แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอินทร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระอินทร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ฤาษี ๑๐๘ และ อินทร์ พรหม ยม กาฬ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์


ภาพจาก http://www.clipmass.com

ผมมักได้รับคำถาม เกี่ยวแก่บรมครูทางไสยศาสตร์ไทย คือ ครูฤาษีทั้งหลาย 

เช่น พระภรตมุนี พระฤาษีนารอท พระฤาษีกไลยโกฏิ พระฤาษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤาษีตาไฟ เเละพระฤาษีเดินดง เป็นต้น

ซึ่งเรียกรวมๆ ว่า ฤาษี ๑๐๘

ผู้ถาม ซึ่งมักเป็นผู้สนใจศึกษาเทววิทยา พากันสงสัยว่า บรมครูฤาษีเหล่านี้ ท่านมีประวัติความเป็นมาอย่างไร จนกลายมาเป็นบรมครูผู้สั่งสอนคาถาอาคมฝ่ายไทยได้

ในภพภูมิของท่านนั้นสถิตอยู่ที่ใด

เเละทิพยภาวะของท่านนั้น แท้จริงเป็นอย่างไร?

ผมขออธิบายเป็นลำดับดังนี้นะครับ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่า คำว่า ฤาษี ๑๐๘ ไม่ได้หมายความว่า มีอยู่ทั้งหมด ๑๐๘ ตน 

แต่หมายความว่า มีมากหลายยุคหลายสมัย รู้ชื่อก็มี ไม่รู้ชื่อก็มี

แต่ก็เป็นที่นับถือกันว่าเป็น ครูต้นคือเป็นเจ้าของวิชาอาคมต่างๆ ที่ตกทอดกันมาบ้าง สาบสูญไปแล้วบ้าง 

เพราะคนไทยเราถือว่า วิชาความรู้ทุกอย่างต้องมีคนค้นพบเป็นคนแรก แล้วปรับปรุงสืบทอดต่อๆ กันมา 

เราให้เครดิตคนที่ค้นพบ หรือสั่งสอนวิชาเหล่านี้เป็นคนแรกโดยเรียกว่า ครูต้น

เมื่อไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ปริมาณ แต่รู้ว่า ต้องมีตัวตนอยู่จริงตามสายวิชานั้นๆ ก็เลยใช้คำแทนว่า ฤาษี ๑๐๘ ไงครับ

พระฤาษีเหล่านี้มีที่มาหลากหลาย บางท่านก็เก่าถึงสมัยที่พวกฤาษีจากอินเดีย จาริกเข้ามาเมืองไทยประมาณพันกว่าปีมาแล้วนะครับ

เช่น ท่านสุเทวฤาษี แห่งดอยสุเทพ จ.เชียงใหม่ หรือ ท่านสุกกทันตฤาษี แห่งเขาสมอคอน จ.ลพบุรที่อยู่ในตำนาน พระนางจามเทวี

แต่ฤาษีที่นับถือกันมากส่วนใหญ่จะเป็นฤาษีเขมร ซึ่งเข้ามาแพร่หลายอยู่ในเมืองไทยช่วงขอมเรืองอำนาจ

ในขณะที่ทางฝั่งตะวันตกก็มีฤาษีพม่าเข้ามา ซึ่งก็จะกลายเป็นครูต้นของวิชาไสยศาสตร์ไทยอีกสายหนึ่งครับ

ฤาษีเหล่านี้ เดิมก็เป็นคนธรรมดาละครับ เป็นมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ ด้วยกันทั้งนั้น 

ถ้าเป็นสายพม่า บางท่านก็เคยบวชเป็นพระสงฆ์มาก่อน บางท่านก็เป็นฆราวาสที่ต่อวิชาจากพระสงฆ์ หรือจากฤาษีด้วยกัน 

ส่วนทางสายเขมร-ลาวก็เป็นพราหมณ์มาก่อนบ้าง หรือเป็นโยคีที่มาจากอินเดียใต้บ้าง

ความรู้ทางไสยศาสตร์-เทวศาสตร์ที่ท่านเหล่านี้นำเข้ามา พอมีการถ่ายทอดนานวันเข้าก็หลอมรวมกันเป็นไสยศาสตร์ไทย




ดังจะเห็นได้ว่า วิชาอาคมในทางไสยศาสตร์ของไทยนั้น แต่เดิมใช้ภาษาบาลีที่จดบันทึกด้วยอักษรขอม ในขณะที่ทางภาคเหนือเป็นภาษาบาลีเหมือนกัน แต่จดด้วยอักษรพม่าหรือไม่ก็อักษรล้านนา

ดังนั้นไสยศาสตร์ไทยกระแสหลัก จึงมีต้นทางมาจากไสยศาสตร์อินเดียภาคเหนือ (ผ่านทางพม่า-ล้านนา) และไสยศาสตร์เขมร มารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้นเป็นอย่างน้อย

บรมครูฤาษีเช่น พระฤาษีกไลยโกฏิ พระฤาษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤาษีตาไฟ ปู่เจ้าสมิงพราย ท่านเหล่านี้เป็นฤาษีพื้นเมืองที่อยู่ในเมืองไทยเรานี่ละครับ เป็นผู้สืบทอดสายวิชาต่างๆ ตามที่ผมบอกไปแล้ว

แล้วหลายๆ ท่านก็คิดค้นวิชาใหม่ๆ ขึ้นมาเป็นของท่านเอง อย่างพระฤาษีกไลยโกฏิที่ท่านมีความเชี่ยวชาญเรื่องเหล็กไหล จนมีบางตำราว่าท่านเป็นผู้สร้างเหล็กไหล ด้วยเหตุนี้ท่านได้รับการนับถือเป็นครูต้นในสายวิชาดังกล่าว

ส่วนพระภรตมุนี พระฤาษีนารอท หรือฤาษีองค์อื่นอย่างพระประโคนธรรพ และอีกองค์หนึ่งที่ไม่ค่อยจะมีใครนึกว่าเป็นฤาษีเหมือนกัน คือ ท่านชีวกโกมารภัจ เหล่านี้ท่านเป็นคุรุเทพอยู่แล้วในอินเดีย ฤาษีอินเดียเป็นผู้นำคติเกี่ยวกับท่านเข้ามา

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นพันๆ ปี พระนารทมุนี (Narada) หรือเทพฤาษีจอมเสี้ยมที่เราเห็นสะพายวีณาร้อง นาร้าย นารายณ์ ในหนังอินเดียนั่นน่ะแหละครับ ก็เลยแยกเป็นคุรุเทพฝ่ายนาฏดุริยางค์ไทยได้ ๒ องค์ คือ พระฤาษีนารอท และพระประโคนธรรพ ตามสายวิชาที่แยกกันไปในสำนักต่างๆ




หรืออาจจะแยกกันมาบ้างแล้วจากอินเดียก็ได้นะครับ คือ เป็นพระฤาษีองค์เดียวกันก็จริง แต่เรารับมาหลายคราว จากหลายสำนักในอินเดีย ซึ่งนับถือแตกต่างกัน ในที่สุดจึงแยกเป็น ๒ องค์ในวงการนาฏดุริยางค์ไทย

ส่วนท่านชีวกฯ ก็ไม่มีใครอยากเรียกว่าท่านเป็นฤาษีแล้ว เพราะพุทธกระแสหลักในเมืองไทย ค่อนข้างรังเกียจฤาษีครับ

ดังนั้น กับคำถามที่ว่า ในภพภูมิของท่านบรมครูฤาษีนั้นสถิตอยู่ที่ใด เเละท่านมีทิพยภาวะอย่างไร 

ก็ต้องตอบว่า แต่ละท่านนั้นมีทิพยภาวะที่แตกต่างกัน แล้วก็สถิตอยู่ในภพภูมิที่ไม่เหมือนกัน

อย่างพระฤาษีนารอท และพระประโคนธรรพ เป็นภาคหนึ่งของพระนารทมุนี ซึ่งถือว่าเป็นเทวฤาษี หรือ ฤาษีชั้นเทพแล้ว

ในขณะที่ครูฤาษีของไทยเราจริงๆ เช่น พระฤาษีกไลยโกฏิ พระฤาษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤาษีตาไฟ ปู่เจ้าสมิงพราย มีทั้งเป็นชั้นเทพ และผีชั้นสูง แล้วแต่ว่าจะเป็นพระฤาษีที่สำเร็จในระดับไหน และเก่าแก่เพียงใด

อีกอย่างหนึ่ง ที่หลายคนสงสัยกัน คือ ฤาษีไทยโบราณที่มีตัวตนจริงนั้น ท่านนุ่งห่มหนังเสือกันจริงๆ หรือ?

คำตอบก็คือ จริง

แต่ก็เฉพาะสายฤาษีที่มาจากเขมรโบราณ ที่สืบทอดมาจากฤาษีไศวะนิกายของอินเดียเท่านั้นครับ

ลองสังเกตดูเครื่องแต่งกายของพระศิวะ บรมเทพสูงสุดในไศวะนิกายสิครับ จะเห็นว่าท่านนุ่งห่มหนังเสือ แม้ว่าจะไม่นุ่งเต็มทั้งผืนแบบฤาษีในภาพวาดของเราก็ตาม




ที่นุ่งไม่เต็มผืน ก็เพราะหนังเสือที่จะเอามานุ่งห่มได้ ต้องเป็นหนังเสือลักษณะดีที่แก่ตายตามธรรมชาติ และเพิ่งตายใหม่ๆ

ไม่ใช่เสือทั่วไปที่ถูกฆ่าตาย หรือตายด้วยความทรมาน เพราะบาดเจ็บจากการล่าเหยื่อ หรือตายหลายวันแล้ว

จึงเป็นสิ่งที่นานๆ จะพบเจอกันสักครั้ง แม้กับพวกฤาษีที่อยู่ในป่าก็ตาม

เมื่อโชคดีไปเจอเข้า ก็ต้องทำพิธีขอพลีเอามาให้ถูกต้อง เอามาล้างทำความสะอาด แล้วแบ่งๆ กันไปในหมู่ฤาษีที่รู้จักกัน หรือเก็บไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาบ้าง 

โอกาสที่จะมีหนังเสือทั้งตัวให้นุ่งอย่างฤาษีในภาพวาดไทย จึงยากครับ

แล้วหนังเสือนี่ เขาไม่ได้เอามานุ่งห่มกันทุกวันนะครับ มักจะนำมาห่มทับเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ เฉพาะเมื่อจะเข้าเมือง หรือมีงานพิธีสำคัญๆ เท่านั้น ถือเป็นการแต่งกายเต็มยศ

ส่วนฤาษีสายอื่น เช่น พม่า หรือแม้แต่สายเขมรแต่ไม่ใช่สืบทอดมาจากไศวะนิกาย ก็นุ่งผ้าสีอื่นกันละครับ ตามแต่จะหาได้


ฤาษีไทยปัจจุบัน ห่มผ้าพิมพ์ลายหนังเสือ เหาะเหินเดินอากาศด้วยพารามอเตอร์

ส่วนฤาษีไทยยุคปัจจุบัน ที่ไปซื้อผ้าพิมพ์ลายหนังเสือมาห่ม ถือว่าตลกครับ 

ชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่รู้เรื่องอะไร เห็นแล้วก็อาจจะศรัทธา แต่ถ้าคนที่รู้ เห็นแล้วก็น้ำตาไหล คือหัวเราะจนน้ำตาไหลก็ได้ สังเวชใจจนน้ำตาไหลก็ได้

ปัจจุบัน การนับถือครูฤาษีมิได้มีอยู่ในทางไสยศาสตร์เท่านั้น แต่มีอยู่ในเทวศาสตร์ ตลอดจนองค์ความรู้โบราณแทบทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ เวชกรรมพื้นบ้านเช่นการปรุงสมุนไพร นวดแผนโบราณ จนกระทั่งถึงศิลปะการต่อสู้ ตลอดจนวิชาสำหรับใช้ในการสงคราม เว้นแต่วิชาช่างฝีมือต่างๆ เท่านั้น

นอกจากพระฤาษีเเล้ว คุรุเทพฝ่ายเทวศาสตร์ไทยเเละไสยศาสตร์ไทย ยังรวมถึงองค์เทพต่างๆ โดยเฉพาะที่ได้ยินกันบ่อยครั้ง คือ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ ด้วยครับ

ความจริงแล้ว พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ เป็นคุรุเทพทางเทวศาสตร์และไสยศาสตร์เขมรมาก่อน 

เคยได้รับการนับถือ และเป็นหลักในการประกอบพิธีกรรมของราชสำนักเขมรช่วงสมัยบายน เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ และคงจะมาเฟื่องฟูมากขึ้นในช่วงใกล้ๆ กัน หรือภายหลังจากการถือกำเนิดของสุโขทัยและอโยธยา


พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ในศิลปะขอม

อันนี้เป็นการสันนิษฐาน โดยประมวลจากการตีความหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ นะครับ

หลังจากนั้น พอถึงสมัยอยุธยาตอนต้น เจ้าสามพระยาทำลายเมืองพระนคร อาณาจักรขอมถึงแก่กาลพินาศ ราชวงศ์เขมรต้องย้ายเมืองหนีไปที่อื่น

บรรดาพราหมณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญคาถาอาคมต่างๆ ที่เคยอยู่ในราชสำนัก หรือในเมืองพระนคร ก็แยกย้ายปะปนไปกับชาวบ้านธรรมดา เป็นเหตุให้คติเกี่ยวกับเทพเจ้าทั้ง ๔ องค์นี้ แพร่หลายในไสยศาสตร์เขมรระดับชาวบ้านด้วย

เพราะปรากฏว่า ผมเคยเห็นตำราไสยศาสตร์เขมรหลายเล่ม รวมทั้งเคยศึกษากับครูบาอาจารย์ที่ท่านร่ำเรียนไสยศาสตร์เขมรมา ก็พบว่ามีการบูชาเทพทั้ง ๔ องค์นี้ และเทพองค์อื่นๆ เหมือนไสยศาสตร์เราพอสมควร

แต่ไม่เคยเห็นบูชารวมกันเป็นชุดเหมือนในทางไสยศาสตร์ไทยเรา 

ซึ่งจะมีหรือไม่ ไม่ทราบ

ที่เห็นคือแยกบูชาเป็นองค์ๆ ไป ตามพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยพระอินทร์ พระยม พระกาฬ จะได้รับการบูชาในพิธีกรรมต่างๆ มากกว่าพระพรหม

ทีนี้ ไสยศาสตร์เขมรนั้นเขามีลัทธิพิธีที่เป็นระบบ เป็นหลักเป็นฐานมากกว่าไสยศาสตร์พื้นเมืองของไทยเราในยุคแรกๆ 

เมื่อเราทยอยรับไสยศาสตร์ของเขาเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย และอโยธยาแล้ว เราก็เอาระบบและวิธีการของเขา มาเป็นรากฐานของไสยศาสตร์ไทย เทพเจ้าองค์ไหนที่เขาบูชาอยู่ เราก็รับเข้ามาด้วย

ดังนั้น แม้ว่าไทยเราจะนับถือคณะเทพชุดเดียวกับในอินเดีย เราก็นับถือไม่เหมือนกับในอินเดียครับ

แล้วไสยศาสตร์ไทยเรา นิยมจัดชุดเทพสำหรับการบูชาในพิธีกรรมแต่ละอย่าง ซึ่งทำให้เกิดสายวิชาต่างๆ แตกแขนงกันออกไป 

การจัดชุดเทพสำหรับพิธีกรรมนี้ เราจะเห็นตัวอย่างตั้งแต่ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย และโองการแช่งน้ำสมัยอยุธยาตอนต้นแล้ว


พระกาฬไชยศรี ทรงนกแสกเป็นพาหนะ
ภาพจาก http://www.narailuck.com

ซึ่งก็ปรากฏว่า พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ ก็มักจะได้รับความนิยมบูชากันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในไสยศาสตร์ไทยสายวิชาไหน เวลามีการตั้งพิธีใหญ่ๆ สำคัญๆ ก็จะมีการกล่าวอัญเชิญเทพทั้ง ๔ องค์นี้เสมอ จนแทบจะเรียกได้ว่า ขาดไม่ได้เลยละครับ

ขณะที่เทพองค์อื่นๆ นั้น อาจจะละเว้นไปได้บ้าง หรือบางพิธีก็ไม่กล่าวถึงบ้าง 

แต่ทั้งสี่องค์นี้ เรียกว่าทุกพิธีที่มีมาตรฐาน จะต้องมีการอัญเชิญ ยิ่งเป็นพิธีใหญ่ ยิ่งต้องมีโองการอัญเชิญแต่ละองค์มาโดยเฉพาะ

จึงเป็นที่คุ้นเคยกันสำหรับคนไทยสมัยก่อน ที่ได้รู้เห็นพิธีกรรมต่างๆ อยู่เสมอ จนเกิดเป็นคำพูดคล้องจองกันว่า อินทร์ พรหม ยม กาฬ บ้าง อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ บ้าง แล้วแต่จะพูดกันไป

ไม่ได้หมายความว่า คุรุเทพฝ่ายเทวศาสตร์ไทยเเละไสยศาสตร์ไทยมีอยู่เพียง ๔ องค์นี้ ยังมีเทพองค์อื่นๆ อีกนะครับ ดังที่ผมเกริ่นไปแล้ว

อย่างพระนารายณ์ พระอิศวรก็ใช่ พระแม่ธรณี ก็ใช่

แต่ที่คนจำได้ขึ้นใจ มี ๔ องค์นี้มากที่สุด เพราะมีการเอ่ยพระนามคล้องจองกันเสมอในการอ่านโองการต่างๆ




เมื่อจำขึ้นใจแล้ว บางสายวิชา เช่น สายที่ผมเรียนมาจากทางอยุธยานั้น ก็เลยนับถือเทพ ๔ องค์นี้เป็นหลัก 

จนถึงกับว่า ถ้าพิธีใดไม่มีความสามารถจะตั้งเทวรูปองค์เทพและพระฤาษีต่างๆ ที่เป็นครูได้ครบทุกองค์แล้ว ขอให้มีเทวรูปของเทพทั้งสี่องค์นี้ พิธีนั้นก็ศักดิ์สิทธิ์

หรือที่ผมเคยเห็นสายวิชาอื่น เขาก็นับถือจนยกย่องให้เป็นจตุโลกบาลไปเลยก็มี บางสายวิชาก็นับถือว่า เป็นชุดเทพ ๔ องค์ ที่อัญเชิญในพิธีอาถรรพณ์ต่างๆ ได้ดีกว่าเทพองค์อื่น

ทีนี้ บางคนชอบของแรงๆ พอได้ยินชื่อ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ ในพิธีกรรมต่างๆ ก็หูผึ่ง มาถามผมว่า ถ้าบูชาทั้ง ๔ องค์นี้ด้วยกัน จะทำได้หรือไม่สำหรับบุคคลทั่วไป 

เเละวิธีการบูชานั้น เเตกต่างจากการบูชาเทพอื่นๆ หรือไม่

ผมก็จะตอบเสมอว่า วิธีการบูชาอินทร์ พรหม ยม กาฬ ครบชุดนั้น แตกต่างกับการบูชาเทพโดยทั่วไปแน่นอน และถ้าบูชาครบชุดสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป ก็แรงไปแน่นอนเช่นกันครับ

เพราะเป็นการบูชาที่เหมาะสำหรับผู้ที่ร่ำเรียนทางวิชาอาคม ไสยศาสตร์ชั้นสูง ตลอดจนเทวศาสตร์ต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบพิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีที่เสี่ยงอันตราย ต้องต่อสู้กำราบภูตผีปีศาจ คุณไสยมนต์ดำต่างๆ ซึ่งไม่ใช่กิจกรรมของผู้บูชาเทพตามปกติ

และที่สำคัญคือ ไม่เหมาะกับคนมักง่าย หรือคนที่ชอบของแรงๆ โดยไม่รู้จักศึกษาหาความรู้อย่างแท้จริง

เพราะการจะบูชาเทพชุดนี้ ผู้บูชาจะต้องเป็นศิษย์มีครู ได้ร่ำเรียนวิชาอาคมเพื่อจะนำไปใช้ทำพิธีอาถรรพณ์ต่างๆ อย่างที่ผมบอกแล้ว

และผู้บูชาคนเดียวกันนั้น ก็จะต้องมีดวงชะตาที่สมควรจะได้บูชาครบชุดด้วยนะครับ

ไม่ใช่แค่คิดว่า ตนมีญาณบารมีองค์เทพ หรือเปิดตำหนักอะไรขึ้นมาก็จะรับไปบูชา หรือแค่ว่าชอบของแรงๆ ดูแล้วแรงสะใจ ก็ไปยกมาบูชาเลย เสกไม่เสกว่ากันทีหลัง




คนพวกนี้ ได้รับความวิบัติหายนะกันมานักต่อนักแล้ว แม้จะบูชาเทวรูปที่ผ่านพิธีถูกต้อง ก็วิบัติ เพราะไม่ใช่ชุดของเทวรูปชนิดที่คนทั่วไปพึงบูชาไงครับ

แต่ถ้าบูชาเทวรูปตำหนักทรงเสก หรือไม่ได้เสกแล้วเอาไปกราบไหว้ จะยิ่งวิบัติเร็วขึ้น แรงขึ้นหลายเท่า

ความวิบัติที่ผมกล่าวถึงนี้ โบราณเรียกว่า ธรณีสาร ถ้าไม่แก้ไขโดยเร็ว จะไม่มีผลเฉพาะเพียงในชาตินี้เท่านั้น แม้เมื่อตายแล้วก็มีผลกับวิญญาณ ไปเกิดใหม่ก็ตามไปให้ผลกับชาติภพใหม่อีก

โชคดีนะครับ ที่ผ่านมานี้ยังไม่มีวัดไหน หรือสำนักไหนออกเทวรูปชุด อินทร์ พรหม ยม กาฬ มาให้สาธารณชนบูชาครบทั้ง ๔ องค์ 

ไม่อย่างนั้น เราคงได้เห็นคนบ้าเพราะธรณีสารเกลื่อนเมืองยิ่งกว่าทุกวันนี้


...........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

พระมณีเมขลา

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





ปัญหาอย่างหนึ่งในทางเทวศาสตร์ไทยของเรา ก็คือ เราเป็นอารยธรรมที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการเกษตร แต่เรากลับบูชาเทพอย่างผิดเพี้ยนในเรื่องของฝนและน้ำ

ซึ่งเป็นความผิดเพี้ยนของคนยุคหลัง ไม่น่าจะเกินยุครัตนโกสินทร์นี้เอง

เพราะในชั้นแรก เรารับคติการบูชาเทพแห่งฝนและน้ำโดยตรง มาจากอินเดีย คือ พระอินทร์ และพระวรุณหรือพระพิรุณ (Varuna) ตั้งแต่สมัยทวารวดี ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นอย่างน้อย ดังมีหลักฐานปรากฏตามโบราณสถานต่างๆ ในสมัยนั้น

เพียงแต่ว่า เรามิได้บูชาพระอินทร์เพื่อขอพรในด้านของความอุดมสมบูรณ์ เหมือนในศาสนาพราหมณ์ของอินเดีย เพราะตอนที่เรารับมานั้น การบูชาพระอินทร์ในแง่ดังกล่าวได้เสื่อมความนิยมไปแล้ว

พระอินทร์ในช่วงแรกสุดที่เรารับมา จึงมีความสำคัญเพียงเป็นเทพประจำทิศตะวันออก และเมื่อกลับมามีบทบาทสำคัญขึ้นอีกเมื่อเรารับศาสนาพุทธจากลังกา พระองค์ก็ไม่ใช่เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์อีกต่อไปแล้วละครับ

ส่วนพระวรุณ เรารับมาโดยเน้นการเป็นเทพประจำทิศเช่นกัน คือทิศตะวันตก ดังนั้นไม่ว่าในคติทวารวดี หรือคติขอม ที่คนไทยโบราณรับอิทธิพลมา ต่างก็รู้จักพระวรุณในฐานะเทพประจำทิศ มากกว่าจะเป็นเทพที่เกี่ยวกับท้องไร่ท้องนา

แต่ก็มีความเป็นไปได้นะครับ ว่า ในช่วงเดียวกับที่เรารับพระอินทร์ และพระวรุณมาจากอินเดีย (หรือหลังจากนั้นไม่มากนัก) เราก็น่าจะได้รับคติการบูชา พระมณีเมขลา หรือ พระมณีเมกไล จากอินเดียใต้เข้ามาด้วย

พระแม่เจ้าองค์นี้เป็นเทวีแห่งฝนและน้ำโดยแท้จริง ดังที่นักเทววิทยาคนสำคัญของไทยคือ อ.ประยูร อุลุชาฏะ หรือ พลูหลวง กล่าวว่า พระนางทรงเป็นบริวารของพระวรุณ

พระมณีเมขลา ใกล้ชิดกับคนไทยมากกว่าพระวรุณ เพราะเป็นเทพนารีในศาสนาพุทธ และมีบทบาทสำคัญยิ่ง คือเป็นเทวดาที่ทำให้การบำเพ็ญวิริยบารมีของ พระมหาชนก สัมฤทธิ์ผลเป็นที่ประจักษ์

ถ้าลองสังเกตกันดูนะครับ บรรดาวัดที่มีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องทศชาติ ภาพเล่าเรื่องตอนมหาชนกชาดก แทบจะทุกวัด ต้องเขียนเป็นภาพตอนเรือสำเภาล่มกลางพายุ มีรูปพระมณีเมขลาอุ้มพระมหาชนกขึ้นจากท้องทะเล




ภาพเช่นนี้ เป็นที่คุ้นเคยของคนไทยสมัยก่อน ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับวัด ตั้งแต่เกิดจนตายครับ

คนรุ่นปู่ย่าตายายของเรา จึงรู้จักพระมณีเมขลากันเป็นอย่างดี ทั้งในมหาชนกชาดก และทั้งเป็นเทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์ จนแม้ต่อมาจะเหลือแต่นิทานเรื่องเมขลา-รามสูร แต่ก็ฝังตัวอยู่ในจิตวิญญาณของเกษตรกรไทยมาตลอด

แต่--ดูเหมือนจะในช่วงเวลาเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เองละครับ ที่นิทานเมขลา-รามสูร ถูกปัญญาชนผู้รู้หนังสือกำหนดให้เป็นเพียง นิทานอย่างแท้จริง

แล้วคนไทยทุกระดับเมื่อจะบูชาเทพ-เทวีแห่งน้ำ ก็หันไปบูชาพระแม่คงคาของอินเดีย

ทั้งที่พระแม่คงคา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับชาวไร่ชาวนาผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตรของไทย และไม่เกี่ยวอะไรกับพิธีกรรมที่ต้องใช้น้ำใดๆ ในไสยศาสตร์ เทวศาสตร์ และพระราชพิธีต่างๆ ของไทย

เพราะจนกระทั่งสมัยอยุธยา ไทยเราไม่เคยมีข้อกำหนดที่ไหนนะครับ ว่า น้ำที่จะนำมาประกอบพิธีเหล่านั้น ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำคงคา

ในขณะที่ความเป็นจริง คือ พระแม่คงคา เป็นเทพประจำแม่น้ำในอินเดีย พระนางจะประทานพรแก่เฉพาะผู้บูชาพระนาง ณ ริมฝั่งแม่น้ำดังกล่าว หรือโดยมีน้ำจากแม่น้ำดังกล่าวเป็นสื่อเท่านั้น

เมื่อเปรียบเทียบกัน พระวรุณกับพระมณีเมขลา จึงมีความเป็นสากลมากกว่าครับ

เฉพาะกรณีพระวรุณ เทวศาสตร์ไทยยังคงรักษาคติการบูชาพระวรุณ ในประติมานวิทยาของพระพิรุณทรงนาคจนถึงปัจจุบันนี้

ส่วนคติการบูชาพระมณีเมขลาในหมู่ชาวบ้าน แม้ว่าแทบจะสาบสูญไป แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่ในชนบท

ดังที่ตัวผมเองเคยพบเห็น เมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่า ตามชนบทไกลๆ เวลาฝนแล้ง ยังมีการเอารูปภาพเมขลาล่อแก้วมาตั้งบูชาเพื่อขอฝน




และยังมีตำราการบูชาพระมณีเมขลา สำหรับใช้ในพระราชพิธีต่างๆ ของราชสำนักด้วยครับ

ซึ่งในทางเทวศาสตร์ การบูชาเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์นั้น ถ้าบูชาเทวสตรีจะได้ผลดีและกว้างขวางกว่าเทวบุรุษ

เพราะอย่างน้อย พระวรุณทรงเป็นธรรมราช เป็นเทพแห่งสัจจะ และเป็นเทพที่ดุ จนทำให้เกิดพิธีแช่งน้ำ หรือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เทพเช่นนี้จะไม่ประทานพรในด้านของเสน่ห์ และเมตตามหานิยมอย่างพระมณีเมขลาหรอกครับ

แต่จากที่ผมเคยเห็นทั้งหมด ชาวบ้านที่ยังคงบูชาพระมณีเมขลา เขาเขียนเป็นภาพในท่าเหาะ ตามแบบจิตรกรรมไทย เอามาตั้งโต๊ะบูชาในท้องนา หรือที่โล่งแจ้ง ตอนที่ผมเขียนหนังสือ รัตนเทวีปกรณ์ ผมจึงแนะนำให้เอาประติมากรรมพระมณีเมขลาในท่าเหาะ (ซึ่งที่จริงทำเป็นชุดคู่กับรามสูร) มาดัดแปลงเป็นเทวรูป

ซึ่งผมเองลองทำแล้วก็ทำได้ เทวาภิเษกได้ ใช้บูชาแทนองค์พระมณีเมขลาได้ระดับหนึ่งครับ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการตีพิมพ์หนังสือ รัตนเทวีปกรณ์ ไม่นาน ผมได้รับนิมิตจากพระมณีเมขลาองค์จริง ท่านเสด็จมาประทับนั่ง ลักษณะเดียวกับในภาพประกอบบทความนี้ เครื่องทรงก็เป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งเป็นแบบคล้ายๆ ชวา




ท่านตรัสว่า ให้ทำเทวรูปท่านเป็นแบบนี้ จะได้ผลในการบูชาที่มากกว่าการไปดัดแปลงจากประติมากรรมที่ผมเคยบอกไว้ครับ

แต่กว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสม สำหรับการสร้างเทวรูปของท่านขึ้นมาจริงๆ จังๆ ผมก็ต้องรอไปจนกระทั่งในช่วงครึ่งหลังของปีพ.ศ.๒๕๕๖ จึงจะดำเนินการได้สำเร็จ สมกับที่ตั้งใจไว้

นับเป็นครั้งแรกในเมืองไทย และ ในโลก ที่บังเกิดเทวรูปพระมณีเมขลาสำหรับบูชาอย่างแท้จริง ตามนิมิตที่พระองค์ท่านประทานมาให้ผมแต่เพียงผู้เดียว

ซึ่งในฐานะที่เป็นเจ้าพิธี ผมก็ดำเนินการเทวาภิเษกไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทั้งตามหลักเทวศาสตร์ และตามแบบแผนที่สืบทอดมาแต่โบราณทุกประการ

และนับเป็นความก้าวหน้าในทางเทวศาสตร์ไทย ที่เหนือกว่าเทวศาสตร์อินเดียใต้และลังกา ซึ่งยังคงบูชาพระองค์ท่านอยู่ในปัจจุบันนี้ ด้วยเทวรูปที่ไม่มีประติมานวิทยาอันแตกต่างจากพระแม่องค์อื่นๆ และหาบูชาได้ยากเต็มที

การบูชาพระมณีเมขลา โดยผ่านพระเทวรูปที่ถูกต้องนั้น จะทำให้ได้รับพรวิเศษในด้านใดบ้าง ผมจะขออธิบายโดยบทสัมภาษณ์ ระหว่างผม กับคณะศิษย์ของอาศรมอารยสรัสวดี ในพ.ศ.๒๕๕๗ ดังต่อไปนี้ครับ

คำถาม : พระมณีเมขลา ที่อาศรมอารยสรัสวดีสร้างขึ้นนั้น แตกต่างกับเครื่องรางของขลังด้านเมตตาในท้องตลาดอย่างไร?

ตอบ : ถ้าพูดถึงเครื่องรางด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยมในท้องตลาด ล้วนแต่มีวิธีการสร้างและการให้ผลในระดับที่หลากหลายมาก เพราะฉะนั้นผมจะอธิบายเฉพาะระดับที่ใกล้เคียงกัน

นั่นคือ สายวิชาทางเสน่ห์ เมตตามหานิยม และโภคทรัพย์ที่ผมได้สืบทอดมานั้น ประกอบด้วย นางเงือก กินรี และอัปสร จะมีความใกล้เคียงกับเครื่องรางอื่นๆ มากที่สุดก็แต่เฉพาะพวกนางกวัก นางรับ และพระแม่โพสพ ซึ่งบรรดาเครื่องรางเหล่านั้นก็มีทั้งที่สำเร็จด้วยมนต์ สำเร็จด้วยยันต์ และสำเร็จด้วยการประจุวิญญาณชั้นสูง

นางเงือก กินรี และอัปสร ในสายที่ผมได้ต่อวิชามา สำเร็จด้วยมนต์และการประจุวิญญาณชั้นสูง ผลที่ได้คือเสน่ห์ เมตตาและโภคทรัพย์ ที่ไม่เร็วทันใจ เห็นผลทันตาแบบพวกพราย แม้แต่วิชาเทพอัปสรซึ่งเน้นด้านกามารมณ์สูงสุด ก็ไม่ทำให้เกิดความเพลิดเพลินในตัณหาราคะ เท่ากับพวกพราย

ทั้งนี้ก็เพราะมีการสกรีนมากกว่า ลึกซึ้งกว่า ไม่ใช่เจอะใครก็ได้กันมั่วไปหมด เรียกได้ว่าเน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ

และสายวิชาสูงสุดของผมในด้านนี้ คือพระมณีเมขลา เรียกว่าแม้ในพิธีเสกนางเงือก กินรี อัปสร ก็ยังต้องมีพระมณีเมขลาเป็นองค์ครูเลยครับ

นั่นก็เพราะพลังเสน่ห์ของพระมณีเมขลานั้น สูงกว่าเทพมัจฉา หรือนางเงือก ในด้านความดึงดูดเย้ายวนใจ สูงกว่าเทพกินรี ในด้านของความเป็นที่รักที่พอใจของบุคคลอื่น และสูงกว่าเทพอัปสร ในด้านของการปลุกกิเลส เย้ายวนให้เกิดความลุ่มหลงและกำหนัด




พลังด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม และโภคทรัพย์ของพระมณีเมขลา เหนือกว่านางเทวดาทั้ง ๓ ที่กล่าวมา จึงเป็นเทพนารีที่มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยมสูงสุดดังกล่าวแล้ว ในเทวศาสตร์ไทยสายที่ผมได้รับสืบทอดมา

พระมณีเมขลา จะประทานเสน่ห์ เมตตามหานิยม และโชคลาภให้แก่ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป โดยดึงเอาสิ่งที่ดีที่มีอยู่ในตัวคนเหล่านั้นเอง มาเสริมสร้างเป็นพลังเสน่ห์ และเมตตามหานิยมที่จะช่วยดึงดูดโชคลาภและโภคทรัพย์

แต่คนที่อยากมีเสน่ห์ อยากมีเมตตามหานิยม เป็นที่รักของใครต่อใคร ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของความก้าวหน้าในอาชีพการงานและเงินทองด้วยนั้น ก็ต้องไม่ใช่แค่บูชาท่านด้วยความอยากมีเสน่ห์ แต่ต้องพยายามค้นหาจุดเด่นของตนเอง และลบจุดด้อย

ซึ่งก็จะต้องรู้จัก scan ตัวเองอย่างถี่ถ้วน มิใช่ไม่ทำอะไรเลย แล้วก็บูชาไปด้วยความมั่นใจอย่างผิดๆ ว่าที่ฉันทำของฉันอยู่นี้ดีอยู่แล้ว

คนที่เทวดาจะช่วยให้มีเสน่ห์ เป็นที่รักของใครต่อใครได้นั้น จะต้องยึดศีล ๕ และพรหมวิหาร ๔ ในการดำเนินชีวิต

รวมทั้งใส่ใจในการดูแลตัวเองให้สุขภาพดีจากภายใน ซึ่งพึงมีพึงเกิดได้ จากการใส่ใจในการกินอยู่ให้ถูกต้อง และเป็นคนมองโลกในแง่ดี ละวางความทุกข์และความเครียด ฯลฯ

ถ้าภายในดี ก็จะเกิดปราณที่ดีในการเสริมเสน่ห์และเมตตามหานิยมขึ้นมาในร่างกาย ซึ่งพระมณีเมขลาก็จะหนุนตรงนี้ให้เด่นชัดขึ้น แผ่ขยายออกรอบตัวเป็นที่ประจักษ์

พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่ทำตัวไม่มีเสน่ห์ ท่านก็สร้างเสน่ห์ให้ไม่ได้ แต่คนที่พร้อมที่จะทำตัวเองให้มีเสน่ห์ ท่านช่วยได้ และคนที่มีเสน่ห์อยู่แล้ว ท่านก็จะยิ่งช่วยให้มีมากขึ้นไปอีก

คำถาม : พระมณีเมขลาเด่นด้านเสน่ห์และเมตตามหานิยม ถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้ปฏิบัติธรรม สามารถบูชาพระมณีเมขลาได้หรือไม่?

ตอบ : คุณสมบัติ และอานุภาพต่างๆ ของเทวรูปจะตอบสนองผู้บูชา ตามสภาวะจิตของผู้บูชา ถ้าผู้บูชาฝักใฝ่ในทางโลก ต้องการประโยชน์ในด้านเสน่ห์และเมตตามหานิยม ก็จะได้รับพลังด้านนั้น

แต่ถ้าเป็นคนที่ฝักใฝ่ทางธรรม ไม่ต้องการผลสำเร็จในด้านเสน่ห์ และเมตตามหานิยม พระมณีเมขลาก็จะคุ้มครองให้พ้นจากอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะจะช่วยเสริมในด้านวิริยบารมี ซึ่งดีมากๆ กับคนที่สติปัญญาไม่สูงมาก แต่มุ่งค้นหาธรรมด้วยความพากเพียร ก็จะประสบผลสำเร็จเร็วขึ้น หรือช่วยให้มีโอกาสได้พบครูที่ดีก็เป็นได้

อีกนัยหนึ่ง พระมณีเมขลาจะช่วยให้เห็นผลที่ชัดเจนในการปฏิบัติธรรม ไม่ว่าจะโดยผู้ปฏิบัติธรรมเองหรือผู้อื่น ผู้ปฏิบัติธรรมจะได้รับโอกาสในการแสดงธรรม หรือพิสูจน์ตนในทางธรรมต่อมหาชนทั้งหลาย

ดังเช่นที่พระมณีเมขลาทรงหลอกล่อ ให้พระมหาชนกได้ยืนยันถึงความเพียรของพระองค์ จนสำเร็จวิริยบารมีนั่นเอง

คำถาม : ในเมื่อพระมณีเมขลาเด่นด้านเสน่ห์และเมตตามหานิยม แล้วจะสามารถคุ้มครองผู้บูชาจากคุณไสยมนต์ดำได้มากน้อยเพียงใด?

ตอบ : เทวรูป หรือรูปเคารพของเทพทุกองค์ที่ได้รับการเทวาภิเษก หรือผ่านพิธีที่ถูกต้อง ไม่ว่าสำนักใด ย่อมจะมีพลังในการป้องกัน หรือบรรเทาคุณไสยมนต์ดำอยู่แล้ว

สำหรับพระมณีเมขลา จะเด่นเป็นพิเศษในการป้องกันและขจัดภัยจากคุณไสยในด้านของ เสน่ห์ยาแฝด หรือคุณไสยที่กระทำเพื่อผลทางด้านความลุ่มหลง และกามารมณ์เป็นหลัก รวมทั้งคุณไสยทุกชนิดที่อาศัยลมและน้ำเป็นตัวซัดเข้าสู่ร่างกาย เพราะท่านเป็นเทพผู้ควบคุมพายุฝนและน้ำ ส่วนคุณไสยชนิดอื่นก็ป้องกันได้เป็นอย่างดี

โดยปกติเทพเจ้าไม่ว่าจะเก่งทางใด ก็สามารถขจัดคุณไสยมนต์ดำได้ทุกองค์ แต่ความเร็วช้า และความหมดจดในการขจัดนั้น ต่างกันไปตามคุณสมบัติของแต่ละองค์

คำถาม : แล้วคนที่ไม่สนใจเรื่องเสน่ห์ เมตตามหานิยม และไม่ได้ปฏิบัติธรรม จะได้อะไรจากการบูชาพระมณีเมขลา?

ตอบ : พระมณีเมขลานั้นคล้ายกับพระคเณศอย่างหนึ่ง คือเป็นเทพที่เด่นในการคุ้มครองผู้ที่มีมานะบากบั่นในการทำงานต่างๆ ให้พ้นจากอุปสรรคต่างๆ ไปสู่ความสำเร็จ

ดังนั้นผู้บูชาที่กำลังลำบาก ทำงานโดยมองไม่เห็นอนาคต หรือใครที่กำลังสงสัยว่าการแสวงหาความสำเร็จของตนนั้น อยู่ในหนทางที่ถูกที่ควรหรือยัง การบูชาพระมณีเมขลาก็จะนำแสงสว่างมาให้




แต่เขาก็จะต้องมั่นใจด้วยว่าท่านสามารถประทานพรเช่นนั้นได้ ไม่ใช่เป็นคนลังเลสงสัยไปเสียทุกอย่าง หรือคนจับจดที่ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้วก็รอฟลุ๊ค แบบนั้นบูชาท่านไปก็เปล่าประโยชน์ ท่านเป็นเทพที่เหมาะกับคนขยัน คนอดทน คนที่มีความมุ่งมั่น และคนที่ทำอะไรทำจริง แบบนี้ท่านจะพอใจที่จะช่วย

นอกจากนั้น การที่ท่านเป็นเทพที่เกี่ยวข้องกับน้ำและฝน ท่านจึงสามารถปกป้องเราจากอุบัติเหตุ รวมทั้งภัยทั้งทางน้ำทางอากาศได้

ครับ, ก็จบบทสัมภาษณ์ที่ผมยกมาเพียงเท่านี้

สำหรับใครที่คิดจะลอกเลียนแบบ ขอเตือนไว้ว่า เทวรูปพระมณีเมขลารุ่นนี้ เป็นลิขสิทธิ์ของผม และอาศรมอารยสรัสวดี (ที่บัดนี้ได้ปิดตัวไปแล้ว) เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลหรือองค์กรอื่นใดจะลอกเลียนหรือนำไปใช้ได้

และเทวรูปรุ่นนี้สร้างจำนวนน้อย เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวทางอาศรมไม่คิดว่าจะมีผู้บูชามากนัก จึงคิดแค่จะออกให้บูชากันเป็นการภายในมากกว่า ปัจจุบันจึงคงเหลืออยู่ไม่กี่องค์ ที่ผู้สนใจสามารถเช่าบูชาได้ผ่านทางตัวแทนของผม คือ ศรีคุรุเทพมนตรา แห่งนี้ครับ

ถึงเวลาที่ท่านมาโปรด คนที่มีวาสนาจริงเท่านั้นที่จะได้บูชา ตอนนี้ เหลือไม่กี่องค์เท่านั้นนะครับ ใครช้า ใครที่ยังไม่เกิดแรงบันดาลใจ ก็อดกันไป


...............................


หมายเหตุ ๑ : พระมณีเมขลา ขนาดบูชา เพนท์สี ที่เห็นในบทความนี้ จัดสร้างเพียง ๒ องค์ และมีผู้บูชาแล้ว ขณะนี้ยังมีให้บูชาเฉพาะองค์สีทอง ดู http://sacredstatue.blogspot.com/2016/03/blog-post_15.html

หากประสงค์จะบูชาองค์เพนท์สีแบบเดียวกันนี้ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม (ซึ่งจะกำหนดค่าบูชาที่แน่นอนภายในวันที่ ๒๗ มี.ค.๒๕๖๑ นี้)



หมายเหตุ ๒ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ
URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด