม้อไฟ ซึ่งหมายถึงความรู้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ อยู่

ส่วนพระพรหมที่เข้าไปมีบทบาทเกี่ยวข้องกับพุทธประวัตินั้น เป็นคนละองค์กับพระพรหมในศาสนาพราหมณ์ คือเป็นเทวดาจำพวกหนึ่งที่สูงกว่าเทวดาทั่วไปเท่านั้น และศาสนาพุทธก็ยืมคำว่า "พรหม" จากศาสนาพราหมณ์ไปใช้บัญญัติเรียกเทวดาในชั้นดังกล่าว พรหมในศาสนาพุทธจึงมีจำนวนมากมาย ขณะที่พระพรหมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีเพียงองค์เดียว




คติความเชื่อเกี่ยวกับพระพรหม เข้ามาสู่เมืองไทยพร้อมกับศาสนาฮินดู ตั้งแต่สมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖) มีหลักฐานอยู่ที่ ถ้ำพระงาม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และเข้ามาอีกระลอกหนึ่งจากอาณาจักรขอม ในฐานะของมหาเทพองค์หนึ่งในชุดตรีมูรติ ทั้งสองคตินี้ปัจจุบันไม่มีผู้นับถือแล้วครับ

ส่วนพระพรหมที่ปรากฏในคัมภีร์ไสยศาสตร์ไทย หรือแม้แต่คัมภีร์โหราศาสตร์ เช่น พรหมชาติ รวมทั้งที่ปรากฏอยู่ตามภาพพุทธประวัติต่างๆ นั้น เป็นพระพรหมในศาสนาพุทธทั้งสิ้น คนละองค์กับคุรุเทพที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้

ท้าวมหาพรหมเอราวัณ และศาลพระพรหมทั่วเมืองไทยนั้น ก็ไม่เกี่ยวกับพระพรหมอินเดีย เป็นพระพรหมของไทยและเกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธเช่นกัน ศาลพระพรหมอินเดียแท้ๆ มีอยู่ในเมืองไทยเพียงแห่งเดียว คือที่วัดแขกสีลม




พระสรัสวดี (Saraswati) ทรงเป็นมหาเทวีอีกองค์หนึ่งที่ได้รับการบูชาอย่างกว้างขวางในศาสนาฮินดูทุกวันนี้ โดยไม่จำกัดลัทธินิกาย

พระนางทรงได้รับการนับถือในฐานะคุรุเทพสูงสุด เหนือกว่าคุรุเทพอีกหลายองค์ในศาสนาฮินดูทุกวันนี้ จนพูดได้ว่า ถ้าจะกล่าวถึงเทพแห่งสติปัญญาและความรู้ คนอินเดียจะนึกถึงพระแม่สรัสวดีก่อนเทพทุกองค์ แม้ว่าในศาสนาฮินดูจะมีคุรุเทพที่บูชากันอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม

พระแม่สรัสวดีทรงเป็นเทวีแห่งปรีชาญาณ และศิลปวิทยาการ พระนางทรงอุปถัมภ์การศึกษาในศาสตร์ต่างๆ ทุกแขนงที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาได้ ดังนั้นพระนางจึงเป็นเทวีของครูบาอาจารย์ นักเรียนนักศึกษา และการเรียนการสอน การค้นคว้าวิจัยทุกชนิด

นอกจากนี้ยังเป็นเทวีแห่งนาฏดุริยางค์ การละครและศิลปะการแสดง ทรงเป็นแม้กระทั่งเทวีแห่งการเจรจา ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมต่างๆ ทั้งยังทรงเป็นมารดาแห่งพระเวท ซึ่งในส่วนนี้ก็ทรงได้รับการบูชามากกว่าพระพรหมเสียด้วย

เทวลักษณะของพระนางจึงเป็นสาวงามที่ฉลองพระองค์สีขาว แสดงถึงความเป็นนักบวช มักจะทรงถือเครื่องดนตรี เช่น วีณา (Vina) ซึ่งเป็นจะเข้ชนิดหนึ่งของอินเดีย




(แต่ในภาพวาดมักถือตั้งขึ้นมาแบบถือกีตาร์ เพราะคนวาดส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าวีณาจริงๆ ต้องวางส่วนที่เป็นกล่องเสียงหลักลงกับพื้น เอากล่องเสียงใต้คันทวนวางไว้บนหัวเข่าแล้วดีด)

และพระหัตถ์ที่เหลือก็มักถือคัมภีร์ และสร้อยประคำ ที่มีความหมายเช่นเดียวกับพระพรหม

อันที่จริง พระแม่องค์นี้ทรงได้รับการบูชามาแต่เดิมในฐานะเทวีแห่งแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันหายไปแล้วในทะเลทรายพรหมวรรต พระนางเป็นเทพพื้นเมืองซึ่งชาวอารยันนำมารวมไว้ในคัมภีร์พระเวท และทรงมีบทบาทสำคัญในการชำระมลทินให้บริสุทธิ์ มาตั้งแต่ก่อนที่จะนับถือแม่น้ำคงคากันด้วยครับ

ต่อมาพระนางก็ถูกนำเข้ามารวมกับลัทธิบูชาพระพรหม โดยกล่าวกันว่าเป็นเทพนารีองค์เดียวกับพระนางศตรูปา ที่พระพรหมทรงสร้างขึ้นก่อนสร้างโลกนั่นเอง

ดังนั้นในพรหมนิกาย พระนางก็เป็นทั้งชายา (ศักติ) และธิดาของพระพรหม และร่วมกับพระพรหมในการสร้างโลก สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งปวง

ทีนี้เมื่อศาสนาพราหมณ์เสื่อมลง คติการนับถือพระแม่สรัสวดีก็ยังสืบทอดต่อมาในลัทธิที่บูชาพระพรหม และในช่วงต้นๆ พุทธกาล ลัทธิที่บูชาพระนางก็เริ่มแยกเป็นเอกเทศจากลัทธิของพระพรหม

เมื่อศาสนาพราหมณ์เปลี่ยนเป็นศาสนาฮินดู พระนางก็กลายเป็นคุรุเทพที่ได้รับการบูชามากในระดับหนึ่ง มีการแต่งนิยายให้พระนางเป็นชายาพระนารายณ์ แล้วทะเลาะกับพระแม่ลักษมีจนพระนารายณ์ต้องยกให้พระพรหม (เป็นเรื่องที่คนไทยชอบเอามาเล่าสนุกสนานกันทั้งๆ ที่เป็นเรื่องแต่งที่คนอินเดียปัจจุบันก็ไม่เชื่อกันอย่างนั้นแล้ว) แล้วก็เป็นตัวประกอบในเทพนิยายของทางไศวะนิกาย

แต่โดยสรุปก็คือ พระนางไม่ถูกจัดเข้านิกายใดเป็นพิเศษ

ต่อมา ในขณะที่ลัทธิที่บูชาพระนางเป็นเทพสูงสุดยังคงสืบทอดกันอยู่ในภาคเหนือของอินเดีย การบูชาพระนางในศาสนาฮินดูก็แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ

ในขณะเดียวกัน พระนางก็กลายเป็นพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งในศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน และจะยิ่งทรงมีบทบาทมาขึ้นในศาสนาพุทธวัชรยาน กล่าวคือเป็นพระโพธิสัตว์เพศหญิงที่สำคัญในลำดับต้นๆ รองจาก พระโพธิสัตว์ตารา (Tara) เลยทีเดียว




และในทางมหายาน-วัชรยานนั้น นับถือกันว่าพระนางเป็นศักติของ พระโพธิสัตว์มัญชุศรี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์แห่งสติปัญญา

คติการบูชาพระนางในทางมหายานนี่ละครับ ที่แพร่ไปถึงญี่ปุ่น จนพระนางกลายเป็นหนึ่งในเทพแห่งโชคลาภ ๗ องค์ของศาสนาชินโต มีพระนามในภาษาญี่ปุ่นว่า เบนเทน (Benten) เป็นเทวีผู้อุปถัมภ์พวกเกอิชา ซึ่งเป็นพวกที่ทำมาหากินด้วยวิชานาฏศิลป์การดนตรี การร้องรำทำเพลงเป็นหลัก

นอกจากนั้น การนับถือพระนางก็ปรากฏอยู่ในชวา ซึ่งก็เป็นการนับถือตามหลักมหายานเช่นกัน
ในขณะที่อาณาจักรขอมซึ่งเจริญต่อมา ก็นับถือพระสรัสวดีทั้งในยุคสมัยที่นับถือฮินดู และสมัยที่นับถือมหายาน

ส่วนในเมืองไทย มีหลักฐานสมัยอยุธยาซึ่งนับถือพระนางเป็นคุรุเทพในด้านอักษรศาสตร์ โดยในหนังสือ จินดามณี ซึ่งเป็นตำราอักษรศาสตร์ของไทยนั้น ตั้งตามพระนามในภาษาทมิฬของพระนางคือ จินดา (Chinta) แสดงให้เห็นว่า คติการนับถือพระนางในแง่นี้ ไทยเราน่าจะได้รับมาจากอินเดียใต้

นอกจากนี้ พระสรัสวดีในสมัยอยุธยายังคงเป็นคุรุเทพในด้านดนตรี นาฏศิลป และการละคร โดยยังคงเหลือร่องรอยอยู่ในบทไหว้ครูละครชาตรี ซึ่งสืบทอดมาจากละครสมัยอยุธยา

ส่วนในอารยธรรมมอญและพม่า พระสรัสวดีเป็นหนึ่งในคณะเทพนารีผู้รักษาพระไตรปิฎกทั้ง ๔ องค์ และเป็นภาพรวมของเทวีทั้ง ๔ องค์นั้น เรียกว่า Thuyathadi  ถือกันว่าเป็นเทวีผู้อุปถัมภ์การศึกษาพระไตรปิฎกในพม่า และปัจจุบันนี้ก็ยังคงได้รับการบูชาอย่างแพร่หลายในพม่า





เทวรูปพระนางในศิลปะพม่าจะเป็นรูปเทพนารีประทับบนหงส์ ถือคัมภีร์ พระนางยังเป็นคุรุเทพในศาสตร์ลี้ลับต่างๆ ของทางไทยใหญ่อีกด้วย

ส่วนในอินเดียทุกวันนี้ พระแม่สรัสวดีเป็นหนึ่งในเทวีที่ได้รับความนิยมสูงสุด ต่อจากพระแม่ลักษมี และพระแม่อุมา ภาพของท่านที่อยู่ร่วมกับพระคเณศ และพระลักษมีนั้นมีให้เห็นทั่วไป ซึ่งคนอินเดียบูชากันเพื่อความสำเร็จ โชคลาภ และสติปัญญา เทวรูปของพระนางก็หาได้ไม่ยากครับ

ในขณะที่ในเนปาลและทิเบตนั้น ก็นิยมบูชาพระนางกันมาก จนฝรั่งที่สนใจศิลปะเนปาลนิยมสะสมเทวรูปของท่านกันทั่วไป

แต่ในเมืองไทย คติการบูชาพระแม่สรัสวดีเริ่มลดลงภายหลังเสียกรุงครั้งที่ ๒ แต่ยังมีการบูชาพระนางเป็นการภายในอยู่ในราชสำนัก ดังที่มีเทวรูปท่านประดิษฐานอยู่ที่หอพระสยามเทวาธิราชจนทุกวันนี้

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จพระวันรัตน (แดง) เกิดนิมิตจากการภาวนาคาถาสุนทรีวาณี เป็นเทพธิดาผู้รักษาพระไตรปิฎก หรือพระแม่องค์ธรรม นิยมเรียกกันทั่วไปว่า พระสุนทรีวาณี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในสมัยนั้นอธิบายว่าเป็นเทวีองค์เดียวกับพระสรัสวดี




ก็นับว่า อีกภาคหนึ่งของท่านได้มาเป็นเทพผู้รักษาพระไตรปิฎกในคติเถรวาทของไทยเราด้วยนะครับ เช่นเดียวกับของมอญ พม่า ทั้งที่นิมิตของสมเด็จพระวันรัตนหรือแม้แต่ตัวคาถาสุนทรีวาณีนั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับมอญหรือพม่าแต่อย่างใด

แต่หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงยกย่อง พระคเณศ หรือ พระพิฆเนศวร์ ขึ้นเป็นเทพแห่งศิลปะแทน ทำให้คติการบูชาพระสรัสวดีในฐานะคุรุเทพฝ่ายอักษรศาสตร์และศิลปะดนตรีนาฏศิลปต่างๆ เหลือร่องรอยอยู่เพียงเป็นเทพที่ชาวอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นับถือกันอยู่บ้าง เป็นเทพประจำโรงเรียนสตรีในต่างจังหวัดบางโรงเรียน และก็เป็นรางวัลพระสรัสวดีหรือตุ๊กตาทอง ที่มอบให้คนในวงการบันเทิงเท่านั้นครับ




พระศิวะ (Shiva) ทรงเป็นมหาเทพสูงสุดใน ไศวะนิกาย (Shaivism) อันเป็นหนึ่งใน ๓ นิกายใหญ่ของศาสนาฮินดู ทรงมีประวัติความเป็นมาที่สับสน เชื่อกันว่าแต่เดิมพระองค์คงเป็นมหาโยคีองค์หนึ่งที่บำเพ็ญเพียรอยู่บนเขาหิมาลัย แต่ต่อมาในยุคปลายของศาสนาพราหมณ์ก็เข้ามาปะปนกับ พระรุทระ (Rudra) ในคัมภีร์พระเวทที่เริ่มมีการนับถือมากกันมากขึ้น

ครั้นเมื่อมาเป็นใหญ่ในศาสนาฮินดู ลัทธิที่นับถือพระองค์ก็รวมลัทธิอื่นๆ เข้ามาเพิ่มบารมีของพระองค์มากขึ้น จนทำให้พระองค์ได้รับการนับถือแพร่หลายไปทั่วอินเดียครับ

ลัทธิต่างๆ ที่ถูกรวมเข้ามาในไศวะนิกาย ที่สำคัญได้แก่




-ลัทธินับถืออวัยวะเพศชาย ในฐานะของสัญลักษณ์และพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ อันเป็นลัทธิของชนพื้นเมืองยุคก่อนประวัติศาสตร์ในอินเดีย และเป็นลัทธิใหญ่ลัทธิหนึ่งในช่วงหลังพุทธกาล ได้ถูกนำมาปรุงแต่งใหม่ให้เป็นภาคปรากฏของพระศิวะ จนในที่สุดเป็นที่บูชากันในเทวสถานต่างๆ โดยถือว่ามีความสำคัญกว่าเทวรูปของพระศิวะที่เป็นรูปมนุษย์เสียอีก เรียกว่า ศิวลิงค์ (Shivalingam)




-ลัทธินับถือเทวีแห่งภูเขา หรือ พระปารวตี (Parvati) ซึ่งต่อมากลายเป็น พระแม่อุมา และ ลัทธินับถือพระแม่กาลี ทั้งสองลัทธินี้เป็นลัทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในอินเดียสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้ถูกนำมาปรุงแต่งให้เป็นชายาของพระศิวะ

และด้วยวิธีเดียวกันนี้ ก็มีการแผ่ลงไปครอบงำบรรดาเทวีพื้นเมืองต่างๆ ในอินเดียใต้ เช่น พระแม่มารีอัมมัน (Mariamman) พระมีนากษี (Meenakshi) ให้กลายเป็นภาคหนึ่งของพระอุมาเทวี และกลายเป็นชายาของพระศิวะไปทั้งหมด เช่นเดียวกับพระแม่กาลี



-ลัทธินับถือเทพที่มีเศียรเป็นช้าง คือ พระคเณศ ซึ่งอาจจะมีกำเนิดดั้งเดิมมาจากผู้วิเศษที่สวมหน้ากากรูปช้าง หรือเป็นเทพประจำชนเผ่าที่นับถือช้างเป็นเทพประจำเผ่า (Totem) ก็นำมาปรุงแต่งให้เป็นโอรสของพระศิวะกับพระอุมา




-ลัทธินับถือพระสุริยเทพของอินเดียใต้ คือ พระสกันท์ (Skanda) หรือ พระกรรติเกยะ (Kartikeya) ซึ่งเป็นเทพที่ได้รับความนิยมนับถือสูงสุดในหมู่ชาวทมิฬมาก่อน ก็นำมาปรุงแต่งให้เป็นโอรสของพระศิวะกับพระอุมาเช่นกันครับ





-ลัทธินับถือเทพอสูร ไภรวะ (Bhairava) ที่เป็นของชนเผ่าพื้นเมืองในเบงกอล นำมาปรุงแต่งให้เป็นภาคหนึ่งของพระศิวะ





-ลัทธินับถือวัวศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็น Totem ของชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าใหญ่ในอินเดียหลังพุทธกาล ก็นำมาปรุงแต่งให้เป็นบริวารของพระศิวะ โดยมีนามว่า นนทิ (Nandi)





-ลัทธินับถือพระแม่คงคา (Ganga) ในฐานะแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นลัทธิยุคหลังพระเวท และแพร่หลายอยู่ในกลุ่มฤาษีตลอดจนนักบวชที่บำเพ็ญเพียรอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ ตลอดจนชุมชนเกษตรกรรมที่อาศัยแม่น้ำดังกล่าวนี้ยังชีพ นับเป็นลัทธิที่มีความสำคัญอย่างเงียบๆ ทางไศวะนิกายก็นำมาปรุงแต่งให้เป็นชายาของพระศิวะ และอ้างว่าแม่น้ำคงคาไหลจากสวรรค์ผ่านมวยพระเกศาของพระศิวะมายังโลกมนุษย์




-ลัทธินับถือเจ้าแม่แห่งงู หรือ พระมนัสเทวี (Manasa Devi) เป็นเจ้าแม่ของชนเผ่าพื้นเมืองที่บูชางู และเป็นสาขาของลัทธิบูชางูที่แพร่หลายมากในชุมชนที่ทำการเกษตรอยู่ใกล้แม่น้ำในอินเดีย ทางไศวนิกายก็นำมาปรุงแต่งให้เป็นพระธิดาของพระศิวะ ที่เกิดกับพระชายาอื่นที่มิใช่พระอุมา

การรวมลัทธิต่างๆ เท่าที่ยกตัวอย่างมานี้ ทำให้พระศิวะกลายเป็นพระเจ้าสูงสุด และเป็น ปรมาตมัน แทนที่พระพรหมไปในที่สุดครับ

แต่ในอีกฐานะหนึ่ง พระองค์ก็ยังทรงเป็นคุรุเทพของเหล่าฤาษี โยคี ซึ่งทรงประทานความรู้ในการบำเพ็ญเพียร การฝึกสมาธิ อิทธิฤทธิ์ และศาสตร์ลี้ลับต่างๆ

อีกทั้งในฐานะที่เป็น นาฏราช ก็ถือกันว่าทรงเป็นปฐมคุรุผู้ประทานศาสตร์แห่งการฟ้อนรำด้วย ดังมีภาพสลักท่ารำของพระองค์ทั้ง ๑๐๘ ท่า อยู่ที่มหาเทวาลัยจิทัมพรัม (Chidambaram) ในรัฐทมิฬนาฑู อินเดียใต้

คุรุเทพ ในบทความนี้หมายถึงเทวบรมครู หรือ องค์เทพผู้ทรงเป็นครูถ่ายทอดศิลปวิทยาการต่างๆ ให้แก่มนุษย์ ดังกล่าวแล้ว แต่ความหมายของคำนี้ตามที่นิยมใช้กันในสังคมอินเดียปัจจุบัน มักจะหมายถึงคุรุที่เป็นมนุษย์ ซึ่งได้รับการยกย่องประดุจเทพเจ้าครับ

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากเทววิทยาอินเดียยุคนี้ได้เสื่อมลง จนมีการให้ความสำคัญกับบุคคลแทนที่เทพเจ้ามากขึ้นทุกที ทำให้ความหมายเดิมของศัพท์คำนี้แปรเปลี่ยนไป


.....................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด