วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2561

การบูชาท้าวเวสสุวัณ


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*



เครดิตาพ : T.S. Thai Amulet Gallery

ท้าวเวสสุวัณ เป็นอธิบดียักษ์ มีเดชานุภาพมากที่สุดในจตุโลกบาล

ทรงมีอำนาจในการขับไล่ ปราบปรามอสูร ยักษ์ ภูตผี หุ่นพยนต์ และไสยศาสตร์มนต์ดำทั้งหลายทั้งปวง

ประติมานวิทยา (Iconography) ของท้าวเวสสุวัณ พอจะแบ่งได้พอสังเขป ตามลัทธิศาสนา และสายวิชาต่างๆ ดังนี้




ท้าวกุเวร (कुबेर Kubera) ในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน ที่นำมาจากตะวันออกกลาง เป็นเทพ รูปร่างปกติ มี ๓ ขา




ท้าวกุเวร ในศาสนาฮินดู เป็นเทพ รูปร่างอ้วน ประทับนั่งบนอาสนะหรือบัลลังก์ ถือภาชนะใส่เหรียญทองคำ




พระไวศรวัณ (वैश्रवण Vaiśravaṇa) ในศาสนาพุทธมหายานอินเดีย และ พระโพธิสัตว์ชัมภล (Jambhala) ในศาสนาพุทธวัชรยานทิเบต ลักษณะคล้ายกับท้าวกุเวรของฮินดู แต่เป็นยักษ์ ถือพังพอน ประทับนั่งบนอาสนะหรือบบัลลังก์




ท้าวเวสสุวัณ (वेस्सवण) ของไทย ลักษณะเหมือนยักษ์วัดแจ้ง คือยืนงอเข่า ในลักษณะของอารักขเทวดา หรือ เทพผู้พิทักษ์ (Guardian) ถือกระบองยาว

ส่วนพระพักคร์มี ๒ แบบ แบบแรกซึ่งเป็นหน้ายักษ์ คือแบบดั้งเดิม 

กับอีกแบบ พระพักตร์แบบเทวดา แต่เครื่องทรงยังเป็นแบบยักษ์เช่นกัน ถือกระบองหรือพระขรรค์ยาว เรียกง่ายๆ ว่า ท้าวเวสสุวัณหน้ายักษ์ และหน้าเทพ




พระไพศรพณ์ คือพระนามเดียวกับ ไวศรวัณ ในภาษาสันสกฤต พระพักตร์แบบเทวดาไทย ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น ถือกระบองสั้นในพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายแสดงปางประทานพร (องค์ในภาพปั้นพระหัตถ์ซ้ายผิด)

เป็นปางที่นิยมบูชากันในผู้มีอาชีพทางกฏหมาย ดังมีเทวรูปอยู่ที่ สำนักงานอัยการสูงสุด นานๆ จึงจะมีการสร้างองค์บูชาสักครั้งหนึ่ง




ท้าวเวสสุวัณพรหมมาสูติเทพ เป็นปางใหม่ เกิดขึ้นในเทวศาสตร์ไทยยุคปัจจุบัน พระพักตร์แบบเทวดาไทย ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น พระหัตถ์ขวาถือช่อดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายถือแว่นทิพย์




ท้าวเวสสุวัณโณมหาราช เป็นปางใหม่ เกิดขึ้นในเทวศาสตร์ไทยยุคปัจจุบัน เท่าที่มีการเผพยแพร่ในวงกว้าง มี ๒ สายวิชา คือแบบที่เป็นหน้ายักษ์ ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น ถือกระบองสั้นด้วยพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายแสดงปางประทานพร แบบเดียวกับพระไพศรพณ์




อีกสายวิชา พระพักตร์แบบเทวดาไทย ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่น ถือกระบองสั้นในพระหัตถ์ขวา และแว่นทิพย์ในพระหัตถ์ซ้าย




อุตรเทพตัวเหวินเทียนหวัง หรือ ตอบุ๋งเทียงอ๊วง (闻天王) ในศาสนาพุทธมหายานจีน เป็นนักรบ สวมชุดเกราะแบบขุนพลจีน ใบหน้าแบบคนธรรมดา ไม่ใช่ยักษ์ ถือเจดีย์ หรือไม่ก็ร่ม




เทพอสูรบิชามง (毘沙門 Bishamon) ในศาสนาชินโตของญี่ปุ่น สวมชุดเกราะแบบนักรบญี่ปุ่น ถือหอกและเจดีย์ เช่นเดียวกับตัวเหวินเทียนหวัง บางทีก็ปรากฏในลักษณะที่กำลังเหยียบปีศาจสองตนอีกด้วย

ประติมานวิทยาทั้ง ๑๐  ของท้าวเวสสุวัณดังกล่าว มีเงื่อนไขเฉพาะในการบูชา และการประดิษฐานที่แตกต่างกันไป

ในบทความนี้ จะขอกล่าวเฉพาะท้าวเวสสุวัณแบบไทยดั้งเดิม คือแบบหน้ายักษ์ เพราะเป็นปางที่คนไทยนิยมบูชากันมากที่สุด จึงมีเรื่องที่พวกเราควรรู้ในการบูชามากที่สุดครับ

แต่ผมจะไม่กล่าวถึงวิธีการบูชา เช่น จุดธูปกี่ดอก คาถาฯลฯ เพราะมีเผยแพร่กันทั่วไป และสำนักที่จัดสร้างท้าวเวสสุวัณ ถ้าเป็นมืออาชีพหน่อย เขาก็จะมีเอกสาร หรือ ใบฝอย ให้มาอยู่แล้วครับ

เอาเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครเขานำมาบอกกันดีกว่า

๑) การบูชาท้าวเวสสุวัณ ที่สร้างผิดหลักประติมานวิทยา อาจส่งผลข้างเคียงที่มากกว่าความเป็น ของแปลก

ขอย้ำว่า ประติมานวิทยาของท้าวเวสสุวัณ เป็นแบบยักษ์วัดแจ้ง มี ๒ แขน ๒ ขา มีหน้ายักษ์และหน้าเทพ ดังที่กล่าวแล้วนะครับ

แต่ที่ผ่านมาในอดีต มีบางสำนักจับเอาประติมานวิทยาของท้าวเวสสุวัณ จากลัทธิศาสนาต่างๆ ที่ผมได้ลำดับไปแล้ว เอามาผสมผสานกัน เพื่อผลทางการตลาดที่แตกต่างจากท้าวเวสสุวัณทั่วไป ดังภาพ




ศาสตร์แห่งการสร้างรูปเคารพต่างๆ หรือประติมานวิทยานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ ที่จะเป็นเงื่อนไขชี้เป็นชี้ตาย ว่าเทวรูปที่สร้างออกไปนั้น จะรองรับการเทวาภิเษกได้อย่างถูกต้อง สมบูรณ์ ครบถ้วน ตามสายวิชาที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่

ซึ่งนั่น ย่อมหมายถึงผลที่ผู้บูชาเทวรูปนั้นพึงได้รับ ว่าจะเป็นอย่างไรด้วยนะครับ

การจับแพะชนแกะอย่างนี้ ไม่มีในตำราโบราณ เป็นสิ่งที่ผิดครู นอกครู จึงย่อมจะไม่มีพิธีกรรมที่ถูกต้องใดๆ รองรับ ผู้สร้างจะต้องบัญญัติพิธีขึ้นใหม่กันเอาเอง

ผลที่ได้ ย่อมไม่เป็นไปตามศาสตร์ดั้งเดิม ที่มีการกัน-แก้อาถรรพณ์ไว้แล้ว

จึงขึ้นอยู่กับดวงชะตาของผู้บูชา ว่าจะได้รับอาภรรพณ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ช้าเร็วแค่ไหน

๒) ท้าวเวสสุวัณ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ ไฉ่สิ่งเอี๊ย (财神)

ที่ผ่านมา พุทธมหายานจีน และวงการพระเครื่องไทยเคยอุปโลกน์ จับพระโพธิสัตว์ชัมภล ตามรูปแบบพุทธมหายาน-วัชรยาน รวมเข้ากับเทพธนบดีไฉ่สิ่งเอี๊ย ซึ่งเป็นเทววิทยาพื้นเมืองของจีน

จนกลายเป็นลัทธิใหม่ ที่สามารถอิงกระแสบูชาไฉ่สิ่งเอี๊ยช่วงตรุษจีน หลอกขายพระโพธิสัตว์ชัมภลได้อย่างต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

พาให้สังคมคนบูชาเทพ พลอยเข้ารกเข้าพงตามๆ กันไปหมด ด้วยความเข้าใจผิดว่า พระโพธิสัตว์ชัมภลคือไฉ่สิ่งเอี๊ย

เรื่องนี้ผมเคยเขียนเป็นบทความไปแล้วใน http://shreegurudevamantra.blogspot.com/2016/02/blog-post.html ลองเข้าไปดูรายละเอียดกันได้ครับ




จากกระแสดังกล่าว ทำให้มีนักธุรกิจพระเครื่องเห็นเป็นจุดขายใหม่ ในการเชื่อมโยงท้าวเวสสุวัณกับไฉ่สิ่งเอี๊ยด้วย

เนื่องจากมองว่า ท้าวเวสสุวัณทรงเป็นเทพองค์เดียวกับพระโพธิสัตว์ชัมภล ในเมื่อพระโพธิสัตว์ชัมภลถูกเรียกว่าไฉ่สิ่งเอี๊ย ท้าวเวสสุวัณก็สามารถที่จะได้รับการขนานนามว่าไฉ่สิ่งเอี๊ยด้วย

นี่ละครับ เมื่อเริ่มต้นด้วยการบิดเบือนไปอย่างหนึ่ง ก็จะส่งผลลามปามไปยังส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพียงเพื่อจะหาเงินกันเท่านั้น

๓) การบูชาท้าวเวสสุวัณ ไม่ช่วยแก้ไขดวงชะตาอันเกิดจากปีชง

เรื่องการ ชง ( ปะทะ, ปฏิปักษ์) เป็นองค์ความรู้ของ โหราศาสตร์ระบบ ๑๒ นักษัตร ของจีน ถ้าจะต้องมีการแก้ไข ก็ต้องแก้ไขตามวิธีของโหราศาสตร์ดังกล่าว

เช่น ที่นิยมกันคือไปทำพิธีปัดตัว สะเดาะเคราะห์ ที่ วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ ซึ่งมีเทวรูปของ เทพไท้ส่วย (歲爺) ผู้มีอานุภาพควบคุมแก้ไขดวงชะตามนุษย์ในแต่ละปี ประดิษฐานอยู่




นอกจากนั้น ก็แก้ไขด้วยเครื่องราง และสิ่งของที่พกพาติดตัวได้ เช่น เข็มกลัด แหวน พวงกุญแจ กำไล เข็มขัด จี้ ล็อกเก็ตฯลฯ ที่เป็นรูปสัตว์ประจำปีนักษัตรที่ใช้แก้ไข พกติดตัวไว้ตลอด หรือนำมาตกแต่งบ้าน

ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการบูชาท้าวเวสสุวัณครับ

แต่ก็มีการเผยแพร่ข้อมูลบ่อยๆ ว่าเกี่ยวกัน อันเกิดจากหมอดูบางคน ที่มั่วเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก แล้วก็พลอยมั่วตามๆ กันมา ทั้งมั่วโดยไม่มีความรู้ และมั่วโดยเห็นว่าเป็นจุดขาย

๔) ถ้าเป็นคนธรรมดาๆ ประกอบอาชีพทำมาหากินตามปกติ ไม่ควรมีท้าวเวสสุวัณขนาดบูชาไว้ประจำบ้านเกินกว่า ๑ องค์

ถ้าเป็นรูปภาพ ผ้ายันต์ และแผ่นปั๊ม ก็แค่ชิ้นเดียวพอเช่นกัน

ไม่อย่างนั้น บ้านของท่านจะรุ่มร้อน อยู่ไม่เป็นสุข


เครดิตภาพ : T.S.Thai Amulet Gallery

คนที่มีวิชาอาคมแก่กล้าจริงๆ ถึงจะตั้งท้าวเวสสุวัณเกินกว่า ๑ องค์ได้ครับ ซึ่งจะพบเห็นได้ตามสำนักของเกจิอาจารย์ต่างๆ

ซึ่งผมต้องขอ "เน้น" ตรงนี้เลยนะครับ ว่า...

ต้องเป็นเกจิอาจารย์ที่ "คุณวุฒิ" และ "วัยวุฒิ" ของท่านเป็นที่ยอมรับของวงการแล้ว

คุณวุฒิ คือได้รับการสืบสายวิชาอย่างถูกต้อง ครูบาอาจารย์ประสิทธิ์ และรับรองให้ตั้งสำนักเองได้ และได้ใช้วิชาที่ร่ำเรียนมา ช่วยเหลือผู้คนเป็นอันมากมาแล้วหลายปี ได้ผลเป็นที่ประจักษ์

วัยวุฒิ คือ มักจะตั้งต้นนับกันที่อายุ ๓๕ ปีขึ้นไป ถ้าจะตั้งสำนักเอง ต้องอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป ไม่ใช่เพิ่งเรียนจบมา แล้วก็ออกมาตั้งสำนักเองได้เลย

นอกจากนั้นก็คือ "ในวัด" อย่างเดียวเลยครับ ที่จะตั้งท้าวเวสสุวัณกี่องค์ก็ได้

ทุกวันนี้ ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่ที่ชอบความขลัง สะสมท้าวเวสสุวัณกันคนละหลายองค์ ก็เข้าใจละครับ

เพราะแต่ละวัดเดี๋ยวนี้ ทำออกมาสวยๆ น่าสะสมทั้งนั้น สวยกว่าสมัยที่ผมยังหนุ่มๆ มากนัก

ซึ่งในการสะสม ถ้าแค่องค์ห้อยคอนี่ไม่เป็นไรครับ เก็บได้เท่าไหร่เก็บไปเถอะ

แต่ถ้าเป็นองค์บูชาละก็ มีหลายๆ องค์ในบ้าน คุณมีสิทธิ์บ้า-เสียสติได้ เพราะคุณไม่มีวิชา หรือ "ภูมิคุ้มกัน" พอจะทำได้

ประเด็นนี้ ผมมิได้เป็นผู้กำหนด แต่ครูบาอาจารย์ในยุคเก่าก่อน ท่านกำหนดไว้ ซึ่งหมายความว่า สำหรับให้ใช้กับ คนส่วนใหญ่ นะครับ

บางท่าน ที่ไม่มีวิชา ไม่เป็นเกจิอาจารย์ แต่มีคุณวิเศษ อ้างว่าตั้งท้าวเวสสุวัณไว้ในบ้านหลังเดียวกันหลายองค์ แล้วท่านก็อยู่สบายดี ไม่เห็นเป็นไร ก็เป็นความวิเศษเฉพาะตัวของท่าน เป็นข้อยกเว้น

และไม่ควรนำไปเผยแพร่ ให้คนส่วนใหญ่ไขว้เขว จนละทิ้งประสบการณ์ของคนโบราณ

เพราะถ้าเขาหลงเชื่อตามท่าน จนเกิดความวิบัติหายนะขึ้นกับตัวเขา คุณวิเศษที่ท่านมีอยู่ ก็ไม่ช่วยให้ท่านพ้นจากความรับผิดชอบได้หรอกครับ

๕) แม้ท้าวเวสสุวัณจะเป็นอธิบดียักษ์ เป็นใหญ่เหนือเทพอสูรทั้งปวง ก็ไม่ควรบูชาร่วมกับเทพอสูรองค์อื่น

เช่น พระพิราพ พระพิเภก พระราหู นางพันธุรัต

แม้จะจัดเป็นแท่นบูชาสายยักษ์โดยเฉพาะ และยกให้ท้าวเวสสุวัณเป็นประธานก็ตาม




เพราะเมื่อเป็นอธิบดียักษ์ ย่อมมีกระแสบารมีแผ่ออกมา อันมีผลทำให้เทพอสูรทั้งหลายเหล่านั้น สงบลง ไม่สำแดงฤทธิ์เดชอย่างเต็มที่ ตามสายวิชาที่ได้รับการปลุกเสกมา

ก็เพราะ เว้นแต่พระพิเภกองค์เดียวแล้ว ยักษ์เหล่านั้นล้วนสำแดงฤทธิ์ตามนิสัยอสูร ประทานพรตามความพอใจ ไม่คำนึงถึงศีลธรรม คุณธรรม

และถ้าเป็นเรื่องโชคลาภ ก็มักจะเกี่ยวข้องกับหวย การพนัน อบายมุข

ท้าวเวสสุวัณ ท่านเป็นเทวดาสัมมาทิฏฐิ ปวารณาพระองค์รับใช้พระพุทธศาสนา ย่อมไม่ยินดีในพฤติกรรมเหล่านี้ เทพอสูรองค์ใดอยู่กับท่าน ก็ทำในสิ่งเหล่านี้อย่างออกหน้าออกตาไม่ได้

และถึงจะมีท้าวเวสสุวณควบคุม ยักษ์ก็ยังคงเป็นรูปเคารพที่มีอาถรรพณ์แรง คนโบราณห้ามนักห้ามหนา เรื่องเอายักษ์เข้าบ้าน

ท่านไม่ได้ห้าม เพราะขี้ขลาดขี้กลัวไม่มีเหตุผลนะครับ

ท่านห้าม เพราะตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา ท่านพิสูจน์ด้วยประสบการณ์ตรงมาแล้ว

คนสมัยนี้ หลายคนชอบทำเป็นเก่ง ไม่ฟังคนโบราณ เห็นอะไรที่เป็นคำบอกเล่าของคนแก่แล้ว ไม่เอาทั้งนั้น

ประมาณว่า ฉันเพิ่งเกิดมาไม่นาน แต่ฉันเก่ง ฉันรู้มากกว่าคนแก่ ว่างั้นเถอะ

เสร็จแล้วเป็นไงครับ เพี้ยนแบบไม่รู้ตัว เสียสติคลุ้มคลั่งเป็นบ้าเป็นบอไป ไม่คุ้มจริงๆ

๖) การบูชาเทพอาวุธของท้าวเวสสุวัณ

ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ชนิดหลักๆ คือ พระขรรค์ที่มีด้ามเป็นท้าวเวสสุวัณ และ กระบองของท้าวเวสสุวัณ




พระขรรค์ดังกล่าว สำนักต่างๆ มีการเผยแพร่ออกมาให้บูชากันอยู่เสมอ ส่วนกระบองนั้น นานๆ จะมีผู้สร้างกันสักครั้งหนึ่ง ปัจจุบันก็ดูจะมีแต่สำนักที่เป็นสายตรงของศาสตร์แห่งท้าวเวสสุวัณ คือ วัดจุฬามณี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

โดย พระอาจารย์อิฏฐ์ ภทฺทจาโร ที่เริ่มทยอยสร้างออกมาในช่วงไม่กี่ปีนี้ จากเดิมที่เป็นผ้ายันต์และกระดาษยันต์เท่านั้น

ซึ่งที่ผ่านมา เป็นขนาดเล็กสำหรับพกติดตัวได้ จึงเหมือนกับพระขรรค์ คือ ไม่มีเงื่อนไขอะไรมากนักในการบูชา นอกจากถ้าจะบูชาร่วมกับเทวรูปท้าวเวสสุวัณ ก็จะต้องจัดใส่พานเล็กๆ ให้เรียบร้อย

โดยระวัง อย่าให้ปลายพระขรรค์หรือกระบอง ชี้ไปยังรูปเคารพอื่นที่อยู่ร่วมแท้นบูชาเดียวกัน หรือ แท่นบูชาใกล้กัน เท่านั้น




และถ้าไม่มีเทวรูปท้าวเวสสุวัณ ขนาดบูชาหน้าตัก ๒ นิ้วขึ้นไป ก็ไม่ควรบูชากระบองของพระองค์ แต่บูชาพระขรรค์ได้นะครับ

และทั้งสองอย่างนี้ จะสะสมไว้สักกี่ชิ้นก็ได้ เช่นเดียวกับวัตถุมงคลขนาดห้อยคอ แต่การนำขึ้นแท่นบูชานั้น สมควรนำขึ้นเพียงอย่างละหนึ่ง เท่าที่คิดว่าจะพกพาติดตัวเท่านั้น

พระขรรค์อื่นๆ ที่ไม่มีลวดลาย หรือองค์ท้าวเวสสุวัณที่ด้าม ไม่ควรบูชาร่วมกับเทวรูปของท่านครับ

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักวัดจุฬามณีได้จัดสร้าง กระบองท้าวเวสสุวัณขนาดบูชา ยาวประมาณ ๔๒ ซม. เท่ากับกระบองของยักษ์ในนาฏศิลป์โขน

เทพอาวุธที่สร้างอย่างถูกต้อง โดยสำนักที่สืบสานเทวศาสตร์แห่งท้าวเวสสุวัณเช่นนี้ ย่อมมีอานุภาพรุนแรงมาก




ซึ่งแม้ว่าทางวัดจะสร้างตามจอง โดยจำนวนที่จำกัด และมิได้ตักเตือนอะไรเป็นพิเศษสำหรับการบูชา 

แต่ผมขอแนะนำว่า กระบองขนาดเท่าจริงอย่างนี้ สมควรบูชาในแท่นบูชาที่จัดถวายท้าวเวสสุวัณโดยเฉพาะ และต้องเป็นเทวรูปท้าวเวสสุวัณขนาดหน้าตัก ๗ นิ้วขึ้นไปด้วยครับ

เพราะนอกจากสำนักวัดจุฬามณี ก็ใช่ว่าจะหากระบองขนาดเดียวกันนี้ไม่ได้

ผมเคยเห็นมีขายอยู่ในร้านค้าอาวุธจำลอง ย่าน วิหารพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าใจว่าสำหรับใช้ในนาฏศิลป์ แต่ก็สามารถนำไปให้ผู้รู้วิชาอาคมเสก เป็นอาวุธของท้าวเวสสุวัณได้

ดังนั้น สำหรับใครที่ชื่นชอบทางนี้ ก็หลักเดียวกันครับ ถ้าไม่มีเทวรูปบูชาของท้าวเวสสุวัณขนาดหน้าตัก ๗ นิ้วขึ้นไป ก็ไม่สมควรที่จะไปจัดหาของแบบนี้มาไว้ในบ้าน

มิได้มีอาชีพเป็นหมอไสยศาสตร์ หมอผี ก็อย่าเลียนแบบครับ ความเท่มีน้อย แค่ผลข้างเคียงมีมาก

ต้องมีวิจารณญาณ ว่าจะเลือกใช้เทพอาวุธเพียงในระดับของการป้องกันตัว 

หรือเพื่อจะประกาศความพร้อมในการเป็นเกจิอาจารย์ เป็นเจ้าพิธี เป็นหมอไสยศาสตร์ ที่จะต้องมีเทพอาวุธขนาดเท่าของจริง เพื่อต่อสู้กับผีพราย หรือแก้สารพัดคุณไสยที่เขากระทำมา

เพราะขึ้นชื่อว่าอาวุธ มีแล้วก็ต้องได้ใช้งาน ตามประสิทธิภาพของมันครับ โบราณท่านบอกว่าเป็นอาถรรพณ์ของอาวุธทุกชนิดครับ

๗) ไม่ควรบูชาท้าวเวสสุวัณ กับ พระแม่กาลี ไว้ในสถานที่เดียวกัน

ถ้าจำเป็นต้องบูชาห้องเดียวกัน จะต้องเป็นห้องใหญ่ มีโต๊ะหมู่พระพุทธรูป-เทวรูป ซึ่งควรเป็นโตํะหมู่ ๙ (ที่ตั้งพระ-องค์เทพเต็มโต๊ะหมู่ ไม่ใช่ตั้งแค่ไม่กี่องค์แล้วมีแต่เครื่องบูชา) คั่นกลาง

มิฉะนั้น ก็อนุโลมเพียงให้อยู่ในอาคารหรือบ้านหลังเดียวกันได้ แต่ต้องอยู่คนละห้อง




เหตุผลก็คือ พระแม่กาลีเป็นใหญ่ในหมู่ภูตผีปีศาจ เป็นผู้ปราบอสูรและยักษ์

ขณะที่ท้าวเวสสุวัณ เป็นอธิบดีของอสูรและยักษ์ และเป็นสายวิชาที่เอาไว้ขับไล่ภูตผีปีศาจ

แม้ว่าท้าวเวสสุวัณจะไม่หมือนยักษ์ทั่วไป เพราะเป็นเทวดาสัมมาทิฏฐิ ดังกล่าวแล้ว แต่ทิพยภาวะของท่าน ก็ยังคงเป็นยักษ์ หรือ อสูร ครับ

อีกทั้งเทวรูปพระแม่กาลี ที่ทรงฤทธิ์ที่สุด จะต้องอยู่ในลักษณะเปลือยกาย ในขณะที่เทวรูปของท้าวเวสสุวัณ มักจะแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างอลังการเสมอ

พระแม่กาลี ยังทรงทรงพอพระทัยในกามารมณ์ การเสพเมถุน การบูชาพระนางที่จะทำให้ได้ผลอันสูงสุด จะต้องมีการปฏิบัติในเรื่องเหล่านี้ถวาย 

ดังนั้น แม้ไม่บูชาท้าวเวสสวัณ เทวรูปของพระนางก็ไม่ควรประดิษฐานในห้องพระอยู่แล้ว

แต่ถ้ามีท้าวเวสสุวัณอยู่ด้วย จะทำในสิ่งเหล่านี้แม้ในขั้นอนุโลมที่สุด เช่น การเปิดหนังถวาย ก็ทำไม่ได้เลยครับ เพราะพระองค์ไม่โปรด

สิ่งที่ท้าวเวสสุวัณโปรด คือ ผู้บูชาที่ปฏิบัติธรรม ไม่หมกมุ่นในเรื่องทางโลก พระองค์จะทรงเฝ้าดู และประทานการคุ้มครองให้อย่างไม่จำกัด

ทิพยภาวะ และประติมานวิทยาขัดแย้งกันเช่นนี้ จึงบูชาในห้องเดียวกันไม่ได้ครับ

๘) แม้ไม่ควรบูชาร่วมกับพระแม่กาลี แต่ถ้าเป็น พระกาลีไภรวี (Kali Bhairavi) หรือ พระแม่กาลีทรงเครื่องประทับยืน ศิลปะอินเดียใต้ ก็สามารถบูชาในสถานที่เดียวกับท้าวเวสสุวัณได้

และตั้งใกล้กันได้ ถึงขนาดที่ว่า เพียงแต่มีเทวรูปอื่นคั่นกลางเพียงองค์เดียว ซึ่งควรเป็น ท้าวมหาพรหม หรือ พระแม่ลักษมี ที่ทรงเครื่องอินเดียโบราณ (ไม่นุ่งส่าหรี) ก็พอ

คำกล่าวนี้ ผมทดลองแล้ว เป็นความจริงครับ




และเมื่อลองพิเคราะห์ พิจารณ์ ตามความรู้ที่มี ก็เข้าใจได้ว่า เป็นเพราะอะไร

-พระกาลีไภรวี เป็นสายวิชาที่ดัดแปลงมาจากลัทธิบูชาพระแม่กาลีเดิม โดยอิงกับเทวศาสตร์ของไศวะนิกายฝ่ายอินเดียใต้

-เทวศาสตร์อินเดียใต้ เป็น "ครู" สายหนึ่งของเทวศาสตร์ขอม และเทวศาสตร์ไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา

-ดังนั้น ไม่ว่าประติมานวิทยาใดๆ ของอินเดียใต้ ย่อมใช้ร่วมกันได้กับเทวศาสตร์ขอม และเทวศาสตร์ไทย

-ท้าวเวสสุวัณ ก็เป็นเทวศาสตร์ไทยแขนงหนึ่ง ที่พัฒนามาจากเทวศาสตร์ขอม จึงไม่เป็นปฏิปักษ์กับเทวศาสตร์อินเดียใต้

-สำคัญที่สุด เนื่องจากประติมานวิทยา ของพระกาลีไภรวีนั้น เปลี่ยนแปลงจากสภาวะของเทพปีศาจ ผู้ปราบอสูร เป็นเทพอสูรไปแล้วไงครับ

พอเป็นเทพอสูร และทรงเครื่องแบบจัดเต็ม เพียงแต่ยังคงเปลือยอกตามแบบโบราณเท่านั้น ไม่ใช่เปลือยทั้งองค์แบบพระแม่กาลี จึงบูชาร่วมกับท้าวเวสสุวัณ ซึ่งเป็นจอมอสูรได้

รวมทั้งเทพอสูรองค์อื่น ซึ่งมีหลักเดิมว่า ไม่ควรบูชากับพระแม่กาลี เช่น พระพิราพ พระพิเภก ก็สามารถบูชาร่วมกับพระแม่กาลีไภรวีได้ โดยไม่มีปัญหาใดๆ เช่นกัน

รูปเคารพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นของดีครับ แต่ก็เป็นของอาถรรพณ์ด้วย ทุกอย่างละครับ

ต้องรู้วิธีบูชาครับ แล้วชีวิตจะเจริญรุ่งเรือง

เป็นอะไรที่ต้องยึดมั่น ในคำสอนของคนโบราณ ที่ท่านมีประสบการณ์มาแล้ว คิดเองเออเองไม่ได้ครับเรื่องแบบนี้


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ศาสตร์แห่งนางเงือก


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*


นางเงือก ฝีมือ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ

คำว่า เงือก ในภาษาไทยชั้นเดิมที่สุด  คือ งู

ดังปรากฏใน โองการแช่งน้ำ ซึ่งใช้ใน พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา มีบทอัญเชิญพระอิศวร บรรยายว่า

ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง

หมายถึง ทรงมีงูเป็นสังวาลย์ ครับ

แต่ในวรรณคดียุคต่อมา เช่น ลิลิตพระลอ ความหมายของเงือกก็เปลี่ยนไป

กล่าวคือ เป็น พราย หรือ ผีน้ำ ประเภทหนึ่ง รูปร่างคล้ายคน มีผมยาว มีดวงตาโตกลอกไปมาได้ น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก

เมื่อใครลงเล่นน้ำ เงือกก็เอาผมพันรัดคอแล้วฉุดลงไปใต้น้ำ จนจมน้ำตาย

คำว่า เงือก ที่หมายถึงผีน้ำนี้ ยังคงใช้กันมาจนรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดังเช่นใน รำพันพิลาป ของ สุนทรภู่

แต่ในวรรณคดีอีกเรื่องหนึ่งของสุนทรภู่ คือ พระอภัยมณี ก็กลับเปลี่ยนไปใช้เงือกในความหมายใหม่

คือ ครึ่งคนครึ่งปลา อย่าง Mermaid ของฝรั่ง

แล้วนางเงือกของสุนทรภู่ ก็มีพฤติกรรมที่เกือบจะเหมือนกับ mermaid เลยละครับ

คือเมื่อเรือเดินสมุทรลำใด อับปางลงในทะเล บรรดานางเงือกก็จะพากันฉุดมนุษย์ไป

แต่นำไปเพื่อเป็นคู่ มิใช่นำไปฆ่ากินเป็นอาหารเหมือน mermaid


นางเงือกของสุนทรภู่ หุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส
ที่ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จ.นครปฐม

ยุคของสุนทรภู่ เป็นยุคที่คนไทยเริ่มตื่นตัวกับวิชาความรู้ที่ฝรั่งนำเข้ามา ตัวท่านเอง ก็ได้ศึกษาในเชิง ฝรั่งวิทยา ไว้มาก ดังมีสอดแทรกอยู่ในส่วนอื่นของวรรณคดีเรื่องเดียวกันนี้

จึงสันนิษฐานได้ว่า การเปลี่ยนแปลงนิยามของเงือก ในเรื่องพระอภัยมณี ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจาก mermaid ของฝรั่งอย่างแน่นอน

และทำให้คนไทยโดยทั่วไป ใช้คำว่าเงือก ตามความหมายเดียวกันนี้มาตั้งแต่นั้น

แต่สุนทรภู่ มิได้เป็นบุคคลแรก ที่พูดถึงอมนุษย์ ที่เป็นครึ่งคนครึ่งปลาในวรรณคดีไทยหรอกครับ

และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นอกจากอิทธิพลของ mermaid แล้ว ยังมีความเป็นไปได้สูงว่า ท่านจะได้แนวคิดมาจากวรรณคดีที่มีมาก่อนแล้วด้วย

เพราะในบทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๓๔๐ นั้น ได้มีการกล่าวถึง นางสุพรรณมัจฉา ในสมุดไทยเล่มที่ ๔๐

นางสุพรรณมัจฉา ในพระราชนิพนธ์ดังกล่าว เป็นลูกสาวทศกัณฐ์ตอนแปลงกายเป็นปลา ไปสมสู่กับนางปลา จนมีลูกออกมาเป็นคนครึ่งปลา

แม้ทศกัณฐ์จะเป็นยักษ์ แต่ในวรรณคดีก็อนุโลม ให้เชื้อสายของทศกัณฐ์เป็นมนุษย์ เช่น ในกรณีของ นางสีดา ไงครับ

ด้วยเหตุนี้ นางสุพรรณมัจฉาจึงมีรูปกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างเป็นปลา อีกทั้งมีรูปโฉมที่งดงาม มีผิวพรรณผุดผ่องเป็นสีทอง

ครั้นเมื่อพระราม ได้มอบหมายให้หนุมานและนิลพัท พาพลวานรไปถมมหาสมุทร เพื่อจองถนนไปสู่กรุงลงกา ทศกัณฐ์สั่งให้นางสุพรรณมัจฉาคุมบริวารคือฝูงปลา คาบก้อนหินของฝ่ายพระรามไปทิ้ง เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งแก่การจองถนนนั้น

หนุมานเกิดความสงสัย จึงดำลงไปใต้น้ำ พบนางสุพรรณมัจฉากำลังคุมฝูงปลาคาบก้อนหินไปทิ้ง ก็โกรธแค้นมาก จึงชักตรีจะฆ่านางสุพรรณมัจฉา แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนใจ จึงเกี้ยวพาราสีนางและร่วมสังวาสกัน

จนต่อมานางมีบุตรคือ มัจฉานุ ที่ตัวเป็นลิงมีหางเป็นปลา


ภาพปูนปั้นระบายสี หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

แม้นางสุพรรณมัจฉา จะเป็นตัวละครที่มีบทบาทเพียงเท่านั้น แต่ด้วยรูปลักษณ์อันงดงาม ที่ผู้คนได้พบเห็นจากจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ในพระระเบียงคด วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ก็เป็นที่ชื่นชอบและจดจำ จนกลายเป็นหนึ่งในนางในวรรณคดีที่มีชื่อเสียงของไทย

และรูปลักษณ์ของนางสุพรรณมัจฉา ยังได้ปรากฏใน ธงกฐิน ทั้ง ๔ คือ นางเงือก จระเข้ ตะขาบ และเต่า อีกด้วย

โดยธงชนิดนี้ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ธงนางเงือก หรือ ธงนางมัจฉา เป็นธงที่ใช้ประดับตกแต่งในงานพิธีถวายผ้ากฐิน ซึ่งมีผู้อธิบายว่า เป็นเคล็ดความเชื่อของคนไทย ในเรื่องของอานิสงส์จากการถวายผ้าแก่พระภิกษุ จะทำให้มีรูปงาม

ต่อมา ก็มีผู้อธิบายคาามหมายของธงกฐินทั้ง ๔ ว่าเป็น ปริศนาธรรม หมายถึงกิเลสทั้ง ๓ คือ จระเข้ หมายถึงความโลภ นางมัจฉา หมายถึงความหลง ตะขาบ หมายถึงความโกรธ และ เต่า หมายถึงสติ

คำอธิบายนี้ น่าจะเป็นการลากเข้าความ และเกิดขึ้นภายหลังครับ

เพราะการทำธงกฐินทั้ง ๔ อาจจะมาจากศาสตร์โบราณ ที่เก่าแก่มาก และสูญหายไปแล้ว จนคนไม่รู้ความหมายดั้งเดิม เหลือแต่รูปภาพที่ยังคงอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับปริศนาธรรมอันใด

ดังเช่น ธงจระเข้นั้น ยังคงมีตำนานเล่าขานกันถึงเศรษฐีผู้หนึ่ง ที่ตายไปแล้วเกิดเป็นจระเข้ ว่ายน้ำตามขบวนกฐิน จนขาดใจตาย

หรืออีกตำราหนึ่งที่กล่าวว่า เศรษฐีคนหนึ่งตายไปเกิดเป็นจระเข้เฝ้าสมบัติที่ฝังไว้ ต่อมาญาติได้ขุดเอาสมบัติเหล่านั้นไปทำบุญกฐิน จระเข้เศรษฐีเกิดความปิติ แต่ไม่สามารถไปร่วมทำบุญได้ จึงให้คนเขียนรูปจำลองตัวเองไป อานิสงส์นั้นทำให้ไปเกิดเป็นดาวจระเข้

และจะสังเกตุได้ว่า ในงานทำบุญทอดกฐิน ผู้คนมักจะอยากได้ และแย่งกันเฉพาะธงมัจฉา และธงจระเข้ สองธงนี้เท่านั้นแหละครับ


ภาพนางมัจฉา และจระเข้ ที่ใช้ในธงกฐิน

บางแห่งถึงกับต้องมีการจอง หรือไม่ก็เป็นประธานใหญ่เท่านั้น เพราะกฐินงานหนึ่ง จะมีธงใหญ่แค่อย่างละผืนเดียว

นั่นก็เพราะเชื่อกันว่า คนที่ได้ไปบูชา ติดบ้านเรือน ร้านค้า จะมีเงินทอง ไหลมาเทมา ไม่ขาดสาย อุปมาดั่งงานกฐินของวัดต่างๆ ที่มีแต่คนนำเงินทอง ข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ไปถวายด้วยจิตศรัทธานั่นเอง

นี่แหละครับ ที่น่าจะเป็นคติที่แสดงถึงต้นเค้าเดิม ของศาสตร์แห่งนางเงือก และจระเข้ ที่เป็นไสยศาสตร์ ไม่ใช่ปริศนาธรรมอะไรทั้งนั้น

ไสยศาสตร์ทั้งสองนี้ คงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานบุญกฐิน ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ประจำปี ต้องตระเตรียมมาก และที่สำคัญคือ ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางกันไปทางน้ำ มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

จึงเป็นไปได้ว่า หมอไสยเวทพื้นบ้านในยุคแรกๆ จึงใช้ศาสตร์เกี่ยวกับจระเข้ ซึ่งเป็นใหญ่ในสัตว์น้ำทั้งปวง มาช่วยคุ้มกันขบวนเรือกฐิน

และ นางมัจฉา มาช่วยในเรื่องเมตตามหานิยม ชักชวนผู้คนไปร่วมบุญกันมากๆ นั่นเองครับ

แม้แต่ ตะขาบ และเต่า ก็อาจจะมีที่มาจากศาสตร์ที่เราไม่รู้จักกันอีกต่อไปแล้ว ที่หมอไสยเวทไทยโบราณ นำเข้าร่วมในงานบุญกฐิน ตั้งแต่ยุคแรกๆ เช่นกัน

อีกทั้งยังน่าจะมีพิธีกรรมบางอย่าง ในการทำธงดังกล่าวตั้งแต่แรกๆ ด้วย จึงเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อ ในการครอบครองเฉพาะธงจระเข้ และธงนางมัจฉาดังกล่าว

ทั้งสองสายวิชานี้ เป็นไสยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์โดยตรงครับ

อย่างจระเข้ ที่มีตำนานเกี่ยวกับเศรษฐี ได้มีการสืบทอดมาทำเป็นสัตว์มงคล ที่เสริมบารมีด้านความอุดมสมบูรณ์ สืบต่อกันมาจนทุกวันนี้


จระเข้อาคม หลวงปู่สุภา กันตสีโล จ.ภูเก็ต

ส่วนในศาสตร์ของนางมัจฉา หรือนางเงือก ซึ่งทุกวันนี้ ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากธงกฐิน แต่น่าสงสัยว่า จะมีบางสายวิชาที่เก่ากว่านั้นอยู่หรือไม่

เพราะเรารู้จักนางสุพรรณมัจฉา มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นอย่างน้อยไงครับ

พ่อครูด้วง ผู้ประสิทธิ์วิชา นางเทวดาทั้งสาม ให้แก่ผม ซึ่งเป็นวิชาทางเสน่ห์ เมตตามหานิยมทั้งสิ้น คือ นางเงือก กินรี และ อัปสร

ท่านก็กล่าวว่า สายวิชานางเงือกที่ท่านได้มา ไม่มีการสร้างผ้ายันต์ หรือเครื่องราง ที่มีลักษณะเหมือนนางเงือกแบบที่เป็นธงกฐินเลยครับ

มีแต่การแกะสลักไม้ ขึ้นเป็นรูปนางเงือก แล้วแช่ในน้ำมันจันทน์ หรือปั้นดิน-แกะสลักหิน หรือหล่อโลหะเป็นขนาดบูชาเลย

ที่สำคัญคือ วิชาการสร้างและเสกนางเทวดาทั้งสาม ครูบาอาจารย์ของท่านได้จากเขมรมาทั้งสำรับ

เขมรรับคติในเรื่องรามเกียรติ์ไปจากไทย ทั้งนาฏดุริยางคศิลป์ และ ไสยศาสตร์

เขารู้จัก และนิยมนางสุพรรณมัจฉา เหมือนคนไทยนะครับ

แต่ปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นนางสุพรรณมัจฉา ในนาฏศิลป์เขมร เพราะสูญหายไปในยุคเขมรแดง เวลานี้นาฏศิลป์เขมรยังฟื้นฟูขึ้นมาได้ไม่ครบถ้วน

ส่วน นางเงือก ในทางไสยศาสตร์ พ่อครูบอกว่า สายวิชาที่ท่านได้มา มีมนต์ที่อ้างถึงนางสุพรรณมัจฉาในรามเกียรติ์ จนท่านเองนับถือเป็นองค์ครูในการทำวิชาดังกล่าวครับ

และนางเงือกในสายนี้ แม้จะเป็นชุดวิชาเดียวกับ กินรี และ อัปสร ที่พ่อครูท่านได้มาตำรับเดียวกัน 

แต่ก็ไม่เหมือนกับ เทพกินรี ที่ผมเคยเขียนไปแล้วใน http://shreegurudevamantra.blogspot.com/2015/12/blog-post_9.html

เพราะกินรีที่แท้จริง เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา มีการเกิดแก่เจ็บตายเหมือนพวกเรา เพียงแต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ป่าหิมพานต์ 

และมีความแตกต่างตรงที่ บินไปในอากาศได้ด้วยวิชาอาคม ในรูปของปีกที่ทำเลียนแบบนก

ดังนั้น ในการปลุกเสก ก็ใช้วิธีอัญเชิญปราณ และดวงวิญญาณของกินรีที่ตายไปแล้ว มาสถิตในเครื่องราง

แต่นางเงือก ไม่ใช่ครับ

เพราะนางเงือก หรือคนครึ่งปลา ไม่มีทั้งในมิติของเรา และทั้งในป่าหิมพานต์

และนางเงือก ในสายวิชาที่พ่อครูด้วงท่านได้มา ยึดถือนางสุพรรณมัจฉาเป็นองค์ครูดังกล่าวแล้ว

นางสุพรรณมัจฉา จึงเป็นนางเงือกเพียงหนึ่งเดียว ที่เป็นหลักในการเสกเครื่องรางนางเงือกทุกชิ้น

คล้ายกับการเทวาภิเษกเทวรูป ที่ใช้วิธีอัญเชิญองค์เทพ ซึ่งถ้าอัญเชิญถูกต้อง แต่ละองค์ก็จะทรงรับ ทรงเจิม และประจุปราณของแต่ละองค์เข้าสู่เทวรูปได้ตั้งแต่ทีละองค์ หรือ เป็นร้อยเป็นพันองค์ ในแต่ละพิธีก็ได้

ซึ่งปฏิมาของเทพองค์ใด เมื่อเทวาภิเษกแล้ว ก็ถือเป็นเทวรูปของเทพองค์นั้น


นางเงือก องค์ครู ในสายวิชาที่ผมสืบทอดจากพ่อท่านด้วง

เครื่องรางนางเงือกทุกชิ้น ที่ผ่านพิธีกรรมในสายนี้ ก็ย่อมต้องถือว่า เป็น ปฏิมา ของนางสุพรรณมัจฉาทั้งสิ้นเช่นกัน

ต่างกับเทพกินรีแต่ละองค์ ซึ่งจะตอบรับ และสถิตในประติมากรรมขนาดบูชาขึ้นไปได้เพียง ๑ องค์เท่านั้น

และถ้าเป็นการแบ่งปราณ เข้าประจุในเครื่องรางต่างๆ ก็จะทำได้อย่างมากที่สุดไม่เกิน ๘ ชิ้น ต่อเทพกินรี ๑ องค์เท่านั้น

อีกทั้งเมื่อมาจากนางสุพรรณมัจฉาเพียงหนึ่งเดียว ก็ไม่มีการแบ่งเป็นชั้นเทพ และชั้นสามัญ เหมือนกินรี

ถ้าจะมีการแบ่งแยก หรือ วรรณะ ก็แค่จากเครื่องทรง

คือ ถ้าเป็นนางเงือกที่สวมชฎา และทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ครบสำรับ ก็ถือว่าเป็นนางสุพรรณมัจฉาเต็มองค์ 

ถ้าเป็นนางเงือกตัวเปล่าๆ ไม่ทรงเครื่อง ก็คือ ไม่เต็มองค์

ซึ่งมนต์ที่ใช้ในการเสก ก็แตกต่างกันอยู่บ้าง ความดีเด่นของวัตถุมงคลที่ได้ ไม่เหมือนกัน

แต่ยังคงอยู่ในข่ายแห่งทิพยภาวะ ของนางสุพรรณมัจฉา เหมือนกัน

และที่แน่ๆ ไม่ใช่เน้นอยู่แต่ด้านเมตตา โชคลาภ เหมือนนางเงือกที่เป็นผ้ายันต์ ซึ่งเอาแบบมาจากธงกฐินด้วยครับ


นางเงือก ขนาดบูชาหน้ารถ
ที่มีผู้นำมาให้ผมทำพิธีเสกอยู่เรื่อยๆ ครับ

ที่ผ่านมา ตัวผมเองก็ได้ตรวจสอบวัตถุมงคลรูปนางเงือก หรือนางมัจฉาต่างๆ ของไทย ที่ต่อยอดมาจากธงกฐิน ก็พบว่า ไม่เหมือนกับสายวิชาที่พ่อครูด้วงท่านประสิทธิ์ให้ผมจริงๆ

น่าเสียดายครับ ในเมืองไทยเรา ไม่มีตัวอย่างของนางสุพรรณมัจฉา ที่มีการลงอาคม ปลุกเสกในทางไสยศาสตร์ไว้ ณ ที่อื่นใดเลย

ผมจะได้เปรียบเทียบว่า เหมือนหรือแตกต่างไปจากที่ผมได้จากพ่อครูด้วงแค่ไหน

และแม้ความจริงจะมีอยู่ว่า นางเงือก หรือนางมัจฉา บนธงกฐิน ก็คือ นางสุพรรณมัจฉา หรือเอาแบบมาจากนางสุพรรณมัจฉา แต่ก็มิได้มีความเกี่ยวข้องกับนางสุพรรณมัจฉาอีกต่อไปแล้ว

แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างเงียบๆ จนถึงปัจจุบันนี้ โดยมีการนำมาทำเป็นผ้ายันต์กันทั่วไป หลายสำนัก


ผ้ายันต์นางเงือก วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม

ที่ผมเห็นว่า ทำได้น่าสนใจที่สุด เป็นของ วัดแก้วเจริญ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ตามภาพนี้ละครับ

ซึ่งมีการลงคาถาไว้โดยรอบ ต่างกับสำนักอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะลงอักษรขอมไว้เพียงไม่กี่คำเท่านั้น

ส่วนนางมัจฉาที่ทำเป็นเครื่องราง หรือวัตถุมงคล ต้องนี่เลยครับ นางมัจฉา ของ หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย วัดสุทธาวาส วิปัสสนา จ.พระนครศรีอยุธยา


เนางมัจฉา หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย วัดสุทธาวาสวิปัสสนา

วัตถุมงคลของสำนักนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องกันมานานในด้านรูปลักษณ์ และการแกะพิมพ์ กล่าวคือ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดออกมา ก็จะทำได้ประณีตงดงามกว่าวัตถุมงคลประเภทเดียวกันของสำนักอื่นๆ

อานุภาพนางมัจฉา ของหลวงพ่อรักษ์ จะมีมากหรือน้อยก็ยังไม่เป็นที่เล่าขานกันเท่าใดนัก แต่คนชอบวัตถุมงคลสวยๆ เช่าเก็บกันหมด เหมือนวัตถุมงคลอื่นๆ ของท่าน

อีกสำนึกหนึ่งที่น่าสนใจ คือ นางเงือก เนื้อไม้ขนุนแกะ ของ พ่อแก่เจ้าแสง วัดบ้านตรัง อ.มายอ ปัตตานี เกจิดังแห่งด้ามขวาน ออกในวาระที่ท่านอายุครบ ๑๐๐ ปี


นางเงือก เนื้อไม้ขนุนแกะ พ่อแก่จ่าแสง วัดบ้านตรัง

นางเงือกรุ่นนี้ ทำด้วยมวลสารที่เป็นมงคล คือไม้ขนุน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งอัปมงคล และไสยศาสตร์มนต์ดำใดๆ ครับ

และเนื่องจากเป็นงานแกะมือทุกชิ้น จึงสร้างได้เพียง ๙๙ ตน โดยวัตถุประสงค์ เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างวิหารครอบ พระพุทธรัตนรังศรีมงคลประภาตสำนักสงฆ์ควนคำทอง จ.พัทลุง ที่พ่อแก่เจ้าแสง ท่านได้เมตตาเป็นประธานจัดสร้าง มีพิธีพุทธาภิเษก ๑๗ วาระ ในช่วงกลางปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา

ล็อคเก็ตนางมัจฉา พระอาจารย์อำนาจ มหาวีโร สำนักปฏิบัติธรรมมหาวีโร บ้านจะหมื่น จ.ชัยภูมิ


ล็อคเก็ตนางมัจฉา พระอาจารย์อำนาจ มหาวีโร

รุ่นนี้ออกมานานหลายปีแล้ว พระเกจิที่สร้างท่านเชี่ยวชาญทั้งไสยขาวและไสยดำ โดยเฉพาะกุมารทองของท่าน มีชื่อเสียงมาก

แตเนื่องจากไม่มีข้อมูลว่า ภายในล็อคเก็ตได้บรรจุมวลสารที่เป็นไสยดำไว้หรือไม่ มีแต่รูปถ่ายที่เห็นว่าอุดผง ฝังพระผงและตะกรุด 

คาถาบูชา ก็เป็นคาถาทางโชคลาภทั่วไป และมีคำแนะนำให้บูชาด้วยดอกไม้และเครื่องหอม ซึ่งจะเป็นสายขาว หรือสายพรายก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ล็อคเก็ตนี้จึงยังไม่มีบทสรุป และทุกวันนี้ก็หายากแล้ว

แต่ในเวลาต่อมา พระอาจารย์ท่านเดียวกันนี้ ก็ได้สร้าง นางปลา เนื้อปถมัง และ นางปลามหาเสน่ห์ เนื้อไม้ตะเคียนแกะสลักแช่ในน้ำมันจันทน์ ซึ่งไม่ใช่ไสยดำทั้งคู่


นางปลา เนื้อผงปถมัง พระอาจารย์อำนาจ มหาวีโร

ดังนั้น ถ้าล็อคเก็ตไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าเป็นไสยดำ หรือมีมวลสารที่เป็นอัปมงคลหรือไม่ อย่างน้อยนางมัจฉา หรือ นางปลา อีกสองรุ่นนี้ของท่าน ก็เป็นไสยขาว และเป็นของมงคลครับ

โดยเฉพาะนางปลาเนื้อผงปถมังนั้น ออกแบบได้สวยงามมาก และแม้จะเป็นเนื้อผงก็กดพิมพ์ได้คมชัด น่าใช้และน่าสะสม สำหรับคนชอบนางเงือกครับ แต่ก็หายากแล้วเช่นกัน

ส่วนสำนักนี้สิครับ มีโอกาสที่จะสุ่มเสียงกับอัปมงคลมาก

นางเงือกแกะจากกระดูกปลาพะยูน ของ พระครูสังฆรักษ์หิรัญโญ หรือ พ่อท่านเสือเล็ก วัดควนซาง จ.ตรัง ซึ่งมรณภาพไปแล้ว

ตามประวัติว่าสร้างเป็นรุ่นแรก และสร้างได้เพียงร้อยกว่าตน เนื่องจากความจำกัดของวัตถุดิบ ซึ่งกว่าจะได้มานั้นแสนยาก เพราะปลาพะยูนเป็นสัตว์อนุรักษ์ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์


นางเงือกแกะจากกระดูกปลาพะยูน พ่อท่านเสือเล็ก วัดควนซาง

ตรงนี้ที่ผมว่า เสี่ยงกับมนต์ดำ เพราะปลาพะยูนซึ่งเป็นเจ้าของกระดูกนั้น ไม่ทราบว่า ตายเอง หรือตายด้วยสาเหตุผิดธรรมชาติ เช่น กินขยะหรือสารเคมีเข้าไป หรือถูกใบพัดเรือ หรือติดอวนแล้วถูกฆ่า

ถ้าตายด้วยสาเหตุเหล่านี้ ก็นับว่าเป็นอัปมงคล

หรือต่อให้เป็นปลาพะยูนที่แก่ตายเองตามธรรมชาติ แต่ไม่มีพิธีขอพลีเอากระดูกของเขามาอย่างถูกต้อง แค่ว่าหากระดูกได้ก็เอามาใช้เลย ก็จะกลายเป็นมนต์ดำอีกละครับ

และนางเงือกของสำนักต่างๆ ต่อไปนี้ เป็นมนต์ดำอย่างแท้จริง ผมนำมาให้ดูเพื่อการศึกษา และเป็นข้อมูลเท่านั้นครับ ถ้าใครชอบแนวนี้ก็ต้องรับผิดชอบกันเอาเอง


พรายนางเงือกมหาเสน่ห์ พระอาจารย์วา นรินโท วัดสนวน

พรายนางเงือกเสน่ห์ พระอาจารย์ วา นรินโท วัดสนวน จ.นครราชสีมา

มวลสารคือ ดินท่าน้ำที่มีผู้หญิงจมน้ำตาย ตะไคร่น้ำ ตะไคร่เสมา ดินเจ็ดป่าช้า ผงตะเคียน ผงตานีที่เฮี้ยนที่สุด และว่านที่ใช้ในด้านเสน่ห์อีกหลายชนิด ฝังพลอย

มัสยาหลงสมุทร พระอาจารยฺโอ พุทโธรักษา พุทธสถานวิหารพระธรรมราช จ.เพชรบูรณ์ ลักษณะเป็นหญิงเปลือย สื่อในด้านคัณหาราคะอย่างชัดเจน โดยขาท่อนล่างและเท้ารวบเป็นหางปลาเท่านั้น

ในสื่อประชาสัมพันธ์ว่าจัดสร้างและปลุกเสก ตามเคล็ดวิชาสายวัดมะขามเฒ่า โดยพระอาจารย์โอศึกษาจาก อ.เล็ก เฮกังกิง


มัสยาหลงสมุทร พระอาจารย์โอ พุทโธรักษา

ซึ่งผมเองก็ไม่เคยทราบว่า สายวิชาของวัดมะขามเฒ่ามีเรื่องเกี่ยวกับนางเงือก และไม่ทราบเรื่องราวของ อ.เล็ก มากนัก

แต่ตัวของท่านพระอาจารย์โอ เป็นเกจิที่ออกเครื่องรางมหาเสน่ห์สายพรายมาตลอด หลายรุ่นครับ

ครับ, ตอนนี้ผมก็รวบรวมมาได้เท่านี้ ถ้าต่อไปมีสำนักใดออกเครื่องรางนางเงือกใหม่ๆ ก็จะนำมา update อย่างแน่นอน

นางเงือก นางปลา นางมัจฉา ไม่ว่าจะเรียกอะไร ก็เป็นสื่อแห่งพลังเสน่ห์ เมตตามหานิยม ที่มีรูปลักษณ์เป็นสตรีเพศ 

ถ้าเป็นเครื่องรางแล้ว จึงเหมาะที่จะให้ผู้หญิงใช้พกติดตัว จะใช้ได้ผลดีกว่าผู้ชายครับ


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด