แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทวศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เพศที่สามกับเทวศาสตร์

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์





ก็อย่างที่รู้ๆ กันนะครับ ว่าในวงการผู้บูชาเทพในเมืองไทย จะมีสมาชิกจำนวนมากทีเดียว ที่เป็นเพศที่สาม

ดังนั้น คำถามที่มีมาถึงผมบ่อยๆ คำถามหนึ่ง ก็คือ...

เพศที่สาม จะประสบความสำเร็จ หรือเจริญรุ่งเรืองในการบูชาเทพ รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้มากน้อยเพียงใด?

คำถามนี้ ผมขอตอบในระดับของคนธรรมดาทั่วๆ ไปก่อนนะครับ

ก่อนอื่น เราจะต้องเข้าใจว่า มนุษย์ทุกรูปนาม เมื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกต้องถูกวิธี ด้วยความจริงใจ และเจตนาบริสุทธิ์ ก็ย่อมได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ส่วนที่ว่า จะได้มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ก็ขึ้นกับเจตนา และการกระทำดังกล่าวมาแล้ว รวมทั้งบุพพกรรมที่สั่งสมมาไม่เหมือนกัน เท่านั้นละครับ

ไม่ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ

เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง คือชั้นเทพขึ้นไป ท่านไม่ให้ความสำคัญกับรสนิยม หรือความประพฤติทางเพศ มากไปกว่าการประพฤติปฏิบัติอะไรอื่นๆ ในชีวิตประจำวันของคนเรา

พระองค์จะใส่ใจเฉพาะความดีความชั่วของเรา ซึ่งไม่ได้วัดกันด้วยเพศสภาพ แต่วัดกันที่บุญหรือบาปที่เราทำลงไปเท่านั้น

เรื่องเซ็กซ์น่ะ มันไม่มีความดีความชั่วในตัวของมันเองหรอกครับ มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไรต่างหาก

ถ้าหากว่าเราเอามันไปเบียดเบียนคนอื่น หรือเบียดเบียนตัวเราเองให้เกิดทุกข์ นั่นถึงจะเป็นความผิดในทางศีลธรรม

และจะผิดในการบูชาเทพด้วย ถ้าเราอ้อนวอนร้องขอ หรือใช้สิ่งที่ได้จากการบูชาเทพเจ้าเพื่อให้เกิดการเบียดเบียนนั้น

ยกตัวอย่างเช่น เกย์คนหนึ่ง อยากได้ผู้ชายที่เขามีคู่แล้ว ก็ทำพิธีอ้อนวอนร้องขอความช่วยเหลือจากองค์เทพ เพื่อให้ได้ผู้ชายคนนั้นมาโดยไม่สนใจว่า คนรักของผู้ชายคนนั้นจะเป็นอย่างไร

อย่างนี้ ผิดครับ

ต่อให้เป็นเทพที่อำนวยพรในเรื่องของเซ็กซ์โดยตรง ใม่ว่าจะเป็นพระกฤษณะ พระแม่กาลี ท่านก็จะไม่ดลบันดาลให้สมปรารถนาเป็นอันขาด

ถ้าคุณมีองค์เทพเหล่านี้ไว้บูชาในบ้าน แล้วคุณขอในเรื่องชั่วร้ายผิดศีลธรรมอย่างนี้ แล้วคุณได้ตามที่ขอ นั่นแสดงว่า สิ่งที่อยู่ในเทวรูปของคุณ ไม่ใช่องค์เทพที่แท้จริงหรอกครับ เป็นภูตผีปีศาจที่เข้ามาแอบแฝงอย่างแน่นอน

องค์เทพที่แท้จริง ท่านไม่ดลบันดาลในเรื่องชั่วร้ายครับ แถมท่านยังจะมีวิธีลงโทษ หรือตักเตือนแบบสมน้ำสมเนื้อด้วย

แต่ถ้าไม่เอาเทพมาเกี่ยว ไม่เบียดเบียนใครให้เดือดร้อนแล้ว ไม่ผิดหรอกครับ คุณจะมีเพศสภาพ หรือรสนิยมทางเพศอย่างไร หากคุณอยู่ในศีลในธรรม องค์เทพก็จะปกป้องคุณ และประทานพรตามที่คุณควรได้

แต่...ถึงแม้ว่าจะไม่เบียนเบียนคนอื่น แต่ถ้าเกิดว่า ตัวเราเองเป็นบุคคลที่ตัณหาแรงกล้า หมกมุ่นในกามารมณ์มากเกินไปนะครับ

มันก็จะเป็นสิ่งที่ปิดกั้นจิตของเรา ไม่ให้เชื่อมโยงกับองค์เทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หลากหลายตามความต้องการของเราได้เช่นกัน

เพราะจิตที่หมกมุ่นในกามารมณ์ พลังมันจะน้อยครับ มันไม่แรงพอจะเชื่อมโยงไปถึงองค์เทพชั้นสูง

จึงสรุปได้ว่า เพศสภาพไม่ใช่ปัญหาในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ ปัญหามันเกิดจากเราเอาสิ่งที่เราเป็นอยู่นั้น มาเบียดเบียนตัวเราเอง หรือเบียดเบียนคนอื่นให้เกิดทุกข์หรือไม่


ภาพจาก http://www.springnews.co.th

และต่อไปนี้นะครับ เป็นสิ่งที่เพศที่สามควรทำความเข้าใจ เพื่อที่ว่าการบูชาเทพของคุณ จะได้สะดวกราบรื่น นำมาซึ่งชีวิตที่ดี โดยไม่กระทบถึงสิ่งที่คุณเป็น หรือความพอใจส่วนตัวของคุณ

๑) ในทางเทวศาสตร์ การบูชาเทพเพื่อผลทางกามารมณ์ โดยไม่ผิดศีลธรรม เป็นเรื่องที่ทำได้

๒) แต่การบูชาเทพ ไม่ได้ทำให้ใครได้รับความสะใจในเรื่องพวกนี้

ประมาณว่า ยิ่งหื่นมาก ยิ่งมีคนเข้ามาให้ระบายความใคร่ได้มากๆ หรือมีพลังวิเศษ ที่จะทำให้ใครก็ได้มาหลงมาชอบได้ตามที่ตนต้องการ

ข้อนี้ ไม่มีทางสมปรารถนาครับ

๓) การบูชาเทพในเรื่องพวกนี้ จะมีผลอยู่เพียงได้รับเทวานุภาพคุ้มครอง ให้พ้นภยันตรายจากโรคร้าย จากคนไม่ดี

และให้พ้นภัยจากความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่นการไปแย่งคนรักของคนอื่นโดยไม่รู้ความจริง เท่านั้น

๔) ข้อสำคัญ ไม่มีเทพผู้ชายในลัทธิศาสนาใดในโลกนี้ ที่ประทานพรในเรื่องเซ็กซ์ให้กับชายรักชายเลยแม้แต่องค์เดียวครับ

แม้แต่พระกฤษณะ ก็จะประทานพรให้เฉพาะกับชายรักหญิงเท่านั้น

๕) เทพที่จะประทานพรในเรื่องเซ็กซ์ ให้กับผู้บูชาที่ชอบเพศเดียวกัน ไม่ว่าชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง มีแต่เทพนารี คือพระแม่ต่างๆ เท่านั้นครับ

เพราะเทพนารีนั้นเป็นพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงเรื่องเซ็กซ์อยู่แล้ว อีกทั้งแต่ละองค์ยังมีคุณสมบัติของความเป็นแม่ จึงมีความเมตตาสูง และประนีประนอมมากกว่าเทพผู้ชาย


ภาพจากแฟนเพจ Lakshmi Narayan

จึงมีแต่เทพนารีเท่านั้นละครับ ที่ประทานพรในเรื่องนี้แก่ผู้บูชาได้ทุกเพศ ไม่ว่า ชาย หญิง หรือเพศที่สาม

ดังนั้น ถ้าเกย์คนไหนจะเอาความชอบส่วนตัวมาตั้งแง่ แม้กระทั่งการบูชาเทพ ก็เสียเวลาเปล่า

เพราะกติกาคือที่ผมบอกแล้วในข้อ ๔.

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง และเป็นกติกาที่ยอมรับกันทั่วโลกมานานนับพันปี ไม่ใช่กติกาที่ผมตั้งขึ้นมาเอง

ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะที่ผ่านมา มีเกย์หลายคนครับ ที่มาคาดคั้นกับผม ว่าต้องการจะบูชาแต่เทพผู้ชายเท่านั้น โดยจะต้องให้มีผลในเรื่องความรักและเซ็กซ์ สำหรับชายรักชายอย่างเจาะจงด้วย

การเอารสนิยมส่วนตัว มาเป็นข้อจำกัดในการบูชาเทพนี่ละครับ มันจะทำให้บูชาเทพแล้วไม่สำเร็จ เสียเวลา และชีวิตตกต่ำลงโดยใช่เหตุ

ต้องแยกกันครับ เรื่องจิตวิญญาณกับความพอใจส่วนตัว และต้องเข้าใจเงื่อนไข หรือข้อจำกัดที่มีอยู่

โลกนี้มันไม่มีอะไรได้อย่างใจหรอกครับ พวกคุณอยู่ในประเทศนี้ ยังมีทางเลือกมากกว่าในอินเดียด้วยซ้ำไป

ทีนี้ เมื่อเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้วนะครับ ว่าแม้จะเป็นเพศที่สาม ก็สามารถประสบความสำเร็จในการบูชาเทพได้ เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ขอให้บูชาถูกวิธี และมีเจตนาที่ถูกต้อง คือ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เท่านั้น

ผมก็จะพูดถึงประเด็นต่อไป ว่าในฐานะของเพศที่สามแล้ว จะสามารถตั้งตัวเป็นเจ้าพิธี เป็นเกจิอาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางเทวศาสตร์ได้มากน้อยเพียงใด

ซึ่งในแง่นี้ ผมก็จำเป็นต้องตอบตามความรู้ที่ผมมีอยู่ว่า เป็นไปได้ยากครับ

โดยเฉพาะ ถ้าเป็นชายรักชาย

เแม้จะมีพรสวรรค์ และวาสนาเดิมหนุนส่งให้ได้เข้าถึงเกจิอาจารย์ต่างๆ มากเพียงใด ก็จะศึกษาเรียนรู้ได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น จะพัฒนาขึ้นไปถึงขั้นสูงไม่ได้

เพราะตามหลักเทวศาสตร์โดยทั่วไป ชายที่จเป็นเจ้าพิธี ต้องมีลักษณะของเพศชายที่สมบูรณ์


เทวศาสตร์ไทย กำหนดให้พราหมณ์ หรือเจ้าพิธี ต้องเป็นเพศชายที่สมบูรณ์เท่านั้น
ภาพจาก http://www.modonut.net

อันนี้ อธิบายในพื้นที่จำกัดได้ยาก เอาเป็นว่าถ้าจะเทียบหลักหยินหยางของจีน ก็คือเจ้าพิธีนั้นต้องเป็นหยางสมบูรณ์ เพราะพิธีกรรมนั้นมีลักษณะของเพศหญิง หรือ หยิน ไงครับ

ตามหลักทวิภาวะ (Dualism) พลังของชาย-หญิง มาหลอมรวมกันในภาวะที่สมบูรณ์ ถูกต้อง จึงจะสัมฤทธิ์ผล ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งบกพร่อง สิ่งที่ได้ก็จะขาดๆ เกินๆ ไม่สมบูรณ์

อีกอย่างหนึ่งนะครับ ผมเคยบอกแล้วว่า ใครจะเป็นเจ้าพิธี หรือเกจิอาจารย์ ต้องเป็นที่ยอมรับทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ

คุณวุฒิ คือต้องได้รับการประสิทธิ์ หรือรับรองจากครูบาอาจารย์ ให้สามารถเปิดสำนักเอง หรือเป็นเจ้าพิธีได้

เฉพาะส่วนนี้ส่วนเดียว ชายรักชายก็หมดสิทธิ์แล้วครับ

เพราะครูบาอาจารย์ที่เคร่งครัดในแบบแผนพิธีกรรมของไทยโบราณจริงๆ ท่านจะไม่ต่อวิชาสำหรับการเป็นเจ้าพิธี หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า พราหมณ์ให้กับชายรักชาย และผู้หญิงเป็นอันขาด

มันไม่ใช่เรื่องของการกดขี่ทางเพศอะไรหรอกครับ แค่ว่าพื้นฐานมันมาจากหลักทวิภาวะ ดังกล่าวแล้ว

ซึ่งครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านก็อธิบายไม่ได้หรอกครับ ท่านเพียงแต่มองว่า มันเป็นจารีตประเพณี เป็นข้อกำหนดสำคัญของสายวิชา ท่านก็ต้องสืบทอดไปตามนั้น

โดยเฉพาะในสังคมไทยโบราณ คนที่เป็นเกจิอาจารย์ทางด้านพิธีกรรม มักต้องผ่านการบวชเรียนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการบวชฤาษี หรือบวชพระ

ซึ่งการบวชทั้งสองอย่างนี่ คนไทยสมัยก่อนท่านห้ามเพศที่สามบวชนะครับ ไม่ใช่บวชกันได้ง่ายดาย ให้มาถ่ายรูปเที่ยวน้ำตกลั้นลากันอย่างทุกวันนี้

แล้วถ้าใครแอบปิดบังเพศสภาพของตนเองในด้านนี้ ไม่ให้อาจารย์รู้ จนกระทั่งอาจารย์ไว้ใจต่อวิชาให้ ถ้าดวงยังดีอยู่นะครับ ก็จะได้รับผลแค่ว่าเรียนวิชาเหล่านั้นไม่สำเร็จ

เช่นว่า อาจารย์เห็นว่าจะไปไม่รอด จึงเลิกต่อวิชาให้ หรือตัวอาจารย์เองมีอันเป็นไปเสียก่อน

แต่ถ้าเป็นคนดวงไม่ดี ปิดบังอาจารย์แล้วไปขอเรียนรู้วิชาพวกนั้น ก็จะเกิดอาถรรพณ์ และธรณีสาร ทำให้ภายหลังกลายเป็นคนบ้าเสียสติไป ภายในอายุไม่ถึง ๔๐ ปี ซึ่งเป็นวัยวุฒิของคนที่จะเป็นเจ้าพิธีหรือเกจิอาจารย์ได้ เท่านั้นละครับ

ส่วนถ้าใครคิดจะศึกษาเอาเอง ไม่ไปขอเรียนวิชาจากสำนักต่างๆ เพื่อจะหลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่ผมบอกไปแล้วนี้ ก็ดูเผินๆ เหมือนจะศึกษาได้นะครับ เพราะมีตำราเผยแพร่อยู่แล้ว หาซื้อได้ไม่ยาก

แต่เชื่อมั้ยครับ? บรรดาตำราต่างๆ ที่เขาเผยแพร่กันอยู่นั้น เขาไม่เปิดเผยทุกอย่างชนิดหมดเปลือกหรอก

เขาจะมีการกั๊ก หรือเปลี่ยนคำ เปลี่ยนขั้นตอนไปนิดๆ หน่อยๆ อยู่เสมอละครับ

ซี่งใครก้มหน้าก้มตาทำไปตามนั้น ก็ไม่ถึงกับจะทำให้ผิดพลาด หรือเกิดผลร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่มันจะไม่ได้ผลตามที่เขาบอกไว้

ต้องเข้าไปเป็นศิษย์ ต่อวิชาจากครูบาอาจารย์โดยตรงเท่านั้นละครับ ท่านถึงจะบอกวิธีที่ถูกต้องให้ รวมทั้งเคล็ดลับต่างๆ ที่ไม่มีในตำราด้วย

บางคน อ่านถึงตอนนี้ ก็อาจจะปรามาสว่า เกจิอาจารย์ในอดีต ใจแคบ ไม่เผยแพร่ความรู้ให้เป็นสาธารณประโยชน์ คิดแต่จะเก็บไว้ทำมาหากินอย่างเดียว

บอกตามตรงนะครับ ผมเองยังเคยคิดอย่างนี้ด้วยซ้ำไป ตอนที่ยังเป็นเด็กรุ่นๆ โง่ๆ ไม่ค่อยรู้อะไรมาก

แต่ความจริงก็คือ ทุกยุคทุกสมัย มันมีคนชั่วช้าเลวทราม ที่อยากเป็นผู้วิเศษ อยากเอาวิชาพวกนี้มาหากิน เพื่อให้สาธารณชนยกย่องสรรเสริญ แล้วในที่สุดก็กอบโกยผลประโยชน์จากศรัทธาของคนเหล่านั้น คนจำพวกนี้มีมากมายยิ่งกว่าคนดีๆ ที่เจตนาบริสุทธิ์นะครับ

แล้วคนพวกนี้ ถึงขนาดเข้าไปขอเป็นศิษย์ตามสำนักต่างๆ คอยประจบประแจง ทำตัวให้อาจารย์ไว้ใจ พอเรียนวิชาไปได้สักพัก คิดว่าตนเองเก่งแล้ว ก็สำแดงธาตุแท้ กลายเป็นศิษย์เนรคุณ หาทางล้มล้างผู้เป็นครูบาอาจารย์ เพื่อจะเป็นใหญ่แทน ก็มีให้เห็นอยู่เสมอนะครับในวงการนี้

ก็ขนาดเอาดอกไม้ธูปเทียน พานครูไปกราบไหว้ พนมมือสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะ ต่อมน้ำตาแตกด้วยความซาบซึ้ง ต่อหน้าแท่นพระแท่นเทพในสำนัก ร่ำเรียนวิชากันเป็นปีๆ ยังกลายเป็นศิษย์คิดล้างครูกันได้นะครับ

นับประสาอะไรล่ะครับ กับตำราที่เผยแพร่ให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่เห็นหน้าค่าตากัน ได้ซื้อหาอ่านกันได้ง่ายๆ ท่านจะไม่กั๊กเอาไว้?

วิชาเหล่านี้ มันมีอาถรรพณ์ในตัวครับ ใช้ในทางที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าใครเอาไปใช้ในทางที่ไม่ดี เกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว มันแก้ไขได้ยาก



ร่างทรง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เพศที่สามที่อยากเป็นเจ้าพิธี
คิดว่าจะหลีกเลี่ยงจารีตของเทวศาสตร์ไทยโบราณได้
แต่ที่จริงแล้ว ก็ยังคงผิดหลัดหลักเทวศาสตร์ไทยโบราณอยู่ดี

ดังนั้น เอาเป็นว่าเฉพาะชายรักชาย หรือ เกย์ อย่างดีที่สุดก็เป็นเจ้าพิธีกรรมได้ เฉพาะพิธีกรรมเล็กๆ ในระดับของคฤหัสถ์ทั่วไป

เช่น การนำสวดมนต์ หรือประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าภายในเคหสถานส่วนบุคคล เท่านั้นครับ

เพราะ วิชาในส่วนนี้ ไม่ได้มีอาถรรพณ์อะไรมาก พอจะหาครูบาอาจารย์สอนให้ได้ โดยที่ความเป็นเพศที่สาม ไม่ได้เป็นอุปสรรค

หรือจะซื้อตำรามาศึกษาเอง ก็พอจะหาได้ไม่ยาก

อย่างหนังสือ คู่มือบูชาเทพ ฉบับสมบูรณ์ ที่ผมเขียนไว้ ก็เพียงพอนะครับ สำหรับการที่จะประกอบพิธีในด้านนี้ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับธรณีสาร

แต่ถ้าเป็นพิธีใหญ่ที่เป็นสาธารณะ เช่น พิธีบวงสรวงก่อนเริ่มงานสำคัญ พิธีหล่อเทวรูป พิธีเทวาภิเษก พิธีตั้งศาล ตั้งเทวาลัย ฯลฯ แล้วเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเป็นศาสตร์ที่ต้องไปศึกษาจากครูบาอาจารย์โดยตรงเท่านั้น ดังกล่าวแล้ว

ในกรณีนี้ ชายรักชายจะเป็นไปได้อย่างมากที่สุดแค่เจ้าภาพ หรือเป็นผู้ช่วยประกอบพิธีกรรมเท่านั้นละครับ

แล้วถ้ามีเกย์คนไหน ฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่ผมบอกไปแล้ว ตั้งตัวเองเป็นเจ้าพิธี เป็นเกจิอาจารย์ นำวิชาที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง (เช่นจากการปิดบังเพศสภาพของตนเอง เข้าไปขอเรียนตามสำนักต่างๆ หรือจากการศึกษาด้วยตนเอง) มาประกอบพิธีกรรม ให้คำแนะนำแก่สาธารณชนทั่วไปแล้ว คนที่เกย์เหล่านั้นประกอบพิธีให้ จะได้รับผลอย่างไร?

คำตอบคือ ต้องแยกเป็นกรณีไปครับ

กรณีที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นเจ้าพิธี เพราะชอบทางนี้จริงๆ อยากเป็น อยากทำจริงๆ เพราะคิดว่าเหมาะกับตนเอง ไม่ได้คิดว่าจะหลอกลวงใคร เพราะวิชาความรู้ที่เอามาใช้ก็ได้จากการศึกษาด้วยตนเองอย่างคร่ำเคร่ง 

ที่สำคัญคือ ไม่รู้จริงๆ ว่า เทวศาสตร์โบราณท่านห้ามชายรักชายเป็นเจ้าพิธี

คนที่รับเป็นเจ้าภาพในพิธีกรรมที่มีเจ้าพิธีแบบนี้ รวมทั้งทุกคนที่เข้าร่วม จะรู้สึกว่า เกิดผลอยู่บ้างในช่วงแรกๆ ซึ่งเป็นความรู้สึกไปเองมากกว่า แล้วหลังจากนั้นก็จะเงียบหาย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ส่วนกรณีที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นเจ้าพิธี โดยรู้ทั้งรู้ว่าโบราณห้าม แต่ก็ยังอยากจะเป็น โดยได้วิชามาจากการปิดบังเพศสภาพของตนเองบ้าง จากการสืบทอดมาอย่างถูกต้องในบางสำนัก ที่เปิดโอกาสให้ศึกษาเทวศาสตร์ในระดับที่เหมาะกับเพศที่สามบ้าง หรือแม้แต่ศึกษาเอาเองบ้าง 

แล้วสร้างภาพใช้สื่อต่างๆ ประชาสัมพันธ์ตนเอง ให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้จริงๆ

ยกตัวอย่างเกย์บางคนนะครับ ธาตุแท้เป็นคนเลวทราม อาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยา คิดหาทางทำลายล้างคนที่ตนเองไม่ถูกใจอยู่ตลอดเวลา ไปเรียนรู้จากสำนักไหนก็เป็นศิษย์เนรคุณ ล้มล้างครูบาอาจารย์

แต่สร้างภาพว่าเป็นคนดี ชอบไหว้พระไหว้เจ้า ใจบุญ ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อ้างความเป็นศิษย์มีครู ว่าศึกษามาจากคนที่มีชื่อเสียง ฯลฯ จนมีคนหลงเชื่อ ไว้วางใจให้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้

บรรดาคนที่หลงเชื่อเหล่านั้น ก็จะพบแต่ความวิบัติหายนะในไม่ช้าก็เร็วละครับ

เพราะต่อให้เจ้าพิธีเป็นชายแท้ ถ้าเป็นคนชั่ว มีพฤติกรรมเช่นที่ผมบรรยายมานั้น ประกอบพิธีให้ใครก็เป็นอัปมงคลอย่างหาที่เปรียบมิได้แล้ว

ถ้าเป็นชายรักชาย อันเป็นเพศสภาพที่โบราณห้ามไว้ จะยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าหลายเท่า เป็นธรณีสารอย่างแรงชนิดที่แทบจะแก้ไขกันไม่ได้เลยทีเดียว

และอย่าลืมนะครับ วัยวุฒิของคนที่จะเป็นเจ้าพิธี หรือเกจิอาจารย์ต่างๆ นั้น ตามหลักโบราณคือต้องอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป


อ.ประจวบ คงเหลือ ตัวอย่างของเจ้าพิธีตามหลักเทวศาสตร์ไทย
คือต้องมีทั้งคุณวุฒิ และวัยวุฒิอันเป็นที่ยอมรับในทางสาธารณะ
ภาพจาก http://www.palungdham.com

บางคนอาจนับตั้งแต่อายุ ๓๕ ปีขึ้นไปได้ ถ้ามีประวัติชัดเจนว่าเป็นศิษย์ของสำนักไหน ครูบาอาจารย์รับรองหรือไม่

แต่บรรดาเกย์ที่ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ เป็นเจ้าพิธี หรือเกจิอาจารย์นั้น ส่วนใหญ่จะริทำกันตั้งแต่อายุไม่ถึง ๓๐ ปี

แล้วก็ไม่ต้องไปหาประวัติความเป็นมาที่ชัดเจนหรอกครับ ส่วนมากถ้าถูกถามว่า ได้วิชาอะไรมาบ้าง ก็จะอ้อมแอ้มพูดได้ไม่เต็มปาก 

เพราะบางคนถึงจะได้วิชามาจริง ก็ไม่ใช่วิชาสำหรับที่จะเป็นเจ้าพิธี บางคนศึกษาเองจากตำรา แล้วก็อ้างว่าเทพพรหมมาประสิทธิ์ให้ด้วยซ้ำไปครับ

ส่วนถ้าเป็นหญิงรักหญิง หรือ เลสเบี้ยน ก็จะเหมือนหญิงแท้ทั่วไป คือ ได้เปรียบกว่าชายรักชาย ตรงที่สามารถเรียนรู้มายาศาสตร์ และเทวศาสตร์ขั้นสูงได้มากกว่า

และอาจบรรลุขั้นสูงสุดในบางลัทธิได้ด้วย โดยเฉพาะลัทธิที่เน้นพลังของเพศหญิง (Feminine Power)

หญิงรักหญิง จึงประกอบพิธีกรรมได้ทุกอย่างไม่มีข้อจำกัดอะไร และสามารถเป็นเจ้าพิธีได้ในพิธีกรรมแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพิธีที่หวังผลด้านความอุดมสมบูรณ์ ไปจนกระทั่งพิธีที่เกี่ยวกับการรบทัพจับศึก

ขอแค่ไม่ใช่การเป็นพราหมณ์พิธี ตามแบบเทวศาสตร์ไทยโบราณ และขอแค่ให้ได้ศึกษาและประสิทธิ์จากครูบาอาจารย์โดยตรงเท่านั้น ซึ่งก็จะไม่มีข้อจำกัดเท่ากับชายรักชาย

แต่หญิงรักหญิงที่สามารถเป็นเจ้าพิธี ก็ยังคงจำเป็นจะต้องรักษาบุคลิกภาพ และคุณลักษณะของความเป็นเพศหญิงไว้อย่างสมบูรณ์นะครับ จะเป็นทอมบอยเลียนแบบผู้ชายไม่ได้เป็นอันขาด

เพราะมายาศาสตร์และเทวศาสตร์ ที่สืบทอดในกลุ่มหญิงรักหญิง เขาก็มีกฎห้ามต่อวิชาให้หญิงที่ทำตัวเลียนแบบชายเช่นเดียวกัน

ด้วยว่ามายาศาสตร์และเทวศาสตร์สายนี้ เขามักต่อต้านทุกสิ่งที่มีลักษณะเป็นชาย หรือเลียนแบบผู้ชายครับ

ส่วนสาวประเภทสอง คงไม่มีข้อสงสัยอะไรในประเด็นนี้นะครับ เพราะส่วนมากจะสนใจอยู่แค่ในระดับของผู้บูชา จะไม่ค่อยคิดถึงขนาดอยากเป็นเจ้าพิธี ซึ่งก็เป็นความคิดที่ถูกต้องอยู่แล้


.........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อาวุธเทพเจ้า

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





ในการบูชาเทพเจ้า ไม่ว่าของไทยหรือของฮินดู บางสายวิชาก็ถือว่าควรจะได้บูชาอาวุธของท่านด้วย
         
การบูชาอาวุธเทพเจ้า หรือเทพศาสตราวุธ ในชั้นเดิมมาจากทางฮินดู ซึ่งนิยมถวายอาวุธและเครื่องอุปโภคต่างๆ ตามที่เป็นสัญลักษณ์ขององค์เทพที่เขานับถือ

เพราะเขายึดหลักว่า เป็นเทวรูป ต้องมีเทพศาสตราวุธ และสัญลักษณ์ต่างๆ ตามประติมานวิทยาที่เกี่ยวข้องกับเทพองค์นั้น

และถึงแม้ว่า เทวรูปแต่ละองค์จะมีสิ่งเหล่านั้นพร้อมอยู่แล้ว ก็มีความนิยมที่จะไปหาอาวุธจำลองมาถวายเพื่อเป็นสิริมงคลอีก
         
อาวุธและสัญลักษณ์จำลองนี้ ถ้ามีขนาดเล็กกว่าของจริง มักทำเพื่อถวายบูชาดังที่กล่าวแล้ว หรือเพื่อแก้บนก็ได้

ถ้าเป็นของที่ต้องการจะบูชาอย่างจริงจัง ในฐานะเครื่องรางชิ้นหนึ่ง ก็นำไปปลุกเสก โดยพราหมณาจารย์ หรือฤาษีโยคีต่างๆ ซึ่งผู้ใดก็ตามที่บูชาไปแล้ว มีการประดิษฐานและการนำไปใช้ที่ถูกต้อง ก็จะเป็นเทพศาสตราวุธที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้       

ส่วนถ้าเป็นของถวายแก้บน โดยมากก็มักจะทำด้วยทองเหลืองลักษณะหยาบๆ ราคาถูกๆ เหมือนที่เราถวายช้างม้าแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเราละครับ   

ส่วนอาวุธที่มีขนาดใหญ่เท่าของจริง หรือทำเลียนแบบของจริงนั้น มักจะสร้างขึ้นมาสำหรับถวายเทวรูปองค์ใหญ่ในพิธีกรรมต่างๆ




พวกโยคีและฤาษีต่างๆ เมื่อนับถือพระเป็นเจ้าองค์ใด ก็จะอัญเชิญอาวุธของเทพองค์นั้นมาเป็นเครื่องบูชา และใช้ประกอบพิธีกรรม หรือใช้ปราบปรามคุณไสยมนต์ดำต่างๆ หรือภูตผีปิศาจชั่วร้ายแล้วแต่เหตุการณ์ เช่น เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือเพื่อป้องกันตัวเมื่อจาริกเข้าไปในป่าเขา ซึ่งมีภูตผีปิศาจอาศัยอยู่มาก

การใช้เทพศาสตราวุธของฤาษีโยคีเหล่านี้ เขาใช้เหมือนพ่อมดหรือผู้วิเศษในตำนานทางยุโรปเลยครับ คือ ใช้มือหยิบจับเทพอาวุธขึ้นมาพร้อมกับการร่ายพระเวท หรือจะเรียกใช้ทางจิต เมื่อมีการถอดกายทิพย์ และต้องไปเผชิญหน้ากับสิ่งชั่วร้ายในมิติอื่นก็ได้ ถือว่าเป็นศาสตร์ลึกลับแขนงหนึ่ง
         
เทพศาสตราวุธในกรณีหลังนี้ จึงถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์มาก และผู้ที่จะครอบครอง ต้องเรียนวิชาการใช้อาวุธเหล่านั้นมาแล้ว เช่นมนต์เชิญอาวุธเทพเจ้า หรือคาถาอาคมในการใช้เพื่อให้บรรลุผลในด้านต่างๆ ตลอดจนวิธีการประจุธาตุ และการดูแลรักษา ฯลฯ 

นอกจากนี้ ยังจะต้องได้รับการเจิมจากคุรุ หรืออาจารย์ เพื่อเป็นการอนุญาต และเป็นเครื่องแสดงว่า มี ศักดิ์และ สิทธิ์ที่จะครอบครองเทพศาสตราวุธชนิดนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่เทพเจ้าประทานให้
         
การใช้เทพศาสตราวุธของฤาษีและโยคีสำนักต่างๆ จะเป็นไปตามองค์เทพที่ฤาษีโยคีเหล่านั้นสืบสายวิชามา ซึ่งสังเกตได้ง่ายว่าเป็นสายวิชาของเทพองค์ใด เช่น
         
-สายวิชาที่นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์  ใช้จักร
         
-สายวิชาที่นับถือพระศิวะหรือพระอิศวร ใช้ตรีศูลแบบมีบัณเฑาะว์คาด
                  
-สายวิชาที่นับถือพระคเณศ ใช้อังกุศะ



         
-สายวิชาที่นับถือพระสกันท์ ใช้หอกที่มีใบหอกเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (ศักตยายุทธ)
         
นอกจากอาวุธขนาดเท่าจริงแล้ว ฤาษีหรือโยคีเหล่านี้ยังจะต้องมีเทพศาสตราวุธจำลอง สำหรับใช้เจิม หรือทำน้ำมนต์ตามพิธีกรรมที่ต้องปฏิบัติอยู่เสมอด้วยนะครับ

เทพศาสตราวุธจำลองที่ใช้เพื่อการนี้ แม้จะเป็นขนาดเล็ก ก็ทำด้วยวัสดุและความประณีตที่เหนือกว่าของแก้บนมาก และจะต้องผ่านการปลุกเสกมาแล้วเช่นกัน
         
ที่กล่าวมานี้ คือการใช้ และการครอบครองเทพศาสตราวุธ ของโยคีและฤาษีชาวอินเดียในปัจจุบันครับ 

ที่จริงแล้ว ไม่ว่าในศาสนาโบราณใดๆ ที่มีการนับถือเทพเจ้า นักบวชในศาสนานั้นมักจะต้องมีอาวุธที่ได้รับมอบมาจากเทพเจ้าทั้งนั้น เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรม, ขจัดสิ่งชั่วร้าย, รักษาโรค ฯลฯ และบางทีก็เป็นเครื่องแสดงลำดับชั้นทางศาสนาของผู้ครอบครองด้วย 
                  
ในยุคหลังๆ เทวศาสตร์มิได้สืบทอดกันเฉพาะผู้ถือบวชเป็นฤาษีและโยคีอีกต่อไปแล้ว ยังมีหลายอาศรม หลายสำนักที่รับศิษย์ฆราวาส หรือบุคคลทั่วไป เพื่อถ่ายทอดเทวศาสตร์และความรู้ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ อีกด้วย

โดยศิษย์ฆราวาสที่ร่ำเรียนทางเทวศาสตร์ในสำนักต่างๆ ถึงระดับที่ได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธจากครูบาอาจารย์แล้ว ถ้าเป็นศิษย์เอก หรือผู้ที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักหรือเจ้าอาศรมต่อไป ก็จะได้รับมอบเทพศาสตราวุธที่มีอยู่แล้วสำนักนั่นแหละครับ

ส่วนศิษย์ชั้นรองๆ ก็ต้องไปหากันเองจากภายนอก ซึ่งแหล่งที่จะจัดหาได้ ก็คือร้านขายเทวรูปและเครื่องบูชาทั่วไปนั่นเอง

หลายคนคงรู้กันอยู่แล้วนะครับ ว่าอาวุธเทพเจ้าเป็นของหาไม่ยากเลยในอินเดีย สามารถหาซื้อได้ในร้านที่ผมกล่าวถึงนี้ เหมือนกับที่เราสามารถจัดหาเครื่องใช้ในพิธีทางพุทธศาสนาทุกอย่างได้จากร้านสังฆภัณฑ์อย่างไรก็อย่างนั้น




เพราะธรรมเนียมการสร้างเทพศาสตราวุธของเขา ไม่เคร่งครัดเท่าเครื่องรางประเภทอาวุธต่างๆ ในวิชาไสยศาสตร์ของเรา ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรม หรือเฟ้นหามวลสารในการจัดสร้าง แค่ทำออกมาให้ได้รูปลักษณะที่ถูกต้อง และประณีตตามสมควรก็พอแล้ว 

บรรดาผู้ศึกษาเทวศาสตร์ที่มิได้รับมอบอาวุธจากทางสำนักโดยตรง ก็จะคัดเลือกเทพอาวุธจากร้านค้าเหล่านี้แหละครับ นำกลับไปทำพิธีปลุกเสกในสำนักของตน ก่อนที่จะได้รับการเจิมจากคุรุ อันแสดงถึงศักดิ์และสิทธิ์ที่จะนำไปใช้อย่างถูกต้อง

จารีตทางมายาศาสตร์เช่นนี้ ยังสะท้อนในวิชานาฏศิลป์ของไทยเราตั้งแต่โบราณ ผู้ที่จะได้รับอาวุธจากครู ซึ่งหมายถึงเทพอาวุธที่ใช้ในการแสดงโขนละครต่างๆ นั้น จะต้องเป็นลูกศิษย์ที่ร่ำเรียนมาเป็นระยะเวลายาวนาน มีความประพฤติและวัตรปฏิบัติที่เพียบพร้อมพอสมควรแล้ว ครูจึงจะมอบอาวุธให้บูชาต่อไป
         
ที่ผมบรรยายมาอย่างยืดยาวนี้ จึงสรุปได้ว่า ผู้ที่จะมีศักดิ์และสิทธิ์ในการใช้อาวุธเทพเจ้า จะต้องเป็นบุคคลที่เทพเจ้าได้ทรงเลือก หรือประทานอนุญาตแล้ว ผ่านทางคุรุ หรือครูบาอาจารย์โดยตรงเท่านั้น

ส่วนบุคคลทั่วไป ที่ไม่ใช่ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธเหล่านี้ ก็สามารถมีไว้ในครอบครองเพื่อการบูชาได้ครับ




แต่ถ้าจะเอาไปใช้ทำพิธีกรรมต่างๆ นั้น ไม่ได้เป็นอันขาด จะต้องได้เรียนวิธีใช้จากคุรุ หรือครูบาอาจารย์โดยตรง จนได้รับอนุญาตเสียก่อน

เพราะเทพอาวุธเป็นของมีอาถรรพณ์แรง แม้ไม่ได้ปลุกเสก แต่ถ้าทำเหมือนของจริงมาก ก็จะมีพลังลี้ลับอยู่ในตัวของมันเองแล้วระดับหนึ่ง ถ้าเอาไปทำอะไรต่อมิอะไรโดยไม่รู้จักวิธีใช้ละก็ ผลเสียมันจะมากกว่าผลดี อย่างที่โบราณท่านเรียกว่า "เข้าตัว" นั่นแหละครับ

ด้วยเหตุนี้ การที่พวกร่างทรงในบ้านเรา ได้เปิดตำหนักแอบอ้างพระนามพระเป็นเจ้าองค์สำคัญๆ  แต่งกายเลียนแบบเทวะเหล่านั้นตามที่เห็นจากในรูปวาด แล้วนำเทพศาสตราวุธของเทพเหล่านั้นมาประกอบการแสดงอิทธิฤทธิ์ ร่ายรำเล่นกลหลอกคนดูต่างๆ

รวมทั้งนำเทพศาสตราวุธขนาดเล็กมาใช้เจิม, ทำพิธีกรรมโดยเลียนแบบพวกฤาษีในอินเดียอย่างงูๆ ปลาๆ จึงเป็นเรื่องที่ผิดกฎทางเทวศาสตร์อย่างยิ่งครับ
         
เพราะคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเข้าทรงได้จริง (คือเป็นร่างให้ภูตผีชั้นต่ำต่างๆ) หรือเข้าทรงไม่ได้แต่แสดงหลอกคนอื่นได้ก็ตาม ล้วนแต่ไม่มีครู ไม่เคยร่ำเรียนวิชาการฝ่ายเทวศาสตร์ใดๆ เพราะฉะนั้น จึงไม่เคยได้รับการเจิมหรืออนุญาตจากเทพเจ้า ให้ครอบครองและใช้อาวุธเหล่านั้น
         
แต่พวกเขาสามารถจัดหาอาวุธต่างๆ มาใช้ประกอบการแสดงได้อย่างมากมาย โดยแค่เข้าไปในตรอกแขก ย่านพาหุรัด หรือไปที่ตลาดพระวัดราชนัดดาเท่านั้น ก็สามารถเลือกหาเทพศาสตราวุธได้ตามต้องการ เหมือนอย่างที่ผู้ศึกษาเทวศาสตร์และชาวบ้านในอินเดียไปซื้อหากันจากร้านขายเทวรูปและเครื่องบูชาดังกล่าวแล้ว

ที่สนุกก็คือ ถ้าร่างทรงคนไหนอยากจะสั่งซื้อเทพอาวุธแบบที่ทำอย่างพิเศษเพียงใดจากทางอินเดียก็ได้ โดยสั่งผ่านร้านค้าในย่านเหล่านี้ ซึ่งแม้จะมีราคาแพง แต่ก็ไม่เกินกำลังของเจ้าสำนักทรงใหญ่ๆ ที่มีรายได้สูง หรือแม้แต่ร่างทรงหน้าใหม่ในวงการ ที่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่ออย่างน้อยให้มีเทพอาวุธประกอบการแสดงของตน




ความจริง ในเมืองไทยของเราเคยมีบางร้านที่มีอาวุธเทพเจ้าที่ผ่านพิธีถูกต้องจากอินเดียจำหน่ายมาจำหน่ายนะครับ อยู่ในย่านพาหุรัดนั่นเอง แต่ปัจจุบันกิจการผ่านมือสู่รุ่นลูก บรรดาเทวรูปและเครื่องบูชาในร้านก็มิได้ผ่านพิธีกรรมอะไรอีกต่อไปแล้ว 

คนที่ไม่ได้รับการเจิมให้สามารถมีเทพศาสตราวุธได้ เมื่อนำมาใช้ทำพิธีกรรมต่างๆ ย่อมไม่รู้ถึงวิธีการและมนต์ที่จะใช้ พิธีเช่นนั้นย่อมไม่เกิดผล และหลายๆ กรณียังจะกลับกลายเป็นอัปมงคลสำหรับผู้เข้าร่วมพิธีเสียอีก

ผมเคยเห็นร่างทรงพระอุมาคนหนึ่ง  เอาตรีศูลเล็กๆ มาแทงลิ้นให้เลือดออก แล้วเอาเลือดนั้นเจิมเทวรูปพระอุมาที่มีผู้นำไปให้ทำพิธี  ก็น่าคิดว่าจะมีสิ่งอัปมงคลอะไรบ้างที่จะติดไปกับเทวรูปนั้น


..................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

น้องหมากับเทวศาสตร์

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

ยุคนี้เป็นยุคของคนรักหมา หมาทำอะไรก็น่ารักน่าเอ็นดูไปหมด

จนคนส่วนมากแปลกใจ เมื่อผมบอกว่า คนที่คิดจะเอาดีในทางเทวศาสตร์ หรือแม้แต่เป็นแค่ผู้บูชาเทพทั่วๆ ไปก็ตาม จะหาความเจริญก้าวหน้าในด้านนี้มิได้เลย ถ้าเขาเหล่านั้นยังคงเป็นคนรักหมา ใกล้ชิดและคลุกคลีกับหมา

นั่นก็เพราะ หมาที่เลี้ยงกันส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ที่มีปราณชนิดที่เข้าไม่ได้กับกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวกับเทวศาสตร์ หรือการบูชาเทพครับ

ถ้าจะเปรียบเทียบกับมายาศาสตร์จีน หมาส่วนใหญ่เป็นลักษณะหยางที่บกพร่อง ย่อมไม่เข้ากันกับเทวศาสตร์ ที่มีลักษณะเป็นหยิน

หมาที่จะไม่มีผลเสียในทางเทวศาสตร์ จึงต้องเป็นหมาพันธุ์ใหญ่ รูปร่างสวยงาม แข็งแรง ฉลาด สุขภาพจิตดี และมีความสุขุมเพียงพอ เป็นลักษณะหยางที่สมบูรณ์ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ


ภาพจาก http://www.mylovegolden.com

ไม่ใช่หมาใหญ่แต่ดุร้าย กัดไม่เลือกหน้า หรือหมาเล็กที่ปากเปราะ เห่าทั้งวัน วิ่งพล่านเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของตลอดเวลา เป็นลักษณะหยางที่บกพร่อง ซึ่งนิยมเลี้ยงกันทั่วไป

หมาที่มีลักษณะหยางบกพร่อง จะทำให้ผู้เลี้ยงเสียสมาธิ ขาดปรีชาญาณ ลดศักยภาพในการบำเพ็ญภาวนา หรือบริกรรมคาถา และการประกอบพิธีกรรมต่างๆ 

ปราณของหมาที่มีลักษณะหยางบกพร่อง ยังสามารถทำลายพลังศักดิ์สิทธิ์ และมณฑลพิธีได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแท่นบูชา หรือเทวสถาน

แม้แต่หมาที่มีลักษณะหยางสมบูรณ์ สิ่งขับถ่ายของมันยังสามารถทำลายพลังศักดิ์สิทธิ์และพลังปราณที่ดีๆ ในอาณาบริเวณนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นพลังที่มาจากเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หรือพลังที่เกิดจากฮวงจุ้ยที่ดี หรือพลังจากวัตถุธรรมชาติต่างๆ

ถ้าเป็นหมาที่มีลักษณะหยางบกพร่อง แค่เฉียดเข้าไปใกล้บริเวณที่ประกอบพิธีกรรมใดๆ พลังศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลในพิธีกรรมนั้นก็ลดไปหลายส่วนแล้วครับ

หมาเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดเดียวในโลกนี้ที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดีกับเจ้าของที่สุด 

แต่มันก็กลับกลายเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกนี้เหมือนกัน ที่มีพลังลี้ลับในการสกัดกั้น และทำลายความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด 

สิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นเงื่อนไขของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่คนเรากำหนดขึ้นมาเอง 

และอะไรก็ตามที่เราไม่สามารถกำหนดเองได้ ก็ย่อมจะไม่เป็นไปตามที่เราต้องการเสมอไปหรอกครับ

ถึงตอนนี้ ก็อาจจะมีคนเถียงผมว่า ถ้าหมาเป็นปัญหาในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วจะอธิบายกันอย่างไรกับการบูชาหมาของชาวอียิปต์โบราณ จนถึงกับยกย่องขึ้นเป็นเทพ?

จะอธิบายอย่างไร กับ จอมเทพโอดิน (Odin) ของยุโรปเหนือ ผู้คิดค้นศาสตร์แห่งรูนส์ (Runes) อันลี้ลับ ซึ่งมีหมา ๒ ตัวอยู่เคียงข้างบัลลังก์ของพระองค์?

แล้วจะอธิบายอย่างไร กับ พระตรีมูรติ ของฮินดูที่มีหมา ๔ ตัวเป็นบริวาร?

จริงๆ แล้วก็อธิบายได้ไม่ยากหรอกครับ

กรณีของชาวอียิปต์โบราณ คติเดิมเขาไม่ได้บูชาหมานะครับ แต่เขานำมันมาใช้เป็น สัญลักษณ์ หรือ บุคลาธิษฐาน ของสิ่งที่เป็นนามธรรม

และหมาที่ว่านั้นไม่ใช่หมาบ้าน มันคือ หมาไน ที่เที่ยวขุดคุ้ยกินซากศพอยู่ตามสุสาน

คนอียิปต์ไม่เลี้ยงหมาไนนะครับ เขาเห็นหมาไนชอบป้วนเปี้ยนตามสุสาน เขาก็เอามาทำเป็นสัญลักษณ์ของกิจกรรมที่เกี่ยวกับสุสาน และพิธีศพ 

เมื่อจะต้องสร้างเทวรูปของเทพที่เกี่ยวข้องกับสุสานและพิธีศพ คือ เทพอนูบิส (Anubis) จึงเอาหัวหมาไนมาแทนส่วนที่เป็นพระเศียร




เป็นประติมานวิทยา หรือการสื่อว่าทรงเป็นเทพเกี่ยวกับอะไร ไม่ใช่ว่าทรงมีพระเศียรเช่นนั้นจริงๆ หรือว่าทรงเป็นหมาไนที่ถูกบูชาจนยกย่องขึ้นเป็นเทพ

ส่วนการสร้างรูปหมาไนขึ้น มีพิธีกรรมคล้ายๆ กับเป็นการบูชา ดังที่เห็นได้จากในสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมนและในเทวสถานหลายแห่งนั้น รูปหมาไนเหล่านั้นถูกใช้เป็นเครื่องรางสำหรับป้องกันสิ่งที่อยู่ในสุสานหรือเทวาลัยแห่งนั้นครับ ไม่ใช่สำหรับให้คนไปไหว้

กรณีของจอมเทพโอดิน ก็เป็นหมาป่า ไม่ใช่หมาบ้านเช่นกันครับ 

ชาวไวกิ้งรู้จักเลี้ยงหมาบ้านนะครับ และต้องพึ่งพาอาศัยพวกมันมากด้วยในชีวิตประจำวัน เช่นการใช้แกะรอยศัตรู หรือสัตว์ที่หลบหนีจากการล่า 

แต่เฉพาะหมาป่าเท่านั้นที่เขายกให้มีบทบาทในเทพนิยาย ซึ่งก็เป็นเพราะมันเป็นสัตว์ล่าเนื้อที่ดุร้าย และคาดเดาได้ยากไงครับ เขาจึงยกให้มันเป็นบริวารของจอมเทพโอดิน ซึ่งทรงมีบทบาทหนึ่งคือ พญายม ผู้ตัดสินว่ามนุษย์คนใดสมควรตาย




และหมาป่าในเทวปกรณ์ของชาวยุโรปเหนือนอกจากนี้ ก็มีแต่บทบาทที่ชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นหมาป่าคู่ที่คอยไล่กินพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ไปจนถึงพญาสุนัป่า เฟนเรียร์ (Fenrir) ที่จะมาทำลายล้างทุกสิ่งในวันโลกาวินาศ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกไวกิ้งชื่นชมแต่อย่งใด

สำหรับองค์ จันทรเทวีอาร์เตมีส (Artemis) หริอ ไดอานา (Diana) ของกรีก-โรมัน ซิ่งเป็นเทวีแห่งการล่าสัตว์ และมีหมาล่าเนื้อติดตามอยู่เคียงข้างพระองค์โดยตลอด ล้วนปรากฏอยู่เฉพาะในทางศิลปะ และวรรณกรรมเท่านั้น 

ในความเป็นจริง เรายังไม่เคยพบการบชาพระนางโดยมีหมาอยู่ใกล้ หรือเป็นบริวารเลย แม้แต่เทวสถานหลักของพระนาง ที่ ุเอฟเฟซุส (Ephesus)ก็ไม่มีประติมากรรมของหมาล่าเนื้อสักตัวที่นั่น

ส่วนพระตรีมูรติ ที่มีหมา ๔ ตัวเป็นบริวารนั้น ไม่ใช่พระตรีมูรติที่แท้จริงหรอกครับ แต่เป็น พระทัตตาเตรยะ ซึ่งแม้จะมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ยุคพระเวท และอุปนิษัท รวมทั้งมีการกล่าวถึงในคัมภีร์มหาภารตะด้วย แต่ที่มา promote กันในปัจจุบันนั้นเป็นลัทธิที่แปรเปลี่ยนจากสมัยโบราณมาก และน่าจะเพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง 

ลัทธิที่ว่านี้มีความพยายามเผยแพร่ให้เป็นที่นิยมกันในอินเดีย ช่วงประมาณสิบปีที่ผ่านมานี่ละครับ เพราะมีสาวกที่มีเครดิตในวงการพอสมควรช่วยกันขับเคลื่อน อาศัยศรัทธาจริตของชาวฮินดูที่ต้องการเทพเจ้าใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา




แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ในอินเดียก็เฉยๆ กันแล้วกับพระตรีมูรติปางนี้ เพราะบูชาแล้วก็งั้นๆ ครับ ไม่ได้อะไรขึ้นมา

แล้วหมา ๔ ตัวนั้นมาจากไหน

จริงๆ ก็มาจากพวกหมาจรจัด ที่มักจะวิ่งตามขออาหาร หรือเป็นสัตว์เลี้ยงของบรรดาฤาษี, มุนีต่างๆ ที่มีจิตเมตตา เป็นภาพที่เห็นกันดาษดื่นทั่วไปในอินเดีย พระทัตตาเตรยะถ้ามีจริง ก็คงเป็นนักบวชใจดีที่ชอบเลี้ยงหมาแบบนี้ละครับ

ดังนั้น การไปตีความกันว่า หมาเหล่านี้เป็นตัวแทนของพระเวททั้ง ๔ จึงไม่เป็นอะไรมากไปกว่า สิ่งที่แสดงถึงความเสื่อมทรามของสังคมอินเดียอย่างแท้จริง 

เพราะใน มหาภารตะ ยังมีข้อความที่พระอินทร์ตรัสกับ ยุธิษเฐียร ว่า ผู้ที่นำหมาขึ้นไปแปดเปื้อนบนสวรรค์ จะถูกอสูรพรากบุญกุศลไปจนหมดสิ้น



การเอาพระเวทซึ่งนับถือกันว่าเป็นของสูง ไปผูกพันกับหมาจรจัด จึงนับว่าเป็นอัปมงคลอย่างยิ่ง ที่คนอินเดียยุคนี้คิดกันขึ้นมาได้ คนอินเดียโบราณไม่มีใครเคยทำครับ


หทาในหลายๆ อารยธรรมทั่วโลก ยังเกี่ยวข้องกับความตาย ซึ่งถือเป็นอาถรรพณ์ในทางเทวศาสตร์ นอกจากเทพอนูบิสของอียิปต์ และจอมเทพโอดินของไวกิ้ง ดังที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น ก็ยังเห็นได้จาก ยมเมพฮาดีส (hades) ของกรีกโบราณ หรือ พลูโต (Pluto) จ้าวนรกของโรมัน มีหมา ๓หัว เซอร์เบรุส (Cerberus) เป็นบริวาร และเป็นผู้เฝ้าประตูนรก




ในอารยธรรม อัซเต็ค (Aztec) ของอเมริกากลาง ยมเทพโซโลทล์ (Xolotl) ผู้นำพาดวงวิญญาณในการเดินทางสู่นรก ก็มีหมาเป็นบริวาร และเป็นสัญลักษณ์ทางประคิมานวิทยาของพระองค์ด้วย

ยมเทพอีกองค์หนึ่งของอัซเต็ค คือ มิคทลันเตคูฮ์ทลิ (Mictlantecuhtli) ก็เป็นเทพประจำวันสำคัญทางศาสนา ๑ ใน ๒๐ วัน ที่มีสัญลักษณ์เปนรูปสหมา (อิทซ์คูอินทลิ :
Itzcuintli)

เทพปีศาจอย่าง พระแม่กาลี ก็มีสหมาเป็นบริวาร เช่นเดียวกับเทพอสูร ไภรวะ ผู้โปรดปรานกลิ่นคาวเลือด ก็มีหมาดำเป็นบริวาร

จะมีก็แต่ พระทัตตาเตรยะ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับความตาย แต่มีหมา ๔ ตัวเป็นบริวาร ซึ่งเกิดจากความเพี้ยนของแขกยุคหลังดังกล่าวแล้ว

เทพเหล่านี้ ล้วนมีอาถรรพณ์แรง ยากที่จะปฎิบัติบูชาให้ภูกค้องโดยปราศจากโทษภัยได้ แม้แต่เทพอนูบิสกับจอมเทพโอดิน ถ้ารับเข้ามาบูชาแล้วมิได้บูชาอย่างรู้จริง ก็จะหาความเจริญก้าวหน้าในการบูชาเทพสายอื่นไม่ได้เช่นกัน

หมาส่วนใหญ่ เป็นอัปมงคลโดยธรรมชาติ คนไทยโบราณรู้ดี จึงเลี้ยงหมาไว้ใต้ถุนบ้านเพียงเพื่อเฝ้าบ้าน ไม่เคยให้หมาขึ้นไปบนเรือน ไม่เคยให้หมากินข้าวร่วมกับคน ไม่แม้แต่จะเอาหมามานอนด้วย อย่างคนรักหมาที่เลียนแบบฝรั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตากันในยุคนี้


ภาพจาก http://www.dailymail.co.uk

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นคนรักหมา หลงหมา ชอบคลุกคลีกับหมาตลอดเวลา ก็ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับผลที่เด่นชัดในการบูชาสิ่งศักดื์สิทธิ์ครับ

แต่ถ้าเป็นคนรักหมา ที่มีวินัยในการเลี้ยงหมา จำกัดความเกี่ยวข้องระหว่างหมากับตนเองในระดับที่พอเหมาะ และไม่กระทบกระเทือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ย่อมได้รับผลที่ดีขึ้นบ้าง ในการบูชาเทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

และถ้าเป็นคนที่ไม่เลี้ยงหมาเลย ก็เท่ากับตัดอุปสรรคในการบูชาเทพออกไปได้อีกอย่างหนึ่ง ในท่ามกลางอุปสรรคทั้งหลาย ที่ยังคงต้องหาทางกำจัดกันต่อไป


.............................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด