วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กบ คางคก สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*




เมื่อใดก็ตามที่กบร้องแล้ว ฝนมักจะตก 

แม้ว่าในขณะที่มันร้องนั้น จะไม่มีเมฆฝนตั้งเค้ามาเลยก็ตาม          

เพราะเหตุนี้ กบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เป็นสัตว์มงคลที่ถูกนิยามว่า บังคับให้ฝนตกได้

แม้แต่ในอารยธรรมอียิปต์โบราณ ซึ่งใช้น้ำจากแม่น้ำไนล์เป็นหลักในการทำการเกษตร ไม่ใช่จากฝนซึ่งตกน้อยมาก ชาวอียิปต์ยังยกให้กบเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ โดยมีหลักฐานย้อนไปถึงราวๆ ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล


กบหินของอียิปต์โบราณ อายุราวๆ ๓,๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล
ปัจจุบันจัดแสดงที่ Cleveland Museum of Art สหรัฐอเมริกา

ก่อนจะกลายเป็นประติมานวิทยา ของเทพนารีที่อุปถัมภ์ในด้านนี้ คือ เทวีเฮเคต (Heqet)

ปัจจุบัน ยังมีการนำรูปลักษณ์ของเทพนารีองค์นี้ ในแบบของกบทั้งตัว มาทำเป็นวัตถุมงคลขนาดตั้งโต๊ะ ทั้งเนื้อหินแกะสลัก และเนื้อเรซินผสมผงหินอ่อน ซึ่งทำได้อย่างมีชีวิตชีวามาก 


กบไอยคุปต์ เนื้อเรซินผสมผงหินอ่อน
ชุบสี cold cast bronze ระบายสีทองบางส่วน

แต่ก็พบเห็นได้ไม่มากนักหรอกครับ เนื่องจากผู้ชื่นชอบสัตว์มงคลไอยคุปต์ส่วนใหญ่ จะชอบแมวและด้วงมูลสัตว์ (Scarab) มากกว่า

ส่วนในอารยธรรมอื่นๆ ที่ต้องพึ่งฝนเป็นหลักในการกสิกรรม โดยมากก็ยกให้กบเป็นสัญลักษณ์ของฤดูฝนด้วยกันทั้งสิ้น

ดังเช่นในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย แห่งลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรตีส ได้ค้นพบเครื่องรางรูปกบอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน 

ตัวที่ทำได้งามที่สุด ทำจากหินลาพิส-ลาซูลี (Lapis Lazuli) ดังในภาพที่นำมาให้ดูกันนี้ มีอายุเก่าถึง ๓.๕๐๐-๒,๕๐๐ ปีก่อนคริสตกาล


กบหินลาพิส ลาซูลี ของเมโสโปเตเมีย

แต่ก็แปลกที่ว่า ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ชนชาติที่เป็นเจ้าของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดอย่าง จีน กลับให้คุณค่าของกบไปในแง่อื่น ที่ไม่เกี่ยวกับฟ้าฝน หรือการเกษตรนะครับ

คือมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต และมักทำเป็นเครื่องรางสำหรับคล้องคอเด็ก

ในขณะที่ชนชาติอื่น อย่างชาวญี่ปุ่น ยังคงมีทรรศนะเกี่ยวกับกบที่ไม่แตกต่างจากคนทั่วโลก คือถือว่ากบเป็นผู้ทำนายฝน เป็นวิญญาณบรรพบุรุษผู้ทำหน้าที่ดูแลทุ่งนา


กบในรูปแบบวัตถุใงคลสมัยใหม่ของญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ชาวญี่ปุ่นยังคงทำวัตถุมงคลรูปกบ ด้วยการนำพื้นฐานแนวคิดโบราณมาออกแบบให้ดูทันสมัยและหลากหลาย


เช่นทำรูปกบ ๖ ตัว (Mutsu Kaeru 六蛙) และ กบเรียกทรัพย์ (Zeni Kaeru 銭蛙) เพื่อความอุดมสมบูรณ์ และโชคลาภ ซึ่งจะช่วยคุ้มครองคนที่ไปค้าขายหรือทำงานไกลๆ เพื่อนำเงินทองกลับบ้านโดยสวัสดิภาพด้วย 

ชาวจ้วงในเวียดนาม ก็นับถือกบว่าเป็นเทพธิดาแห่งฝน และเป็นบรรพบุรุษ เพราะเป็นผู้ให้ความเจริญแก่ผลผลิตทางการเกษตร ด้วยการนำน้ำมาให้       

คนเหล่านี้จึงมีเทศกาลบูชากบ ด้วยการฆ่ากบ แล้วตีกลองมโหระทึก (กลองสำริด) ให้ดังก้องกังวานไปทั่ว เพื่อจะให้วิญญาณกบได้ยินแล้วจะได้ส่งเสียงให้เทพแห่งฟ้าร้องส่งฝนมาให้มนุษย์

พิธีกรรมเช่นนี้ มีหลักฐานเก่าถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เฉพาะแต่พวกจ้วงเท่านั้น พวกชนเผ่าต่างๆ เช่น เย้า ลัวะ กะเหรี่ยง ตั้งแต่ตอนใต้ของจีนลงไปถึงหมู่เกาะสุมาตรา ก็ทำแบบนี้กันทั้งสิ้น                 


กบบนหน้ากลองมโหระทึก ของอุษาคเนย์

บนหน้ากลองมโหระทึกในภูมิภาคนี้ จึงมักมีรูปกบประดับตกแต่งไว้ชัดเจน จนถ้าเห็นกลองลูกไหนมีกบตัวเล็กๆ บนหน้ากลอง ก็แน่ใจได้ว่ากลองลูกนั้นเคยใช้ในพิธีกรรมขอฝน        

นอกจากนี้ ในลายผ้าทอพื้นเมืองของพวกลาวบางกลุ่ม ก็จะมีลายกบอยู่ด้วย เพื่อสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง พวกชนเผ่าในมาเลเซียและฟิลิปปินส์ก็มีแบบนี้             

กบที่มีใช้กันอยู่ในวิชาไสยศาสตร์ไทยเรา จึงเป็นคติที่เกี่ยวเนื่องมาจากพิธีขอฝนนี่ละครับ

เชื่อกันว่า กบในทางไสยเวทของไทยอย่างเก่าสุดคือ กบทูต ที่ทำด้วยดินปั้น ใช้ในพิธีขอฝนของล้านนาโบราณ มาภายหลังจึงทำประณีตบรรจงขึ้น คือหามวลสารมาปั้นเป็นรูปตัวกบ แล้วปลุกเสกเรียกอาการ เรียกธาตุ ลงหัวใจพญากบ 

เท่าที่เห็นกันก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือทำด้วยเนื้อดินผสมว่าน หรือบางทีก็เป็นดินอาถรรพณ์ ถ้าหากเป็นสายวิชาทางมนต์ดำ 

กับอีกพวกคือทำด้วยโลหะ ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายขาวและฝ่ายดำเช่นกัน 

ทั้ง ๒ อย่างนี้ ส่วนมากทำเป็นรูปลอยตัวครับ แม้บางทีจะทำขนาดเล็กพอห้อยคอได้ ก็ยังคงเป็นรูปลอยตัว 

ส่วนที่เป็นขนาดใหญ่นั้น เคยพบตัวโตประมาณ ๑ คืบ แต่ทำสวยสู้ขนาดเล็กไม่ได้           
ตัวอย่างที่นำมาเป็นภาพประกอบนี้ คือ กบจำศีล ของ หลวงพ่อบัวเผื่อน วิสุทธสีโล วัดพรหมนิมิต อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์


กบจำศีล ของหลวงพ่อบัวเผื่อน วัดพรหมนิมิต นครสวรรค์

กบของสำนักนี้ ทำด้วยเทียนที่จุดบูชาพระประธานวัดพรหมนิมิต และพรพะพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีก ๙ วัด รวมทั้งเทียนที่จุดบูชาพระเกจิอาจารย์ต่างๆ เช่น หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ใต้ท้องยังอุดผงจาก ๑๐๗ พระเกจิอาจารย์ ฝังตะกรุดทอง-เงิน

การคิดนำเทียนบูชาพระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นำมาหล่อเป็นรูปกบแล้วชุบสีเช่นนี้ ทำให้นอกจากจะสามารถทำเป็นตัวใหญ่ขายในราคาถูกได้แล้ว ยังเป็นมวลสารที่เป็นมงคลในตัวด้วย นับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์มากครับ

เพียงแต่ไม่คงทน ง่ายต่อการกระเทาะเสียหายเท่านั้น         

พระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่ง ที่ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมากในแถบภาคอีสานใต้ คือ หลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว วัดเขาแหลม อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ท่านก็เคยสร้างกบไว้นะครับ แต่ไม่เป็นที่รู้จักกัน


กบของหลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว ที่หาดูยาก

กบรุ่นนี้เป็นยุคต้น ๆ ที่ท่านจัดสร้างด้วยเนื้อดินผสมผง แล้วทาสีเคลือบ ขนาด ๓.๕ x ๔.๕ นิ้ว มีจารรอบตัว นับว่ายังคงเป็นการจัดสร้างที่ตรงกับคติโบราณอยู่

กบของหลวงปู่กาหลง เน้นไปในเรื่องของทรัพย์สินเงินทอง เช่นเดียวกับกบจำศีลของหลวงพ่อบัวเผื่อน ซึ่งตรงกับคติโบราณเช่นกัน         

ในไสยศาสตร์พม่า ไทยใหญ่ ล้านนา นอกจากการใช้กบในพิธีขอฝนแล้ว ก็ยังมีอีกสายวิชาหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความอุดมสมบูรณ์เช่นกัน เรียกว่า กบกินเดือน

ความจริง สายวิชานี้ก็คล้ายกับ ราหูอมจันทร์ ของไทยภาคกลางนั่นแหละครับ

เพียงแต่ปรากฏการณ์ราหูอมจันทร์นั้น คนล้านนาเรียกว่า กบกินเดือน เมื่อนำมาใช้ในทางไสยศาสตร์ จึงใช้รูปกบแทนที่จะเป็นรูปราหู และปัจจุบันก็มีรูปแบบที่หลากหลายพอๆ กับราหูด้วย

แต่น่าเสียดายที่ว่า เมื่อวิชาโบราณนี้ได้รับการสืบทอดในธุรกิจวัตถุมงคลปัจจุบัน ก็เน้นการนำมาใช้ในด้านของการเสี่ยงโชค การพนัน และอบายมุขต่างๆ เพื่อให้มีจุดขายมากขึ้น

ดังที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี่ละครับ


กบกินเดือน หลวงปู้ครูบาสยาก๊วนพระชะยะ วัดห้วยทรายขาว

กบกินเดือนสายพม่า ของ หลวงปู่สยาก๊วนพระชะยะ อินต๊ะวังโส วัดห้วยทรายขาว อ.ลี้ จ.ลำพูน เล่ากันว่า ท่านเสกจนได้ยินเสียงกบร้องรอบกุฏิเลยทีเดียว

ยิ่งกว่านั้น ท่านได้นำกบโลหะที่ท่านสร้างโยนไปในแม่น้ำแม่ลาว ครู่เดียวฝนก็ตั้งเค้า และตกกลางแดดเปรี้ยงๆ หน้าแล้ง 

พอฝนหาย เสียงกบก็ร้องกันระงมป่า และปลาทั้งหลายใหญ่เล็กก็ว่ายมาใกล้ๆ กบที่ท่านโยนลงไป

แต่ในสื่อประชาสัมพันธ์การสร้างวัตถุมงคลชุดนี้ บางแห่งก็โฆษณากันตรงๆ เลยว่า

กบกินเดือน ขี่คอเจ้ามือ (กบปากขบเจ้ามือไม่กระดิก เท้าแชร์นิ่งเป็นใบ้ ลูกค้าตามมาง้อ แฟนก็เหมือนลูกแมว)

เรียกว่า เน้นขายผีพนัน กับการข่มจิตผู้หญิง ซึ่งไม่ใช่อุปเท่ห์ของวิชากบกินเดือนแบบโบราณครับ


กบกินเดือน ราชาโชค ราชาทรัพย์
ครูบาออ ขนาดห้อยคอ

กบกินเดือน ราชาโชค ราชาทรัพย์ ของ ครูบาออ ปัณฑิต๊ะ สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นวิชาสายไทยใหญ่ ที่ไม่เพียงแต่มีอานุภาพในด้านของการทำมาค้าขาย เรียกโภคทรัพย์ แก้วแหวนเงินทองเข้ามาสู่ผู้บูชา ตามแบบโบราณเท่านั้น

ยังช่วยเสริมดวงชะตาให้เจริญรุ่งเรือง ซึ่งเป็นความนิยมของวงการวัตถุมงคลยุคปัจจุบันด้วย

และก็น่าเสียดายเช่นกัน ที่ในสื่อประชาสัมพันธ์วัตถุมงคลชุดนี้ ก็เน้นในทางเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง จนถึงกับใช้พื้นที่ในการบรรยายเรื่องนี้ มากกว่าสรรพคุณด้านดีๆ ที่กล่าวมา

กบกินเดือนของสำนักอื่นๆ อย่างเช่น กบทองคะนองทรัพย์ ของ หลวงพ่อขันตี สีลสุทฺโธ วัดหลวงบดินทร์เดชา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ก็หนีไม่พ้นเช่นกันครับ


กบทองคะนองทรัพย์ หลวงพ่อขันตี วัดหลวงบดินทร์เชรา

มีการเล่าประวัติว่า หลวงพ่อเคยสร้าง กบกินงู เอาไว้ก่อนหน้านี้ มีอานุภาพทางค้าขาย ปลดหนี้ และในการพนันก็เล่นเอาเจ้ามือบ่อนเจ๊งกันไปหลายราย

มาคราวนี้ หลวงพ่อสร้างกบทองคะนองทรัพย์ โดยหล่อจากชนวนมงคล  เสกตามแนวเดิม เพื่อนำรายได้ไปบูรณะวัด และก่อสร้างศาลาการเปรียญที่ใกล้จะแล้วเสร็จต่อไป

เจตนาหลวงพ่อนั้นดีครับ แต่วิธีการขายในธุรกิจวัตถุมงคล ไม่ดีแน่นอน

เรื่องการเสี่ยงโชค การพนัน เหล่านี้เป็นอบายมุข เป็นหนทางนำไปสู่ความเสื่อม ผมไม่เชียร์ครับ

และขอพูดตรงๆ ไว้ ณ ที่นี้เลยว่า...

ถ้ากบกินเดือนทุกรุ่น ที่ยกตัวอย่างมานี้ มีอานุภาพเด่นในเรื่องอบายมุข มากกว่าเรื่องโชคลาภค้าขายแบบโบราณ หรือเรื่องอื่นจริงๆ เราก็ไม่ควรจะซื้อสิ่งเหล่านี้มาไว้ในบ้านเป็นอันขาด

เพราะมันเป็นอัปมงคลครับ


พญากบกินเดือน ราชาโชค ราชาทรัพย์ ครูบาออ ขนาด ๓ นิ้ว

อย่างไรก็ตาม กบของครูบาออก็มีความน่าสนใจตรงที่การออกแบบ และยังมีการสร้างเป็นขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วด้วยนะครับ ขณะที่สำนักอื่นๆ สร้างกันแต่ขนาดห้อนคอเท่านั้น

มีข้อควรระวังอย่างหนึ่ง ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้กัน ในเรื่องของวัตถุมงคลที่เป็นรูปสัตว์ทุกชนิด

นั่นคือ ถ้าเราใช้วัตถุมงคลที่เป็นรูปสัตว์ชนิดใดก็ตาม และเราเป็นคนที่ชื่นชอบการกินเนื้อสัตว์ชนิดเดียวกันนั้น หรือมีเหตุต้องกินเป็นประจำ เรามักจะใช้วัตถุมงคลรูปสัตว์ชนิดนั้นไม่ค่อยได้ผล

เพราะวัตถุมงคลรูปสัตว์ เอาปราณและ พลัง แห่งธรรมชาติ และรูปลักษณ์ของสัตว์ชนิดนั้นๆ มาใช้ 

ถ้ามันได้สัมผัส หรือกระทบกับปราณแห่งกลิ่นคาวเลือด และความตายของสัตว์ชนิดเดียวกัน จากร่างกายของเรา จากอาหารที่เรากิน มันก็นำผลในทางที่ดีมาสู่เราไม่ได้ไงล่ะครับ

กบ ก็เป็นอาหารพื้นบ้านอย่างหนึ่งของคนไทยเรา ใครชอบกินกบ ก็ต้องทำใจนะครับ ว่าซื้อเครื่องรางรูปกบมาใช้ ย่อมเสียเวลาเปล่า

ทีนี้ จากกบ เราก็มาถึงสัตว์ประเภทเดียวกัน คือ คางคก

คนไทยทางภาคอีสาน นับถือคางคกว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์เช่นกัน โดยภาษาอีสานเรียกคางคกว่า คันคาก 

มีตำนานเล่าว่า พญาคันคากเป็นโอรสของกษัตริย์ แต่ด้วยมีบุญญาธิการมาก พระอินทร์จึงดลบันดาลให้กลายเป็นหนุ่มรูปงาม และเป็นที่นับถือของชาวบ้าน ถึงขนาดลืมเซ่นสรวงบูชา พญาแถน ทำให้พญาแถนไม่ปล่อยฝนลงมาบนโลก

พญาคันคาก จึงอาสานำสัตว์ต่างๆ อาทิ ช้าง ม้า วัว ควาย ปลวก ผึ้ง ต่อแตน ขึ้นไปรบกับพญาแถนบนสวรรค์จนชนะ และตกลงจะปล่อยให้ฝนตกตามเดิม แต่มีข้อแม้ว่า ต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบอกกล่าว จึงเป็นที่มาของประเพณีบั้งไฟ


พิพิธัณฑ์พญาคันคาก จ.ยโสธร สถาปัตยกรรมรูปคางคกใหญ่ที่สุดในโลก

ทุกวันนี้ ใครได้ไปที่ พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก หรือ พิพิธภัณฑ์คางคก จ.ยโสธร จะเห็นประติมากรรมคางคกขนาดยักษ์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง หรือที่จริงก็เรียกได้ว่า เป็นอาคารที่ทำเป็นรูปคางคกขนาดสูง ๕ ชั้น มีพื้นที่ประมาณ ๘๓๕ ตารางเมตร

ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จัดเป็นนิทรรศการเล่าเรื่องเกี่ยวกับที่มาของบั้งไฟ และคางคกชนิดต่าง ๆ กว่า ๒๐ ชนิดที่พบได้ในเมืองไทย กับอีกกว่า ๕๐๐ ชนิด ที่พบได้ทั่วโลก

การคิดทำคางคกยักษ์นี้ นับเป็นการสืบทอดจิตวิญญาณของชาวอีสานโบราณ ในลักษณะ landmark ทางการท่องเที่ยวได้อย่างน่ารัก และน่าชมเชยอย่างยิ่ง

และเจ้าคางคกยักษ์ตัวนี้ ก็อาจมีผลทางฮวงจุ้ย ในการเหนี่ยวนำกระแสแห่งความอุดมสมบูรณ์ และโชคลาภสู่พื้นที่ดังกล่าวได้ด้วยนะครับ

ถ้าหากว่า จะไม่มีการสร้างประติมากรรมรูปพญานาคขนาดใหญ่พอกัน ในลักษณะที่กำลังเลื้อยเข้าหาคางคกยักษ์โดยตรง


ภาพจาก http://www.visityasothon.com

คางคกที่กำลังจะถูกงูกิน มันจะส่งกระแสแห่งความอุดมสมบูรณ์ใดๆ ได้? ก็ลองพิจารณากันเองนะครับ

แต่แม้จะมีตำนานพญาคันคาก ไทยเราก็ไม่มีศาสตร์ในการนำคางคกมาทำเป็นเครื่องราง หรือวัตถุมงคล มีแต่คนจีน

ดังนั้นถ้านึกถึงคางคกในแง่นี้ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงคางคกจีน

ซึ่งในความเป็นจริง คนจีนนั้น นอกจะไม่มองกบในแง่พลังของความอุดมสมบูรณ์ อันเกิดจากฟ้าฝน ก็ยังคงไม่มองคางคกในแง่เดียวกันนั้นด้วย

เพราะในไสยศาสตร์ของเขา จัดให้คางคกเป็นหนึ่งในสัตว์พิษทั้ง ๕ หรือ หยินพิษ ชนิดหนึ่ง

แต่คนจีนในยุคโบราณจริงๆ ก็มองคางคกในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในรูปของความมั่งมีศรีสุขนะครับ

เพียงแต่ไม่ใช่คางคกทั่วๆ ไป 

ต้องเป็นคางคกวิเศษ ที่คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า เซียมซู ส่วนคนไทยออกเสียงว่า เซียมซู้, เสี่ยมซู้

ขณะที่ชื่อในภาษาจีนกลางของมันคือ จินฉาน (金蟾 jīn chán)


ภาพเขียนสีน้ำจีนบนกระดาษ โดยจิตรกรจีน จูฟาต๋า
สมบัติของ อรชร เอกภาพสากล

รูปลักษณ์ของมันก็คือ คางคกที่มี ๓ ขา คือมีขาหลังข้างเดียว และมีขนาดเล็ก ต่างกับขาหลังของคางคกทั่วไป ที่จะต้องใหญ่กว่าขาหน้าเพื่อช่วยในการกระโดด

ประวัติความเป็นมาของคางคกวิเศษชนิดนี้ มีหลายตำราครับ

ตำราที่รู้จักกันทั่วไป เล่าว่า เดิมมันเป็นสัตว์วิเศษ ที่ พระแม่ซีหวังหมู่ (Xi Wángmu 西王母) องค์ราชินีสวรรค์ ทรงเลี้ยงไว้ในสระบัวหน้าพระราชวัง ปกติมันจะคายเหรียญเงินเหรียญทองออกมาเล่นสนุกไปวันๆ พอเบื่อก็แอบหนีมาโลกมนุษย์

พระเทวีทรงกริ้วมาก บัญชาให้ เซียนมังกรมรกต ไปตามกลับมาให้ได้

ขณะที่เซียมซูหนีไปอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านยากจนแห้งแล้งกันดาร ประชาชนอดอยาก

ในหมู่บ้านนั้น มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นคนดีมีความกตัญญูต่อบิดามารดา ไปพบเซียมซูเข้า ก็นำมาเลี้ยงดูอย่างดีตามอัตภาพ

เซียมซูจึงคายเงินทอง เพื่อให้ชายหนุ่มนำมาแจกชาวบ้าน แลัวยังบันดาลให้ฝนตก จนทั้งหมู่บ้านเปลี่ยนจากแห้งแล้งกลายเป็นอุดมสมบูรณ์ ทั้งชายหนุ่มและทุกคนในหมู่บ้านร่ำรวย ไม่มีใครยากจนอีกเลย

เซียนมังกรมรกตจึงกลับไปรายงานพระแม่ซีหวังหมู่ พระนางพอพระทัยยิ่งนัก ได้ประทานพรให้แก่เซียมซู ขอให้ไปอยู่แห่งหนใดก็มีแต่ความสุข ความร่ำรวย 

ขณะที่บางตำราก็ว่า เดิมมันเป็นปีศาจชั่วร้ายมาก่อน ต่อมามีเซียนองค์หนึ่งที่ชอบช่วยเหลือชาวบ้านปราบผีร้าย ชื่อ หลิวไห่ (刘海 หรือสำเนียงแต้จิ๋วว่า เหล่าไฮ้) มาพบเข้าและปราบลงได้ 

หลิวไห่ได้จัดการเปลี่ยนร่างปีศาจ ให้เป็นคางคกสามขา เหตุที่มีไม่ครบ ๔ ขาอย่างคางคกทั่วไป ก็เพราะเคยมีความชั่วมาก่อน 

และเนื่องจากเซียนองค์นี้ ชอบแจกเงินทองช่วยผู้ยากไร้ จึงให้เซียมซูเป็นผู้ช่วยแจก โดยการคายเหรียญช่วยผู้คนให้ร่ำรวย 

ยังมีตำนานอื่นที่แตกต่างไปอีกครับ ที่รู้จักกันมากกระแสหนึ่งก็คือนิทานพื้นบ้านที่กล่าวว่า เซียมซูในอดีตมีจำนวนมากมาย แต่ถูกคนไล่จับกินไปแทบทั้งหมด เพราะเนื้อมันเป็นยาอายุวัฒนะ มันจึงต้องหนีไปอยู่บนดวงจันทร์ 

เรื่องคางคกบนดวงจันทร์นี้ บางกระแสก็ว่าคือ จันทรเทวีฉางเอ๋อ (Chang E 嫦娥) ที่ขโมยยาอายุวัฒนะจากพระสวามีมาเสวย แล้วก็เลยกลายเป็นคางคก 

จะเห็นว่าทั้งสองคตินี้ ถือว่าคางคกเกี่ยวข้องกับยาอายุวัฒนะ ซึ่งเป็นความอุดมสมบูรณ์อย่างหนึ่ง

มายาศาสตร์ฝ่ายจีนจึงถือว่า เซียมซูเป็นหนึ่งในสัตว์ที่เป็นสิริมงคล ใครที่มีมันไว้ในครอบครอง มันจะบันดาลโชคลาภเงินทองให้อย่างสม่ำเสมอ และยังจะช่วยให้อายุยืนด้วย

ด้วยเหตุนี้ เซียมซูจึงเป็นสัตว์มงคลที่นิยมประดิษฐานกันไว้ภายในบ้านและร้านค้าต่างๆ


เซียมซู ขนาดตั้งโต๊ะ แบบมาตรฐาน

โดยมีหลักว่า ตัวเซียมซูนั้นควรจะทำให้นั่งอยู่บนกองเหรียญเงิน หรือเหรียญทองคำ และปากของมันก็มักจะคาบเหรียญจำนวน ๑-๓ เหรียญ  ส่วนมากทำด้วยหินชนิดต่างๆ ที่นิยมกันว่าดีคือหยก นอกจากนี้ก็มีทองเหลือง และเรซินชุบสีทอง 

เพราะตามศาสตร์ดั้งเดิมแล้ว เซียมซูควรจะทำด้วยทองคำ จึงจะถือว่าเยี่ยม

แม้แต่ในวัดก็มีเซียมซูนะครับ อย่างที่ วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ ธนบุรี มีเซียมซูที่เป็นหินแกะสลักจากเมืองจีน มาตั้งกำกับบันไดทางขึ้นพระอุโบสถ เป็นจำนวนถึง ๕ คู่ เซียมซูเหล่านี้มีอายุเก่าถึงสมัยรัชกาลที่ ๓        

นอกจากนี้ ที่ ตำหนักพระแม่กวนอิม โชคชัย ๔ ก็มีพระแม่กวนอิมประทับยืนบนหลังเซียมซู ด้วยมีประวัติว่า ตัวเซียมซูนั้นเดิมเป็นเศรษฐี ชื่อฮวด แซ่อึ้ง เป็นคนแต้จิ๋ว 


พระแม่กวนอิมประทับยืนบนตัวเซียมซู
ตำหนักพระแม่กวนอิม โชคชัย ๔ 

เศรษฐีผู้นี้ แม้จะร่ำรวย แต่งก ไม่ยอมทำบุญ เมื่อตายไปแล้วจึงเกิดใหม่เป็นคางคก นั่งเฝ้าทรัพย์สมบัติของตัวเองอยู่ริมสระน้ำหน้าบ้าน

จนในที่สุดสำนึกตัว จึงไปเข้าฝันภรรยาให้ทำบุญสร้างวัด ส่วนตนเองก็บำเพ็ญภาวนาจนสำเร็จเป็นเซียน และปวารณาตัวเป็นข้ารับใช้พระโพธิสัตว์กวนอิมตลอดไป

จึงปรากฏเทวรูปพระแม่กวนอิมประทับบนตัวเซียมซูดังกล่าว ซึ่งมีทั้งที่เป็นองค์ใหญ่ในวัด และเป็นองค์เล็กๆ เรียงรายบนกำแพงวัด

นอกจากนี้ ภายในสวนประติมากรรมหินอ่อนรูปพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์  เทพยดา และเซียนต่างๆ ในเขตวัดเดียวกันนี้ ก็ยังมีเซียมซูแกะสลักจากหินอ่อนอย่างสวยงามรวมอยู่ด้วย

ปกติแล้ว เซียมซูในมายาศาสตร์จีน ถือเป็นวัตถุมงคลในศาสตร์ฮวงจุ้ย จึงไม่จำเป็นต้องปลุกเสก หรือ ไคกวง

แต่ก็มีพระเกจิอาจารย์ไทยบางสำนัก นำมาจัดสร้างเป็นขนาดห้อยคอ แล้วปลุกเสก ด้วยพิธีกรรมแบบจีนหรือแบบไทย ผมก็ไม่ทราบนะครับ


กิมเซียมซู ครูบาทันใจและครูบาวิมาโล
ภาพจาก http://uauction4.uamulet.com

เช่น กิมเซียมซู ของ ครูบาทันใจ วัดป่างิ้ว อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ที่เสกร่วมกับ ครูบาวิมาโล สำนักสงฆ์พระธาตุดอยจอมแวะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สำนักเดียวกับครูบาออ ที่สร้างกบกินเดือน ราชาโชค ราชาทรัพย์ ดังยกตัวอย่างไปแล้ว

และ กิมเซียมซู้ ของ หลวงปู่ชุนหมิง วัดบางแก้ว จ.นครสวรรค์ เป็นต้น


กิมเซียมซู้ หลวงปู่ชุนหมิง วัดบางแก้ว
ภาพจาก https://www.web-pra.com

โชคดีครับ ที่การประชาสัมพันธ์กิมเซียมซูทั้งสองรุ่นนี้ ยังคงอยู่บนพื้นฐานของเซียมซูแบบจีน ไม่ปนเปื้อนไปกับอบายมุข เช่นกบกินเดือนของไทย

ปัจจุบัน มีเซียมซูที่ทำด้วยเรซินชุบสีทองขายอยู่ทั่วไป ซึ่งแม้จะดูสวยงามและราคาถูก แต่อาจจะใช้ไม่ได้ผลดีเท่ากับที่ทำด้วยวัสดุธรรมชาติ

แต่การเลือกซื้อเซียมซูที่เป็นเนื้อหินชนิดต่างๆ และเนื้อเซรามิกนั้น ก็จำเป็นต้องตรวจดูให้ถี่ถ้วนนะครับ 

ต้องดูให้ดี อย่าเอาที่มีตำหนิ หรือรอยแตกรอยร้าว เพราะจะทำให้ใช้ไม่ได้ผล


เซียมซูเนื้อเซรามิก แตกหักเสียหายง่าย แต่สวยเหนือวัสดุอื่น

ยิ่งถ้าเป็นเนื้อหยกแล้ว ควรจะให้คนที่ดูหยกเป็นมาช่วยเลือก จะเป็นการดีที่สุด

การจัดวางเซียมซูสำหรับร้านค้า และเคหสถานนั้นผิดกันครับ ถ้าเป็นร้านค้า ตำราเก่าๆ ว่าควรจะวางเซียมซูไว้ที่ตี่จู่เอี๊ย ซึ่งหันออกทางประตูร้านเสมอ

หรือในศาสตร์ฮวงจุ้ยบางสำนัก ก็ให้วางเซียมซูในมุมทแยงออกทางหน้าประตูทางเข้า เพื่อให้มันช่วยนำโชคลาภเข้ามาในร้านค้า ทำให้การค้าขายรุ่งเรือง 

ส่วนบ้านเรือนที่ไม่ทำกิจการอะไร ไม่ควรวางเซียมซูให้หันหน้าออกหน้าต่างหรือประตูบ้านนะครับ

เพราะเงินทองที่มันคายออกมา จะไหลออกไปทางประตูหน้าต่างเหล่านั้นหมด


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

8 ความคิดเห็น:

  1. เซียมซูค่ะไว้ใจได้ รวยแบบเป็นสิริมงคล ไม่ปนเปื้อนอบายมุข

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. จริงๆ แอดมินเห็นกบขนาดบูชาของครูบาออก็ปิ๊งงงง...เลยค่ะ แต่พออ่านสรรพคุณแล้ว ...ก็ต้องขอลังเลนิดนึงนะ

      ลบ
  2. งั้นต้องเก็บเซียมซูเรซินแล้วคะที่ผ่านมาหลงรักเซียมซูหินไว้หลายตัว

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ทำไมต้องเก็บคะ ทำฟาร์มคางคกก็ได้ ^ ^

      ลบ
  3. เซียมซูที่เป็นรูปวาดสวยมากคับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เคยเห็นของจริงที่บ้าน อ.ชุง สวยจริงๆ ค่ะ หลงรักเลย ^0^

      ลบ
  4. ติดตามครับ..อ่านแล้วได้ความรู้มากๆครับ.

    ตอบลบ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น