วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

ลูกเทพ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์




ช่วงที่ผมเขียนบทความนี้ กระแสลูกเทพมาแรงมาก เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปในสังคม โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่าสายการบินหนึ่งประกาศให้ผู้โดยสารอุ้มลูกเทพขึ้นเครื่องบินได้ จากนั้นตุ๊กตาผีตัวนี้ก็กลายเป็นข่าวรายวันละครับ

เหตุใดผมจึงเรียกลูกเทพว่า ตุ๊กตาผีประเดี๋ยวผมจะลำดับให้ค่อยๆ อ่านกัน

ต้องเน้นคำว่า ค่อยๆ เพราะบทความนี้ ผมมิได้วิจารณ์เฉพาะคนที่เลี้ยงลูกเทพเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องวิจารณ์คนที่ตำหนิความเชื่อดังกล่าวด้วย

เพราะคนที่ตำหนิความเชื่อดังกล่าวนี่ละครับ ส่วนใหญ่เป็นพวกที่แสดงความคิดเห็นอย่างชนิดเอามันส์เข้าว่า-เหมารวม-มักง่าย และไม่มีความรู้อะไรเลยในสิ่งที่ตนกำลังพูดถึง

คนพวกนี้มักจะมีสมาชิกหลักๆ เป็นพวกพุทธสุดโต่งที่แอนตี้ไสยศาสตร์ ผีสางเทวดา ซึ่งมักจะอ้างปรัชญาทางพุทธศาสนาตามอำเภอใจ หรือไม่ก็อ้างคำพูดของพระเถราจารย์สายเหยี่ยวในอดีตที่มีชื่อเสียงในการต่อต้านไสยศาสตร์และความงมงาย เช่นท่านพุทธทาส และท่านปัญญานันทะ

อีกพวกหนึ่งก็มักจะเป็นพวกคลั่งวิทยาศาสตร์ แล้วก็มองศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ จึงละเว้นศาสนาพุทธไว้เพียงอย่างเดียว นอกนั้นเมื่อเห็นปรากฎการณ์ความเชื่ออะไรที่ไม่ใช่พุทธก็โจมตีไว้ก่อน

โดยวิธีการโจมตีนั้นก็คือ หลับหูหลับตาเข้าไว้ ไม่จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าอะไร เพราะเมื่อถือว่าไม่ใช่วิทยาศาสตร์ก็ไม่มีราคาให้ต้องไปใส่ใจศึกษาค้นคว้าอะไรอยู่แล้ว

คนทั้งสองจำพวกนี้ละครับ ที่มีให้เห็นดาษดื่นใน Social Network หรือจะเรียกว่า นักเลงคีย์บอร์ด ก็น่าจะไม่ผิด

แล้วก็คนประเภทเดียวกับทั้งสองจำพวกนี้ละครับ ที่ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงหลายสิบปีมาแล้ว เมื่อมีอำนาจในมือ เช่น เป็นพระสงฆ์บ้าง เป็นข้าราชการบ้าง เป็นนักวิชาการที่มีหน้าที่กำหนดหลักสูตรทางการศึกษาบ้าง เป็นนักคิดนักเขียนบ้าง และเป็นสื่อมวลชนบ้าง ก็จะใช้อำนาจในมือต่อต้านและพยายามกำจัดเรื่องเหล่านี้ไปจากสังคมไทยมาตลอด

ด้วยความเพ้อฝันว่า สังคมไทยจะต้องปลอดจากไสยศาสตร์และความงมงาย กลายเป็นสังคมแสนสวยงามที่ผู้คนเข้าถึงหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และมีวิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ดุจเดียวกับชาติที่เจริญแล้วในยุโรปและอเมริกา

พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นพวกโลกสวยจำพวกหนึ่งนั่นละครับ

เป็นพวกที่คอยกล่าวหาคนอื่นว่างมงาย แต่ที่จริงตนเองก็งมงายอยู่ในกะลาที่ตนมองเห็น ไม่รับรู้โลกแห่งความเป็นจริงเท่าไหร่

ผลของการกระทำเช่นนี้ คือ สามัญสำนึกและวิถีชีวิตแบบไทย อันเกิดจากความรู้ความเข้าใจในทางไสยศาสตร์ เทวศาสตร์ และเรื่องลี้ลับต่างๆ อย่างถ่องแท้ อันเป็นองค์ความรู้ที่บรรพบุรุษไทยโบราณสืบทอดต่อเนื่องกันมาอย่างมีหลักการ ที่ประคับประคองสังคมไทยให้พุทธกับไสยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขมาโดยตลอด ถูกกวาดล้างทำลายไปเป็นอันมาก

ในขณะที่ของใหม่ คือพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์แบบของคนที่รู้ไม่จริง ซึ่งถูกยัดเยียดเข้าไปแทนที่นั้น ให้คำตอบอะไรไม่ได้

เพราะเป็นพุทธในกะลา และวิทยาศาสตร์ในกะลา ไม่ใช่พุทธแท้ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์แท้

พุทธแท้และวิทยาศาสตร์แท้นั้น เขาไม่รีบต่อต้านหรือฟันธงในสิ่งที่เขายังไม่ได้ศึกษาจนรู้แจ้งหรอกครับ

สิ่งที่คงเหลือและตกทอดมาจนถึงยุคนี้ โดยมากจึงมีแต่เพียงความเชื่องมงาย เพ้อฝัน ที่ไม่อยู่ในหลักการหรือองค์ความรู้เก่าแก่ใดๆ ของบรรพชน เป็นความเชื่อที่เกิดจากลัทธิการเดา หรือการคิดเองเออเอง เทียบกับองค์ความรู้เดิมแล้วก็ถูกบ้างผิดบ้าง จนถึงมั่วอย่างไม่มีที่มาที่ไปอะไรเลย และปรุงแต่งขึ้นจากความวิกลจริตแบบกู่ไม่กลับ

ตัวอย่างก็เช่นการกราบไหว้เจลที่ตกลงมาจากท้องฟ้า การแห่แหนกันไปบูชาสัตว์ประหลาดที่เกิดมาพิกลพิการ หรือผิดปกติ เช่น ลูกวัวสองหัว ห้าขา เด็กสองหัวที่ตายเมื่อคลอดฯลฯ

ตามจารีตโบราณ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นอาเพศนะครับ คนโบราณไม่เพียงไม่กราบไหว้บูชาสิ่งเหล่านี้เท่านั้น ยังรังเกียจขยะแขยง ต้องรีบประกอบพิธีกรรมเพื่อชำระล้างอาถรรพณ์และอัปมงคลที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้กันอย่างจ้าละหวั่น

ลูกเทพ ก็เกิดจากความงมงายเช่นเดียวกันนี้เหมือนกันครับ

เป็นสิ่งที่ผมแน่ใจว่า ถ้าเกิดขึ้นในสมัยโบราณ---ไม่ต้องย้อนไปไกลนัก แค่คนรุ่นปู่ย่าตายายของเรานี่ละครับ จะไม่มีใครเอามาบูชาหรือเลี้ยงดูอย่างที่คนในสังคมไทยเราบ้าคลั่งทำกันอยู่นี้เป็นอันขาด

ดังนั้น ลูกเทพจึงเป็นเพียงผลพวงหนึ่งจากการที่พวกพุทธสุดโต่ง และพวกคลั่งวิทยาศาสตร์ในสังคมไทยเราทำลายล้างภูมิปัญญาของบรรพบุรุษตามอำเภอใจกันมาตลอด 

และไม่เป็นความงมงายชนิดสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยเรา แต่เป็นสัญญาณให้เห็นว่า ต่อไปจะมีความงมงายใหม่ๆ ที่บ้าบอกันมากกว่านี้อีก

เพราะเมื่อไม่มีหลักจริงๆ ให้ยึด คนส่วนมากก็ต้องไปยึดจากคนเด่นคนดังในสังคม ซึ่งก็คือ คนในวงการบันเทิง และหมอดูมั่วที่ไม่มีหลักวิชาอะไรเหมือนกัน

ไม่น่าแปลกใจอะไรเลยครับ ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณในสังคมไทยส่วนหนึ่ง (โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ)  กลายเป็นมนุษย์สมองกลวงพวกนี้ แทนที่จะเป็นพระเถราจารย์ หรือฆราวาสที่แตกฉานในพระธรรมที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า 

บุคคลประเภทหลังนั้นไม่ตอบโจทย์อะไรหรอกครับ กับคนไทยบางจำพวกที่ไม่ว่าจะมีการศึกษาสูงเพียงใด ก็ขาดแคลนสามัญสำนึกและวิจารณญาณ

เพราะฉะนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ลูกเทพโดยการอ้างพุทธ หรือไม่ก็วิทยาศาสตร์เข้าข่มอย่างไม่รู้จริง อย่างที่แสดงความคิดเห็นกันทั่วไปอย่างในปัจจุบันนี้ จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาครับ

เพราะดังที่ผมได้กล่าวมาแล้ว วิธีการเช่นนี้ได้พิสูจน์ตัวของมันเองมาแล้วว่าได้สร้างปัญหาทางจิตวิญญาณให้กับคนไทย จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ลูกเทพขึ้นมาเป็นกรณีล่าสุด เราจึงไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการเอาวิธีการที่ทำให้เกิดปัญหานั้นมาใช้ครับ

แล้วจะให้ทำอย่างไร?

คำตอบคือ กลับไปหาองค์ความรู้ของบรรพบุรุษของเราสิครับ


ภาพจาก http://m.prachachat.net

องค์ความรู้ของบรรพชน ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพุทธ พราหมณ์ และผี ที่ทำให้อารยธรรมไทยเราอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ไงครับ

ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของพุทธสุดโต่งกับพวกบ้าวิทยาศาสตร์ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำลายล้างส่วนที่ดีงามขององค์ความรู้ดังกล่าวไปเสียหมดทีเดียว ยังมีบางส่วน บางสำนัก บางเกจิอาจารย์ที่เหลือรอด เป็นที่พึ่งอยู่ในวงการพิธีกรรมและเครื่องรางของขลัง อันยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยเราในปัจจุบันนี้ สรรพตำราที่ปรมาจารย์รุ่นก่อนเรียบเรียงไว้ ก็ยังมีให้ศึกษาค้นคว้าอยู่เป็นอันมาก

ใครที่ทนไม่ได้กับความงมงายอย่างกรณีของลูกเทพ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ สื่อมวลชน หรือประชาชน ถ้าจะใช้วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจากความบ้าคลั่งลูกเทพ เป็นโอกาสในการแสวงหาความรู้ หรือเข้าถึงภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพชนอย่างจริงจัง เพื่อจะได้มีวิจารณญาณ และเห็นทางแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นอยากถูกต้อง ตามภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่เป็นรากเหง้าของสังคมไทยและความเป็นไทยมาตลอด 

ก็จะเป็นกุศลกรรมอย่างยิ่ง

ศาสนาพุทธนั้น ท่านมีหลักง่ายๆ ที่คนอ้างตัวว่าเป็นพุทธศาสนิกชนไม่ควรละเลยเป็นอันขาด นั้นคือ อย่าลงมือ จัดการอะไรกับสิ่งที่เราไม่รู้จริงครับ

อย่างเช่นการที่นักวิจารณ์ลูกเทพ หลายคนเปรียบเทียบปรากฏการณ์ดังกล่าวกับกระแสคลั่งจตุคามรามเทพเมื่อพ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๒

ผมได้ยินได้ฟังทีไร ก็นึกสลดใจทีนั้น

มันจะเปรียบเทียบกันได้อย่างไรล่ะครับ? คติจตุคามรามเทพ เป็นคติที่ไทยเรารับเข้ามาจากลังกาพร้อมกับศาสนาพุทธ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ภายหลังถูกลืมเลือน แล้วมารื้อฟื้นขึ้นใหม่เมื่อพ.ศ.๒๕๓๐ ที่มีการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช แล้วหนึ่งในคณะที่รื้อฟื้นก็ปรุงแต่งบิดเบือนไปตามทิฐิของตนเอง จนกลายเป็นปรากฏการณ์จตุคามรามเทพขึ้นมา

พูดง่ายๆ ว่าเป็นคติความเชื่อที่อย่างน้อยก็มีความเก่าแก่โบราณ มีหลักฐานรองรับอย่างต่อเนื่อง แล้วจะว่าไปท่านก็เคยเป็นเทพผู้ปกป้องพระพุทธศาสนาของเรา ในสมัยที่พระพุทธศาสนาในบ้านเมืองของเราเจริญรุ่งเรืองมากกว่าทุกวันนี้

ใครที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์องค์จตุคามรามเทพอย่างมันส์ในอารมณ์ พวกนั้นน่ะ จัดเป็นคนปากพล่อยนะครับ ไม่รู้ก็รู้ไว้ซะด้วย

ในขณะที่ความเชื่อตุ๊กตาลูกเทพนั้น เป็นเรื่องใหม่ ที่เกิดจากการเอาตุ๊กตาเด็กแบบฝรั่งที่ผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และความลุ่มหลงส่วนตัวของผู้หญิงจำพวกหนึ่งที่มีต่อตุ๊กตาเป็นพิเศษ มาผสมกับคติความเชื่อเรื่องกุมารทองในเรื่องของการจารอักขระเลขยันต์ และการเรียกผีเข้าไปสิงสู่ ให้ตุ๊กตานั้นมีชีวิตมีจิตวิญญาณขึ้นมาเหมือนกุมารทองเท่านั้น

ซึ่งถ้าเป็นไปตามที่ผมว่าไว้ คือถ้าจะย้อนกลับไปยึดหลักไสยศาสตร์โบราณกันจริงๆ แล้ว สิ่งเหล่านี้จะกระทำกันไม่ได้เลยครับ

เพราะการสร้างกุมารทองตามตำรับโบราณแท้ จำเป็นต้องมีมวลสาร อันได้จากศพเด็กทารกเป็นส่วนประกอบสำคัญ จะนำเพียงตุ๊กตาพลาสติกประกอบจากโรงงานมาจารอักขระนั้น เป็นไปไม่ได้

อีกทั้งในการเลี้ยงดูกุมารทองนั้น แม้ว่าจะมีหลักที่คล้ายกับลูกเทพ คือคนเลี้ยงต้องคอยจัดอาหารขนมของไหว้ พูดคุย หาเสื้อผ้าใหม่ให้เป็นครั้งคราว หาของเล่นให้เป็นรางวัลเมื่อดลบันดาลตามที่ขอ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบ้ากันถึงขนาดต้องพาขึ้นเครื่องบิน จนทางสายการบินต้องยอมให้จองที่นั่งได้

หรือพาไปเลี้ยงโต๊ะจีน พาไปศึกษาเล่าเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรีฯลฯ ที่คุณครูปัญญาอ่อนหลายท่านเสนอตัวรับสอน โดยที่คุณแม่ปัญญาอ่อนเจ้าของลูกเทพยินดีจ่ายเงิน ทั้งๆ ที่ไม่มีวิธีที่จะตรวจสอบเลยว่า ลูกเทพของตนเรียนรู้วิชาเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน

ก็นี่ไงล่ะครับ ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกันในทางไสยศาสตร์ ความงมงายในการเลี้ยงลูกเทพก็จะไม่เกิดขึ้น หรือไม่มีทางแพร่หลายได้อย่างเดี๋ยวนี้

แต่เพราะเราทิ้งองค์ความรู้เดิม จึงมีสำนักไสยศาสตร์จอมปลอมบางสำนัก เอาตุ๊กตาฝรั่งตัวโตๆ ที่เอาไว้ให้เด็ก (หรือผู้ใหญ่ที่ชอบตุ๊กตา) เล่น มาเปลี่ยนสีผมให้เป็นตุ๊กตาไทย แต่งชุดไทย แล้วเสกเป็นกุมารทอง กุมารี ให้ลูกศิษย์ที่ทำแท้ง หรือลูกตายก่อนพ้นวัยทารกนำไปเลี้ยงดู โดยอ้างว่าเพื่อให้วิญญาณเด็กที่ตายไปนั้นมาสิง

มุกนี้จับใจคนที่ทำแท้ง หรือสูญเสียลูกแทบทุกคนครับ เพราะมักจะมีความรู้สึกผิดอยู่ในใจกันอยู่แล้ว การรับตุ๊กตาเด็กที่อาจทดแทนลูกที่สูญเสียไปมาเลี้ยง จึงเป็นคำตอบที่ตรงจุดสำหรับผู้หญิงพวกนี้

ผมไม่แน่ใจว่า วิธีการเช่นนี้เป็นการเลียนแบบตุ๊กตาฝรั่ง ที่ทำเลียนแบบเด็กทารกจริงๆ ชนิดที่เรียกกันว่า ตุ๊กตารีบอร์น (Reborn) หรือเปล่านะครับ


ภาพจาก http://www.wedding2hand.com

ตุ๊กตาชนิดที่ว่านี้ทำกันมานานแล้วในโลกตะวันตก เขาทำเอาไว้ให้คุณแม่ที่สูญเสียลูก หรือหญิงวัยกลางคนที่อยากมีลูก ได้เอาไปเลี้ยงดูเหมือนเป็นลูกจริงๆ ในทางการแพทย์ถือว่าเป็นการบำบัด (Healing) ชนิดหนึ่งครับ ส่วนคนที่รักเด็กหรือชอบตุ๊กตาที่เหมือนเด็กจริงๆ ก็นิยมนำไปเลี้ยงเช่นเดียวกัน 

เพียงแต่วัฒนธรรมฝรั่งเวลาเลี้ยงเด็กอ่อน เขาไม่พาไปไหนถ้าไม่จำเป็นไงครับ เวลาเลี้ยงตุ๊กตารีบอร์นเขาก็กระทำดุจเดียวกัน จึงไม่สร้างความรำคาญแก่สาธารณชนเหมือนลูกเทพ

ส่วนตุ๊กตาผีสำหรับคนไทยที่แท้งลูก หรือสูญเสียลูกนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบปีมานี้เห็นจะได้ครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และน่าจะเป็นเส้นทางหนึ่งที่วิวัฒนาการกลายมาเป็นลูกเทพในทุกวันนี้ เพราะรูปแบบส่วนใหญ่ก็เหมือนกัน วิธีการเลี้ยงดูประคบประหงมก็ไม่แตกต่างกัน คือจะต้องทำให้รู้สึกว่าเป็นเหมือนเด็กจริงๆ

ไม่เหมือนอย่างการเลี้ยงกุมารทองตามหลักไสยศาสตร์เดิม ซึ่งเป็นการเลี้ยงอย่างลำลอง ไม่ต่างไปจากเครื่องรางค้าขายอื่นๆ อย่างนางกวักมากนัก

แล้วอีกเส้นทางหนึ่ง ที่ทำให้เจ้าตุ๊กตาผีพวกนี้วิวัฒนาการเป็นลูกเทพ อย่างที่เห็นกันอยู่นี้ ก็อาจจะมาจากตุ๊กตารีบอร์นด้วยนั่นเอง เพราะก็ปรากฏว่ามีคนไทยเราเอามาเลี้ยงดูเช่นกัน เป็นข่าวอยู่ระยะหนึ่งนะครับ เพียงแต่เขาก็เลี้ยงกันแบบฝรั่ง คือเลี้ยงเหมือนเด็กจริงๆ จะนำพาไปอวดกันก็เฉพาะในวงสังคมเดียวกัน รวมทั้งไม่มีไสยศาสตร์ หรือเรื่องของโชคลาภใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่ตัวเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ตุ๊กตาผีนี้ขึ้นมาอย่างอึกทีกครึกโครมจริงๆ ก็อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ คือเกิดจากหมอดูคนหนึ่ง เรียกกันว่า หมอแมค ที่เปิดเพจชื่อบ้านตุ๊กตาเทพอะไรนั่นละครับ แล้วพวกดารากับคนเด่นคนดังอีกหลายคนก็เอามาเผยแพร่ แล้วก็เลยเห่อตามกันไปจนกลายเป็นกระแสขึ้นมา




มันไม่ได้ดูน่ากลัวไงครับเมื่อเทียบกับกุมารทอง และผู้หญิงส่วนใหญ่ ต่อให้ไม่สนใจในเรื่องความเชื่อ ก็มักจะชอบตุ๊กตากันอยู่แล้ว

ครับ, เมื่อต้นสายปลายเหตุมันเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องแก้ปัญหาด้วยการพาสังคมไทยกลับเข้าสู่หลักเดิม องค์ความรู้เดิม จึงจะแก้ไข และป้องกันความงมงายบ้าคลั่งยิ่งกว่านี้ อันจะเกิดตามมาอีกมากในอนาคตได้

ถ้าใครที่เลี้ยงลูกเทพ เพราะมีปมในใจเรื่องทำแท้ง หรือเสียลูก ก็ต้องเอาหลักไสยศาสตร์จริงๆ เข้าจับ ให้ความรู้กับเขาว่าการทำอย่างนั้น มีแต่จะเหนี่ยวรั้งพันธนาการวิญญาณของลูกเขามิให้ไปสู่สุคติ วิญญาณของลูกเขาแทนที่จะได้ไปผุดไปเกิด ก็ต้องมาทนทุกข์ทรมาน ถูกหลอกให้มีชีวิตจอมปลอม ไม่ได้มีโอกาสไปเกิดใหม่เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล

เท่ากับคนที่เป็นแม่ ทำผิดกับลูกซ้ำสอง และทำร้ายทรมานลูกของตนเอง อย่างที่ผู้เป็นแม่ไม่ควรกระทำ

ดังนั้น จึงควรแก้ไขด้วยการเอาลูกเทพที่เลี้ยงอยู่นั้น ไปให้พระเกจิอาจารย์ถอดถอน ส่งวิญญาณเด็กที่แฝงอยู่ไปสู่สุคติเสีย

ส่วนปมในใจผู้เป็นแม่ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำแท้งหรือเสียลูกตั้งแต่เยาว์วัยก็ตาม ควรชดเชยด้วยการบริจาคทานช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาส สมทบทุนการศึกษา โครงการบรรพชาสามเณร หรือสาธารณกุศลใดๆ ที่เกี่ยวกับเด็ก

ถ้ามีกำลังทรัพย์พอก็เป็นเจ้าภาพบวชเณร หรือสร้างพระพุทธรูป แล้วอุทิศบุญกุศลเหล่านั้นให้ลูกที่ตายไป ก็จะได้ชื่อว่าเป็นการกระทำอันสมควรแล้วสำหรับคนที่เป็นแม่ ดีที่สุดแล้วที่แม่จะทำให้ลูกที่ตายจากไป เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ที่แท้จริง จะต้องยินดีที่เห็นลูกไปมีความสุขความเจริญทั้งนั้น

นี่ไงครับ วิธีแก้ปัญหาแบบสังคมไทยรุ่นปู่ย่าตายาย หรือสังคมแบบพุทธ-พราหมณ์-ผี ที่ได้ผลแน่นอน แทนที่จะเป็นการออกมาสั่งสอนกันปาวๆ ว่า อย่าไปหลงเชื่อไสยศาสตร์มันไม่ใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ฯลฯ คำพูดแบบนั้นมันสำหรับคนที่มีปัญญา และมีประสบการณ์เพียงพอที่จะคิดเป็น แก้ปัญหาเป็นครับ




ส่วนพวกเลี้ยงลูกเทพที่เห่อตามแฟชั่น หรือบ้าดารา เห็นดาราทำอะไรทำตามไปหมด คนพวกนี้ปัญญาอ่อนอยู่แล้ว ถ้าดาราไม่ออกมาตักเตือน หรือเลิกทำเป็นตัวอย่าง พวกเขาก็ไม่เลิกตามหรอกครับ

ดังนั้น ถ้าอยากจะให้ปรากฏการณ์นี้จางหายไปโดยเร็ว เราต้องไม่ตามใจ หรืออำนวยความสะดวกให้คนที่ทำอย่างนี้

อย่างที่พวกสายการบินอนุญาตให้ซื้อที่นั่งสำหรับลูกเทพได้ แม้จะจำกัดเฉพาะที่นั่งริมหน้าต่าง (เพื่อมิให้สร้างความรำคาญกับผู้โดยสารอื่น) แต่ที่จริงแล้ว เมื่อระเบียบของสายการบินกำหนดว่าลูกเทพเป็นสัมภาระอย่างหนึ่ง ก็ควรต้องยึดตามระเบียบนั้น คือใครจะพาลูกเทพขึ้นเครื่องก็ต้องเอาไปเก็บไว้ในช่องเก็บสัมภาระด้านบน หรือใต้ที่นั่ง ไม่มีสิทธิ์เอามาอุ้มไว้บนตัก หรือไม่มีสิทธิ์จองที่นั่งให้โดยเฉพาะ

พูดง่ายๆ ว่า ความเชื่อเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล แต่ในการใช้บริการสาธารณะ ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ควรมีใครมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นโดยการอ้างความเชื่อที่ไม่เป็นศาสนา 

การที่สายการบินยอมให้ซื้อที่นั่งสำหรับลูกเทพได้ ถึงได้โดนคนด่ากันไปทั่วเมืองไงครับ เพราะเท่ากับสายการบินนั้นเห็นแต่เงินที่จะได้จากคนปัญญาอ่อน โดยไม่สนใจอะไรอื่นแม้แต่มาตรฐานทางการบิน 




ถ้าเป็นตัวผมเอง รู้ว่าสายการบินไหนยอมให้ลูกเทพมีที่นั่งในเครื่อง ผมจะไม่ใช้บริการสายการบินนั้นครับ เพราะผมไม่ไว้ใจว่าจะเป็นสายการบินที่ดำเนินการตามมาตรฐานการบินตามหลักสากล

ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับ ว่าถ้าสายการบินประนีประนอมกับเรื่องอย่างนี้ได้ เพราะเห็นแก่เงินที่จะได้รับ แล้วเรื่องอื่นที่ต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวเหมือนกัน จะแอบประนีประนอมกันยิ่งกว่านี้ไหมล่ะครับ เช่น การซ่อมบำรุง ฯลฯ

หรือเซลส์คนไหนที่พาลูกเทพไปช่วยขายของ ถ้าเราเห็นว่าเขาพาลูกเทพมาด้วย เราก็อย่าไปซื้อสินค้าเขาสิครับ เพราะเราสมควรจะไว้ใจสินค้าและบริการจากคนปัญญาอ่อนไหมล่ะครับ

ในขณะเดียวกัน วัดที่มีพระเกจิอาจารย์รับเสกลูกเทพ มีคนแห่แหนกันเอาลูกเทพเข้าไปปลุกเสกกันนับร้อยนับพันตัว ก็ควรมีมาตรการในการจัดการกับพระเกจิอาจารย์รูปนั้นครับ




แต่ไม่ใช่ฉวยโอกาสเอาลูกเทพมาเป็นประเด็น แล้วจัดการกับพระเกจิอาจารย์ที่ปลุกเสกเครื่องรางของขลังตามวัดต่างๆ แบบเหมารวม หรือเหวี่ยงแห เพราะนั่นจะกลายเป็นย้อนกลับเข้าไปสู่วังวนของความหลงผิดเชื่อผิด แบบที่พุทธสุดโต่งกับพวกบ้าวิทยาศาสตร์ทำให้สังคมของเรางมงายกันอยู่ทุกวันนี้

ซึ่งเราก็จะต้องกลับสู่หลักเดิม เพื่อคัดกรองกันอีกละครับ ว่าอะไรที่เป็นของแท้ อะไรที่เป็นของอุปโลกน์ขึ้นมาภายหลัง ต้องเอาคนที่รู้จริงมาเป็นที่ปรึกษา แล้วก็จัดการเฉพาะกับของที่อุปโลกน์ขึ้นมา

อย่างเช่นวิชาไสยศาสตร์ คาถาอาคมแบบโบราณ ซึ่งพระเกจิอาจารย์ในวัดไหนก็ตาม ถ้าท่านสืบทอดมาอย่างถูกหลัก มีอาจารย์มีตำราเป็นตัวเป็นตน แล้วจะมาจัดทำเป็นเครื่องรางของขลังเช่นพวกพระพุทธรูป เทวรูป ตะกรุด นางกวัก พญาเต่าเรือนฯลฯ เพื่อหาเงินสร้างเสนาสนะอะไรก็ตาม 

ก็ปล่อยให้ท่านทำต่อไปเถอะครับ นั่นเป็นส่วนหนึ่งของวิถีวัฒนธรรมของสังคมเรา และยังเป็นการอนุรักษ์ให้มีข้อเปรียบเทียบ อ้างอิงได้ว่า ของแท้แต่โบราณนั้น เขาทำกันอย่างไร

เพราะสังคมไทยยุคเก่าก่อน สถาบันการศึกษามีแต่วัดอย่างเดียว วิชาอะไรไม่ว่าทางโลกทางธรรม ต้องสืบทอดกันผ่านวัดทั้งนั้น แล้ววิชาโบราณหลายสาขาโดยเฉพาะไสยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะมาเปิดสอนเป็นการสาธารณะได้ ก็จำเป็นต้องให้สืบทอดผ่านวัดและพระภิกษุต่อไป

ส่วนพวกไสยศาสตร์จอมปลอม อุปโลกน์กันขึ้นมาใหม่ ไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ อย่างการเสกลูกเทพนี้ อ้างอย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อได้ว่าเป็นของเก่า หรือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม ถ้าเป็นพระก็ให้ท่านพ้นไปเป็นฆราวาสเถอะครับ แล้วท่านอยากทำอะไรก็ให้ไปทำนอกวัด เพราะความรู้ของท่าน ไม่มีคุณค่าอะไรที่จะต้องเก็บรักษา


ภาพจาก http:highlight.kapook.com

และผมขอบอกตรงนี้เลยนะครับว่า ถ้ามีใครฉวยโอกาสอ้างเอาลูกเทพในการกำจัดพระเกจิอาจารย์ที่สืบสายวิชามาอย่างถูกต้อง ดังที่เริ่มมีกระแสกันขึ้นมาบ้างแล้วในช่วงที่ผมเขียนบทความนี้ คนคนนั้นก็คือคนปัญญาอ่อนไม่แตกต่างอะไรกับพวกที่เลี้ยงลูกเทพหรอกครับ

เราต้องเรียนรู้ความผิดพลาด และแก้ปัญหาให้ถูกจุด ถ้ายังคงแก้ปัญหาแบบมักง่าย หลับหูหลับตากันเรื่อยไป ก็อย่ามาอ้างความเป็นชาวพุทธเลยครับ

พราะพระพุทธองค์ ท่านไม่เคยสอนให้พุทธบริษัทเป็นผู้ประมาท และมักง่ายเลยจริงๆ


................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

น้องหมากับเทวศาสตร์

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

ยุคนี้เป็นยุคของคนรักหมา หมาทำอะไรก็น่ารักน่าเอ็นดูไปหมด

จนคนส่วนมากแปลกใจ เมื่อผมบอกว่า คนที่คิดจะเอาดีในทางเทวศาสตร์ หรือแม้แต่เป็นแค่ผู้บูชาเทพทั่วๆ ไปก็ตาม จะหาความเจริญก้าวหน้าในด้านนี้มิได้เลย ถ้าเขาเหล่านั้นยังคงเป็นคนรักหมา ใกล้ชิดและคลุกคลีกับหมา

นั่นก็เพราะ หมาที่เลี้ยงกันส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ที่มีปราณชนิดที่เข้าไม่ได้กับกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวกับเทวศาสตร์ หรือการบูชาเทพครับ

ถ้าจะเปรียบเทียบกับมายาศาสตร์จีน หมาส่วนใหญ่เป็นลักษณะหยางที่บกพร่อง ย่อมไม่เข้ากันกับเทวศาสตร์ ที่มีลักษณะเป็นหยิน

หมาที่จะไม่มีผลเสียในทางเทวศาสตร์ จึงต้องเป็นหมาพันธุ์ใหญ่ รูปร่างสวยงาม แข็งแรง ฉลาด สุขภาพจิตดี และมีความสุขุมเพียงพอ เป็นลักษณะหยางที่สมบูรณ์ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ


ภาพจาก http://www.mylovegolden.com

ไม่ใช่หมาใหญ่แต่ดุร้าย กัดไม่เลือกหน้า หรือหมาเล็กที่ปากเปราะ เห่าทั้งวัน วิ่งพล่านเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของตลอดเวลา เป็นลักษณะหยางที่บกพร่อง ซึ่งนิยมเลี้ยงกันทั่วไป

หมาที่มีลักษณะหยางบกพร่อง จะทำให้ผู้เลี้ยงเสียสมาธิ ขาดปรีชาญาณ ลดศักยภาพในการบำเพ็ญภาวนา หรือบริกรรมคาถา และการประกอบพิธีกรรมต่างๆ 

ปราณของหมาที่มีลักษณะหยางบกพร่อง ยังสามารถทำลายพลังศักดิ์สิทธิ์ และมณฑลพิธีได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแท่นบูชา หรือเทวสถาน

แม้แต่หมาที่มีลักษณะหยางสมบูรณ์ สิ่งขับถ่ายของมันยังสามารถทำลายพลังศักดิ์สิทธิ์และพลังปราณที่ดีๆ ในอาณาบริเวณนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นพลังที่มาจากเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หรือพลังที่เกิดจากฮวงจุ้ยที่ดี หรือพลังจากวัตถุธรรมชาติต่างๆ

ถ้าเป็นหมาที่มีลักษณะหยางบกพร่อง แค่เฉียดเข้าไปใกล้บริเวณที่ประกอบพิธีกรรมใดๆ พลังศักดิ์สิทธิ์และสิริมงคลในพิธีกรรมนั้นก็ลดไปหลายส่วนแล้วครับ

หมาเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดเดียวในโลกนี้ที่ซื่อสัตย์ จงรักภักดีกับเจ้าของที่สุด 

แต่มันก็กลับกลายเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกนี้เหมือนกัน ที่มีพลังลี้ลับในการสกัดกั้น และทำลายความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด 

สิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นเงื่อนไขของธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่คนเรากำหนดขึ้นมาเอง 

และอะไรก็ตามที่เราไม่สามารถกำหนดเองได้ ก็ย่อมจะไม่เป็นไปตามที่เราต้องการเสมอไปหรอกครับ

ถึงตอนนี้ ก็อาจจะมีคนเถียงผมว่า ถ้าหมาเป็นปัญหาในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วจะอธิบายกันอย่างไรกับการบูชาหมาของชาวอียิปต์โบราณ จนถึงกับยกย่องขึ้นเป็นเทพ?

จะอธิบายอย่างไร กับ จอมเทพโอดิน (Odin) ของยุโรปเหนือ ผู้คิดค้นศาสตร์แห่งรูนส์ (Runes) อันลี้ลับ ซึ่งมีหมา ๒ ตัวอยู่เคียงข้างบัลลังก์ของพระองค์?

แล้วจะอธิบายอย่างไร กับ พระตรีมูรติ ของฮินดูที่มีหมา ๔ ตัวเป็นบริวาร?

จริงๆ แล้วก็อธิบายได้ไม่ยากหรอกครับ

กรณีของชาวอียิปต์โบราณ คติเดิมเขาไม่ได้บูชาหมานะครับ แต่เขานำมันมาใช้เป็น สัญลักษณ์ หรือ บุคลาธิษฐาน ของสิ่งที่เป็นนามธรรม

และหมาที่ว่านั้นไม่ใช่หมาบ้าน มันคือ หมาไน ที่เที่ยวขุดคุ้ยกินซากศพอยู่ตามสุสาน

คนอียิปต์ไม่เลี้ยงหมาไนนะครับ เขาเห็นหมาไนชอบป้วนเปี้ยนตามสุสาน เขาก็เอามาทำเป็นสัญลักษณ์ของกิจกรรมที่เกี่ยวกับสุสาน และพิธีศพ 

เมื่อจะต้องสร้างเทวรูปของเทพที่เกี่ยวข้องกับสุสานและพิธีศพ คือ เทพอนูบิส (Anubis) จึงเอาหัวหมาไนมาแทนส่วนที่เป็นพระเศียร




เป็นประติมานวิทยา หรือการสื่อว่าทรงเป็นเทพเกี่ยวกับอะไร ไม่ใช่ว่าทรงมีพระเศียรเช่นนั้นจริงๆ หรือว่าทรงเป็นหมาไนที่ถูกบูชาจนยกย่องขึ้นเป็นเทพ

ส่วนการสร้างรูปหมาไนขึ้น มีพิธีกรรมคล้ายๆ กับเป็นการบูชา ดังที่เห็นได้จากในสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมนและในเทวสถานหลายแห่งนั้น รูปหมาไนเหล่านั้นถูกใช้เป็นเครื่องรางสำหรับป้องกันสิ่งที่อยู่ในสุสานหรือเทวาลัยแห่งนั้นครับ ไม่ใช่สำหรับให้คนไปไหว้

กรณีของจอมเทพโอดิน ก็เป็นหมาป่า ไม่ใช่หมาบ้านเช่นกันครับ 

ชาวไวกิ้งรู้จักเลี้ยงหมาบ้านนะครับ และต้องพึ่งพาอาศัยพวกมันมากด้วยในชีวิตประจำวัน เช่นการใช้แกะรอยศัตรู หรือสัตว์ที่หลบหนีจากการล่า 

แต่เฉพาะหมาป่าเท่านั้นที่เขายกให้มีบทบาทในเทพนิยาย ซึ่งก็เป็นเพราะมันเป็นสัตว์ล่าเนื้อที่ดุร้าย และคาดเดาได้ยากไงครับ เขาจึงยกให้มันเป็นบริวารของจอมเทพโอดิน ซึ่งทรงมีบทบาทหนึ่งคือ พญายม ผู้ตัดสินว่ามนุษย์คนใดสมควรตาย




และหมาป่าในเทวปกรณ์ของชาวยุโรปเหนือนอกจากนี้ ก็มีแต่บทบาทที่ชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นหมาป่าคู่ที่คอยไล่กินพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ไปจนถึงพญาสุนัป่า เฟนเรียร์ (Fenrir) ที่จะมาทำลายล้างทุกสิ่งในวันโลกาวินาศ ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกไวกิ้งชื่นชมแต่อย่งใด

สำหรับองค์ จันทรเทวีอาร์เตมีส (Artemis) หริอ ไดอานา (Diana) ของกรีก-โรมัน ซิ่งเป็นเทวีแห่งการล่าสัตว์ และมีหมาล่าเนื้อติดตามอยู่เคียงข้างพระองค์โดยตลอด ล้วนปรากฏอยู่เฉพาะในทางศิลปะ และวรรณกรรมเท่านั้น 

ในความเป็นจริง เรายังไม่เคยพบการบชาพระนางโดยมีหมาอยู่ใกล้ หรือเป็นบริวารเลย แม้แต่เทวสถานหลักของพระนาง ที่ ุเอฟเฟซุส (Ephesus)ก็ไม่มีประติมากรรมของหมาล่าเนื้อสักตัวที่นั่น

ส่วนพระตรีมูรติ ที่มีหมา ๔ ตัวเป็นบริวารนั้น ไม่ใช่พระตรีมูรติที่แท้จริงหรอกครับ แต่เป็น พระทัตตาเตรยะ ซึ่งแม้จะมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ยุคพระเวท และอุปนิษัท รวมทั้งมีการกล่าวถึงในคัมภีร์มหาภารตะด้วย แต่ที่มา promote กันในปัจจุบันนั้นเป็นลัทธิที่แปรเปลี่ยนจากสมัยโบราณมาก และน่าจะเพิ่งมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง 

ลัทธิที่ว่านี้มีความพยายามเผยแพร่ให้เป็นที่นิยมกันในอินเดีย ช่วงประมาณสิบปีที่ผ่านมานี่ละครับ เพราะมีสาวกที่มีเครดิตในวงการพอสมควรช่วยกันขับเคลื่อน อาศัยศรัทธาจริตของชาวฮินดูที่ต้องการเทพเจ้าใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา




แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ในอินเดียก็เฉยๆ กันแล้วกับพระตรีมูรติปางนี้ เพราะบูชาแล้วก็งั้นๆ ครับ ไม่ได้อะไรขึ้นมา

แล้วหมา ๔ ตัวนั้นมาจากไหน

จริงๆ ก็มาจากพวกหมาจรจัด ที่มักจะวิ่งตามขออาหาร หรือเป็นสัตว์เลี้ยงของบรรดาฤาษี, มุนีต่างๆ ที่มีจิตเมตตา เป็นภาพที่เห็นกันดาษดื่นทั่วไปในอินเดีย พระทัตตาเตรยะถ้ามีจริง ก็คงเป็นนักบวชใจดีที่ชอบเลี้ยงหมาแบบนี้ละครับ

ดังนั้น การไปตีความกันว่า หมาเหล่านี้เป็นตัวแทนของพระเวททั้ง ๔ จึงไม่เป็นอะไรมากไปกว่า สิ่งที่แสดงถึงความเสื่อมทรามของสังคมอินเดียอย่างแท้จริง 

เพราะใน มหาภารตะ ยังมีข้อความที่พระอินทร์ตรัสกับ ยุธิษเฐียร ว่า ผู้ที่นำหมาขึ้นไปแปดเปื้อนบนสวรรค์ จะถูกอสูรพรากบุญกุศลไปจนหมดสิ้น



การเอาพระเวทซึ่งนับถือกันว่าเป็นของสูง ไปผูกพันกับหมาจรจัด จึงนับว่าเป็นอัปมงคลอย่างยิ่ง ที่คนอินเดียยุคนี้คิดกันขึ้นมาได้ คนอินเดียโบราณไม่มีใครเคยทำครับ


หทาในหลายๆ อารยธรรมทั่วโลก ยังเกี่ยวข้องกับความตาย ซึ่งถือเป็นอาถรรพณ์ในทางเทวศาสตร์ นอกจากเทพอนูบิสของอียิปต์ และจอมเทพโอดินของไวกิ้ง ดังที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น ก็ยังเห็นได้จาก ยมเมพฮาดีส (hades) ของกรีกโบราณ หรือ พลูโต (Pluto) จ้าวนรกของโรมัน มีหมา ๓หัว เซอร์เบรุส (Cerberus) เป็นบริวาร และเป็นผู้เฝ้าประตูนรก




ในอารยธรรม อัซเต็ค (Aztec) ของอเมริกากลาง ยมเทพโซโลทล์ (Xolotl) ผู้นำพาดวงวิญญาณในการเดินทางสู่นรก ก็มีหมาเป็นบริวาร และเป็นสัญลักษณ์ทางประคิมานวิทยาของพระองค์ด้วย

ยมเทพอีกองค์หนึ่งของอัซเต็ค คือ มิคทลันเตคูฮ์ทลิ (Mictlantecuhtli) ก็เป็นเทพประจำวันสำคัญทางศาสนา ๑ ใน ๒๐ วัน ที่มีสัญลักษณ์เปนรูปสหมา (อิทซ์คูอินทลิ :
Itzcuintli)

เทพปีศาจอย่าง พระแม่กาลี ก็มีสหมาเป็นบริวาร เช่นเดียวกับเทพอสูร ไภรวะ ผู้โปรดปรานกลิ่นคาวเลือด ก็มีหมาดำเป็นบริวาร

จะมีก็แต่ พระทัตตาเตรยะ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับความตาย แต่มีหมา ๔ ตัวเป็นบริวาร ซึ่งเกิดจากความเพี้ยนของแขกยุคหลังดังกล่าวแล้ว

เทพเหล่านี้ ล้วนมีอาถรรพณ์แรง ยากที่จะปฎิบัติบูชาให้ภูกค้องโดยปราศจากโทษภัยได้ แม้แต่เทพอนูบิสกับจอมเทพโอดิน ถ้ารับเข้ามาบูชาแล้วมิได้บูชาอย่างรู้จริง ก็จะหาความเจริญก้าวหน้าในการบูชาเทพสายอื่นไม่ได้เช่นกัน

หมาส่วนใหญ่ เป็นอัปมงคลโดยธรรมชาติ คนไทยโบราณรู้ดี จึงเลี้ยงหมาไว้ใต้ถุนบ้านเพียงเพื่อเฝ้าบ้าน ไม่เคยให้หมาขึ้นไปบนเรือน ไม่เคยให้หมากินข้าวร่วมกับคน ไม่แม้แต่จะเอาหมามานอนด้วย อย่างคนรักหมาที่เลียนแบบฝรั่งอย่างไม่ลืมหูลืมตากันในยุคนี้


ภาพจาก http://www.dailymail.co.uk

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นคนรักหมา หลงหมา ชอบคลุกคลีกับหมาตลอดเวลา ก็ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้รับผลที่เด่นชัดในการบูชาสิ่งศักดื์สิทธิ์ครับ

แต่ถ้าเป็นคนรักหมา ที่มีวินัยในการเลี้ยงหมา จำกัดความเกี่ยวข้องระหว่างหมากับตนเองในระดับที่พอเหมาะ และไม่กระทบกระเทือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ย่อมได้รับผลที่ดีขึ้นบ้าง ในการบูชาเทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ

และถ้าเป็นคนที่ไม่เลี้ยงหมาเลย ก็เท่ากับตัดอุปสรรคในการบูชาเทพออกไปได้อีกอย่างหนึ่ง ในท่ามกลางอุปสรรคทั้งหลาย ที่ยังคงต้องหาทางกำจัดกันต่อไป


.............................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

พระฤาษีกไลยโกฎิ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





พระฤาษีองค์นี้มีลักษณะพิเศษคือ เป็นพระฤาษีหน้าเนื้อ นับเป็นมหาฤาษีผู้ทรงตบะสูงส่งท่านหนึ่ง และเป็นอาจารย์สายฤาษีองค์หนึ่งที่ผมเคารพนับถือเป็นการส่วนตัวครับ

ท่านมีนามในตำราต่างๆ ว่า พระฤาษีฤษยะสฤงค์ บ้าง หรือ พระฤาษีอิสีสิงค์ บ้าง ตามตำราว่าเป็นบุตรของ พระฤาษีพิภาณฑกมุนี และเป็นหลานของ พระฤาษีกาศยปมุนี ซึ่งเป็นหนึ่งในฤาษีที่ทำพิธีอัศวเมธ เพราะฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าพระฤาษีกไลยโกฏิองค์นี้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลฤาษีโดยแท้

พระฤาษีกไลยโกฏิเกิดในป่าศาลวัน แคว้นองคราษฎร์ ซึ่งอยู่ในเขตเมืองพัทวิสัยของ ท้าวโรมพัตตัน (บางตำราว่า ท้าวโลมบาท) ผู้เป็นบิดาสั่งสอนไว้ว่าให้ระวังวัวเขาอ่อน มันมีเขาขึ้นบนอก เขามันแปลกเพราะว่าแทนที่จะแข็งกลับนิ่ม พูดง่ายๆ ก็คือ ให้ระวังผู้หญิงนั่นละครับ

แต่พูดเป็นปริศนาธรรมไปหน่อย พระฤาษีกไลยโกฎิเกิดในป่าโตในป่า ไม่เคยเห็นเพศตรงข้าม จึงไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร ก็ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนาจนบรรลุฌานสมาบัติตามลำดับ




พระฤาษีกไลยโกฎิสามารถนั่งนิ่งไม่ขยับกาย จิตดิ่งอยู่ในฌานเช่นนั้นโดยไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องกินน้ำ ก็สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจจิตที่มีพลังงานมหาศาล จนได้ฌานสมาบัติสูงมาก มีอานุภาพดุจพระอาทิตย์นับพันดวง แต่การบำเพ็ญตบะฌานอันสูงส่งนี้กลับก่อความเดือดร้อนแก่เมืองพัทวิสัย

เพราะด้วยเดชความแรงกล้าของฌานสมาบัติ ซึ่งมีอานุภาพดุจพระอาทิตย์นับพันดวงนั่นเอง ทำให้บ้านเมืองที่พระฤาษีกไลยโกฎเข้าฌานนั้นเกิดวิปริต ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลถึง ๓ ปี เกิดความแห้งแล้ง และเดือดร้อนไปทั่ว

ท้าวโรมพัตตันตั้งพิธีบวงสรวงเทวดาถึงเจ็ดเดือนเจ็ดวัน ฝนก็ยังไม่ตก จึงให้โหรหลวงทำนาย (บางตำราว่าได้ข่าวจากนายวันจรกพรานป่า) ทรงทราบว่า เหตุที่ทำให้ฝนแล้งอยู่เป็นปีๆ นี้ ก็เพราะตบะฌานของพระฤาษีกไลยโกฎินั่นเอง




คือในอินเดียสมัยโบราณนี่นะครับ  ถ้าปีไหนเกิดแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เขาจะลงความเห็นว่าเกิดจากฤาษีตนใดตนหนึ่งบำเพ็ญตบะเข้มเกินไป จนเกิดเตโชธาตุออกมาเผาผลาญให้อากาศร้อนไปหมด จึงต้องหาทางทำลายตบะฤาษีตนนั้นให้แตก ฝนจะได้ตกตามปกติ

ท้าวโรมพัตตันจึงเสด็จไปยังป่าศาลวัน สั่งให้ทหารปลูกพลับพลาให้เป็นที่อยู่ของพระธิดาที่งดงามที่สุด คือ พระนางศานตา หรือ พระนางอรุณวดี แล้วส่งพวกนางโลมไปหลอกล่อพระฤาษีกไลยโกฏิออกมายังพลับพลาของพระนางศานตา 

แต่บางตำราว่า พระนางศานตาเข้าไปถึงอาศรมของพระฤาษีด้วยตนเองครับ เมื่อเห็นท่านนั่งนิ่งเข้าฌานอยู่ก็บีบนวดเคล้าคลึง เอาน้ำผึ้งไปทาริมฝีปาก เมื่อกระทำมากเข้าพระฤาษีกไลยโกฎิก็ออกจากฌานสมาบัติ ลืมตาดู เมื่อเห็นเจ้าหญิงผู้เลอโฉม และได้รับการนวดการสัมผัสบีบคลำ ตัณหาภายในใจก็ฟุ้งขึ้น ที่สุดตบะเดชะที่บำเพ็ญไว้ก็เสื่อม ทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารก็กลับอุดมสมบูรณ์

ท้าวโรมพัดตัน ได้กล่าวกับพระฤาษีกไลยโกฏิว่า การเสียตบะฌานอันแรงกล้าของพระฤาษี กลับกลายเป็นการช่วยชีวาสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอุปัทวันอันตราย จะหายด้วยบุญพระอาจารย์และได้ยกพระราชธิดาให้ รวมทั้งได้อัญเชิญพระฤาษีให้ออกจากป่าเข้าสู่เมืองพัทวิสัยของพระองค์ ให้เข้าไปอยู่ในพระราชฐาน โดยถวายปราสาทหลังหนึ่ง พระฤาษีกไลยโกฏิก็ได้อยู่ในมหาปราสาทนั้นต่อมาด้วยความผาสุก

แต่ในอีกตำนานหนึ่งเล่าแตกต่างออกไปว่า เมื่อพระฤาษีกไลยโกฎิล่วงรู้ความจริงว่าท้าวโรมพัตตันส่งพระธิดามาทำลายตบะแล้ว ก็หนีหายเข้าไปในป่าลึกไปบำเพ็ญตบะใหม่ จนมีฤทธิ์กล้าเหมือนเดิม และเลิกสนใจในอิสตรีแต่นั้นมา เพราะล่วงรู้ถึงพิษสงที่โดนเข้าแล้วเป็นอย่างดีครับ




ในรามเกียรติ์ยังมีเรื่องเกี่ยวแก่พระฤาษีกไลยโกฎิอีกว่า เมื่อตอนที่ท้าวทศรถแห่งกรุงอโยธยาปราถนาจะมีพระโอรสสืบสกุลแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ทรงเชิญพระฤาษีกไลยโกฎิไปปรึกษา พระฤาษีกไลยโกฎิได้พาฤาษีอีก ๔ องค์ ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรแล้วทูลว่า โลกมีความเดือดร้อนเพราะพระอิศวรและพระนารายณ์ได้ประทานศรแก่ยักษ์ คงมีแต่ท้าวทศรถเท่านั้นที่จะช่วยเหลือโลกได้ แต่พระองค์ไม่มีโอรส จึงควรให้พระนารายณ์อวตารไปปราบเหล่ายักษ์นั้น

พระอิศวรจึงให้พระฤาษีอันมีฤทธิ์แก่กล้าทั้ง ๕ องค์มาทำพิธีหุงข้าวทิพย์ให้มเหสีของท้าวทศรถทั้ง ๓ พระองค์เสวย โดยพระฤาษีกไลยโกฎิเป็นประธานในพิธี จนทำให้เกิดพระราม พระลักษมณ์ขึ้นมานี่ละครับ

ความจริงยังมีพระฤาษีหน้ากวางองค์อื่นอีกนะครับ แต่ไม่เป็นที่รู้จักหรือบูชากันอย่างพระฤาษีกไลยโกฎิ

พระฤาษีท่านนี้ คือพระฤาษีหน้ากวางทอง หรือ พระฤาษีปะตาภา มีนิทานเล่าว่าเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบานกับ พระฤาษีหน้าเสือ ซึ่งเดิมทั้งสองก็มีหน้าเป็นคนปกตินี่ละครับ แต่ได้ลองวิชากันโดยแสดงอิทธิฤทธิ์เปลี่ยนหน้าเป็นกวางและเสือ แล้วกลับร่างเดิมไม่ได้ เรื่องโดยสังเขปก็มีเท่าที่ผมเล่ามานี้ละครับ

ในรามเกียรติ์ของไทย ยังเล่าว่าเมื่อภายหลังปราบทศกัณฐ์แล้ว พระนางสีดาถูกพระรามเข้าใจผิด ต้องออกจากกรุงอโยธยารอนแรมไปในป่า จนไปถึงอาศรมของ พระฤาษีวัชมฤค หรือพระฤาษีหน้าวัว เมื่อพระฤาษีวัชมฤคทราบเรื่องจึงให้นางสีดา ถือเพศเป็นดาบสสินี แล้วจำแลงกายให้เป็นพระฤาษีหน้ากวาง เพื่อป้องกันอันตราย เท่ากับเป็นพระฤาษีหน้ากวางอีกองค์หนึ่ง




แต่ในทางนาฏศิลป์ ศีรษะของพระฤาษีที่เป็นหน้ากวางนั้นมีอยู่องค์เดียว คือพระฤาษีกไลยโกฏิเท่านั้นครับ ทำเป็นหัวฤาษีหน้าเนื้อ สวมเทริดฤาษียอดบายศรี และมักจะทำเขากวางเล็กๆไว้ด้วย ชาวนาฏศิลป์นับถือเป็นครูแห่งการร้องรำ โดยมีตำนานกล่าวว่า ได้ร้องเพลงอ้อนวอนพระอิศวรจนเสด็จมาประทานพรให้เป็นบรมครู แห่งการขับร้องทั้งปวง

ชื่อของพระฤาษีกไลยโกฏิ ยังทำให้คนทั่วไปมักจะสับสนกับพระฤาษีอีกองค์หนึ่ง คือ พระฤาษีประไลยโกฏิ พระฤาษีท่านนี้มีหน้าตาเป็นมนุษย์แบบฤาษีทั่วไป และเป็นผู้คิดค้นวิธีการทำนาขึ้นเป็นคนแรก ท่านมาจากอีกสายวิชาหนึ่งที่ไม่เกี่ยวอะไรกับพระฤาษีกไลยโกฏิเลยครับ เพียงแต่ชื่อคล้ายกันเท่านั้น

ว่ากันว่า จะกระทำการสิ่งใดให้ประสบผลสำเร็จ หรือให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ควรอัญเชิญพระฤาษีกไลยโกฏิเข้าร่วมพิธีด้วย

เพราะตามเรื่องราวของท่าน ถึงแม้การบำเพ็ญตบะของท่านจะทำให้ฝนแล้งถึง ๓ ปี แต่ผมว่าถ้าจะตีความกันจริงๆ แล้วมันก็คือปริศนาธรรมที่อาจจะเปรียบเทียบได้กับหลักหยิน-หยางของจีน ที่ว่า เมื่อพลังหยางแรงไปก็ต้องทำให้อ่อนลงจนเข้าสู่จุดที่พอดี ด้วยพลังหยินนั่นเอง เป็นเรื่องของความอุดมสมบูรณ์โดยแท้ครับ
 
อีกทั้งท่านยังช่วยให้ท้าวทศรถแห่งกรุงอโยธยาได้พระโอรส ซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์มาปราบทุกข์เข็ญในโลก เป็นการอัญเชิญทิพยานุภาพจากสวรรค์มาชำระล้างหายนะของโลก (อันเกิดจากเหล่ายักษ์) ให้เป็นปกติสุข โดยนัยหนึ่งก็เหมือนเป็นการทำลายความแห้งแล้งด้วยความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากครับในทางเทวศาสตร์อินเดีย

แต่ที่ผ่านมา วัตถุมงคลของท่านที่เป็นขนาดบูชานั้นหายากจริงๆ ครับ ไม่ค่อยมีสร้างกัน ที่เห็นๆ กันอยู่ก็มีของหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญญโญ แห่งสุสานทุ่งมน จ.สุรินทร์ ที่มรณภาพไปแล้ว แต่ไม่มีความโดดเด่นอะไร เพราะช่างที่ปั้นรูป tist เกินครับ ปั้นเทพอะไรก็ "ศิลป์" ไปเสียหมด




ที่มีการสร้างไว้ล่าสุด ก่อนที่ผมจะเขียนบทความนี้ จึงมีแต่ของหลวงปู่กลม ชวนปัญโญ วัดหนองบัว จ.สระแก้ว ที่เป็นเนื้อทองเหลืองกับเรซินฝังแร่ครับ สร้างเมื่อสองปีมาแล้ว เนื้อเรซินฝังแร่นั้นชำรุดเสียหายจากการขนส่งที่ไม่ดีจนเหลือไม่กี่องค์เท่านั้นที่มีการออกให้เช่าบูชาตามศูนย์พระเครื่องจริงๆ ขณะที่เนื้อทองเหลืองก็พิมพ์ไม่คมเท่าเรซิน (ตามธรรมชาติของการหล่อทองเหลืองในโรงงานทั่วไป)

แต่พระบูชารุ่นนี้มีประสบการณ์มากมาย และปัจจุบันก็ไม่มีให้บูชาอีกต่อไปแล้วครับ


................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด