แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาลี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กาลี แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

การบูชาท้าวเวสสุวัณ


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*



เครดิตาพ : T.S. Thai Amulet Gallery

ท้าวเวสสุวัณ เป็นอธิบดียักษ์ มีเดชานุภาพมากที่สุดในจตุโลกบาล

ทรงมีอำนาจในการขับไล่ ปราบปรามอสูร ยักษ์ ภูตผี หุ่นพยนต์ และไสยศาสตร์มนต์ดำทั้งหลายทั้งปวง

ประติมานวิทยา (Iconography) ของท้าวเวสสุวัณ พอจะแบ่งได้พอสังเขป ตามลัทธิศาสนา และสายวิชาต่างๆ ดังนี้




ท้าวกุเวร (कुबेर Kubera) ในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน ที่นำมาจากตะวันออกกลาง เป็นเทพ รูปร่างปกติ มี ๓ ขา




ท้าวกุเวร ในศาสนาฮินดู เป็นเทพ รูปร่างอ้วน ประทับนั่งบนอาสนะหรือบัลลังก์ ถือภาชนะใส่เหรียญทองคำ




พระไวศรวัณ (वैश्रवण Vaiśravaṇa) ในศาสนาพุทธมหายานอินเดีย และ พระโพธิสัตว์ชัมภล (Jambhala) ในศาสนาพุทธวัชรยานทิเบต ลักษณะคล้ายกับท้าวกุเวรของฮินดู แต่เป็นยักษ์ ถือพังพอน ประทับนั่งบนอาสนะหรือบบัลลังก์




ท้าวเวสสุวัณ (वेस्सवण) ของไทย ลักษณะเหมือนยักษ์วัดแจ้ง คือยืนงอเข่า ในลักษณะของอารักขเทวดา หรือ เทพผู้พิทักษ์ (Guardian) ถือกระบองยาว

ส่วนพระพักคร์มี ๒ แบบ แบบแรกซึ่งเป็นหน้ายักษ์ คือแบบดั้งเดิม 

กับอีกแบบ พระพักตร์แบบเทวดา แต่เครื่องทรงยังเป็นแบบยักษ์เช่นกัน ถือกระบองหรือพระขรรค์ยาว เรียกง่ายๆ ว่า ท้าวเวสสุวัณหน้ายักษ์ และหน้าเทพ




พระไพศรพณ์ คือพระนามเดียวกับ ไวศรวัณ ในภาษาสันสกฤต พระพักตร์แบบเทวดาไทย ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น ถือกระบองสั้นในพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายแสดงปางประทานพร (องค์ในภาพปั้นพระหัตถ์ซ้ายผิด)

เป็นปางที่นิยมบูชากันในผู้มีอาชีพทางกฏหมาย ดังมีเทวรูปอยู่ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด นานๆ จึงจะมีการสร้างองค์บูชาสักครั้งหนึ่ง




ท้าวเวสสุวัณพรหมมาสูติเทพ เป็นปางใหม่ เกิดขึ้นในเทวศาสตร์ไทยยุคปัจจุบัน พระพักตร์แบบเทวดาไทย ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น พระหัตถ์ขวาถือช่อดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายถือแว่นทิพย์




ท้าวเวสสุวัณโณมหาราช เป็นปางใหม่ เกิดขึ้นในเทวศาสตร์ไทยยุคปัจจุบัน เท่าที่มีการเผพยแพร่ในวงกว้าง มี ๒ สายวิชา คือแบบที่เป็นหน้ายักษ์ ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น ถือกระบองสั้นด้วยพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายแสดงปางประทานพร แบบเดียวกับพระไพศรพณ์




อีกสายวิชา พระพักตร์แบบเทวดาไทย ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น ถือกระบองสั้นในพระหัตถ์ขวา และแว่นทิพย์ในพระหัตถ์ซ้าย




อุตรเทพตัวเหวินเทียนหวัง หรือ ตอบุ๋งเทียงอ๊วง (多闻天王) ในศาสนาพุทธมหายานจีน เป็นนักรบ สวมชุดเกราะแบบขุนพลจีน ใบหน้าแบบคนธรรมดา ไม่ใช่ยักษ์ ถือเจดีย์ หรือไม่ก็ร่ม




เทพอสูรบิชามง (毘沙門 Bishamon) ในศาสนาชินโตของญี่ปุ่น สวมชุดเกราะแบบนักรบญี่ปุ่น ถือหอกและเจดีย์ เช่นเดียวกับตัวเหวินเทียนหวัง บางทีก็ปรากฏในลักษณะที่กำลังเหยียบปีศาจสองตนอีกด้วย

ประติมานวิทยาทั้ง ๑๐  ของท้าวเวสสุวัณดังกล่าว มีเงื่อนไขเฉพาะในการบูชา และการประดิษฐานที่แตกต่างกันไป

ในบทความนี้ จะขอกล่าวเฉพาะท้าวเวสสุวัณแบบไทยดั้งเดิม คือแบบหน้ายักษ์ เพราะเป็นปางที่คนไทยนิยมบูชากันมากที่สุด จึงมีเรื่องที่พวกเราควรรู้ในการบูชามากที่สุดครับ

แต่ผมจะไม่กล่าวถึงวิธีการบูชา เช่น จุดธูปกี่ดอก คาถาฯลฯ เพราะมีเผยแพร่กันทั่วไป และสำนักที่จัดสร้างท้าวเวสสุวัณ ถ้าเป็นมืออาชีพหน่อย เขาก็จะมีเอกสาร หรือ ใบฝอย ให้มาอยู่แล้วครับ

เอาเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครเขานำมาบอกกันดีกว่า

๑) การบูชาท้าวเวสสุวัณ ที่สร้างผิดหลักประติมานวิทยา อาจส่งผลข้างเคียงที่มากกว่าความเป็น “ของแปลก”

ขอย้ำว่า ประติมานวิทยาของท้าวเวสสุวัณ เป็นแบบยักษ์วัดแจ้ง มี ๒ แขน ๒ ขา มีหน้ายักษ์และหน้าเทพ ดังที่กล่าวแล้วนะครับ

แต่ที่ผ่านมาในอดีต มีบางสำนักจับเอาประติมานวิทยาของท้าวเวสสุวัณ จากลัทธิศาสนาต่างๆ ที่ผมได้ลำดับไปแล้ว เอามาผสมผสานกัน เพื่อผลทางการตลาดที่แตกต่างจากท้าวเวสสุวัณทั่วไป ดังภาพ




ศาสตร์แห่งการสร้างรูปเคารพต่างๆ หรือประติมานวิทยานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ ที่จะเป็นเงื่อนไขชี้เป็นชี้ตาย ว่าเทวรูปที่สร้างออกไปนั้น จะรองรับการเทวาภิเษกได้อย่างถูกต้อง สมบูรณ์ ครบถ้วน ตามสายวิชาที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่

ซึ่งนั่น ย่อมหมายถึงผลที่ผู้บูชาเทวรูปนั้นพึงได้รับ ว่าจะเป็นอย่างไรด้วยนะครับ

การจับแพะชนแกะอย่างนี้ ไม่มีในตำราโบราณ เป็นสิ่งที่ผิดครู นอกครู จึงย่อมจะไม่มีพิธีกรรมที่ถูกต้องใดๆ รองรับ ผู้สร้างจะต้องบัญญัติพิธีขึ้นใหม่กันเอาเอง

ผลที่ได้ ย่อมไม่เป็นไปตามศาสตร์ดั้งเดิม ที่มีการกัน-แก้อาถรรพณ์ไว้แล้ว

จึงขึ้นอยู่กับดวงชะตาของผู้บูชา ว่าจะได้รับอาภรรพณ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ช้าเร็วแค่ไหน

๒) ท้าวเวสสุวัณ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ ไฉ่สิ่งเอี๊ย (财神)

ที่ผ่านมา พุทธมหายานจีน และวงการพระเครื่องไทยเคยอุปโลกน์ จับพระโพธิสัตว์ชัมภล ตามรูปแบบพุทธมหายาน-วัชรยาน รวมเข้ากับเทพธนบดีไฉ่สิ่งเอี๊ย ซึ่งเป็นเทววิทยาพื้นเมืองของจีน

จนกลายเป็นลัทธิใหม่ ที่สามารถอิงกระแสบูชาไฉ่สิ่งเอี๊ยช่วงตรุษจีน หลอกขายพระโพธิสัตว์ชัมภลได้อย่างต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

พาให้สังคมคนบูชาเทพ พลอยเข้ารกเข้าพงตามๆ กันไปหมด ด้วยความเข้าใจผิดว่า พระโพธิสัตว์ชัมภลคือไฉ่สิ่งเอี๊ย

เรื่องนี้ผมเคยเขียนเป็นบทความไปแล้วใน http://shreegurudevamantra.blogspot.com/2016/02/blog-post.html ลองเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ครับ




จากกระแสดังกล่าว ทำให้มีนักธุรกิจพระเครื่องเห็นเป็นจุดขายใหม่ ในการเชื่อมโยงท้าวเวสสุวัณกับไฉ่สิ่งเอี๊ยด้วย

เนื่องจากมองว่า ท้าวเวสสุวัณทรงเป็นเทพองค์เดียวกับพระโพธิสัตว์ชัมภล ในเมื่อพระโพธิสัตว์ชัมภลถูกเรียกว่าไฉ่สิ่งเอี๊ย ท้าวเวสสุวัณก็สามารถที่จะได้รับการขนานนามว่าไฉ่สิ่งเอี๊ยด้วย

นี่ละครับ เมื่อเริ่มต้นด้วยการบิดเบือนไปอย่างหนึ่ง ก็จะส่งผลลามปามไปยังส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพียงเพื่อจะหาเงินกันเท่านั้น

๓) การบูชาท้าวเวสสุวัณ ไม่ช่วยแก้ไขดวงชะตาอันเกิดจากปีชง

เรื่องการ ชง (冲 ปะทะ, ปฏิปักษ์) เป็นองค์ความรู้ของ โหราศาสตร์ระบบ ๑๒ นักษัตร ของจีน ถ้าจะต้องมีการแก้ไข ก็ต้องแก้ไขตามวิธีของโหราศาสตร์ดังกล่าว

เช่น ที่นิยมกันคือไปทำพิธีปัดตัว สะเดาะเคราะห์ ที่ วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ ซึ่งมีเทวรูปของ เทพไท้ส่วย (太歲爺) ผู้มีอานุภาพควบคุมแก้ไขดวงชะตามนุษย์ในแต่ละปี ประดิษฐานอยู่




นอกจากนั้น ก็แก้ไขด้วยเครื่องราง และสิ่งของที่พกพาติดตัวได้ เช่น เข็มกลัด แหวน พวงกุญแจ กำไล เข็มขัด จี้ ล็อกเก็ตฯลฯ ที่เป็นรูปสัตว์ประจำปีนักษัตรที่ใช้แก้ไข พกติดตัวไว้ตลอด หรือนำมาตกแต่งบ้าน

ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการบูชาท้าวเวสสุวัณครับ

แต่ก็มีการเผยแพร่ข้อมูลบ่อยๆ ว่าเกี่ยวกัน อันเกิดจากหมอดูบางคน ที่มั่วเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก แล้วก็พลอยมั่วตามๆ กันมา ทั้งมั่วโดยไม่มีความรู้ และมั่วโดยเห็นว่าเป็นจุดขาย

๔) ถ้าเป็นคนธรรมดาๆ ประกอบอาชีพทำมาหากินตามปกติ ไม่ควรมีท้าวเวสสุวัณขนาดบูชาไว้ประจำบ้านเกินกว่า ๑ องค์

ถ้าเป็นรูปภาพ ผ้ายันต์ และแผ่นปั๊ม ก็แค่ชิ้นเดียวพอเช่นกัน

ไม่อย่างนั้น บ้านของท่านจะรุ่มร้อน อยู่ไม่เป็นสุข


เครดิตภาพ : T.S.Thai Amulet Gallery

คนที่มีวิชาอาคมแก่กล้าจริงๆ ถึงจะตั้งท้าวเวสสุวัณเกินกว่า ๑ องค์ได้ครับ ซึ่งจะพบเห็นได้ตามสำนักของเกจิอาจารย์ต่างๆ

ซึ่งผมต้องขอ "เน้น" ตรงนี้เลยนะครับ ว่า...

ต้องเป็นเกจิอาจารย์ที่ "คุณวุฒิ" และ "วัยวุฒิ" ของท่านเป็นที่ยอมรับของวงการแล้ว

คุณวุฒิ คือได้รับการสืบสายวิชาอย่างถูกต้อง ครูบาอาจารย์ประสิทธิ์ และรับรองให้ตั้งสำนักเองได้ และได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา ช่วยเหลือผู้คนเป็นอันมากมาแล้วหลายปี ได้ผลเป็นที่ประจักษ์

วัยวุฒิ คือ มักจะตั้งต้นนับกันที่อายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ถ้าจะตั้งสำนักเอง ต้องอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป ไม่ใช่เพิ่งเรียนจบมา แล้วก็ออกมาตั้งสำนักเองได้เลย

นอกจากนั้นก็คือ "ในวัด" อย่างเดียวเลยครับ ที่จะตั้งท้าวเวสสุวัณกี่องค์ก็ได้

ทุกวันนี้ ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่ชอบความขลัง สะสมท้าวเวสสุวัณกันคนละหลายองค์ ก็เข้าใจละครับ

เพราะแต่ละวัดเดี๋ยวนี้ ทำออกมาสวยๆ น่าสะสมทั้งนั้น สวยกว่าสมัยที่ผมยังหนุ่มๆ มากนัก

ซึ่งในการสะสม ถ้าแค่องค์ห้อยคอนี่ไม่เป็นไรครับ เก็บได้เท่าไหร่เก็บไปเถอะ

แต่ถ้าเป็นองค์บูชาละก็ มีหลายๆ องค์ในบ้าน คุณมีสิทธิ์บ้า-เสียสติได้ เพราะคุณไม่มีวิชา หรือ "ภูมิคุ้มกัน" พอจะทำได้

ประเด็นนี้ ผมมิได้เป็นผู้กำหนด แต่ครูบาอาจารย์ในยุคเก่าก่อน ท่านกำหนดไว้ ซึ่งหมายความว่า สำหรับให้ใช้กับ “คนส่วนใหญ่” นะครับ

บางท่าน ที่ไม่มีวิชา ไม่เป็นเกจิอาจารย์ แต่มีคุณวิเศษ อ้างว่าตั้งท้าวเวสสุวัณไว้ในบ้านหลังเดียวกันหลายองค์ แล้วท่านก็อยู่สบายดี ไม่เห็นเป็นไร ก็เป็นความวิเศษเฉพาะตัวของท่าน เป็นข้อยกเว้น

และไม่ควรนำไปเผยแพร่ ให้คนส่วนใหญ่ไขว้เขว จนละทิ้งประสบการณ์ของคนโบราณ

เพราะถ้าเขาหลงเชื่อตามท่าน จนเกิดความวิบัติหายนะขึ้นกับตัวเขา คุณวิเศษที่ท่านมีอยู่ ก็ไม่ช่วยให้ท่านพ้นจากความรับผิดชอบได้หรอกครับ

๕) แม้ท้าวเวสสุวัณจะเป็นอธิบดียักษ์ เป็นใหญ่เหนือเทพอสูรทั้งปวง ก็ไม่ควรบูชาร่วมกับเทพอสูรองค์อื่น

เช่น พระพิราพ พระพิเภก พระราหู นางพันธุรัต

แม้จะจัดเป็นแท่นบูชาสายยักษ์โดยเฉพาะ และยกให้ท้าวเวสสุวัณเป็นประธานก็ตาม




เพราะเมื่อเป็นอธิบดียักษ์ ย่อมมีกระแสบารมีแผ่ออกมา อันมีผลทำให้เทพอสูรทั้งหลายเหล่านั้น สงบลง ไม่สำแดงฤทธิ์เดชอย่างเต็มที่ ตามสายวิชาที่ได้รับการปลุกเสกมา

ก็เพราะ เว้นแต่พระพิเภกองค์เดียวแล้ว ยักษ์เหล่านั้นล้วนสำแดงฤทธิ์ตามนิสัยอสูร ประทานพรตามความพอใจ ไม่คำนึงถึงศีลธรรม คุณธรรม

และถ้าเป็นเรื่องโชคลาภ ก็มักจะเกี่ยวข้องกับหวย การพนัน อบายมุข

ท้าวเวสสุวัณ ท่านเป็นเทวดาสัมมาทิฏฐิ ปวารณาพระองค์รับใช้พระพุทธศาสนา ย่อมไม่ยินดีในพฤติกรรมเหล่านี้ เทพอสูรองค์ใดอยู่กับท่าน ก็ทำในสิ่งเหล่านี้อย่างออกหน้าออกตาไม่ได้

และถึงจะมีท้าวเวสสุวณควบคุม ยักษ์ก็ยังคงเป็นรูปเคารพที่มีอาถรรพณ์แรง คนโบราณห้ามนักห้ามหนา เรื่องเอายักษ์เข้าบ้าน

ท่านไม่ได้ห้าม เพราะขี้ขลาดขี้กลัวไม่มีเหตุผลนะครับ

ท่านห้าม เพราะตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา ท่านพิสูจน์ด้วยประสบการณ์ตรงมาแล้ว

คนสมัยนี้ หลายคนชอบทำเป็นเก่ง ไม่ฟังคนโบราณ เห็นอะไรที่เป็นคำบอกเล่าของคนแก่แล้ว ไม่เอาทั้งนั้น

ประมาณว่า ฉันเพิ่งเกิดมาไม่นาน แต่ฉันเก่ง ฉันรู้มากกว่าคนแก่ ว่างั้นเถอะ

เสร็จแล้วเป็นไงครับ เพี้ยนแบบไม่รู้ตัว เสียสติคลุ้มคลั่งเป็นบ้าเป็นบอไป ไม่คุ้มจริงๆ

๖) การบูชาเทพอาวุธของท้าวเวสสุวัณ

ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ชนิดหลักๆ คือ พระขรรค์ที่มีด้ามเป็นท้าวเวสสุวัณ และ กระบองของท้าวเวสสุวัณ




พระขรรค์ดังกล่าว สำนักต่างๆ มีการเผยแพร่ออกมาให้บูชากันอยู่เสมอ ส่วนกระบองนั้น นานๆ จะมีผู้สร้างกันสักครั้งหนึ่ง ปัจจุบันก็ดูจะมีแต่สำนักที่เป็นสายตรงของศาสตร์แห่งท้าวเวสสุวัณ คือ วัดจุฬามณี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

โดย พระอาจารย์อิฏฐ์ ภทฺทจาโร ที่เริ่มทยอยสร้างออกมาในช่วงไม่กี่ปีนี้ จากเดิมที่เป็นผ้ายันต์และกระดาษยันต์เท่านั้น

ซึ่งที่ผ่านมา เป็นขนาดเล็กสำหรับพกติดตัวได้ จึงเหมือนกับพระขรรค์ คือ ไม่มีเงื่อนไขอะไรมากนักในการบูชา นอกจากถ้าจะบูชาร่วมกับเทวรูปท้าวเวสสุวัณ ก็จะต้องจัดใส่พานเล็กๆ ให้เรียบร้อย

โดยระวัง อย่าให้ปลายพระขรรค์หรือกระบอง ชี้ไปยังรูปเคารพอื่นที่อยู่ร่วมแท้นบูชาเดียวกัน หรือ แท่นบูชาใกล้กัน เท่านั้น




และถ้าไม่มีเทวรูปท้าวเวสสุวัณ ขนาดบูชาหน้าตัก ๒ นิ้วขึ้นไป ก็ไม่ควรบูชากระบองของพระองค์ แต่บูชาพระขรรค์ได้นะครับ

และทั้งสองอย่างนี้ จะสะสมไว้สักกี่ชิ้นก็ได้ เช่นเดียวกับวัตถุมงคลขนาดห้อยคอ แต่การนำขึ้นแท่นบูชานั้น สมควรนำขึ้นเพียงอย่างละหนึ่ง เท่าที่คิดว่าจะพกพาติดตัวเท่านั้น

พระขรรค์อื่นๆ ที่ไม่มีลวดลาย หรือองค์ท้าวเวสสุวัณที่ด้าม ไม่ควรบูชาร่วมกับเทวรูปของท่านครับ

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักวัดจุฬามณีได้จัดสร้าง กระบองท้าวเวสสุวัณขนาดบูชา ยาวประมาณ ๔๒ ซม. เท่ากับกระบองของยักษ์ในนาฏศิลป์โขน

เทพอาวุธที่สร้างอย่างถูกต้อง โดยสำนักที่สืบสานเทวศาสตร์แห่งท้าวเวสสุวัณเช่นนี้ ย่อมมีอานุภาพรุนแรงมาก




ซึ่งแม้ว่าทางวัดจะสร้างตามจอง โดยจำนวนที่จำกัด และมิได้ตักเตือนอะไรเป็นพิเศษสำหรับการบูชา 

แต่ผมขอแนะนำว่า กระบองขนาดเท่าจริงอย่างนี้ สมควรบูชาในแท่นบูชาที่จัดถวายท้าวเวสสุวัณโดยเฉพาะ และต้องเป็นเทวรูปท้าวเวสสุวัณขนาดหน้าตัก ๗ นิ้วขึ้นไปด้วยครับ

เพราะนอกจากสำนักวัดจุฬามณี ก็ใช่ว่าจะหากระบองขนาดเดียวกันนี้ไม่ได้

ผมเคยเห็นมีขายอยู่ในร้านค้าอาวุธจำลอง ย่าน วิหารพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าใจว่าสำหรับใช้ในนาฏศิลป์ แต่ก็สามารถนำไปให้ผู้รู้วิชาอาคมเสก เป็นอาวุธของท้าวเวสสุวัณได้

ดังนั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบทางนี้ ก็หลักเดียวกันครับ ถ้าไม่มีเทวรูปบูชาของท้าวเวสสุวัณขนาดหน้าตัก ๗ นิ้วขึ้นไป ก็ไม่สมควรที่จะไปจัดหาของแบบนี้มาไว้ในบ้าน

มิได้มีอาชีพเป็นหมอไสยศาสตร์ หมอผี ก็อย่าเลียนแบบครับ ความเท่มีน้อย แค่ผลข้างเคียงมีมาก

ต้องมีวิจารณญาณ ว่าจะเลือกใช้เทพอาวุธเพียงในระดับของการป้องกันตัว 

หรือเพื่อจะประกาศความพร้อมในการเป็นเกจิอาจารย์ เป็นเจ้าพิธี เป็นหมอไสยศาสตร์ ที่จะต้องมีเทพอาวุธขนาดเท่าของจริง เพื่อต่อสู้กับผีพราย หรือแก้สารพัดคุณไสยที่เขากระทำมา

เพราะขึ้นชื่อว่าอาวุธ มีแล้วก็ต้องได้ใช้งาน ตามประสิทธิภาพของมันครับ โบราณท่านบอกว่าเป็นอาถรรพณ์ของอาวุธทุกชนิดครับ

๗) ไม่ควรบูชาท้าวเวสสุวัณ กับ พระแม่กาลี ไว้ในสถานที่เดียวกัน

ถ้าจำเป็นต้องบูชาห้องเดียวกัน จะต้องเป็นห้องใหญ่ มีโต๊ะหมู่พระพุทธรูป-เทวรูป ซึ่งควรเป็นโตํะหมู่ ๙ (ที่ตั้งพระ-องค์เทพเต็มโต๊ะหมู่ ไม่ใช่ตั้งแค่ไม่กี่องค์แล้วมีแต่เครื่องบูชา) คั่นกลาง

มิฉะนั้น ก็อนุโลมเพียงให้อยู่ในอาคารหรือบ้านหลังเดียวกันได้ แต่ต้องอยู่คนละห้อง




เหตุผลก็คือ พระแม่กาลีเป็นใหญ่ในหมู่ภูตผีปีศาจ เป็นผู้ปราบอสูรและยักษ์

ขณะที่ท้าวเวสสุวัณ เป็นอธิบดีของอสูรและยักษ์ และเป็นสายวิชาที่เอาไว้ขับไล่ภูตผีปีศาจ

แม้ว่าท้าวเวสสุวัณจะไม่หมือนยักษ์ทั่วไป เพราะเป็นเทวดาสัมมาทิฏฐิ ดังกล่าวแล้ว แต่ทิพยภาวะของท่าน ก็ยังคงเป็นยักษ์ หรือ อสูร ครับ

อีกทั้งเทวรูปพระแม่กาลี ที่ทรงฤทธิ์ที่สุด จะต้องอยู่ในลักษณะเปลือยกาย ในขณะที่เทวรูปของท้าวเวสสุวัณ มักจะแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างอลังการเสมอ

พระแม่กาลี ยังทรงทรงพอพระทัยในกามารมณ์ การเสพเมถุน การบูชาพระนางที่จะทำให้ได้ผลอันสูงสุด จะต้องมีการปฏิบัติในเรื่องเหล่านี้ถวาย 

ดังนั้น แม้ไม่บูชาท้าวเวสสวัณ เทวรูปของพระนางก็ไม่ควรประดิษฐานในห้องพระอยู่แล้ว

แต่ถ้ามีท้าวเวสสุวัณอยู่ด้วย จะทำในสิ่งเหล่านี้แม้ในขั้นอนุโลมที่สุด เช่น การเปิดหนังถวาย ก็ทำไม่ได้เลยครับ เพราะพระองค์ไม่โปรด

สิ่งที่ท้าวเวสสุวัณโปรด คือ ผู้บูชาที่ปฏิบัติธรรม ไม่หมกมุ่นในเรื่องทางโลก พระองค์จะทรงเฝ้าดู และประทานการคุ้มครองให้อย่างไม่จำกัด

ทิพยภาวะ และประติมานวิทยาขัดแย้งกันเช่นนี้ จึงบูชาในห้องเดียวกันไม่ได้ครับ

๘) แม้ไม่ควรบูชาร่วมกับพระแม่กาลี แต่ถ้าเป็น พระกาลีไภรวี (Kali Bhairavi) หรือ พระแม่กาลีทรงเครื่องประทับยืน ศิลปะอินเดียใต้ ก็สามารถบูชาในสถานที่เดียวกับท้าวเวสสุวัณได้

และตั้งใกล้กันได้ ถึงขนาดที่ว่า เพียงแต่มีเทวรูปอื่นคั่นกลางเพียงองค์เดียว ซึ่งควรเป็น ท้าวมหาพรหม หรือ พระแม่ลักษมี ที่ทรงเครื่องอินเดียโบราณ (ไม่นุ่งส่าหรี) ก็พอ

คำกล่าวนี้ ผมทดลองแล้ว เป็นความจริงครับ




และเมื่อลองพิเคราะห์ พิจารณ์ ตามความรู้ที่มี ก็เข้าใจได้ว่า เป็นเพราะอะไร

-พระกาลีไภรวี เป็นสายวิชาที่ดัดแปลงมาจากลัทธิบูชาพระแม่กาลีเดิม โดยอิงกับเทวศาสตร์ของไศวะนิกายฝ่ายอินเดียใต้

-เทวศาสตร์อินเดียใต้ เป็น "ครู" สายหนึ่งของเทวศาสตร์ขอม และเทวศาสตร์ไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา

-ดังนั้น ไม่ว่าประติมานวิทยาใดๆ ของอินเดียใต้ ย่อมใช้ร่วมกันได้กับเทวศาสตร์ขอม และเทวศาสตร์ไทย

-ท้าวเวสสุวัณ ก็เป็นเทวศาสตร์ไทยแขนงหนึ่ง ที่พัฒนามาจากเทวศาสตร์ขอม จึงไม่เป็นปฏิปักษ์กับเทวศาสตร์อินเดียใต้

-สำคัญที่สุด เนื่องจากประติมานวิทยา ของพระกาลีไภรวีนั้น เปลี่ยนแปลงจากสภาวะของเทพปีศาจ ผู้ปราบอสูร เป็นเทพอสูรไปแล้วไงครับ

พอเป็นเทพอสูร และทรงเครื่องแบบจัดเต็ม เพียงแต่ยังคงเปลือยอกตามแบบโบราณเท่านั้น ไม่ใช่เปลือยทั้งองค์แบบพระแม่กาลี จึงบูชาร่วมกับท้าวเวสสุวัณ ซึ่งเป็นจอมอสูรได้

รวมทั้งเทพอสูรองค์อื่น ซึ่งมีหลักเดิมว่า ไม่ควรบูชากับพระแม่กาลี เช่น พระพิราพ พระพิเภก ก็สามารถบูชาร่วมกับพระแม่กาลีไภรวีได้ โดยไม่มีปัญหาใดๆ เช่นกัน

รูปเคารพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นของดีครับ แต่ก็เป็นของอาถรรพณ์ด้วย ทุกอย่างละครับ

ต้องรู้วิธีบูชาครับ แล้วชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง

เป็นอะไรที่ต้องยึดมั่น ในคำสอนของคนโบราณ ที่ท่านมีประสบการณ์มาแล้ว คิดเองเออเองไม่ได้ครับเรื่องแบบนี้


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เทวีแห่งเซ็กซ์

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์




เรื่องกามารมณ์ เป็นธรรมชาติ และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกรูปนามครับ

และใครก็ตาม ที่ได้ศึกษาเทววิทยาในระดับที่จริงจังพอสมควรแล้ว จะพบว่า คติดั้งเดิมของเทพ-เทวียุคโบราณนั้น ส่วนมากมิได้ปฏิเสธวิถีของปุถุชนในเรื่องของกามารมณ์แต่อย่างใด ทั้งยังมีหลายๆ องค์ที่ได้รับการบูชาเพื่อผลดังกล่าวโดยตรงด้วย  

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากองค์เทพต่างๆ ของอินเดียแล้ว เรายังสามารถบูชาเทพเจ้าในลัทธิศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์โบราณ เมโสโปเตเมีย (Mesopotemia) และโลกตะวันตก ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกันได้อีกต่างหากครับ

เพราะโลกของเราในปัจจุบันนี้ เป็นโลกไร้พรมแดน เรามีโอกาสที่จะศึกษาเทววิทยาของภูมิภาคอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไปได้อย่างเต็มที่ ยิ่งกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา

และเทพ-เทวีที่มาจากลัทธิศาสนาอื่น วัฒนธรรมอื่น ต่างก็มีความโดดเด่นในแง่มุมที่แตกต่างกันไป

โดยถ้าหากว่า เรามีความรู้ที่ถูกต้องในการบูชาเทพเหล่านั้นนะครับ เทพเหล่านั้นก็สามารถตอบรับการบูชาของเราได้ ไม่น้อยไปกว่าเทพเจ้าที่มาจากวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกับเรา อย่างเทพอินเดีย หรือเทพจีน ไม่มีข้อจำกัดทางวัฒนธรรม หรือกาลเวลาทั้งสิ้น

ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า พวกเราสามารถเลือกบูชาองค์เทพที่ตรงกับจริตนิสัย และความชอบส่วนตัวของเราได้อย่างหลากหลาย และแทบไม่มีอุปสรรคใดๆ แม้กระทั่งการจะสั่งซื้อเทวรูป และเครื่องบูชาต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่คนละซีกโลกกับเรา

ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำเทพนารีจากลัทธิศาสนาโบราณต่างๆ ทั่วโลก ที่ประทานพรในด้านกามารมณ์ และยังมีลัทธิ หรือศาสตร์ในการบูชาดั้งเดิมสืบทอดกันมาจนถึงยุคของเรา ถือว่าเป็นการตอบคำถามส่วนหนึ่งที่ผมได้รับอยู่เรื่อยๆ ตลอดการทำงานด้านเทววิทยาที่ผ่านมาด้วย

ส่วนใครจะศรัทธาเทวีองค์ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวดังกล่าวแล้ว หรือบางท่านจะแค่ศึกษาไว้เป็นความรู้ก็ได้นะครับ

และการที่บทความนี้ว่าด้วยเรื่องของเทพนารีล้วนๆ ไม่มีเทพเจ้าฝ่ายชาย นั่นก็เพราะในทางเทววิทยาสากลนั้น เทพเจ้าฝ่ายหญิงเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ และพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์นั้นผูกพันกับเรื่องของกามารมณ์โดยตรง ไม่อาจแยกออกจากกันได้ เทพฝ่ายหญิงจึงประทานความสำเร็จในเรื่องเช่นนี้ได้มากกว่าเทพฝ่ายชาย

อย่างไรก็ตาม เราจะต้องเข้าใจร่วมกันเสียก่อนนะครับ ว่า นอกจากเทวีบางองค์ เช่น นางพญาลิลิธ ซึ่งเป็นเทวีแห่งตัณหาราคะโดยตรงแล้ว

เทพนารีทุกองค์ที่ผมจะกล่าวถึงต่อจากนี้ไป ล้วนทรงมีทิพยภาวะหลักๆ เป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ทั้งสิ้น โดยที่เรื่องของกามารมณ์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทรงอุปถัมภ์ เพราะเกี่ยวเนื่องผูกพันกันดังกล่าวแล้วเท่านั้น ไม่ใช่คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของแต่ละองค์

แต่เนื่องด้วยบทความนี้เป็นเรื่องของเทวีแห่งกามารมณ์ ผมก็จะพูดถึงในส่วนนี้เป็นหลัก ทิพยภาวะด้านอื่นๆ แม้จะสำคัญกว่า ก็ขอยกไว้ก่อนนะครับ บางองค์ก็สามารถหาอ่านได้จากหนังสือชุดเทวปกรณ์ที่ผมเขียนไว้แล้ว


เทวีฮาเธอร์ ผลงานของ Sharon George

๑) มหาเทวีฮาเธอร์ (Hathor)

ศาสนาอียิปต์โบราณนั้นมี ๒ นิกายใหญ่ๆ ครับ มหาเทวีฮาเธอร์ทรงเป็นใหญ่ในนิกายที่นับถือ สุริยเทพรา (Ra) เป็นเทพสูงสุด เช่นเดียวกับ พระเทวีไอซิส (Isis) ซึ่งเป็นมหาเทวีแห่งนิกายโอสิเรียน (Osirion : นับถือ จอมเทพโอสิริส Osiris เป็นเทพสูงสุด)

ในฐานะของเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ มหาเทวีฮาเธอร์ คือผู้ดลบันดาลให้สรรพชีวิตก่อเกิด เจริญเติบโต และผันแปรไปตามวัฏจักรแห่งการดำรงอยู่และสืบทอดเผ่าพันธุ์

เทพนารีองค์นี้แสดงถึงพลังที่มาจากท้องฟ้า สัญลักษณ์ของพระนางคือ แม่วัวศักดิ์สิทธิ์ และดวงสุริยะ พระนางทรงรวมไว้ซึ่งคุณสมบัติแห่งสตรีเพศทุกอย่าง

ในด้านของความรักและความใคร่ มหาเทวีฮาเธอร์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งบรรดาคู่รักทั้งหลาย พระนางประทานความมีเสน่ห์เย้ายวนน่าลุ่มหลงแก่สตรีเพศ และดลบันดาลให้เกิดอารมณ์ปรารถนา

อีกทั้งทรงพอพระทัย ที่จะควบคุมให้เพศสัมพันธ์ระหว่างคู่รักนั้น เป็นไปตามครรลองที่ดีที่สุด แม้แต่การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศก็อาจเยียวยาได้ด้วยทิพยานุภาพแห่งพระนาง

โดยนัยนี้ พระนางจึงทรงเป็นเทวีแห่งกามารมณ์ และกิจกรรมทางเพศ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในอันดับต้นๆ ของพระนาง ซึ่งในวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ ไม่ถือเป็นเรื่องน่าอับอาย หรือควรปิดบังแต่อย่างใดครับ


เทวรูปเทวีฮาเธอร์ เนื้อเรซินผสมผงหินอ่อน

เทวสถานของพระนางนั้น เปิดกว้างเสมอสำหรับคู่รักทุกคู่โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ นั่นก็เพราะว่าพระนางโปรดการแต่งงานมาก การที่ได้ประทานพรให้คู่รักสมหวังและได้แต่งงานกัน ทำให้พระนางมีความสุข

ถ้ามีพิธีการแต่งงานที่ใด แม้จะเป็นพิธีในคติโอสิเรียน ก็ต้องอัญเชิญมหาเทวีฮาเธอร์เป็นประธาน และขอพลังจากพระนางคุ้มครองชีวิตสมรสให้ยั่งยืนตลอดไป

เทวสถานบางแห่ง ยังอนุญาตให้คู่สมรสประกอบพิธีกามบูชา คือเสพสังวาสกันถวายพระเทวรูป หากต้องการขอพรเป็นพิเศษด้วย

ปัจจุบัน ศาสตร์ในการบูชามหาเทวีฮาเธอร์ ยังคงได้รับการสืบทอดในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับสมัยอียิปต์โบราณ ไม่ว่าจะในการของการเทวาภิเษกพระเทวรูป และมนต์คาถา ตลอดจนพิธีกรรมแบบอียิปต์โบราณ ดังที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ สุริยเทวีปกรณ์ นั่นละครับ


มหาเทวีอินันนา ตามจินตนาการของศิลปินยุคปัจจุบัน

๒) มหาเทวีอินันนา (Inanna)

ทรงเป็นที่สักการะกันใน อารยธรรมสุเมเรียน (Sumerian) อันเป็นอารยธรรมยุคแรกๆ ที่เจริญขึ้นในดินแดนลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส (Tigris-Euphraetes) ซึ่งทางโบราณคดีนิยมเรียกว่า เมโสโปเตเมีย

จากเพลงสวดภาษาสุเมเรียนที่เรียกกันว่า The Exaltation of Inanna ซึ่งเป็นบทพระนิพนธ์ของ เจ้าหญิงเอนเฮดูอันนา (Enheduanna) พระธิดาใน พระเจ้าซาร์กอนแห่งอักกาด (Sargon of Agade in Akkad) เมื่อ ๒,๓๕๐ ปีก่อนคริสตกาล อธิบายถึงเทวลักษณะของมหาเทวีอินันนาไว้ว่า ทรงรุ่งโรจน์ไปด้วยความน่าลุ่มหลง น่ายำเกรง และทรงพลังอำนาจ ทรงเป็นที่รักของมนุษยโลกและเทวโลก ทรงควบคุมสัมพันธภาพระหว่างชายหญิง และองค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องเพศ 

แต่...ในขณะเดียวกันพระนางก็ทรงเป็นเทวีที่น่ากลัว พระนางทรงบันดาลให้พืชผลต่างๆ เกิดโรคร้ายแรงขึ้นได้

เพราะด้วยเทวฐานะที่ทรงเป็นพระแม่ธรณีนั้น ย่อมทรงอำนาจสูงสุดที่จะกำหนดว่า ยามใดควรมีความอุดมสมบูรณ์ และยามใดควรจะแห้งแล้ง ซึ่งมนุษย์ไม่อาจคาดหมายล่วงหน้าได้เลยครับ

เช่นเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้ว แม้ในยามปกติจะทรงเป็นเทวีแห่งความรัก แต่ในการศึกพระนางก็ยังทรงเป็นเทวีแห่งการสงครามอีกด้วย และอาจทรงนำความหวาดหวั่นมาสู่มนุษย์ในลักษณาการต่างๆ หากว่าทรงมีพระประสงค์ ชะตากรรมแห่งมวลมนุษย์จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับความพอพระทัยแห่งพระนางทั้งสิ้น

มหาเทวีอินันนา จึงอาจเทียบได้กับพระเป็นเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือทุกๆ ชีวิต ผู้อุปถัมภ์ทุกสิ่งในอารยธรรมสุเมเรีย เชื่อกันว่าผู้ใดที่บูชาพระนาง เมื่อตายไปแล้วจะได้รับความเป็นอมตะทางวิญญาณ ไม่มีการดับสูญ

พิธีกรรมที่เกี่ยวกับมหาเทวีอินันนา เป็นรัฐพิธีที่สำคัญที่สุด เรียกกันว่า The Ritual Marriage of the God โดยกษัตริย์จะต้องทรงพระบรรทมร่วมกับอธิการีของนักบวชหญิงในเทวสถานปีละครั้ง เพื่อเป็นพันธสัญญาแห่งความอุดมสมบูรณ์ในผลผลิตของอาณาจักร

จากภาพสลักบนแผ่นอิฐที่ได้ค้นพบเป็นจำนวนมาก แสดงเทวลักษณะที่สำคัญที่สุดของเทพนารีองค์นี้ คือพระวรกายเปลือยเปล่า ทรงมีปีกเหมือนนก ปลายพระบาทก็เป็นกรงเล็บแบบนก ประทับยืนเหนือสิงโต

จากเทวลักษณะเช่นนี้ ได้มีการพรรณนาไว้อย่างเป็นปริศนาธรรมว่า ทรงสวมหน้ากากของสตรีที่เย้ายวนน่าลุ่มหลง โดยปิดบังความน่าสะพรึงกลัวภายในไว้


แผ่นอิฐแกะสลักภาพของมหาเทวีอินันนา ที่เรียกกันว่า The Burney Relief
อายุราวๆ ๑,๘๐๐-๑,๗๕๐ ปีก่อนคริสตกาล
ปัจจุบันจัดแสดงใน British Museum

ในสมัยของอารยธรรม อัสสิเรีย (Assyria) คุณสมบัติทุกอย่างของพระนางได้พัฒนาขึ้นอีก โดยทรงมีพระนามว่า อิชตาร์ (Ishtar) และทรงเป็นพระมเหสีของพระเป็นเจ้าสูงสุด คือ จอมเทพอัสซูรา (Assura or Ashura : คือคำว่า อสูร ในศาสนาพราหมณ์นั่นแหละครับ)

และในความเชื่อของชาวอัสสิเรียน เทพนารีองค์นี้ก็ทรงเกี่ยวข้องกับกามารมณ์มากยิ่งขึ้นไปอีกครับ 

พระนางทรงอุปถัมภ์ความสัมพันธ์ทางเพศในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งโสเภณี ซึ่งถือว่าเป็น “พรต” อันศักดิ์สิทธิ์ ของสตรีที่บูชาพระนางเลยทีเดียว

ลัทธิดังกล่าว  ได้รับความนิยมนับถือในนคร อัสซูร์ (
Assur) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของอัสสิเรีย และบาบิโลน รวมทั้งได้แพร่ขยายไปยังดินแดนอื่นที่ห่างไกลออกไปด้วย

ดังปรากฏว่า ในวัฒนธรรม ฟีนิเชีย (Phoenicia) ได้นับถือพระเทวีองค์นี้ภายใต้พระนามภาษาฟีนิเชียนว่า อัสตาร์เต (Astarte) ในขณะที่ชาวฮีบรูว์ยุคแรกๆ หลายพวกก็พากันนับถือ และถวายพระนามว่า อัชทารอธ (Ashtaroth)

พิธีกรรมบูชาพระเทวีในสองชนชาตินี้ ล้วนแสดงออกในเรื่องกามารมณ์อย่างชัดเจนครับ เป็นต้นว่าการร่วมเพศของสาวกชายหญิง ประกอบการเริงระบำอย่างเร่าร้อนในเทวสถาน เพื่อให้พระเทวีทรงพอพระทัย

ปัจจุบัน มหาเทวีองค์นี้ยังคงได้รับการบูชาทั้งในภาคของ มหาเทวีอินันนา และ พระเทวีอิชตาร์ โดยเทวรูปและเครื่องรางของพระนางในภาคของมหาเทวีอินันนา ยังคงยึดถือรูปแบบดั้งเดิมจากภาพสลักบนแผ่นอิฐของสุเมเรียน

ส่วนในภาคของพระเทวีอิชตาร์นั้น มีรูปลักษณ์แตกต่างกันไปมากมาย แต่ในการบูชาก็ไม่ประสบผลเท่าในภาคของมหาเทวีอินันนา



เทวีทลาโซลเตโอทล์ ฉลองพระองค์แบบเทพนารีอัซเท็ค
ภาพโดยศิลปินร่วมสมัย

๓) เทวีทลาโซลเตโอทล์ (Tlazolteotl)

เป็นเทวีในลัทธิศาสนาของ จักรวรรดิอัซเท็ค (Aztec) ซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในพื้นที่ที่บัดนี้คือประเทศเม็กซิโก

คณะเทพอัซเท็คนั้น แม้แต่เทพแห่งความดีงามก็มีบุคลิกภาพที่ดุร้าย น่าสะพรึงกลัว เทวีทลาโซลเตโอทล์ก็เช่นกันครับ พระนางทรงเป็นเหมือนพระแม่กาลีแห่งอเมริกากลางก็ว่าได้

เพราะขณะที่ทรงอุปถัมภ์ความรัก, ความปรารถนา กามารมณ์ และความเป็นผู้ใหญ่ ตลอดจนพิธีชำระให้บริสุทธิ์ (Purification) รวมทั้งทรงเป็นคุรุเทพของพวกหมอตำแยนั้น

พระนางก็ทรงเกี่ยวข้องกับบาปเคราะห์, กามโรค และทรงมีความเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ด้วย

กล่าวคือ เชื่อกันว่า กามโรค หรือโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากเพศสัมพันธ์ต่างๆ นั้น เกิดจากการดลบันดาลของพระนาง โดยเฉพาะจากเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องตามจารีตประเพณี 

แต่ถ้าเป็นโรคทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดในสามีภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณี ก็สามารถขอให้พระนาทรงบำบัดได้ครับ


เทวรูปเทวีทลาโซลเตโอทล์ พบในเวราครูซ (Veracruz)
อายุราวๆ ค.ศ.๑๐๐-๙๐๐

และแม้การแพทย์ของอัซเท็ค จะไม่เจริญก้าวหน้าเท่าการแพทย์แผนปัจจุบันของพวกเรา แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ก้าวหน้ากว่าชาวยุโรปในยุคเดียวกัน คือเชื่อว่า โรคทางเพศสัมพันธ์ และโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายชนิด เกิดจากสุขอนามัยที่ไม่ดีพอ ซึ่งจะรักษาได้ด้วยการแช่น้ำอุ่น ในพิธีชำระให้บริสุทธิ์นั่นเอง

โดยนัยนี้ พระนางจึงทรงเกี่ยวข้องกับน้ำร้อน และยังทรงใช้พิธีกรรมดังกล่าวนี้ ทรงปลดเปลื้องผู้บูชาจากบาปเคราะห์ทั้งปวงด้วย

ในลัทธิศาสนาของอัซเท็คนั้น มีความเชื่อในเรื่องการสารภาพบาป คล้ายกับศาสนาคริสต์ โดยมีเทพอยู่ 2 องค์ที่มีบทบาทสำคัญในด้านนี้ คือ เทพอสูรเทซคัทลิโปคา (Tezcatlipoca) ซึ่งเป็นเทพแห่งการบูชายัญ และ เทวีทลาโซลเตโอทล์

เชื่อกันว่า ชาวอัซเท็คผู้ใดก็ตามได้ทำพิธีสารภาพบาป (โดยเฉพาะในด้านตัณหาราคะ) เบื้องหน้าเทวรูปของเทวีทลาโซลเตโอทล์ เขาก็มั่นใจได้ว่า บาปเคราะห์ของเขาจะถูกขจัดให้สูญสิ้นไป

ในทางโบราณคดีสันนิษฐานว่า เดิมพระนางทรงเป็นเทวีของชนเผ่าที่ตั้งหลักแหล่งอยู่แถวอ่าวเม็กซิโกมาก่อน เมื่อชนชาติอัซเท็คเข้าครองพื้นที่ดังกล่าว พระนางก็ทรงกลายเป็นเทพนารีที่ใกล้ชิดกับวิถีวัฒนธรรมของชนชาตินี้ ตลอดยุครุ่งเรืองของอัซเท็ค

ช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มีการฟื้นฟูการบูชาเทพเจ้าต่างๆ ของอัซเท็ค โดยนักเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมในเม็กซิโก และชาวตะวันตกที่ชื่นชอบเทพเจ้าเหล่านี้ก็ตอบรับเป็นอย่างดี เทวีทลาโซลเตโอทล์ก็ทรงเป็นหนึ่งในบรรดาเทพที่ได้รับความนิยมบูชาอีกครั้ง

และกล่าวกันว่า ทรงประทานพรในเรื่องเซ็กซ์อย่างไม่ยิ่งหย่อน กว่าพระแม่แห่งกามาองค์อื่นๆ ในบทความนี้
ด้วยครับ


นางพญาลิลิธ ผลงานของ Luis Royo

๔) นางพญาลิลิธ (Lilith)

ในความเชื่อของอารยธรรมสุเมเรีย และ บาบิโลเนีย (Babylonia) ราว ๓,๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล เธอปรากฎในตำนานของนางปีศาจ ลามัซตู (Lamashtu) ซึ่งเป็นผู้คุกคามสตรีมีครรภ์ และเด็กอ่อนครับ

นางปีศาจผู้นี้ ยังมีอีกหลายชื่อ เช่น อาร์ดัท ลิลี (Ardat Lili) หรือ ลีลีตู (Lilitu) ผู้เป็นคู่ครองของจอมปิศาจ ลีลู (Lilu)

เธอมักได้รับการบรรยายว่า เป็นหญิงสาวสวยยั่วยวนใจ เร้าความรู้สึกทางเพศ เต็มไปด้วยตัณหาราคะ แต่ปราศจากศีลธรรม เธอจะใช้มารยาล่อลวงชายขณะหลับไหล ทั้งยังชอบสังหารเด็กๆ

ชนชาติทั้งหลายในเมโสโปเตเมีย ต่างพากันหวาดกลัวนางพญาแห่งรัตติกาลผู้นี้กันทั่วไป พวกยิวซึ่งกลัวมากที่สุด ได้นำเรื่องราวของเธอไปปรุงแต่งในชื่อใหม่ว่า ลิลิธ และผูกนิยายว่า พระยะโฮวาห์ทรงทร้างอดัมและลิลิธขึ้นจากฝุ่นดิน เพื่อให้เป็นสามีภรรยากัน

แต่ต่อมา ได้เกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างมนุษย์คู่แรก พระเจ้าจึงขับไล่ลิลิธออกจากสวนสวรรค์แห่งอีเดน แล้วมอบให้เป็นของขวัญแก่ซาตาน เธอคือภรรยาคนแรกในจำนวนทั้งหมด ๔ คนของของจอมปิศาจ จากนั้นก็สร้าง อีฟ ขึ้นมาให้เป็นภรรยาของอดัมแทน

ชื่อและเรื่องราวของลิลิธ อันตรธานไปจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเดิม แต่ยังสามารถค้นได้ในบันทึกความเชื่อโบราณของชาวยิว ซึ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อคริสตศตวรรษที่ ๑๓ ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในทางสาธารณะอีกครั้งหนึ่ง และกลายเป็นที่หวาดกลัวของคริสตศาสนิกชนทั่วยุโรปมาตั้งแต่นั้น

ลิลิธตามความคิดของชาวคริสต์ ได้ชื่อว่าเป็นราชินี และมารดาแห่งปีศาจทั้งปวง เธอยังนับว่าเป็นต้นกำเนิดของ แวมไพร์ (Vampire) เพราะว่ากันว่า ลิลิธนั้นจะชอบฝังคมเขี้ยวลงบนลำคอของมนุษย์ เพื่อดูดกินเลือดเป็นภักษาหารนั่นเองครับ

ปัจจุบัน ลัทธิบูชานางพญาลิลิธ มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับลัทธิบูชาซาตาน ซึ่งได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น จากกระแสการต่อต้านศาสนาคริสต์ และศาสนายิวในโลกตะวันตก พระนางได้รับการบรรยายว่าเป็นสตรีสาวสวยน่าลุ่มหลง เปลือย หรือแต่งกายด้วยอาภรณ์น้อยชิ้น เบื้องหลังของพระนางมีปีกค้างคาว หรือปีกค้างคาวที่มีขนแบบนก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจ และเวลากลางคืน


ประติมากรรมนางพญาลิลิธ ออกแบบโดย Milosh Meehan

แต่จะว่าไปแล้ว พิธีกรรมของลัทธิบูชาซาตานในสำนักต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการนั้น มิได้มีลักษณะรุนแรงชั่วร้าย ดังที่คริสตจักรพยายามล้างสมองคนทั่วไปหรอกครับ

พิธีกรรมที่จัดกันส่วนใหญ่เน้นไปในเรื่องเพศ ถ้าจะเกี่ยวข้องกับเลือดและความตาย ก็เฉพาะการฆ่าสัตว์บูชายัญ จะมีก็แต่พวกวิกลจริตบางคน ที่อ้างว่านับถือซาตานแล้วไปก่ออาชญากรรมกับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นละครับ ส่วนคนที่นับถือนางพญาลิลิธนั้น ยิ่งไม่ปรากฏว่ามีข่าวอาชญากรรมหรือทำผิดกฎหมายใดๆ

ที่สำคัญก็คือ นางพญาลิลิธแม้จะน่าสะพรึงกลัว แต่ผู้บูชาพระนางก็ยืนยันว่า พระนางก็เหมือนพระแม่กาลีที่พวกเรารู้จักละครับ คือแม้จะดุร้าย แต่ก็ใจนักเลง และปกป้องคุ้มครอง ตลอดจนประทานพรให้ผู้บูชาพระนางสมปรารถนาในเรื่องเซ็กซ์ได้ดีมาก

ที่ผ่านมา เทวรูปและเครื่องรางของนางพญาลิลิธ พบเห็นได้ไม่มากนัก เพราะเป็นของที่บูชากันภายในลัทธิซาตาน จึงทำให้ศิลปินชาวตะวันตกที่มีชื่อเสียงบางคน ได้นำรูปลักษณ์ของ มหาเทวีอินันนา แห่งเมโสโปเตเมีย มาสร้างเป็นเทวรูปของนางพญาลิลิธออกจำหน่าย ทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันทั่วไป

แต่ปัจจุบัน ได้มีศิลปินร่วมสมัยในยุโรปและอเมริกา ได้รังสรรค์ประติมากรรมแห่งนางพญาลิลิธออกมาหลายรูปแบบ ซึ่งตรงกับที่มีการบรรยายไว้ในคัมภีร์ทางศาสนา ดังภาพประกอบในบทความนี้ละครับ 



มหาเทวีเฟรยา ต้นธารของศาสตร์แม่มดในยุโรป

๕) มหาเทวีเฟรยา (Freya)

เทพนารีองค์นี้ ทรงมีคุณสมบัติที่หลากหลายอย่างยิ่ง ทรงได้รับการสรรเสริญว่างดงามเหนือกว่าเทพนารีทุกองค์ ทรงมีพระเกศาสีทองเป็นประกาย พระพักตร์งามสดใส เรือนร่างบอบบางเปี่ยมด้วยความเย้ายวนน่าลุ่มหลงภายใต้พัสตราภรณ์น้อยชิ้น สะกดทุกคนที่เห็นให้ตกเป็นทาสของพระนางได้ในชั่วไม่กี่วินาที

พระนางทรงเป็นเทวีแห่งความรักและกามารมณ์ พระนางมอบเสน่หาและพลังแห่งความน่าหลงใหลแก่สาวรุ่น พระนางดลบันดาลให้ชายหญิงปรารถนาในกันและกัน และทรงถนอมความรักของทั้งสองให้เอิบอาบไปด้วยความพึงพอใจซึ่งกันและกันเรื่อยไป ภายใต้กฎแห่งเสรีภาพและความเสมอภาค

และตามเทวปกรณ์แห่ง ลัทธิศาสนาอาซาทรู (Asatru : ศาสนาของชาวไวกิ้ง) พระนางก็ทรงเกี่ยวข้องด้วยความรักอย่างมากมายจริงๆ ครับ

แม้ว่าจะทรงมีพระสวามี แต่พระสวามีนั้นก็แทบจะไร้ตัวตน และพระนางก็ปรากฏพระองค์อย่างอิสระเสมอ ไม่ผูกพันกับใคร และไม่มีใครที่จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินพระทัยของพระนางยิ่งไปกว่าพระนางเอง

พระนางทรงสวมสร้อยพระศอ บรีซซิงกาเมน (Brisingamen) ที่กล่าวกันว่างดงามที่สุดในจักรวาล และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่มีวันถ่ายถอน มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นจากสร้อยพระศอนี้ พระนางต้องทรงมีสัมพันธ์สวาทกับคนแคระ ๔ คนเพราะมัน

ในขณะเดียวกับที่ทรงผูกพันอยู่กับเรื่องของความสวยงาม ความรัก เซ็กซ์ และความอุดมสมบูรณ์ เทพนารีองค์นี้ก็ทรงมีอีกด้านหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ด้วยครับ

เพราะพระนางทรงเป็นนางพญา ผู้ควบคุมกองทัพนางฟ้าแห่งสงคราม หรือ วัลคีรีส์ (Valkyrie) ผู้คัดเลือกดวงวิญญาณเหล่านักรบในสงครามต่างๆ กล่าวอย่างง่ายที่สุดก็คือ ทรงมีอำนาจเต็มในการพิพากษาว่าใครควรจะอยู่หรือควรจะตายนั่นเอง

มหาเทวีเฟรยา ยังทรงเป็นคุรุเทพแห่งศิลปะการใช้เวทมนต์ ที่เรียกว่า ซีเธอร์ (Seidhr) ซึ่งเป็นไสยเวทอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในมายาศาสตร์สแกนดิเนเวีย นอกเหนือไปจาก Runes Magic ซึ่งเป็นของ จอมเทพโอดิน (Odin) ซึ่งเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด 


เทวรูปมหาเทวีเฟรยา เนื้อเรซินผสมผงหินอ่อนระบายสี
ขณะเขียนบทความนี้ คงเหลือแต่เนื้อชุบสีเลียนแบบสำริด

ซีเธอร์ เป็นมายาศาสตร์ที่ถ่ายทอดกันในหมู่ผู้ใช้เวทมนต์ที่เป็นสตรี โดยมากเป็นเรื่องของการใช้คาถา และวัตถุธรรมชาติ เช่นสมุนไพร ตลอดจนน้ำมันหอมระเหยชนิดต่างๆ เพื่อผลในทางเสน่ห์ เมตตามหานิยม การปลุกเร้าอารมณ์เพศ รวมไปถึงการบำบัดอาการเสื่อมสมรรถภาพ และโรคภัยไข้เจ็บเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ นับเป็นต้นธารของศาสตร์แห่งแม่มด หรือ Witchcraft ทั้งปวงในยุโรป

ปัจจุบัน มหาเทวีเฟรยาได้รับความนิยมในการบูชาในระดับที่แพร่หลายมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการบูชาเคียงคู่กับ จอมเทพโอดิน หรือบูชาโดยลำพัง

เทวรูปของพระนางที่หล่อด้วยเรซินผสมผงหินอ่อน มีให้สั่งซื้อได้ง่ายในอินเตอร์เน็ต และยังคงมีศาสตร์ในการบูชา เวทมนต์ และพิธีกรรมที่สืบทอดจากยุคของชาวไวกิ้ง ตามที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ อติเทวปกรณ์ ครับ


พระแม่ระตี ผลงานของศิลปินตะวันตกยุคปัจจุบัน

๖) พระแม่ระตี (Rati)

ในเทวปกรณ์ฮินดู พระแม่ระตีทรงมีบทบาทไม่มากนัก คนทั่วไปรู้เพียงว่า พระนางทรงเป็นชายาของพระกามเทพ เมื่อเหล่าเทพยดาทั้งปวงต้องการให้พระศิวะทรงมีพระชายา เพื่อให้เกิดโอรสไปปราบตารกาสูร พระนางกับพระสวามีได้เริงระบำอันเร่าร้อนด้วยกัน เพื่อปลุกพระศิวะจากฌาน

ผลก็คือพระศิวะทรงเผาพระกามเทพมอดไหม้ไป และพระกามเทพได้ไปเกิดใหม่เป็น พระปรัทยุมน์ (Pradyumna) โอรสของพระกฤษณะ พระแม่ระตีจึงได้ตามไปเกิดใหม่เช่นกันโดยมีชื่อว่า มายาวดี (Mayavati) จนทั้งสองได้ครองคู่กันอย่างมีความสุขอีกครั้ง

แต่ในความเป็นจริง พระกามเทพมิได้ถูกเพลิงกรดของพระศิวะเผาเป็นจุล และไม่มีการไปเกิดใหม่อะไรหรอกครับ ทั้งหมดเป็นเพียงเทพนิยายที่ปราชญ์ในไศวะนิกายแต่งขึ้นเพื่อผลในทางปรัชญา และเป็นการข่มลัทธิการบูชาพระกามเทพกับพระนางระตีด้วย เนื่องจากลัทธิดังกล่าวขัดแย้งกับการถือพรตของเหล่าโยคี ซึ่งเป็นอุดมคติของไศวะนิกายเท่านั้นแหละครับ

ดังนั้น ทุกวันนี้จึงยังคงมีลัทธิบูชาพระกามเทพ และพระแม่ระตีอยู่ ในลัทธินี้พระนางนับว่าทรงเป็นเทวีแห่งความรัก ความปรารถนา ตัณหา กามารมณ์ และความสุขทางเพศอย่างแท้จริงที่สุดในศาสนาฮินดูครับ

พระนามของพระแม่เจ้าองค์นี้ มาจากถ้อยคำในภาษาสันสกฤตซึ่งหมายถึง ความสุขและความเพลิดเพลินในทางกายภาพ โดยเฉพาะความสุขของกิจกรรมทางเพศ ซึ่งไม่เน้นในเรื่องของครอบครัว

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาวล้วนๆ และไม่เกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ที่จะมีลูกหลานสืบสกุล หรือความเป็นมารดาแต่อย่างใดครับ

พระแม่ระตีนั้น โปรดพิธีการบูชาที่มีกิจกรรมทางเพศเป็นส่วนประกอบ พระนางมีอำนาจที่จะร่ายมนต์แห่งความรักและตัณหาให้บังเกิดแก่ใครก็ได้ กล่าวกันว่าพระนางมักจะทรงเกี่ยวข้องกับความตื่นตัว อารมณ์ และความสุขของกิจกรรมทางเพศ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคน

ในรูปภาพของ พระแม่ชินนมัสตา (Chinnamasta) เราจะเห็นพระแม่องค์นี้เปลือยกาย ตัดศีรษะของพระนางเอง และยืนอยู่เหนือชายหญิงที่กำลังเสพสังวาสกัน ซึ่งก็คือ พระกามเทพกับพระนางระตีนั่นเอง

รูปภาพเช่นนี้ ถูกตีความในทางเทวปรัชญาว่า เป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมตนเองในเรื่องของความต้องการทางเพศ แต่ก็มีการตีความไปในทางอื่น ว่าหมายถึงเทวสตรีที่เป็นศูนย์รวมของพลังงานทางเพศเช่นกัน


เทวรูปพระแม่ระตีทรงหงส์ ศิลปะอินเดียใต้

เนื่องจากฮินดูกระแสหลักในปัจจุบัน พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องเพศ รูปบูชาของพระแม่ระตีจึงมีน้อยมาก โดยเฉพาะที่เป็นรูปภาพเดี่ยวๆ นั้นแทบไม่ปรากฏ

แต่ก็มีเทวรูปที่งามมากๆ ในลักษณะประทับบนหงส์ ตามที่เห็นในบทความนี้ละครับ และก็ยังมีมนต์คาถาสำหรับบูชาโดยเฉพาะ ที่รู้กันในหมู่สาวๆ อินเดียยุคใหม่ที่บูชาพระแม่เจ้าองค์นี้กันอยู่ด้วย


หนึ่งในรูปภาพที่ได้รับความนิยมที่สุดของพระแม่กาลี

๗) พระแม่กาลี (Kali)

พระแม่กาลี ก็เหมือนพระแม่ระตี คือแม้ว่าคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่างหนึ่งในลัทธิเดิมของพระนางจะเป็นเรื่องเซ็กซ์ แต่เมื่อเข้ามาในศาสนาฮินดูแล้ว ก็ไม่มีการพูดถึงความเกี่ยวข้องระหว่างพระนางในแง่ดังกล่าว แต่ก็ยังคงมีภาพวาดของพระนาง รวมทั้งประติมากรรมที่แสดงถึงเนื้อหาดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

ผมได้เขียนบทความใน blog เดียวกันนี้ ที่ว่าด้วยเรื่องของพระแม่กาลีล้วนๆ ไปแล้วนะครับ

เพราะฉะนั้น ในบทนี้ก็จะไม่อธิบายอะไรอีก ขอพูดเฉพาะความเกี่ยวข้องระหว่างพระนางกับเรื่องเพศ โดยเฉพาะกามบูชา หรือการร่วมเพศเพื่อเป็นการบูชาพระแม่เจ้าองค์นี้ ตาม concept ของบทความนี้เพียงอย่างเดียว

โดยนอกจากพิธีกรรมของพวกวามจารี ซึ่งประกอบด้วยการดื่มน้ำเมา (มัตยะ) - บริโภคเนื้อสัตว์สดๆ (มางสะ) - สาธยายมนตร์ปลุกกำหนัด (มนตร์) - ร่ายรำด้วยลีลายั่วยวนเร่งเร้าความรู้สึกทางเพศ (มุทรา) และร่วมเพศ (ไมถุน) ตามที่ผมเคยเขียนไปแล้วนะครับ

การบูชาพระแม่กาลี ยังมีพิธีกรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จัดขึ้นในเทวาลัยของพระนางเช่นกัน โดยจะต้องรวบรวมผู้ร่วมประกอบกามกิจ ในจำนวนที่เป็นเลขคี่ คือ ๓-๕-๗-๙ หรือบางครั้งจำนวนอาจมากกว่านั้นในพิธีใหญ่ๆ แต่โดยมารตรฐานคือ ๙ เท่าจำนวนดาวนพเคราะห์ตามหลักโหราศาสตร์

ในพิธีบูชาพระแม่กาลีนั้น ตั้งแต่เริ่มจนจบ ความสำคัญอยู่ที่สตรี บุรุษเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้น การเสพสังวาสก็จะเป็นไปในหลายแบบ อาทิเช่น หญิงกับหญิง ชายกับชาย หญิงคนเดียวชายหลายคน เพราะจำนวนเป็นเลขคี่ จึงไม่มีการจับคู่กันไงครับ

ตรงศูนย์กลางของมณฑลพิธี จะมีเด็กสาวเปลือยกายเป็นตัวแทนของพระแม่กาลี เด็กสาวผู้นี้มิได้ร่วมในกามกิจ แต่ทำหน้าที่คอยรับเครื่องบูชาเช่นรวงข้าว ดอกไม้ ผลไม้ ของหวาน ผ้าแพรไหมตลอดจนเพชรนิลจินดา ที่ผู้บูชาพระแม่กาลีมอบให้


เทวรูปพระแม่กาลีแบบนี้ เหมาะสำหรับการบูชาเพื่อผลในเรื่องเซ็กซ์
และยังไม่กระทบกับการบูชาพระศิวะด้วย

เครื่องบูชาเหล่านี้ จะถูกแจกจ่ายให้กับเหล่าหญิงที่อยู่ในมณฑลพิธี และร่วมประกอบกามกิจบูชาพระแม่เมื่อพิธีสิ้นสุดลง เด็กสาวผู้เป็นตัวแทนพระแม่มิได้รับไปใช้ส่วนตัวหรอกครับ เธอทำหน้าที่รับแทนองค์พระแม่ และแจกจ่ายกลับไปที่ผู้ประกอบกามบูชาเป็นของรางวัลจากองค์พระแม่มากกว่า

พิธีกรรมที่บรรยายมานี้ เป็นเรื่องเร้นลับภายในลัทธิเดิมของพระแม่กาลีเท่านั้น บุคคลทั่วไปไม่มีโอกาสได้รู้เห็น การบูชาพระแม่กาลีของชาวอินเดียโดยทั่วไป ถ้าไม่เป็นแบบฮินดูก็เน้นการบูชายัญด้วยสัตว์เช่นแพะมากกว่า กามบูชาเป็นเรื่องที่ทำกันส่วนบุคคลเฉพาะสามีภรรยา หรือคู่รักที่ไม่เคร่งศาสนาฮินดู จึงเป็นการยากที่จะรู้ได้อย่างแน่ชัดว่า มีความนิยมแพร่หลายมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม การที่มีผู้บูชาพระนางแพร่หลายขึ้นในเมืองไทยทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องของการประทานพรในด้านกามารมณ์นี่แหละครับ


พระแม่หนี่วา ผลงานของศิลปินจีนยุคปัจุบัน

๘) พระแม่หนี่วา (Nu Wa)

เทพนารีองค์นี้ ทรงได้รับการนับถือว่าเป็นผู้สร้างมนุษย์ โดยทรงปั้นขึ้นจากดินที่ริมฝั่งแม่น้ำเหลือง และสิ่งนี้ทำให้พระนางทรงกลายเป็นเทพแห่งความรัก และกามารมณ์ไปด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง

นั่นก็เพราะภายหลังจากความเหนื่อยล้า ในการสร้างมนุษย์ทั้งชายและหญิงเป็นจำนวนมาก พระนางทรงได้คิดว่า ผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่เทพ พวกเขาไม่อาจอยู่ค้ำฟ้าเช่นพระนาง และถ้าพวกเขาสิ้นอายุลง พระนางก็ไม่อาจจะทรงรับภาระในการให้กำเนิดมนุษย์ทั้งโลกได้ตลอดไป 

พระแม่หนี่วาจึงประทานพลังอำนาจ ให้มนุษย์ที่ต่างเพศกันนั้นสามารถที่จะสมสู่กัน เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ได้ด้วยตนเอง จากนั้นพระนางก็ทรงสั่งสอนสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างเกี่ยวแก่การครองเรือนแก่คู่สามีภรรยาเหล่านั้น ซึ่งเรื่องเซ็กซ์ก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้นละครับ

ใน Wikipedia นั้นถึงกับกล่าวว่า พระนาง represents heaven and the never ending sexual desire between married couples เลยทีเดียว

แต่เทววิทยา และวรรณคดีจีนไม่พูดออกมาตรงๆ ในส่วนนี้ นั่นก็เพราะวัฒนธรรมจีนมีปัญหาในการพูดถึงเรื่องเพศเช่นเดียวกับวัฒนธรรมอินเดีย แม้จะมีความต้องการผลผลิตของประชากรประเภท “ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง” พอๆ กันก็ตาม
         
พระแม่หนี่วา ตามที่ปรากฏในปฐมกาลนั้นเป็นเทพนารีผู้ทรงพระสิริโฉม แต่ก็ดูน่าสะพรึงกลัวมาก เพราะทรงมีพระวรกายท่อนล่างเป็นมังกรหรืองู ในเวลาต่อมาจึงปรากฏพระองค์ด้วยเทวลักษณะอันงามสมบูรณ์แบบ

พระนางทรงมีสัญลักษณ์คือก้อนหินห้าสี  ซึ่งเตือนให้เราระลึกถึงการที่ทรงช่วยเหลือบรรพชนของเรา ให้พ้นมหาวิบัติภัยจากวันโลกาวินาศในอดีตอันไกลโพ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ทำให้พระนางทรงได้รับความนิยมนับถือสูงสุด

แต่แม้จะทรงมีน้ำพระทัยเมตตาต่อมวลมนุษย์ อย่างหาที่เปรียบมิได้ ในอีกแง่หนึ่ง พระนางก็ทรงมีความเด็ดขาดเพียงพอที่จะลงโทษคนชั่วให้ถึงแก่ความวิบัติได้เช่นกัน ดังเช่นการส่ง นางพญาจิ้งจอกเก้าหาง ไปมอมเมาจอมทรราชย์แห่งราชวงศ์ซาง จนพินาศสูญบ้านสิ้นเมือง


เทวรูปพระแม่หนี่วายุคปัจจุบัน ทำด้วยไม้แกะสลักระบายสี

เรื่องของนางพญาจิ้งจอกเก้าหาง แปลงร่างเป็น พระสนมต๋าจี มอมเมา โจ้วหวาง จอมทรราชย์นี้ เป็นตำนานโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งของจีน แต่ก็อีกนั่นแหละครับ วรรณกรรมจีนมีวิธีเล่าตำนานนี้โดยทำให้ผู้คนแทบจะลืมไปสนิทว่า นางจิ้งจอกเก้าหางในคราบต๋าจีนั้น ใช้ความยั่วยวนและตัณหาราคะมอมเมาจอมทรราชย์

ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเย้ายวนทางเพศ จนทำให้เกจิอาจารย์ชาวไทยนำมาสร้างเป็นเครื่องรางด้านเสน่ห์และราคะกันเป็นอันมาก เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ นับว่าเป็นอีกพฤติการณ์หนึ่ง ที่ทำให้พระแม่หนี่วามีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับเรื่องของความใคร่และกามารมณ์ แม้ว่าจะมิได้เกิดจากเจตนาของพระนางเองก็ตาม

ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ พระแม่หนี่วากำลังได้รับความนับถือมากในจีนแผ่นดินใหญ่ และเทวรูปของพระนางก็หาได้ง่ายในอินเตอร์เน็ต รวมทั้งมีเทวรูปของพระนางให้กราบไหว้ในเมืองไทยของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่ ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ ที่ จ.ชลบุรี และใน อุทยานมังกรสวรรค์ ที่ จ.สุพรรณบุรี

อย่างไรก็ตาม การบูชาพระแม่หนี่วานั้น สามารถนำมาซึ่งความสำเร็จในเรื่องความรักและกามารมณ์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องบูชาให้แตกต่างจากเทพนารีจีนองค์อื่น เพราะพระนางจะทรงจัดสรรให้ ตามที่เหมาะที่ควรกับผู้บูชาอยู่แล้วครับ




ครับ...ก็เป็นอันว่าครบถ้วน สำหรับเทพนารีองค์สำคัญ ที่ประทานพรในเรื่องกามารมณ์ และยังมีคติการนับถือกันอยู่ในทุกวันนี้

และขอย้ำว่า ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เป็นการตอบคำถามที่ได้รับมาตลอด รวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจ ไม่ใช่การเชิญชวนให้ใครไปกราบไหว้บูชาพระแม่เหล่านี้นะครับ

เพราะแม้การบูชาพระแม่ทั้ง ๘ องค์นี้ ถึงจะดีกว่า-ปลอดภัยกว่าการเล่นคุณไสยมนต์ดำ แต่ก็ยังมีอาถรรพณ์อยู่ดี ด้วยว่านอกจากเรื่องเซ็กซ์แล้ว แทบทุกองค์ก็ทรงเป็นเทวีแห่งชีวิตและความตายด้วย

และคนบูชาเทพในเมืองไทยเรา โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ๆ จำนวนมาก ก็มักจะบูชาเทพอย่างเป็นของเล่น นึกจะบูชาก็แสวงหามาบูชา พอเบื่อก็เลิก หรือไม่ก็บูชาอย่างเอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจเรื่องศีลธรรม

ซึ่งถ้ามาทำอย่างนี้กับพระแม่ ๘ องค์นี้ ในที่สุดก็จะพบกับความวิบัติหายนะ ไม่แตกต่างกับการเล่นคุณไสยมนต์ดำหรอกครับ

การบูชาเทพนารี ๘ องค์นี้ จึงเหมาะกับผู้บูชาที่มีวุฒิภาวะ รู้จักตนเอง และมีวินัยในการควบคุมตนเอง ตลอดจนมีศีลธรรม คุณธรรม จึงจะบูชาได้ผลดีที่สุดครับ


.........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด