แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตรีมูรติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตรีมูรติ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563

ตรีเอกานุภาพนานาชาติ


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์


*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*
         



คำว่า  ตรีเอกานุภาพ  หมายถึงการจัดชุดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มี ๓ องค์ หรือ ๓ สิ่ง สำหรับการบูชารวมกัน 

ซึ่งจะทำให้ได้รับผลจากคุณสมบัติเด่นๆ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามนั้น ยิ่งกว่าที่พึงได้รับจากองค์ใดองค์หนึ่งครับ

โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบเข้าเป็นตรีเอกานุภาพ ต้องมีทิพยฐานะใกล้เคียงกัน อาจจะมีองค์ใดองค์หนึ่งที่สูงสุด แต่อีก ๒ องค์ที่อยู่ในชั้นรองลงมาก็ต้องไม่เป็นรองมากนัก และศักดิ์ของอีก ๒ องค์ที่อยู่ในชั้นรองลงมานั้น ก็ต้องเสมอกัน  

การจัดกลุ่มเทพแบบ Triad หรือ ตรีเอกานุภาพ เป็นแบบแผนอันได้รับความนิยมทั่วโลก มีอยู่ในแทบทุกลัทธิศาสนา 




เช่นในอียิปต์  ซึ่งในหลายสมัยจัดกลุ่มเทพสูงสุดสำหรับบูชาคือ จอมเทพโอสิริส (Osiris)  พระเทวีไอซิส (Isis) และ มหาเทพโฮรุส (Horus)  บางสมัยและบางเมืองก็จัดต่างไปจากนี้




หรือตรีเอกานุภาพอีกแบบหนึ่ง ที่ผมนำเสนอในหนังสือ สุริยเทวีปกรณ์ คือ พระเทวีไอซิส มหาเทวีฮาเธอร์ (Hathor) และ เทวีบาสเต็ต (Bastet) ก็เป็น Triad ของเทพนารีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันเช่นกันครับ

ในลัทธิศาสนาฝ่ายเมโสโปเตเมีย นับตั้งแต่ยุคบาบิโลนเก่า (๒,๐๑๗-๑,๕๙๔ ปีก่อนคริสตกาล) ก็มีตรีเอกานุภาพของ สุริยเทพชามาช (Shamash) จันทรเทพซิน (Sin) และ พระเทวีอิชตาร์ (Ishtar) ซึ่งทรงเกี่ยวข้องกับดาวศุกร์

ดังนั้น Triad ของบาบิโลนแบบดั้งเดิมก็คือ การบูชาพระอาทิตย์ พระจันทร์ และพระศุกร์




ปัจจุบัน แม้จะมีการฟื้นฟูเทวศาสตร์บาบิโลเนียขึ้นมาใหม่ แต่สายการบูชาจันทรเทพซินได้เสื่อมสูญไปแล้ว ตรีเอกานุภาพของบาบิโลนในยุคนี้จึงเปลี่ยนเป็นการบูชา จอมเทพมาร์ดุค (Marduk) ซึ่งเป็นเทพสูงสุดของอาณาจักรบาบิโลนใหม่ (Neo Babylonia ๖๑๒-๕๓๙ ปีก่อนคริสตกาล) พระเทวีอิชตาร์ และ สุริยเทพชามาช

ในส่วนของกรีก-โรมัน แม้จะมี Triad ที่รู้จักกันทั่วไปอย่าง จอมเทพซีอุส (Ζεύς หรือ Jupiter ของโรมัน) สมุทรเทพโพไซดอน (Ποσειδώνας หรือ Neptune ของโรมัน) และ ยมเทพเฮดีส (Ήάδης หรือ Pluto ของโรมัน)

แต่ในความเป็นจริง ไม่มีการบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสามองค์นี้ร่วมกันในเทวศาสตร์กรีก-โรมันเลยครับ




ตรีเอกานุภาพกรีก-โรมันเท่าที่มีหลักฐานอยู่ คือ จอมเทพซีอุส พระเทวีเฮรา (Ήρα หรือ Juno ของโรมัน) และ มหาเทวีอธีนา (Αθήνα หรือ Minerva ของโรมัน)

ซึ่งถ้าไม่เก็บเอาเทพนิยายมาคิด การบูชาจอมเทพซีอุสกับพระเทวีเฮรานั้นจะอำนวยผลที่ดีมาก ในด้านวาสนาบารมีของชาย-หญิง และยังคงมีศาสตร์ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในขณะที่มหาเทวีอธีนา ซึ่งทรงเป็นเทวีแห่งปรีชาญาณนั้น ทรงได้รับความนิยมจากโลกตะวันตกอยู่แล้ว

ส่วนในวัฒนธรรมของชาวยุโรปเหนือ หรือ นอร์ส (Norse) ตรีเอกานุภาพในชั้นแรกสุดคือ จอมเทพโอดิน (Óðinn) มหาเทพธอร์ (Þór) และ มหาเทพเฟรย์ (Frey) นั่นคือการนับถือพระเป็นเจ้าสูงสุด เทพแห่งท้องฟ้า และเทพแห่งปศุสัตว์-กสิกรรมเป็นคณะเดียวกัน 

ต่อมา คติการบูชามหาเทพเฟรย์ลดความสำคัญลง เพราะชาวนอร์สต้องออกเดินทางไปแสวงหาที่ทำกินใหม่ๆ หรือแสวงหาความร่ำรวย จนเป็นที่รู้จักกันในนามของพวก ไวกิ้ง (Vikings) ซึ่งคนเหล่านี้จะนับถือจอมเทพโอดินกับมหาเทพธอร์เป็นหลัก




ส่วนผู้หญิงที่ยังคงอยู่ในภูมิลำเนาเดิม นิยมบูชา มหาเทวีเฟรยา (Freyja) เพราะต้องการการปกป้องคุ้มครอง และมีความสนใจในเรื่องเวทมนต์มากขึ้น พระนางจึงถูกรวมเข้าในตรีเอกานุภาพแทนที่มหาเทพเฟรย์มาจนทุกวันนี้

กล่าวสำหรับลัทธิศาสนาเม็กซิกัน โดยเฉพาะอัซเต็ค (Aztec) เดิมไม่มีการจัดชุดเทพสำหรับบูชาเป็นตรีเอกานุภาพ เพราะไม่มีการยกย่องมหาเทพองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นอย่างแท้จริง

มีแต่การบูชาคณะเทพ ๕ องค์ อันประกอบด้วย สุริยเทพฮวิตซิโลปอชทลิ (Huitzilopochtli) วรุณเทพทลาลอค (Tlaloc) จอมเทพเควตซัลโคอาทล์ (Quetzalcoatl) เทพแห่งรุ่งอรุณ ซิเป-โตเต็ค (Xipe-Tótec) และ เทพอสูรเตซคาทลิโปคา (Tezcatlipoca)

ล่วงมาถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งมีการฟื้นฟูการบูชาเทพอัซเต็คขึ้นใหม่ เทพซิเป-โตเต็คไม่เป็นที่นิยม และเทพอสูรเตซคาทลิโปคาก็เป็นด้านมืดของลัทธิศาสนาเม็กซิกัน ที่ทำให้ถูกโลกภายนอกมองในแง่ลบมาตลอด




จึงมีการแนะนำกันให้จัดชุดบูชาของ จอมเทพเควตซัลโคอาทล์ สุริยเทพฮวิตซิโลปอชทลิ และ วรุณเทพทลาลอค เป็น Triad โดยปรับเปลี่ยนการบูชาองค์สุริยเทพ และวรุณเทพ ด้วยอาหารและผลไม้ ไม่เกี่ยวข้องกับการบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์หรือสัตว์อีกต่อไป

ในกรณีของเทพอินเดีย เนปาล-ทิเบต จีน ญี่ปุ่น และไทย ผมจะแนะนำตรีเอกานุภาพ ที่กลั่นกรองด้วยประสบการณ์การทำงานด้านนี้กว่า ๒๐ ปีมาแล้ว ว่าได้ผลจริงในการบูชา และไม่ยากเกินไปในการจัดหาเทวรูป ดังต่อไปนี้นะครับ




อินเดีย ดีที่สุด และได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนานที่สุดคือ พระคเณศ (गणेश) พระลักษมี (लक्ष्मी) พระสรัสวดี (सरस्वती) เป็นการบูชาคุณสมบัติที่เด่นๆ ของเทพเจ้าทั้งสามองค์นี้ ในด้านของความสำเร็จ  การปลอดพ้นจากอุปสรรค  การมีโชคดี  ลาภยศสรรเสริญ  สติปัญญา ความรู้ และความสามารถในทางศิลปวิทยาทั้งปวง




ส่วน พระวิษณุ (विष्णु) พระศิวะ (शिव) และ พระพรหม (ब्रह्मा) หรือที่เรียกกันว่า พระตรีมูรติ (त्रिमूर्ति) นั้น ทรงคุณวิเศษในทางวาสนาบารมี การปกป้องคุ้มครอง พลังจิต อำนาจลี้ลับ การบำเพ็ญเพียรและศาสนา นับเป็นตรีเอกานุภาพที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนานเช่นกัน เพียงแต่ยุคนี้ไม่ค่อยมีการ promote เพราะบูชาแบบฮินดูสมัยใหม่ ไม่ใช่ศาสตร์เดิมของแต่ละองค์จึงไม่มีผลอะไร




การบูชาตรีเอกานุภาพ เพื่อให้ได้รับพรวิเศษเฉพาะด้านพลังจิต เวทมนต์ และฤทธิ์ ที่ผมได้โพสต์ใน blog นี้ไปแล้ว คือ พระศิวะ พระสรัสวดี พระตรีปุระสุนทรี (त्रिपुरा सुंदरी) ก็มีเงื่อนไขจำเพาะเจาะจงอยู่ว่า เทวรูปพระสรัสวดีที่จะบูชาเพื่อการนี้ ควรเป็นแบบที่ไม่ถือวีณา

และผู้บูชาต้องยึดมั่นในศีลธรรม คุณธรรม พรหมวิหาร ๔ และมีความละอายต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) อย่างเคร่งครัด ต้องประสบผลสำเร็จในการบูชาเทพมาก่อนหน้านั้นแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓ ปี และต้องไม่เป็นคนรักเพศเดียวกัน




การบูชา พระตรีปุระสุนทรี พระลักษมี และ พระสรัสวดี ก็เป็น Triad ที่เหมาะกับผู้บูชาที่เป็นผู้หญิง เพราะในระดับทั่วไปนั้น พระตรีปุระสุนทรีอำนวยพรด้านวาสนาบารมีได้เหมือนกับ พระอุมา (उमा) ขณะเดียวกันกับที่ทรงฤทธิ์ในการปกป้องคุ้มครองได้เหมือน พระทุรคา (दुर्गा)

ส่วนใครที่ศรัทธาวัชรยานแบบเนปาล-ทิเบต ก็สามารถจัดชุดบูชา พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร (अवलोकितेश्वर) พระโพธิสัตว์ตารา (तारा) และ พระโพธิสัตว์ชัมภล (जम्बाला)




พระโพธิสัตว์ตารา ทรงเป็นพระโพธิสัตว์หญิงที่ชาวทิเบต และชาวตะวันตกนิยมนับถือกันมากที่สุด มี ๒ ปางที่สำคัญ คือ วรรณะขาว หรือ พระสิตตาราโพธิสัตว์ ซึ่งประทานพรครอบคลุมทุกด้าน คล้ายพระลักษมี กับ วรรณะเขียว หรือ พระศยามตาราโพธิสัตว์ ซึ่งเด่นในการประทานโชคลาภ และความมั่งมีศรีสุข




ซึ่งถ้าบูชาพระศยามตาราโพธิสัตว์ ร่วมกับพระโพธิสัตว์ชัมภล โดยมีพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเป็นองค์ประธาน ก็จะเกิดผลในทางโชคลาภเป็นอันมาก แต่ถ้าต้องการผลที่ครอบคลุมก็ต้องเป็นพระสิตตาราโพธิสัตว์ดังกล่าว 

ตรีเอกานุภาพจีน มีตำราแนะนำกันอยู่หลายชุดครับ แต่ผมไม่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องมากพอ จึงยกตัวอย่างได้เท่าที่ประจักษ์ถึงประสิทธิผลมาแล้ว




คือ พระเทวีซีหวังหมู่ (西王母) พระม่หนี่วา (女娲) และ พระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ (天后圣母)

พระเทวีซีหวังหมู่ทรงเป็นราชินีสวรรค์ มีเทวฐานะสูงสุดในบรรดาเทพนารีทั้งปวงของศาสนาเต๋า ประทานพรเป็นพิเศษแก่ผู้ยูชาที่เป็นสตรี ขณะที่พระแม่หนี่วาทรงดูแลทั้งในด้านครอบครัวและสลายภัยพิบัติ ส่วนพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ ก็ทรงคุ้มครองทั้งในการเดินทาง และโรคภัยไข้เจ็บ

ผมไม่เรียกพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ว่า “เจ้าแม่ทับทิม” เพราะเป็นคำที่เหมาะใช้กับ พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง (水尾圣娘) ที่คนไทยเรารู้จักกันในพระนามว่า จุ้ยบ้วย-ตุ้ยบ๊วย แบบในศาลที่เชิงสะพานซังฮี้มากกว่า

ซึ่งเจ้าแม่องค์นี้ ตวรบูชาโดยเอกเทศ ไม่ควรจัดบูชาแบบ Triad กับเทพ-เทวีองค์ใดทั้งสิ้นครับ

ส่วนพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ คนจีนทั่วไปเรียกกันว่า หม่าโจ้ว (妈祖) สามารถบูชาร่วมกับพระเทวีซีหวังหมู่ และพระม่หนี่วาได้ เพราะทรงเป็นเจ้าแม่สวรรค์เหมือนกัน

อีก Triad  หนึ่ง จะมีความเกี่ยวข้องกับ คณะเทพ ๘ เซียน (八仙) แต่ใครไม่ศรัทธาพอที่จะบูชาครบทั้ง ๘ องค์ ก็บูชาตามนี้เลยครับ

เทพบดีไท่ซ่างเหล่าจวิน (太上老君) ซึ่งท่านเป็นเทพปรมาจารย์สูงสุดองค์หนึ่งของศาสนาเต๋า และเป็นอาจารย์ของคณะเทพ ๘ เซียนด้วย




บูชาท่านกับ เทพลวื่ต้งปิน (呂洞賓) ซึ่งเป็นเทพปราบมาร ที่คนจีนในเมืองไทยนิยมเรียกกันว่า หลื่อโจ้ว และ เทวีเหอเซียนกู (何仙姑) เจ้าแม่แห่งสติปัญญาและสุขภาพ ซึ่งทั้งสององค์ทรงเป็น วิสุทธิเทพ ลำดับที่ ๑ และ ๒ ของ ๘ เซียน และมีอิทธิฤทธิ์มากที่สุดด้วย

ส่วนญี่ปุ่นนั้นต่างจากจีน เพราะขณะที่จีนมีตรีเอกานุภาพมากมาย แต่ญี่ปุ่นไม่มีความสนใจในเรื่องนี้ เขานิยมบูชาแต่เทพแห่งโชคลาภ ๗ องค์ หรือ ชีชิฟูกูจิน (七福神) ซึ่งเกิดจากการเลียนแบบคณะเทพ ๘ เซียนของจีนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการบูชาชีชิฟูกูจิน ที่ผ่านมานั้น จริงๆ แล้วเกิดจากเทวานุภาพของเทพหลักๆ เพียง ๔ องค์ เท่านั้นแหละครับ

คือ ไดโกกุ (大黒) เทพแห่งโชคลาภและทรัพย์สมบัติ เอบิสุ (恵比寿) เทพแห่งความยุติธรรม บิชามง (毘沙門 หรือ ท้าวเวสสุวัณญึ่ปุ่น) เทพแห่งเกียรติยศ และ ไดเบนไซเท็น (大弁財天 หรือ พระสรัสวดีญึ่ปุ่น) เทวีแห่งความงามและดนตรี

ดังนั้น ถ้าจะแยก ๔ องค์นี้มาบูชา ก็จะได้ผลที่ไม่แตกต่างไปจากชีชิ ฟูกูจินทั้งคณะครับ




และถ้าจะจัดชุดเทพ ไดโกกุ บิชามง และ ไดเบนไซเท็น สำหรับบูชาเป็น Triad ก็จะได้ผลที่ครอบคลุมทั้งความมั่งมีศรีสุข การคุ้มครองป้องกัน และเมตตามหานิยม

ส่วนเทพเอบิสุนั้น ไม่เหมาะบูชารวมกับเทพองค์อื่นในลักษณะของ Triad ครับ บูชาเดี่ยวๆ ได้ผลดีกว่า

คณะเทพของไทย เดิมก็ไม่มีการจัดชุดเทพสำหรับบูชาเป็นตรีเอกานุภาพเช่นกัน แต่ก็มีผู้ที่ได้ผลดีเป็นอันมาก จากการประดิษฐาน พระพรหม (ไทย) พระอินทร์ และ จตุคามรามเทพ




โดยมีหลักอยู่ว่า องค์จตุคามรามเทพนั้นต้องเป็นแบบที่ ไม่มีนาคปรก และฐานต้องไม่สูงเกินกว่าฐานพระอินทร์ครับ

อีกคณะหนึ่ง ที่ผมแนะนำไว้ใน blog นี้แล้วเช่นกัน คือ มหาเทพทรงพาหนะ ซึ่งหากได้บูชาแล้ว จะช่วยนำแสงสว่างสู่ดวงชะตาที่มืดมน  และขจัดขับไล่คนชั่ว คนวิปริต ที่เบียดเบียนพวกเราด้วยไสยศาสตร์มนต์ดำ




แต่เทวรูปในกลุ่มนี้ที่จัดหามาบูชาให้เข้าชุดกันได้ง่ายที่สุด คือ พระพรหมทรงหงส์ พระนารายณ์ทรงครุฑ และ พระพิรุณทรงนาค

โดยปกติ ครุฑกับนาคนั้นเป็นศัตรูกัน โดยครุฑจะทำลายนาคเสมอ กรณีนี้แม้แต่ครุฑของพระนารายณ์ กับนาคของพระพิรุณก็ไม่มีข้อยกเว้น

แต่ในการที่จะบูชาด้วยกัน ก็มีหลักอยู่ว่า ถ้าตั้งพระพรหมทรงหงส์เป็นประธาน และพระนารายณ์ทรงครุฑแบบธรรมดา ไม่ใช่ ครุฑยุดนาค ครุฑของพระนารายณ์ก็จะไม่ทำร้ายนาคของพระพิรุณครับ

ส่วนตรีเอกานุภาพที่ส่งผลในด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งประสบความสำเร็จมามากแล้ว คือ พระศรีวสุนธรา (หรือพระแม่ธรณี) พระแม่โพสพ และ พระแม่นางกวัก




ได้รับความนิยมมาตลอดครับ เพราะใกล้ชิดกับวิถีวัฒนธรรมไทยเราโดยทั่วไป การบูชาก็ง่ายมาก ขอให้เป็นธุรกิจห้างร้าน หรือสินค้าและบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสารเคมี เครื่องจักรกล และสิ่งสกปรกแล้ว บูชาได้ผลดีทั้งนั้น

ที่กล่าวมาโดยลำดับนี้ จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นลัทธิศาสนาใดๆ ก็มีให้เลือกบูชาในรูปแบบของตรีเอกานุภาพได้ตามความศรัทธา

ซึ่งไม่ว่าจะบูชาชุดไหน ลัทธิไหน ก็จะส่งผลในการบูชาโดยพื้นฐาน คือ ความเจริญรุ่งเรือง  ความอุดมสมบูรณ์ การปกป้องคุ้มครอง การขจัดอาถรรพณ์ ภูตผีและมนต์ดำ ตลอดจนสุขภาพพลานามัยที่ดี เหมือนกันทุก Triad

และเป็นเทวศาสตร์ ที่เหมาะกับวิถีชีวิตของพวกเราส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้มากครับ

เพราะเป็นวิธีการบูชา ซึ่งจะทำให้ได้รับผลที่ครอบคลุม ในเรื่องที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บูชาได้มากที่สุด ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป

ทั้งยังง่ายต่อการจัดแท่นบูชา และการตั้งสมาธิจิตในการบูชาอีกด้วย





แต่ต้องทำความเข้าใจนะครับ ว่าบูชาเทพ ๓ องค์ โดยมีเทวรูปเพียงพระนามละ ๑ องค์ หรืออย่างมากก็พระนามละ ๒ องค์ ในขนาดที่ไม่เท่ากัน และองค์เล็กจะต้องตั้งข้างหน้าองค์ใหญ่ได้ โดยไม่บังพระพักตร์ขององค์ใหญ่

เช่น บูชาพระคเณศ พระลักษมี พระสรัสวดี โดยแต่ละองค์เทพ มีเทวรูปขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว ตั้งเรียงกัน แล้วก็มีขนาด ๑ หรือ ๒ นิ้ว ตั้งหน้าองต์ ๕ นิ้วเหล่านั้นให้เหมือนๆ กัน ก็จะเป็นตรีเอกานุภาพที่ยังพอใช้ได้อยู่

แต่อย่ามากกว่านี้นะครับ

เช่นบูชาเทพ ๓ องค์ แต่มีเทวรูปพระนามละเกินกว่า ๓ ก็ถือว่ามากเกินไป ไม่เป็นตรีเอกานุภาพที่สมควร

โดยเฉพาะ องค์เทพอียิปต์ บาบิโลน กรีก-โรมัน นอร์ส และอัซเต็ค นิยมจัดแท่นบูชาเทวรูปเพียงพระนามละ ๑ องค์เท่านั้น




แล้วอย่าลืมว่า ถ้าเป็นเทวรูปเพนท์สี ก็ควรเป็นแบบเพนท์สีเหมือนกันทั้งแท่น ถ้าเป็นแบบสีเดียว หรือปิดทอง ก็ควรเป็นแบบสีเดียว หรือปิดทองเหมือนกันทั้งแท่น

แต่อย่างหลังนี้ ถ้าองค์ประธานปิดทองทั้งองค์ อีก ๒ องค์จะเป็นแบบสีเดียวแล้วปิดทองบางส่วน เช่น ปิดทองเฉพาะเครื่องทรงก็ได้

ถ้าจะบูชาแบบตรีเอกานุภาพ จึงต้องวางแผนในการบูชาให้ดีครับ อย่าใจร้อนในการเช่าเทวรูปเข้าบ้าน อย่าทำตัวเป็นนักสะสม

เพราะตรีเอกานุภาพที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลัทธิศาสนาใด คือบูชาเทพ ๓ องค์ ด้วย ๓ เทวรูปเท่านั้น

จึงแล้วแต่ความศรัทธาของแต่ละคนนะครับ ว่าจะชอบตรีเอกานุภาพของอียิปต์ บาบิโลน กรีก-โรมัน นอร์ส อัซเต็ค อินเดีย เนปาล-ทิเบต จีน ญี่ปุ่น หรือไทย

และอย่าลืมว่า ไท่ว่าจะเป็นเทวรูปของลัทธิศาสนาใด ก็จะต้องผ่าน การเทวาภิเษก (Consecration) หรือมนต์พิธีที่ถูกต้อง ตามลัทธิศาสนา หรือคติแห่งการบูชาเทพนั้นๆ ด้วยนะครับ

จะใช้ศาสตร์อื่น หรือนำเทวรูปอียิปต์ บาบิโลน กรีก-โรมัน นอร์ส อัซเต็ค อินเดีย ทิเบต จีน ญี่ปุ่น ที่ซื้อจากร้านค้า ไปให้พระเกจิอาจารย์ไทยอธิษฐานจิต ไม่ได้หรอกครับ




เพราะเป็นคนละศาสตร์กัน ใช้แทนกันไม่ได้

ส่วนการบูชาเทวรูปที่ไม่ผ่านพิธีกรรมใดๆ มาตั้งบูชา ก็เป็นการบูชาที่ไร้ผลเช่นกัน

เนื่องจากเทวรูปเหล่านั้น จะยังคงเป็นเพียงประติมากรรม หรือ ศิลปวัตถุ เหมือนกับตุ๊กตาที่ผลิตออกมาจากโรงงานเท่านั้น ไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่จะเป็นสื่อระหว่างองค์เทพกับเราได้

ซึ่งถ้าเป็นบาบิโลน กรีก-โรมัน กับอัซเต็ค ก็คงจะหาเทวรูปที่ผ่านมนต์พิธีที่ถูกต้องได้ยากเอาการ คงต้องใช้ความพยายามในการแสวงหากันหน่อย

แต่ถ้ารักจริง ก็ไม่เกินความสามารถหรอกครับ

...................................

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561

ตรีเอกานุภาพ


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*




การจัดกลุ่มเทพแบบ ตรีเอกานุภาพ (Triad) มีอยู่ในระบบทางเทววิทยาของหลายชนชาติครับ 

ตั้งแต่อียิปต์  ซึ่งมีกลุ่มเทพสูงสุดสำหรับบูชา ที่รู้จักกันทั่วโลก คือ จอมเทพโอสิริส (Osiris)  พระเทวีไอซิส (Isis)  และ มหาเทพโฮรุส (Horus)         

ทางฝ่ายสแกนดิเนเวีย หรือยุโรปเหนือ ก็นิยมจัดกลุ่ม จอมเทพโอดิน (Odin) มหาเทวีเฟรยา (Freya)  และ มหาเทพธอร์ (Thor) เป็นตรีเอกานุภาพเช่นกัน     

ส่วนตรีเอกานุภาพของทางฮินดูนั้น ที่นับว่าเก่าแก่ที่สุดคือ พระตรีมูรติ (Trimurti) หรือพระเป็นเจ้าทั้งสาม  คือพระวิษณุ  พระศิวะ  และพระพรหม  




คติพระตรีมูรติในอินเดียนั้น นิยมกันเมื่อหลังพุทธกาลเป็นต้นมาครับ ในอินเดีย ยกให้พระวิษณุเป็นใหญ่ที่สุด แต่ในอาณาจักรขอม ยกให้พระศิวะเป็นใหญ่ที่สุด 

อย่างไรก็ตาม พระตรีมูรติในอินเดียนั้น มีน้อยมากครับที่จะเป็นเทวรูป ส่วนมากจะเป็นภาพวาด และปัจจุบันก็เริ่มเสื่อมความนิยมแล้ว คงมีให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ในช่วงที่พระตรีมูรติ ยังได้รัความนิยมในอินเดียสมัยโบราณ ได้มีการจัดกลุ่มมหาเทวี คือ พระตรีศักติ (Trishakti) ได้แก่พระอุมา พระลักษมี และพระสรัสวดี 

ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกับพระตรีมูรติครับ คือมักจะเป็นภาพวาดมากกว่าเทวรูป หรือประติมากรรม และในส่วนที่เป็นพระอุมานั้น ก็แทนด้วยพระทุรคา




และในช่วงที่ผมเขียนบทความนี้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงพระทุรคา เป็น พระตรีปุระสุนทรี หรือเทพนารีพื้นเมืองอินดัยใต้องค์อื่นๆ เช่น พระมีนากษี (Meenakshi)

นอกจากนี้ ก็มีการเสนอตรีเอกานุภาพใหม่ๆจากหลายสำนัก เช่น พระคเณศ-พระสวามีอัยยัปปา-พระสกันท์

พระสวามีอัยยัปปา (Ayyappa) เป็นเทพพื้นเมืองอินเดียใต้ นับถือกันมานานหลายร้อยปีแล้วครับ แต่ไม่กว้างขวางขึ้นไปถึงอินเดียภาคอื่น




แล้วโดยชื่อชั้น ก็ยังเป็นรองพระคเณศ กับพระสกันท์ จนไม่น่าจะเอามาเป็นองค์ประธานแบบนี้ได้ จึงยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก

ส่วนตรีเอกานุภาพที่ผมตั้งใจกล่าวถึงในบทความนี้ คือ การนับถือพระคเณศ พระลักษมี และพระสรัสวดีด้วยกัน นับว่าเป็นตรีเอกานุภาพที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องยาวนานที่สุด ในศาสนาฮินดูครับ

คนอินเดียทั่วไปไม่ว่าจะเป็นไวษณพ หรือไศวะ ก็ยังคงบูชาตรีเอกานุภาพชุดนี้อย่างเหนียวแน่นในปัจจุบัน แม้จะมีการนำเสนอตรีเอกานุภาพใหม่ๆ เป็นอันมาก ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ดังกล่าวแล้วก็ตาม




จริงๆ แล้ว คติการนับถือองค์พระคเณศ พระลักษมี และพระสรัสวดีรวมกัน ก็ไม่จัดว่าเก่าแก่นะครับ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอินเดียเมื่อไม่กี่ทศวรรษมานี้เอง แต่ก็มีรากฐานที่ได้ปรากฏตั้งแต่ยุคโบราณมาแล้วเหมือนกัน

ดังความเชื่อเก่าสุด อันพอจะนับว่าเป็นต้นเค้าดั้งเดิมของคตินี้คือ ลัทธิสัปตมาตฤกา (Saptamatrkas)  

สัปตมาตฤกา เป็นลัทธิเก่าแก่มากในอินเดีย โดยนับถือพระแม่ ๗ องค์ ที่เป็นกำลังของเพศหญิงหรือ ศักติ อันเป็นส่วนหนึ่งของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง ๗ 

พระแม่ ๗ องค์นี้ได้แก่ 

๑) พระพรหมมี (Brahmi) : พระสรัสวดี)

๒) พระมเหศวรี หรือ โยเคศวรี (Maheshvari,Yogeshvari : พระอุมา)

๓) พระไวษณวี (Vaishnavi : พระลักษมี)

๔) พระเกาเมารี (Kaumauri : ชายาพระสกันท์)

๕) พระวราหิ (Varahi : พระลักษมีในวราหาวตาร)  

๖) พระอินทราณี (Indrani : ชายาพระอินทร์)

๗) พระจามุณฑา (Chamunda : ชายาพระยม) 

โดยทุกพระองค์จะปรากฏพร้อมกับพาหนะ และเทพศาสตราวุธครบ ต่อเนื่องเป็นแถวเดียวกัน




คนอินเดียโบราณนับถือพระแม่ทั้ง ๗ นี้ ก็เพื่อขอเทวอำนาจมาคุ้มครองเด็กเกิดใหม่ หรือเด็กๆ ในหมู่บ้าน และบางทียังนิยมบูชากันเพื่อเพิ่มประชากรในหมู่บ้านครับ

จากหลักฐานทางโบราณคดี เทวประติมากรรมในลัทธิสัปตมาตฤกานอกจากจะทำรูปพระแม่ทั้ง ๗ องค์แล้ว ยังทำรูปพระคเณศไว้ด้วย 

การบูชาพระคเณศควบคู่ไปกับพระแม่ ๗ องค์นี้ ก็เพื่อเป็นการขจัดอุปสรรคต่างๆ และทำให้คำสวดขอพรของผู้บูชาพระแม่ประสบความสำเร็จนั่นเอง 

ปัจจุบัน คติความเชื่อในเรื่องนี้ก็ยังคงมีอยู่ในอินเดียใต้ครับ ดังที่เราจะเห็นได้จากที่ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือวัดแขกสีลม ซึ่งเป็นเทวสถานนิกายศักติฝ่ายทมิฬ         

นอกจากนี้ ชาวฮินดูส่วนใหญ่ก็มักจะจับคู่ระหว่างพระคเณศ กับพระลักษมี เพื่อการสักการะที่หวังผลสองอย่าง เนื่องด้วยพระคเณศเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ และการขจัดอุปสรรค ในขณะที่พระลักษมีเป็นเทพแห่งโชคลาภ 

เพราะฉะนั้น การบูชาพระคเณศกับพระลักษมีจึงแพร่หลายมาก เป็นความสำเร็จของการนำเทพเจ้าซึ่งได้รับการนับถืออย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดนิกายและสาขาอาชีพทั้งสององค์มารวมกัน 

โดยจะเห็นว่า ในทางประติมานวิทยานั้น กำหนดให้พระคเณศมีปางหนึ่งเรียกว่า ลักษมีคณปติ (Lakhshmi Ganapati)

ในปางนี้พระลักษมีจะประทับบนพระเพลาของพระคเณศ และพระกรหนึ่งของพระคเณศ ก็จะยกมาโอบเอวพระแม่ลักษมีไว้ เป็นที่บูชาสำหรับผู้ที่หวังความสำเร็จ การปราศจากซึ่งอุปสรรค  และการมีโชคลาภทรัพย์สินบริบูรณ์ 
                   



เป็นที่น่าสนใจว่า พระลักษมีปรากฏพระองค์ในปางนี้ เหมือนกับเป็นศักติของพระคเณศ เพราะตามคติฮินดูแล้ว เทพเจ้าที่มีเทวสตรีประทับนั่งบนพระเพลา และโอบเทวสตรีนั้นไว้พระกรหนึ่ง ก็มักเป็นเทพสวามีและชายาต่อกันครับ 

แต่ในกรณีพระลักษมีคณปตินี้เป็นที่ยกเว้น เนื่องเพราะมีแต่ฮินดูบางสำนักเท่านั้นทีถือว่า พระลักษมีเป็นศักติของพระคเณศ ฮินดูทั่วไปไม่ถือเช่นนั้น  

เหตุที่ปรากฏพระองค์ในลักษณะดังกล่าว ก็เพราะได้รับแบบอย่างมาจากเทวรูปพระคเณศแบบโบราณปางหนึ่ง ที่มีอิทธิพลตันตระ คือพระคเณศปาง อุจฉิษฎคณปติ 

เทวรูปพระคเณศปางนี้จะมีศักติ คือ พระวิฆเนศวรี (Vighaneshvari : ไม่ใช่พระนางพุทธิและพระนางสิทธิ) ประทับบนพระเพลาเช่นเดียวกันนี้ละครับ  

ต่อมา เมื่อมีความนิยมนับถือพระคเณศกับพระลักษมีคู่กัน ช่างฮินดูก็เปลี่ยนพระวิฆเนศวรีออก แล้วใส่รูปพระลักษมีเข้าไปแทน

เพียงแต่เพราะว่าไม่ใช่พระสวามีและชายากัน พระลักษมีจึงประทับบนพระเพลาของพระคเณศโดยยังคงมีการแสดงถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน แต่ไม่มีการแสดงออกทางกามวิสัยเท่านั้น

พิธีกรรมบูชาพระคเณศและพระลักษมีรวมกันโดยเฉพาะก็มีนะครับ และเป็นแบบแผนหนึ่งของการบูชาที่ทำให้เกิดรูปภาพที่ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดแบบหนึ่งของทางฮินดู โดยเฉพาะผู้ทำการค้าขายด้วยแล้ว มักจะมีรูปภาพ หรือเทวรูปลักษณะนี้อยู่ในบ้าน หรือร้านค้า 

เทวรูปนี้เรียกว่า ลักษมีคเณศ (Lakshmi Ganesh)




โดยถ้าเป็นรูปเขียน หรือเทวรูปนูนสูง มักจะวาดให้พระลักษมีประทับยืน พระคเณศประทับนั่ง บางรูปประทับยืนหรือประทับนั่งทั้งสองพระองค์ แต่พระลักษมีจะไม่ประทับบนพระเพลาของพระคเณศ เช่นในรูปลักษมีคเณศ 

ส่วนถ้าเป็นเทวรูปลอยองค์แล้ว มักจะทำแยกเป็น ๒ องค์ มาประกอบบนแท่นฐานเดียวกัน           

ลักษมีคเณศ ถือกันว่ามีอานุภาพสูงสุดในการบันดาลโชคลาภ ความมั่งมีศรีสุข และความสำเร็จสมปรารถนาประการ ดังนั้นจึงเหมาะที่จะบูชาในการประกอบธุรกิจ และยังมีการมทำด้วยวัสดุราคาถูกสำหรับบูชาในเทศกาลทิวาลีโดยเฉพาะด้วย         

ในอินเดียตะวันตก  ยังมีพิธีกรรมการบูชาพระคเณศกับพระลักษมีอีกลักษณะหนึ่ง เรียกว่า วาหิปูชาณ (Vahi Pujan) โดยการนำหนังสือมาวางไว้หน้าเทวรูปพระคเณศและพระลักษมี จุดตะเกียงและบูชาด้วยการโปรยดอกไม้ 




ผู้ประกอบพิธีจะสวดขอพร ให้กิจการมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น ทำมาค้าขายร่ำรวย และมีการเจิมหน้าแรกของหนังสือทุกเล่ม รวมทั้งสมุดบัญชีต่างๆ ด้วยหญ้าฝรั่น  แล้วเขียนคำอธิษฐาน หรือข้อความที่เป็นมงคลไว้ที่ผนังบ้าน

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการจัดกลุ่มพระคเณศ พระลักษมี และพระสรัสวดีสำหรับบูชารวมกันเป็นตรีเอกานุภาพขึ้นมา จึงเท่ากับเป็นการบูชาคุณสมบัติที่เด่นๆ ของเทพเจ้าทั้งสามองค์นี้ เพื่อให้ได้ผลดีทั้งในด้านความสำเร็จ การปลอดพ้นจากอุปสรรค โชคดี ลาภยศสรรเสริญ ความรู้และสติปัญญา

คตินี้ ได้แพร่หลายอย่างรวดเร็ว ด้วยระบบการพิมพ์ที่ดีเยี่ยมในประเทศอินเดียเอง เพราะปรากฏว่าวัตถุที่ทำขึ้นเพื่อการบูชาตามคตินี้ ส่วนมากเป็นภาพจิตรกรรมมากกว่าประติมากรรมครับ

จนเป็นประเพณีว่า จิตรกรที่วาดรูปเทพเจ้าฮินดูแทบทุกคน จะต้องแสดงฝีมือวาดรูปเฉพาะสามองค์นี้รวมกันไว้ด้วย และกลายเป็นความนิยมที่เกิดกับชนทุกชั้นวรรณะ 

รูปภาพเหล่านี้ ได้แพร่หลายเข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบปีแล้ว โดยปัจจุบันยังคงหาได้ในย่านชุมชนชาวอินเดีย เป็นต้นว่าในตรอกแขก หรือซอยวัดซิกข์  ข้างห้างสรรพสินค้าอินเดีย เอ็มโพเรียม       

แต่เทวรูปที่ทำเฉพาะเทพสามองค์นี้ไว้ด้วยกัน โดยเป็นภาพแกะสลักนูนสูงบนแผ่นหิน, ไม้ หรือภาพนูนสูงทำด้วยปูนหรือเรซินหล่อจากแม่พิมพ์ และรูปลอยองค์ที่ตั้งบนฐานเดียวกัน ที่ผ่านมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ยังเป็นของที่หาไม่ง่ายนักหรอกครับ 




เพราะสำหรับช่างฝีมือในอินเดีย การทำรูปเทพทั้งสามประทับอยู่ร่วมกัน ตามแบบอย่างในจิตรกรรมนั้น จะทำให้สวยงาม ได้สัดส่วน และเก็บรายละเอียดได้ครบ เป็นเรื่องยากมาก 

แต่ก็ดูเหมือนไม่ใช่สิ่งจำเป็นหรอกครับ 

เพราะผู้ศรัทธาเฉพาะองค์เทพทั้งสามนี้  มักจัดหาเทวรูปของแต่ละองค์มาประดิษฐานด้วยกันในที่บูชา โดยไม่จำเพาะเจาะจงว่า เทวรูปแต่ละองค์นั้นจะต้องมาจากแหล่งเดียวกัน หรือเป็นฝีมือช่างคนเดียวกันอยู่แล้ว

และสำหรับผู้ประสงค์จะบูชาพระคเณศ พระลักษมี และพระสรัสวดีรวมกัน ควรจัดหาเทวรูปแต่ละพระองค์ที่มีเทวลักษณะงาม และอิงแบบโบราณ โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นฝีมือช่างคนเดียวกัน ดังกล่าวแล้วน่ะแหละครับ

เพราะช่างคนหนึ่ง อาจมีความชำนาญเฉพาะองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้

แต่ถ้าเลือกได้ ก็ควรจะทำด้วยวัสดุชนิดเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน 

และข้อสำคัญคือ เทวรูปเหล่านั้นควรจะผ่านการเทวาภิเษกเสียก่อน          




การจัดวางในที่สำหรับบูชา ควรประดิษฐานพระคเณศไว้ตรงกลาง จะดีที่สุดครับ จากนั้นจัดให้พระลักษมีอยู่ทางซ้ายมือของเรา และพระสรัสวดีอยู่ทางขวามือของเรา   

หรือถ้าจะถ้าจัดตามแบบภาพวาดทั่วไป คือพระลักษมีอยู่กลาง พระสรัสวดีอยู่ทางซ้าย และพระคเณศอยู่ทางขวานั้น เทวรูปพระลักษมีก็ควรจะมีขนาดใหญ่ที่สุด 

และที่จริง การจัดเช่นนั้นก็ไม่ถูกด้วยนะครับ เพราะพระคเณศควรอยู่ทางซ้ายมือของเรา และพระสรัสวดีควรอยู่ทางขวามือของเราเสมอ

ภาพนี้สิครับ จัดถูกต้อง ไม่เหมือนแบบทั่วไป ถ้าจะให้พระลักษมีเป็นประธานนะครับ        




ถ้าในบ้านของผู้บูชา มีพระพุทธรูปอยู่แล้ว ก็ควรแยกจากแท่นบูชาหรือโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป มาจัดเป็นแท่นบูชาต่างหาก และไม่ควรให้ปะปนกับเทพเจ้าของศาสนาอื่น เช่น พระโพธิสัตว์ เจ้าแม่กวนอิม พระฤาษีต่างๆ เป็นต้น 

นอกจากนี้ก็ไม่ควรอยู่กับเทพชั้นต่ำหรือปิศาจ เช่นพวกเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ กุมารทอง นางกวัก ควายธนู ฯลฯ      

โดยรายละเอียดในการบูชานั้น ผมได้เขียนไว้หมดทุกอย่างแล้วในหนังสือ คู่มือบูชาเทพ ใครยังไม่มีก็รีบเอาภาพปกกับชื่อหนังสือ ไปติดต่อสั่งซื้อที่เคาน์เตอร์ของร้นซีเอ็ดสาขาใกล้บ้านท่านนะครับ ก่อนจะหมด

ผมขอเน้นว่า การบูชาองค์พระคเณศ พระลักษมี และพระสรัสวดี หรือเทพองค์ใดก็ตาม ควรจะทำอย่างเคร่งครัด และทำด้วยความสุข 

มีคนเป็นจำนวนมากนะครับ ที่พอใจจะบูชา โดยมิได้คาดหวังสิ่งใดเป็นพิเศษ แต่พวกเขาก็ได้รับความสำเร็จราบรื่นในทุกสิ่งที่ต้องกระทำ ได้รับความผาสุกในชีวิต และได้รับปรีชาญาณที่ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้น

ในทางตรงกันข้าม  ผู้บูชาเทพทั้งสามองค์นี้ โดยคาดหวังหมกมุ่นแต่ในเรื่องกิเลสตัณหา เช่นอบายมุขต่างๆ, การบังคับใจผู้อื่นให้หลงรักตน, การอยากได้อยากมีในสิ่งที่ต้องได้มาด้วยการเอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนผู้อื่น, การหวังลาภลอยโดยไม่ลงมือทำอะไร

ตลอดจนแม้แต่การหวังพึ่งเทวานุภาพ ในการตอบโต้แก้แค้นศัตรูที่ตนไม่ชอบหน้า 

คนเหล่านี้ไม่เคยได้รับความสมหวังเลยครับ 

แม้บางคนอาจจะมีโชคดีในทางอบายมุข หรือได้รับความสำเร็จในเรื่องที่ยกตัวอย่างมาแล้วบ้าง แต่ก็ขอให้เข้าใจนะครับว่า นั่นเป็นผลจากบุญเก่าที่เขาได้สั่งสมมาก่อน หาได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเทวานุภาพไม่        



ขณะเดียวกัน ผู้ซึ่งได้รับสิ่งดีๆ ในการปฏิบัติบูชา ด้วยความเคร่งครัดและความสุขใจที่จะกระทำดังกล่าวแล้ว สิ่งดีๆ เหล่านั้นก็จะยังคงได้รับอย่างจำกัดครับ หากผู้นั้นยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรม หรือยังไม่พยายาม ที่จะลดละเลิกอุปนิสัยอันไม่ดีงามต่างๆ 

ถ้าผู้นั้นพยายามขจัดนิสัย และความเคยชินที่ไม่ดีออกไป ไม่ว่าจะโดยการบังคับใจตนเอง หรือขอความช่วยเหลือจากองค์เทพทั้งสาม เทวานุภาพของพระองค์ก็จะช่วยให้เขาขจัดสิ่งไม่ดีในจิตวิญญาณออกไปได้ง่ายขึ้น 

ในขณะเดียวกัน ด้วยเหตุที่เขามีความตั้งใจที่ดีเช่นนั้น สิ่งดีๆ ในชีวิตของเขาก็จะเพิ่มมากขึ้นไปอีกครับ    
ดังนั้น การยกระดับจิตวิญญาณของผู้บูชาองค์เทพ จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าการปฏิบัติบูชาที่ถูกต้องดังกล่าวแล้ว

ข้อเตือนใจในการบูชาพระคเณศ พระลักษมี  และพระสรัสวดี ตลอดจนเทพเจ้าไม่ว่าองค์ใดก็ตาม ยังมีอีก และสำคัญมากด้วยครับ 

กล่าวคือ พึงระวังความคิดที่ว่า การปฏิบัติบูชาพระองค์นั้นเป็นเงื่อนไข หรือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพื่อติดสินบนให้พระองค์ช่วยเหลือ บันดาลให้เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ 

เพราะนั่นจะหมายความว่า ในจิตสำนึกของเรามองเพียงว่า องค์เทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นแค่ผู้ช่วยเหลือ  หรือคอยรับใช้บริการในสิ่งที่เราคาดหวังเท่านั้นนะครับ         

ความคิดอย่างนี้ จิตสำนึกอย่างนี้ ถือเป็นข้อห้ามอย่างที่สุด และเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดกับผู้บูชาเทพเจ้า ไม่่ว่าผู้ใดทั้งสิ้น 

เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่การศรัทธาหรือนับถือพระองค์ แต่กลับเปรียบเสมือนการลบหลู่ดูหมิ่น หรือล่วงละเมิดต่อทิพยฐานะ และเทวานุภาพของพระองค์อย่างร้ายแรง เทียบเท่าพวกมิจฉาทิฏฐิ ที่ไม่เคารพหรือกระทำการจ้วงจาบต่อพระองค์ 




ผู้คิดอย่างนี้ จะไม่สามารถได้รับความสุขความเจริญในชีวิต ไม่ว่าจะมีการบูชาอย่างเคร่งครัดเพียงใด สรรหาของดีของแพงแค่ไหนถวาย ชีวิตก็ยังตกต่ำลง 

เพราะแทนที่จะศรัทธา กลับดูหมิ่นองค์เทพโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ดังกล่าวแล้ว       

พึงระลึกเสมอว่า องค์เทพชั้นสูง ย่อมประทานในสิ่งที่ดีและสูงส่ง และสิ่งนั้นย่อมเหมาะสมกับผู้บูชาที่มีจิตสำนึกสูงส่งเพียงพอเท่านั้นและครับ 

ดังนั้น เราจึงควรประมาณตนให้รอบคอบเสียก่อนว่า เราควรได้หรือไม่ควรได้อะไรจากการบูชส

และเราจะต้องเพิ่มเติม หรือละเลิกสิ่งใดบ้าง เพื่อให้เราเป็นผู้เหมาะสม ที่เทพเจ้าจะทรงยอมรับอย่างแท้จริง

……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด