วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

พระพุทธรูปกับการบูชาเทพ ตอนที่ ๑

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





คนไทยเราไหว้พระ ไหว้เทพกันมาตั้งแต่โบราณ แต่เพิ่งจะมารู้จักประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในบ้านก็เมื่อสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง

และการตั้งพระไว้ในบ้านเช่นที่กล่าวมานี้ ก็คงไม่เกิดขึ้นก่อนรัชกาลที่ ๕ หรอกครับ

ด้วยเหตุที่ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๓ นั้น แม้เราจะรู้จักตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูปขนาดเล็ก โดยเอาแนวคิดมาจากโต๊ะหมู่ของจีน

แต่โต๊ะหมู่อย่างนั้นก็เป็นของประจำวัด ไม่ใช่สำหรับใช้ในวังหรือในบ้านครับ

ส่วนพระราชวังและวังต่างๆ ที่สร้างในรัชกาลที่ ๔ เท่าที่คงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน ก็ไม่มีแห่งใดที่จะมีหลักฐานชัดเจนว่า ได้กั้นห้องไว้เป็นสัดส่วนสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปโดยเฉพาะเช่นกัน

ยิ่งในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาพระพุทธรูปล้ำค่าจากหัวเมืองต่างๆ นั้น นอกจากจะรวบรวมไว้ในส่วนที่เป็นศาสนสถาน คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้ว ก็มีหอพระสร้างขึ้นเป็นอาคารต่างหาก ตั้งอยู่ในพระราชฐานชั้นใน คือ หอพระสุลาลัยพิมาน


หอพระสุลาลัยพิมาน ภาพจาก http://www.lib.su.ac.th

มิได้นำไปรวมไว้ในพระที่นั่ง และพระตำหนักต่างๆ

นั่นก็เพราะคนไทยโบราณถือกันว่า พระพุทธรูปเป็นของสูง ต้องอยู่ในวัดเท่านั้น

และนอกจากพระมหากษัตริย์แล้ว คนธรรมดาก็ไม่มีสิทธิ์จะครอบครอง

แต่ถึงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็ยังต้องสร้างวัดหรือหอพระไว้ในพระราชวังต่างหาก ไม่อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานภายในพระตำหนักที่ประทับ ให้ปะปนกับกิจกรรมการดำเนินชีวิตแบบมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ซึ่งคนไทยสมัยก่อนมองว่า ไม่เหมาะสมครับ

แนวคิดเช่นนี้ ทำให้คนไทยโบราณ ไม่เคยบัญญัติวิธีที่จะประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในบ้านเรือน เหมือนกับที่เรานิยมกันอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่าจะรู้จักทำพระพุทธรูปขนาดเล็ก หน้าตักระหว่าง ๓-๙ นิ้ว ซึ่งเราเรียกกันเป็นสามัญว่า “พระบูชา” อย่างแพร่หลาย ก็ล้วนเป็นของสร้างถวายวัด หาได้สร้างไว้สำหรับประดิษฐานในบ้านคนทั่วไปไม่




การอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานในบ้านคน อย่างเป็นกิจจะลักษณะ เห็นจะมาเริ่มเอาจริงๆ จังๆ เมื่อรัชกาลที่ ๕ นี้เองครับ

ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นยุคสมัยที่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมยุโรปมาก และค่านิยมความเชื่อแบบไทยโบราณกำลังกลายเป็นของล้าสมัย รวมทั้งยังเกิดความตื่นตัวในการสะสมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ขึ้นในหมู่ชนชั้นสูงตามแบบชาวตะวันตก

กระแสนิยมการสะสมโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุนี้ เป็นปัจจัยเบื้องแรกที่ทำให้พระพุทธรูปและเทวรูปโบราณขนาดเล็ก ซึ่งถูกทิ้งไว้ตามวัดร้างต่างๆ โดยปราศจากการเหลียวแลมานาน ถูกพิจารณาว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในเชิงศิลปะ ซึ่งไม่ควรจะถูกทิ้งจมดิน หรือนำไปเก็บรักษาไว้ในวัดเล็กๆ ตามหัวเมือง ซึ่งคนที่ตระหนักในคุณค่าของพระพุทธรูปเหล่านั้นเดินทางไปกราบไหว้บูชาได้ยาก

ทั้งยังเสี่ยงต่อการที่จะถูกขโมยนำไปขายให้กับชาวต่างประเทศ ซึ่งก็เริ่มเข้ามารวบรวมโบราณวัตถุต่างๆ ในสมัยนั้นเช่นกันครับ

บรรดาชนชั้นสูง จึงเกิดความคิดที่จะอัญเชิญมาประดิษฐานในรั้วในวัง หรือในบ้านของผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ ซึ่งมีกำลังและบริวารพอที่จะทำนุบำรุงปรนนิบัติพระพุทธรูป และเทวรูปเหล่านั้นให้สมฐานะได้ แม้จะมิใช่ในวัดดังที่เคยเป็นมาแต่ก่อนก็ตาม

พระราชวัง วังเจ้านาย ตลอดจนเคหสถานของชนชั้นสูงนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา จึงมีการแบ่งห้องใดห้องหนึ่ง เป็นห้องพระไว้ต่างหาก และโดยมากก็จะเป็นห้องเหนือมุขหน้าของตัวตำหนัก และของบ้าน


ห้องพระ ภายในวังวรดิศ ภาพจาก http://travel.thaiza.com

หรือถ้าวังหรือบ้านใดมีหอคอย ก็มักทำห้องพระไว้บนหอคอยนั้น ด้วยเห็นว่าเป็นจุดที่สูงที่สุดของบ้าน

เมื่อเจ้านายและชนชั้นสูงริเริ่มเป็นตัวอย่างเช่นนี้ บรรดาพ่อค้าซึ่งติดต่อกับชนชั้นสูงจึงทำบ้าง

ส่วนชาวบ้าน หรือคนธรรมดาสามัญทั่วไป กว่าจะนิยมทำหิ้งพระ หรือแม้แต่จัดห้องพระไว้ในบ้านของตนเองจริงๆ ก็ล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๖-๗ แล้ว

และก็เป็นเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ เท่านั้นด้วยนะครับ

กว่าจะเป็นความนิยม ที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศอย่างในปัจจุบัน ก็ล่วงมาถึงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒

ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการประดิษฐานพระพุทธรูป และเทวรูปสำหรับบูชาส่วนบุคคลในสังคมไทย จึงเป็นเรื่องใหม่อย่างแท้จริงครับ

หากแม้จะมีเวลาสำหรับให้ทดลอง และปรับปรุงแก้ไขกันอยู่เพียงไม่กี่สิบปี นับจากเริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ แต่การที่คนไทยเรามีพื้นฐานในเรื่องเช่นนี้มาแต่โบราณอยู่แล้ว เราก็จึงมีแนวคิดอันหลากหลาย จากสำนักต่างๆ ในเรื่องการไหว้พระบูชาเทพ

แนวคิดไหนดี คือปฏิบัติแล้วได้ผล ก็เป็นที่ยอมรับกัน มีผู้บอกเล่าจดจารเป็นตำราถือปฏิบัติต่อๆ กันมา

ยิ่งตกมาถึงยุคปัจจุบัน ก็ยิ่งมีการเสนอแนวคิด และทฤษฎี ตลอดจนหลักการที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ 

ไม่ว่าจะได้มาจากประสบการณ์ และความชำนาญส่วนบุคคลก็ดี

อิงแบบโบราณเท่าที่ค้นได้ก็ดี

อ้างอิงไปถึงหลักการและวิธีปฏิบัติของชนชาติที่เราถือว่าเป็นต้นแบบ คืออินเดียและจีนก็ดี

จนแม้กระทั่งกำหนดขึ้นจากการคาดเดาเอาเอง หรืออุปโลกน์ทฤษฎีใหม่ โดยไม่มีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริงใดๆ ก็มีไม่น้อยครับ



ฉากห้องพระภายในตำหนักสมเด็จพระสุพรรณกัลยา
จากภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะคนโบราณ ไม่ตั้งพระไว้ในบ้าน

สิ่งที่กล่าวมานี้ มองในแง่หนึ่ง ผมก็ว่ามีข้อดีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น

คือเป็นทางเลือกที่แตกต่างกันไป สำหรับคนที่เห็นเหมาะสม จะได้นำไปทดลองปฏิบัติกัน ให้ต้องตามจริตของแต่ละคน

ถ้าทำแล้วไม่ดี ไม่ได้ผล หรือเกิดผลในทางตรงกันข้าม ก็ไปหาวิธีใหม่มาทำแทนได้

ปัญหาก็คือ กว่าจะรู้ว่าไม่ได้ผล หรือกลับกลายเป็นผลเสีย ก็ต้องใช้เวลานาน บางทีกว่าจะรู้ก็สายเกินแก้แล้วน่ะสิครับ 

แล้วเกณฑ์ที่จะใช้ตัดสินว่า ควรจะเลือกปฏิบัติตามแนวทางใดก็ไม่มี 

เพราะโดยมากไม่ศึกษากัน เป็นแต่อาศัยทำตามอย่างที่บอกเล่าต่อๆ กันมาบ้าง

ทำเพราะเห็นว่าเจ้าของหลักการนั้นๆ เป็นคนมีชื่อเสียง เป็นดารา หรือเป็นบุคคลที่มีสื่อมีกลไกทางธุรกิจ คอยประโคมเชิดชูว่าเป็นผู้รู้แท้รู้จริงบ้าง

ซึ่งอย่างหลังนี่ ไม่ค่อยมีหลักการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอกครับ ส่วนใหญ่เป็นลัทธิการเดา หรือมโนไปเองมากกว่า

ส่วนความรู้ในเรื่องการประดิษฐานพระพุทธรูป สำหรับผู้บูชาองค์เทพต่างๆ อันเป็นเนื้อหาหลัก ที่ผมจะเขียนในบทความถัดจากนี้ไป โดยข้อเท็จจริงก็ต้องนับว่าเป็นความรู้ใหม่เหมือนกันละครับ

เพราะโดยหลักการส่วนใหญ่แล้ว เป็นแนวคิดของท่านศรี วิชยภารตี (Shri Vijaya Bharati) ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ถ่ายทอดเทวศาสตร์อินเดียแก่ผมเท่านั้น




จึงเป็นเรื่องเกินสมควรไปนะครับ ที่ใครจะรีบร้อนด่วนสรุปว่า ควรยึดถือเป็นตำรับตำรา หรือเป็นมาตรฐานใดๆ ในขณะนี้

เพียงแต่การที่ผมเลือกแนวทางดังกล่าวมานำเสนอ ก็ด้วยเหตุผล ๓ ประการ

๑.เป็นมติที่เกิดจากประสบการณ์ และการค้นคว้านับสิบๆ ปีของท่านศรี วิชยภารตี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทวศาสตร์สายพระสรัสวดี ที่เก่าแก่ที่สุดสายหนึ่งในภารตประเทศ

และโดยส่วนตัวของท่าน เป็นผู้มีวิจารณญาณละเอียด พิถีพิถัน สิ่งใดที่ไม่แน่ใจหรือมีผลน้อย ท่านจะไม่นำมาวางเป็นหลักการ หรือแนวทางสำหรับสั่งสอนใครเป็นอันขาดครับ

๒.หลักการและเนื้อหาของแนวคิดนี้ เข้ากันได้กับคำสั่งสอนของคณาจารย์หลายท่าน ที่ได้สั่งสอนผมมาในอดีต

ถึงขนาดที่ว่า บางอย่างนั้นตรงกัน เป็นเรื่องเดียวกันเลยละครับ

ส่วนที่ต่างกัน ก็เห็นได้ชัดว่ามาจากหลักคิดและวิธีการอย่างเดียวกัน

แม้ว่า คณาจารย์เหล่านั้นจะเป็นพระสงฆ์ในชนบทห่างไกลของเมืองไทย หรือหมอไสยศาสตร์พื้นบ้าน ซึ่งไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับท่านศรี วิชยภารตีเลยนะครับ

ในขณะที่ท่านศรี วิชยภารตีเองนั้น แม้จะมีความเชี่ยวชาญทางเทววิทยาอินเดีย จากการที่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรงจากประเทศนั้น แต่ท่านก็แทบไม่เคยรู้จักวิชาไสยศาสตร์ใดๆ ในเมืองไทย พอที่จะอาศัยสังเคราะห์แนวคิดและวิธีการต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับแนวทางของท่านได้เช่นกัน

เมื่อมาจากต่างแหล่ง ต่างองค์ความรู้กัน แล้วมีความสอดคล้องเข้ากันได้ดังที่กล่าวมานี้ ก็แสดงว่า เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วระดับหนึ่งครับ ว่า ใช้ได้จริง

๓.ไม่ว่าสิ่งใดที่ผมได้รับการถ่ายทอดจากท่านศรี วิชยภารตี ที่ผ่านมา ผมได้นำไปทดลองปฏิบัติด้วยตนเองก็ดี แนะนำให้ผู้อื่นปฏิบัติก็ดี ล้วนแต่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เป็นไปตามอุปเท่ห์แห่งวิชานั้นๆ ที่ท่านศรี วิชยภารตีได้กล่าวไว้ทั้งสิ้นครับ

บทความส่วนใหญ่ที่ผมโพสต์ก่อนหน้านี้ ในบล็อกนี้ หรือข้อเขียนในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ตลอดจนความรู้ที่ผมเผยแพร่ ทำมาหากินในวงการนี้มาตลอด ก็ล้วนแตกแขนงมาจากหลักการของอาจารย์ท่านเดียวกันนี้ทั้งนั้น

หลักการต่างๆ ที่ผมจะนำเสนอในบทความต่อไป นับจากนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ไม่ว่าจะเป็นผมเอง หรือใครที่นำไปทดลองปฏิบัติมาแล้ว เป็นเวลาหลายปี ต่างก็ประสบผลดีเหมือนๆ กัน

ดังนั้น ในบทความบทต่อไป ที่ผมจะนำมาโพสต์ในบล็อกนี้  จึงเป็นอย่างที่ผมขอเน้นอีกครั้งว่า ไม่ใช่ตำรา หรือมาตรฐานสำหรับให้นำไปยึดถือและอ้างอิงต่อๆ กันไป เป็นเพียงอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สนใจในเรื่องนี้เท่านั้น

โดยเฉพาะผู้ที่บูชาเทพเจ้าทั้งหลาย ซึ่งผมว่า ส่วนมากคงไม่เคยคิดมาก่อนว่า พระพุทธรูปกับเทวรูปนั้น แท้ที่จริง สามารถส่งเสริมเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ให้ผู้สักการบูชาได้รับสิ่งดีๆ ในชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณได้

ไม่ใช่ว่าพระก็อยู่ส่วนพระ เทพก็อยู่ส่วนเทพ ดังที่มักเข้าใจต่อๆ กันมาหรอกครับ

ขึ้นชื่อว่าพระพุทธรูป ไม่ว่าจะรูปแบบใดล้วนเป็นมงคลวัตถุ มีพลังอำนาจที่จะส่งเสริมผู้บูชาให้มีความสุขความเจริญในชีวิต

ส่วนเทวรูป ไม่ว่าเทพองค์ใด รูปแบบใด หากว่าสร้างถูกต้อง เทวาภิเษกถูกต้อง ก็ล้วนแต่สามารถปกป้องคุ้มครองผู้บูชาให้ถึงพร้อมด้วยความสำเร็จสมปรารถนา




แต่ไม่ใช่พระพุทธรูปทุกแบบทุกองค์ที่จะประสาน ส่งเสริมพลังที่ดีงาม และเทวานุภาพของเทวรูปได้อย่างสมบูรณ์นะครับ

เมื่อมีผู้ไปศึกษา ลองแยกแยะออกมา มีผู้ปฏิบัติแล้วสำเร็จ ก็คงไม่เสียหายอะไรที่เราจะลองกระทำดูบ้าง จริงมั้ยครับ?

เพราะการบูชาพระก็ดี บูชาเทพก็ดี ถ้าบูชาถูกต้องก็ไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้ว

สัปดาห์หน้า เรามาดูกันครับ ว่าคนไทยเราที่มักบูชาทั้งพระและเทพ มีเคล็ดลับอย่างไรที่เราจะบูชาทั้งสองสิ่งนี้ ให้เกื้อหนุนเพิ่มสิริมงคล และเทวานุภาพให้ทบทวีคูณขึ้นอีกได้


..............................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม เป็นชายหรือหญิงกันแน่?

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์




ในฐานะที่เป็นนักเขียนด้านเทววิทยาคนหนึ่ง คำถามยอดฮิตที่ผมได้รับอยู่เนืองๆ ก็คือ แท้จริงแล้ว พระมหาโพธิสัตว์กวนอิมทรงเป็นเพศชายหรือเพศหญิง?

ซึ่งถ้าจะให้ผมตอบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ในบทความนี้ ผมก็จะตอบว่า ไม่ทราบ

เพราะตัวผมเอง ไม่มีญาณวิถีใดๆ ที่จะหยั่งรู้ในเรื่องนั้นครับ

และผมก็ไม่เคยมีประสบการณ์ รู้เห็นทิพยรูปของพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม เหมือนอย่างที่เคยได้สัมผัสรู้เห็นองค์เทพฝ่ายไทย อินเดีย จนถึงสแกนดิเนเวียและอียิปต์หลายองค์ ตามเหตุปัจจัยแห่งสายวิชาที่ผมได้รับสืบทอดมาโดยตรง

นั่นก็เพราะว่า เทวศาสตร์จีน ผมรู้แต่จากตำราและคำบอกเล่าเป็นส่วนใหญ่ ที่ได้มาโดยตรงนั้นน้อยมาก และไม่เกี่ยวกับพระมหาโพธิสัตว์กวนอิมด้วยครับ

แต่ถ้าจะถามว่า ถ้าเช่นนั้น, การที่ตำราต่างๆ โดยเฉพาะที่มีการเผยแพร่ออกมาจากฝ่ายมหายานว่า พระมหาโพธิสัตว์กวนอิมเป็นภาคหนึ่งของ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์---ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน

และด้วยเหตุนั้น แท้ที่จริงจึงเป็นเพศชาย...ผมมีความเห็นอย่างไร?




คำตอบคือ ผมไม่เชื่อครับ

เพราะตำราฝ่ายมหายานพวกนั้น มีไว้เพื่อครอบงำลัทธิบูชาเทพพื้นเมืองต่างๆ ในจีน ซึ่งทำกันอย่างสม่ำเสมอ

ชนิดที่ว่า เห็นใครเขานับถืออะไร ก็ลากเข้ามาแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ให้เป็นมหายาน

ลากมาแล้ว ก็มีการยกพระสูตร ยกตำนานสารพัดอย่าง เป็นตำนานของเดิมที่พอจะเข้ากันได้บ้าง หรือแต่งใหม่ขึ้นมา แล้วอ้างว่าเป็นของเดิมบ้าง มาอธิบายเสียใหม่ว่า แท้ที่จริงเทพองค์นั้น คือพระอะไรต่อมิอะไรในทางมหายาน มีพระนามเป็นภาษาสันสกฤตยาวๆ ยากๆ ที่ทำให้คนไม่มีความรู้หลงเชื่ออย่างง่ายดาย

เสร็จแล้วก็จัดการ “ข่ม” ลัทธิที่นับถือเทพเหล่านั้นมาแต่เดิมว่า เป็นการนับถือที่ผิด ที่จริงต้องไหว้เทพองค์นั้นตามแบบที่เป็นมหายาน

มหายานทำอย่างนี้บ่อยครับ

ที่เห็นชัดๆ ก็คือ กรณีของ พระโพธิสัตว์ชัมภล ที่มาจากท้าวกุเวรของอินเดีย แล้วมีการเชื่อมโยงไปถึงเทพโชคลาภของจีน คือ ไฉ่สิ่งเอี๊ย ในบทความที่ผมเขียนไปแล้วใน blog เดียวกันนี้ คือ http://shreegurudevamantra.blogspot.com/2016/02/blog-post.html

ก็ขนาดเทพกวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ในศาสนาเต๋า มหายานจีนก็ยังนำมาเป็นเทพผู้พิทักษ์ศาสนสถาน หรือ พระสังฆารามปาลโพธิสัตว์ (เฉียหลานผูซา ในภาษาจีนกลาง หรือ แคน้ำผ่อสัก ในภาษาแต้จิ๋ว)




พร้อมกับมีตำนานอธิบายว่า เทพกวนอูประกาศตนเป็นพุทธมามกะ ต่อหน้าผู้ก่อตั้งนิกายสัทธรรมปุณฑริกของจีนเมื่อ พ.ศ.๑๑๓๕ และยังช่วยเหลือในการสร้างวัดด้วย

สนุกมั้ยล่ะครับ?

วิธีการอย่างนี้ ศาสนาฮินดูก็ใช้อยู่ ทั้งเรื่องพระนารายณ์อวตาร หรือเรื่องพระศิวลึงค์และครอบครัวบริวารของพระศิวะ

ใครก็ตามนะครับ ที่ศึกษาเทววิทยาอินเดีย และไม่คลั่งไคล้ศาสนาฮินดูขนาดหนัก จะรู้เท่าทันว่า เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องจริงที่ควรยึดถือแต่ประการใด

ตำราบางส่วนที่มีการเผยแพร่ออกมาน้อยกว่าต่างหาก ที่ผมเห็นว่าน่าจะอธิบายได้ดีกว่า

ดังเช่นที่มีบางท่านกล่าวว่า กวนอิม หรือการออกเสียงที่แท้จริงคือ กวงอิม นั้น คนจีนจำนวนมากที่ใช้คำดังกล่าวในลักษณาการที่เกือบจะเหมือน พระเจ้า หรือ God ในศาสนาเอกเทวนิยม อย่างศาสนาคริสต์และอิสลามเลยทีเดียว

โดย กวงอิม ที่เป็นทิพยภาวะสูงสุดนี้ บางทีก็มีผู้เรียกเป็นภาษาสันสกฤตว่า พระสัมมาธรรมวิทยาพุทธ

เป็นทิพยภาวะหนึ่งเดียว แต่ด้วยความที่ทรงมีพระมหากรุณา ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็ทรงแบ่งภาคมาเป็นพระโพธิสัตว์หลายองค์ ในกาลเวลาและสถานที่ต่างๆ กัน เจ้าแม่กวนอิมที่เรานิยมกราบไหว้กันอยู่ ก็เป็นภาคหนึ่งของทิพยภาวะสูงสุดนี้

อันนี้ผมว่าน่าฟังครับ

เพราะเมื่อแบ่งภาคมาจากทิพยภาวะสูงสุดแล้ว จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ แล้วแต่จะแบ่งภาคไปในรูปนามใด

และถ้าแบ่งภาคไปในรูปลักษณ์ของสตรีเพศ ก็ไม่จำเป็นจะต้องมีใครมาคอยยืนยันว่า แท้จริงแล้วเป็นบุรุษ ให้เกิดความสับสนโดยใช่เหตุ




อีกทั้งถ้าจะพิจารณาในแง่ของภาษา ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่า เราสามารถพูดถึงพระโพธิสัตว์กวนอิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงไปถึงพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเลยครับ

เพราะคำว่า กวงอิม หรือ กวงซีอิม ของคนจีนที่ไทยเรามาเรียกเพี้ยนกันว่า กวนอิม นั้น มีความหมายแต่เพียงว่า “ผู้สดับ” เท่านั้น

และก็เป็นคำที่ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเจ้าแม่กวนอิม ที่เราเห็นกันทั่วไปเพียงอย่างเดียว

แต่ยังหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ที่มีผู้นับถือว่าสามารถช่วยเหลือผู้คนได้อย่างยิ่งใหญ่เห็นเป็นอัศจรรย์ ก็ได้ด้วยนะครับ

ดังเช่น ถ้าใครเคยไปเที่ยววัดเส้าหลิน จะเห็นรูปปั้นพระจีนถือกระบองเหล็ก ซึ่งมีที่มาจากพระภิกษุลึกลับรูปหนึ่ง ที่ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยเหลือพระในวัดต่อสู้กับกองทัพกบฏสมัยราชวงศ์หยวน จนกองทัพนั้นแตกพ่ายหนีไป

พระภิกษุลึกลับนี้ก็ถูกเรียกว่า กวงอิม และมีการสร้างรูปเคารพของท่านสำหรับกราบไหว้กันสืบมา ซึ่งดูไม่เหมือนเจ้าแม่กวนอิมเลย

นอกจากนี้ พระหัยครีพ (Hayagriva) เทพผู้มีพระเศียรเป็นม้าในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมหายานไปลากเข้ามาเป็นพระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่งนั้น คนจีนก็เรียกกันง่ายๆ ว่า กวงอิมหัวม้า

เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากทัศนคติของคนจีนโดยทั่วไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ที่มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ มีเมตตาบารมีสูงส่ง คอยช่วยเหลือมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก จนมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่ว ก็อาจถูกเรียกว่า กวงอิม ได้ทั้งนั้น

เป็นคำที่ใช้รวมๆ คล้ายกับคำว่า พระเป็นเจ้า ในภาษาไทย ไม่ได้หมายถึงเทพองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะครับ

เพราะฉะนั้น ถ้าจะพูดถึงเทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนจีนนับถือมานานแล้ว ผมเห็นว่า เราควรพูดตามทรรศนะของคนจีนเป็นหลัก

ไม่ใช่พยายามจะชี้ผิดชี้ถูก ด้วยการไปเอาตำราเก่าของอินเดียมาตัดสิน อย่างที่เป็นประเด็นให้ผมนำมาเขียนในบทความนี้

ถ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนจีนเพิ่งยอมรับนับถือไม่นาน ไม่กี่สิบปีมานี้ เช่น จตุคามรามเทพของไทย อย่างนั้นต่างหากครับ ถึงจะเอาตำราเดิมมายืนยันได้ว่า อะไรผิดอะไรถูก

นี่ละครับ ที่ว่าถ้าใครต้องการ “บรรทัดฐาน” อะไรสักอย่าง สำหรับการตัดสินเกี่ยวแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใน “ลัทธิ” ใดๆ ก็ตาม เราก็พึงเอาทรรศนะของ “ลัทธิ” นั้นละครับ เข้าไปตัดสิน ไม่ใช่ไปเอาตำราของลัทธิอื่นนอกเหนือจากนั้นมาตัดสิน

อย่างคติการบูชาพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม เราจะต้องยึดหลักว่า เป็น “ลัทธิ” ที่เกิดในเมืองจีน เป็นของจีน

ส่วน คติการบูชาพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เกิดในอินเดีย เป็นของมหายานเดิม

ในทางเทวศาสตร์ เรามีหลักอยู่ว่าแม้ว่าคติเดิมนั้นจะสำคัญ แต่คติอื่นที่แตกสาขา แยกย่อยออกไปนั้นก็สำคัญเช่นกัน

และในด้านของการนับถือบูชา รวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ ก็จะเอาคติเดิม หรือแต่ละคติมาปะปนกันไม่ได้นะครับ แม้จะเป็นเทพองค์เดียวกันก็ตาม

ยกตัวอย่างจากบทความที่ผมเคยเขียนไปแล้วนั่นแหละครับ เรื่องของพระโพธิสัตว์ชัมภล

เทพองค์นี้ คติเดิมในอินเดียคือเป็นเทพในศาสนาพราหมณ์ ต่อมาเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งในศาสนาฮินดู เป็นพระโพธิสัตว์ในศาสนาพุทธมหายาน เป็นท้าวเวสสุวัณในไสยศาสตร์ไทย และเป็นเทพ บิชามง ในศาสนาชินโตของญี่ปุ่น เป็นต้น




ทั้งหมดนี้คือเทพองค์เดียวกัน แต่คติการนับถือ หรือสายวิชาแตกแยกจากกันไปในแต่ละชนชาติ เป็นเวลาหลายร้อยปีหรือพันปี และแต่ละสายก็มีพัฒนาการไปเป็นตัวของตัวเอง ตามเวลาที่ผ่านไป

จนในทางเทวศาสตร์ถือว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเอามาบูชา หรือทำพิธีปะปนกัน

เช่น เอาคาถาพระโพธิสัตว์ชัมภล “โอม ชัมภาลา จาเลน ไนเยน สะวาหะ” มาเสก หรือสวดบูชาท้าวเวสสุวัณของไทยที่เป็นเทวรูปยักษ์ถือกระบอง ไม่ได้นะครับ จะไม่เกิดผลอะไรแม้แต่นิดเดียว

หรือเอาหัวใจคาถาท้าวเสสุวัณไทย คือ “เวส สะ พุ สะ” ไปสวดบูชาเทพบิชามงของญี่ปุ่น ก็ไม่ได้ผลอะไรเช่นกันนะครับ

เรื่องง่ายๆ อย่างนี้ ปุถุชนคนธรรมดาที่มีสามัญสำนึก จะเข้าใจได้เป็นอย่างดี

พระมหาโพธิสัตว์กวนอิมก็เช่นกันครับ

ต่อให้คติเดิมของพระองค์เมื่อแรกเข้าสู่ประเทศจีน (ราวๆ พ.ศ.๖๑๐ ในสมัยพระเจ้าฮั่นเม่งตี้ จักรพรรดิองศ์ที่ ๑๗ แห่งราชวงศ์ฮั่น) จะเป็นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรืออะไรก็แล้วแต่ ประติมานวิทยาของพระองค์จะยังคงรูปลักษณ์ของบุรุษเพศตามแบบอินเดีย หรืออย่างไรก็ตามแต่จะอ้างกัน




แต่ต่อมา เมื่อคติการบูชาพระมหากวนอิมโพธิสัตว์ ในรูปลักษณ์ของสตรีเพศ หรือฉลองพระองค์แบบสตรีเพศ ได้เกิดขึ้นมาในแผ่นดินจีน โดยมีฐานความเชื่ออยู่บนตำนานพื้นเมืองต่างๆ ของจีนเอง เช่น ตำนานของเจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน แห่งอาณาจักรชิงหลิง

รวมทั้งมีการรวมเอาคุณสมบัติเด่นๆ จากบรรดาเจ้าแม่พื้นเมืองของจีน เช่น การเป็นเจ้าแม่ประทานบุตร (จูแซเนี้ย) เจ้าแม่ผู้ประทับเหนือมังกร (หนึ่งออเหนี่ยเนี้ย) ฯลฯ จนกลายเป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนจีนเรียกว่า กวงอิมผ่อสัก หรือ กวงอิมเนี้ย ในปัจจุบัน

พระองค์ก็ไม่ใช่พระอวโลกิเตศวร หรือไม่เกี่ยวข้องกับพระอวโลกิเตศวรอีกต่อไป

นี่ว่ากันตามหลักเทววิทยาล้วนๆ นะครับ 

ไม่ใช่หลักผม หลักใคร หรือหลักที่จะเอาใจใคร

ซึ่งก็ต้องขอเน้นย้ำอีกที ที่ผมบอกไปแล้วละครับ คำว่า ผ่อสัก ในภาษาจีน ไม่จำเป็นต้องหมายถึงพระโพธิสัตว์แบบที่เรารู้จักกันในทางมหายาน หรือเถรวาท

ส่วนคำว่า เนี้ย (ที่จริงออกเสียงยากกว่านี้ ปริวรรตเป็นอักษรไทยไม่ได้) ก็สื่อความหมายตรงๆ ถึง “ผู้หญิง” อยู่แล้ว

เมื่อเป็นไปดังนี้ ในทางเทววิทยา จึงถือว่า ไม่จำเป็น และ ไม่สำคัญอะไรเลยครับ ที่จะต้องมานั่งยืนยันกันหน้าดำหน้าแดงว่า แท้ที่จริงพระมหาโพธิสัตว์กวนอิมต้องเป็นเพศชายเท่านั้น และต้องเป็นองค์เดียวกับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรด้วย

ทีนี้ คนชื่นชอบมหายานอย่างหนัก แต่ดูถูกสติปัญญาของคนจีน ก็เลยอ้างกันง่ายๆ อย่างที่นักปฏิบัติธรรมสายจีนคนหนึ่งพูดไว้ใน http://www.gmwebsite.com/Webboard/Topic.asp?TopicID=Topic-13012800080068716 ว่า

"เจ้าแม่กวนอิมจริงๆน่ะ เป็นผู้ชายนะไม่เชื่อก็ให้สังเกตดูให้ดีๆสิ รูปภาพหรือรูปหล่อของเจ้าแม่กวนอิมแต่โบร่ำโบราณที่สร้างถูกตามหลักแท้ๆน่ะ ที่ไหนจะทำให้มีหน้าอกแบบผู้หญิงจริงๆบ้าง มีแต่แบนราบแบบผู้ชายทั้งนั้น..!!!???!!!???"

คำพูดแบบนี้ ใครรู้จักประติมานวิทยาจีนได้ฟังคงหัวร่องอหายละครับ

เพราะรูปเคารพของเทพนารีจีน ตามหลักประติมานวิทยาจีนที่สร้างกันมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ เขาไม่นิยมสร้างให้มีหน้าอกแบบผู้หญิงจริงๆ นะครับ

เหตุผลก็คือ ขณะที่ชนชาติอื่นทั่วโลก ยกให้สตรีเพศเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และการสื่อให้เห็นถึงพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ ก็คือต้องทำให้เป็นรูปสตรีในวัยสาว มีหน้าอก หรือ เต้านม ที่เห็นชัดเจน เป็น “ภาษาภาพ” ที่คนทั้งโลกเห็นแล้วเข้าใจตรงกัน

คนจีน ก็มองว่าสตรีเพศเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์เช่นกันครับ

แต่เขาไม่นับถือหญิงสาววัยกำดัด เพราะในวัฒนธรรมของเขานับถือคนแก่ หรือผู้อาวุโส ไม่นับถือเด็กหรือผู้อ่อนอาวุโส (ยกเว้นเด็กที่มีฤทธิ์มากเป็นที่ประจักษ์ เช่น ยุวเทพนาจา)

ผู้หญิงที่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ตามทรรศนะของชาวจีน จึงเป็นหญิงชราที่มีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง มีลักษณะอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่งตัวงดงาม แสดงถึงความอยู่ดีกินดี




ประติมานวิทยาจีนแต่เดิม จึงสร้างเจ้าแม่แต่ละองค์เป็นหญิงชราอ้วนลงพุง ฉลองพระองค์อย่างอลังการ เป็นการสื่อความอุดมสมบูรณ์ตามวัฒนธรรมของเขา

และจึงไม่จำเป็นต้องเขียน หรือวาดเจ้าแม่องค์ใดให้มีหน้าอก เพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาเห็นว่ามีความสำคัญไงครับ

ความเคยชินนี้ ติดมาถึงพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม แม้พระวรกายจะอรชรอ้อนแอ้น ไม่อ้วนลงพุง (เพราะเป็นคติที่เกิดยุคหลังรับมหายานจากอินเดีย ที่ไม่นิยมทำรูปเคารพอ้วนลงพุง) แต่ก็ยังไม่เห็นความจำเป็นจะต้องทำให้เห็นชัดเจนว่ามีพระถัน

ถ้าเข้าใจในจุดนี้ ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกสงสารนักปฏิบัติธรรมคนนั้นละครับ ว่าแกไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

และที่จริงแล้ว การวาด หรือปั้นพระมหากวนอิมโพธิสัตว์ให้เห็นว่า มีหน้าอกหน้าใจแบบผู้หญิงนั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลยนะครับ มีทำกันมาบ้างแล้ว

โดยเฉพาะพระแม่กวนอิม ที่ฉลองพระองค์ขาวตามแบบที่เห็นกันทั่วไปนี่แหละ ผมเห็นหลายองค์เลยทีเดียว




ภาพพระมหาโพธิสัตว์กวนอิมบางภาพในปัจจุบัน แม้จะฉลองพระองค์ตามแบบของพระโพธิสัตว์ฝ่ายมหายานจีน คือเปลือยท่อนบน สวมเพียงเครื่องประดับ แต่ก็เขียนไว้ให้เห็นชัดนะครับ ว่าเป็นผู้หญิง ตามตัวอย่างที่ผมนำมาให้ดูกันนี้




ยังมีเทวรูป หรือประติมากรรมพระมหาโพธิสัตว์กวนอิมซึ่งสร้างในปัจจุบัน ฉลองพระองค์เปลือยอกและมีหลายพระกร  ตามแบบของพระโพธิสัตว์มหายาน แต่ก็แสดงให้เห็นพระถันที่ชัดเจนเกินกว่าจะยอมรับว่าเป็นผู้ชายได้ เช่นพระแม่กวนอิมทองคำอันเลื่องชื่อแห่ง Sanya




การแสดงรูปลักษณ์ของพระมหาโพธิสัตว์กวนอิม ในแนวความคิดใหม่ๆ เช่นนี้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของประติมานวิทยาจีนในยุคปัจจุบันด้วยนะครับ

กล่าวคือ หันไปให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ของหญิงสาวมากขึ้น

ดังเช่นเทวรูปพระแม่หนี่วาองค์ใหญ่ ตรงทางขึ้นเทวาลัยที่สำคัญที่สุดของพระองค์ที่เหอเป่ย ในบทความที่ผมเคยโพสต์ไปแล้วไงครับ

ดังนั้น ผมว่าถ้าจะสรุปง่ายๆ ก็น่าจะเป็นไปตามนี้ :

๑) พระมหาโพธิสัตว์ ที่มีพระวรกายบอบบาง อ้อนแอ้นแบบสตรี ฉลองพระองค์แบบสตรีจีน คือชุดขาวหรือชมพู มีหรืออาจไม่มีผ้าขาวรัดมวยพระเกศา มักถือแจกันในพระหัตถ์




นั่นคือ พระมหาโพธิสัตว์กวนอิม ที่เป็นคติของจีนแท้ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องให้ใครมายืนยันว่า เป็นความสับสนหรือเข้าใจผิดของคนจีน ต่อคติการนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

และควรเรียกได้อย่างสนิทปากว่า พระแม่กวนอิม

๒) พระมหาโพธิสัตว์ ที่มีรูปลักษณ์อย่างบุรุษ ที่ดูบอบบางสวยงามกว่าผู้ชายทั่วไป ฉลองพระองค์อย่างพระโพธิสัตว์มหายานจีน และประดิษฐานอยู่ในวัดมหายานจีน จะมี ๒ พระกร ๑๖ พระกร หรือพันเนตรพันกรก็ตาม ที่สำคัญคือไม่ถือแจกันในพระหัตถ์




แม้ทางวัดจะเรียกว่า พระมหาโพธิสัตว์กวนอิมเช่นกัน ก็ควรบูชาในฐานะที่เป็น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ตามแบบมหายาน

ส่วนใครใคร่บูชาพระแม่กวนอิม หรือพระอวโลกิเตศวร หรือบูชาทั้งสององค์ ก็ตามศรัทธาจริตของแต่ละคน เพียงแต่ควรทำความเข้าใจว่า เป็นคนละองค์ ไม่ควรเอามาปะปนกัน

เป็นเสรีภาพในการบูชาครับ ไม่จำเป็นต้องเอาตำรามาข่มกัน บนพื้นฐานของการดูถูกสติปัญญากันอย่างที่เป็นอยู่


........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด