วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ศาสตร์แห่งนางเงือก


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*


นางเงือก ฝีมือ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ

คำว่า เงือก ในภาษาไทยชั้นเดิมที่สุด  คือ งู

ดังปรากฏใน โองการแช่งน้ำ ซึ่งใช้ใน พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา มีบทอัญเชิญพระอิศวร บรรยายว่า

“ท้าวเสด็จเหนือวัวเผือก เอาเงือกเกี้ยวข้าง”

หมายถึง ทรงมีงูเป็นสังวาลย์ ครับ

แต่ในวรรณคดียุคต่อมา เช่น ลิลิตพระลอ ความหมายของเงือกก็เปลี่ยนไป

กล่าวคือ เป็น พราย หรือ ผีน้ำ ประเภทหนึ่ง รูปร่างคล้ายคน มีผมยาว มีดวงตาโตกลอกไปมาได้ น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งนัก

เมื่อใครลงเล่นน้ำ เงือกก็เอาผมพันรัดคอแล้วฉุดลงไปใต้น้ำ จนจมน้ำตาย

คำว่า เงือก ที่หมายถึงผีน้ำนี้ ยังคงใช้กันมาจนรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดังเช่นใน รำพันพิลาป ของ สุนทรภู่

แต่ในวรรณคดีอีกเรื่องหนึ่งของสุนทรภู่ คือ พระอภัยมณี ก็กลับเปลี่ยนไปใช้เงือกในความหมายใหม่

คือ ครึ่งคนครึ่งปลา อย่าง Mermaid ของฝรั่ง

แล้วนางเงือกของสุนทรภู่ ก็มีพฤติกรรมที่เกือบจะเหมือนกับ mermaid เลยละครับ

คือเมื่อเรือเดินสมุทรลำใด อับปางลงในทะเล บรรดานางเงือกก็จะพากันฉุดมนุษย์ไป

แต่นำไปเพื่อเป็นคู่ มิใช่นำไปฆ่ากินเป็นอาหารเหมือน mermaid


นางเงือกของสุนทรภู่ หุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาส
ที่ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง จ.นครปฐม

ยุคของสุนทรภู่ เป็นยุคที่คนไทยเริ่มตื่นตัวกับวิชาความรู้ที่ฝรั่งนำเข้ามา ตัวท่านเอง ก็ได้ศึกษาในเชิง “ฝรั่งวิทยา” ไว้มาก ดังมีสอดแทรกอยู่ในส่วนอื่นของวรรณคดีเรื่องเดียวกันนี้

จึงสันนิษฐานได้ว่า การเปลี่ยนแปลงนิยามของเงือก ในเรื่องพระอภัยมณี ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจาก mermaid ของฝรั่งอย่างแน่นอน

และทำให้คนไทยโดยทั่วไป ใช้คำว่าเงือก ตามความหมายเดียวกันนี้มาตั้งแต่นั้น

แต่สุนทรภู่ มิได้เป็นบุคคลแรก ที่พูดถึงอมนุษย์ ที่เป็นครึ่งคนครึ่งปลาในวรรณคดีไทยหรอกครับ

และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นอกจากอิทธิพลของ mermaid แล้ว ยังมีความเป็นไปได้สูงว่า ท่านจะได้แนวคิดมาจากวรรณคดีที่มีมาก่อนแล้วด้วย

เพราะในบทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ.๒๓๔๐ นั้น ได้มีการกล่าวถึง นางสุพรรณมัจฉา ในสมุดไทยเล่มที่ ๔๐

นางสุพรรณมัจฉา ในพระราชนิพนธ์ดังกล่าว เป็นลูกสาวทศกัณฐ์ตอนแปลงกายเป็นปลา ไปสมสู่กับนางปลา จนมีลูกออกมาเป็นคนครึ่งปลา

แม้ทศกัณฐ์จะเป็นยักษ์ แต่ในวรรณคดีก็อนุโลม ให้เชื้อสายของทศกัณฐ์เป็นมนุษย์ เช่น ในกรณีของ นางสีดา ไงครับ

ด้วยเหตุนี้ นางสุพรรณมัจฉาจึงมีรูปกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างเป็นปลา อีกทั้งมีรูปโฉมที่งดงาม มีผิวพรรณผุดผ่องเป็นสีทอง

ครั้นเมื่อพระราม ได้มอบหมายให้หนุมานและนิลพัท พาพลวานรไปถมมหาสมุทร เพื่อจองถนนไปสู่กรุงลงกา ทศกัณฐ์สั่งให้นางสุพรรณมัจฉาคุมบริวารคือฝูงปลา คาบก้อนหินของฝ่ายพระรามไปทิ้ง เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งแก่การจองถนนนั้น

หนุมานเกิดความสงสัย จึงดำลงไปใต้น้ำ พบนางสุพรรณมัจฉากำลังคุมฝูงปลาคาบก้อนหินไปทิ้ง ก็โกรธแค้นมาก จึงชักตรีจะฆ่านางสุพรรณมัจฉา แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนใจ จึงเกี้ยวพาราสีนางและร่วมสังวาสกัน

จนต่อมานางมีบุตรคือ มัจฉานุ ที่ตัวเป็นลิงมีหางเป็นปลา


ภาพปูนปั้นระบายสี หนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา

แม้นางสุพรรณมัจฉา จะเป็นตัวละครที่มีบทบาทเพียงเท่านั้น แต่ด้วยรูปลักษณ์อันงดงาม ที่ผู้คนได้พบเห็นจากจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ ในพระระเบียงคด วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ก็เป็นที่ชื่นชอบและจดจำ จนกลายเป็นหนึ่งในนางในวรรณคดีที่มีชื่อเสียงของไทย

และรูปลักษณ์ของนางสุพรรณมัจฉา ยังได้ปรากฏใน ธงกฐิน ทั้ง ๔ คือ นางเงือก จระเข้ ตะขาบ และเต่า อีกด้วย

โดยธงชนิดนี้ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า ธงนางเงือก หรือ ธงนางมัจฉา เป็นธงที่ใช้ประดับตกแต่งในงานพิธีถวายผ้ากฐิน ซึ่งมีผู้อธิบายว่า เป็นเคล็ดความเชื่อของคนไทย ในเรื่องของอานิสงส์จากการถวายผ้าแก่พระภิกษุ จะทำให้มีรูปงาม

ต่อมา ก็มีผู้อธิบายคาามหมายของธงกฐินทั้ง ๔ ว่าเป็น ปริศนาธรรม หมายถึงกิเลสทั้ง ๓ คือ จระเข้ หมายถึงความโลภ นางมัจฉา หมายถึงความหลง ตะขาบ หมายถึงความโกรธ และ เต่า หมายถึงสติ

คำอธิบายนี้ น่าจะเป็นการลากเข้าความ และเกิดขึ้นภายหลังครับ

เพราะการทำธงกฐินทั้ง ๔ อาจจะมาจากศาสตร์โบราณ ที่เก่าแก่มาก และสูญหายไปแล้ว จนคนไม่รู้ความหมายดั้งเดิม เหลือแต่รูปภาพที่ยังคงอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับปริศนาธรรมอันใด

ดังเช่น ธงจระเข้นั้น ยังคงมีตำนานเล่าขานกันถึงเศรษฐีผู้หนึ่ง ที่ตายไปแล้วเกิดเป็นจระเข้ ว่ายน้ำตามขบวนกฐิน จนขาดใจตาย

หรืออีกตำราหนึ่งที่กล่าวว่า เศรษฐีคนหนึ่งตายไปเกิดเป็นจระเข้เฝ้าสมบัติที่ฝังไว้ ต่อมาญาติได้ขุดเอาสมบัติเหล่านั้นไปทำบุญกฐิน จระเข้เศรษฐีเกิดความปิติ แต่ไม่สามารถไปร่วมทำบุญได้ จึงให้คนเขียนรูปจำลองตัวเองไป อานิสงส์นั้นทำให้ไปเกิดเป็นดาวจระเข้

และจะสังเกตุได้ว่า ในงานทำบุญทอดกฐิน ผู้คนมักจะอยากได้ และแย่งกันเฉพาะธงมัจฉา และธงจระเข้ สองธงนี้เท่านั้นแหละครับ


ภาพนางมัจฉา และจระเข้ ที่ใช้ในธงกฐิน

บางแห่งถึงกับต้องมีการจอง หรือไม่ก็เป็นประธานใหญ่เท่านั้น เพราะกฐินงานหนึ่ง จะมีธงใหญ่แค่อย่างละผืนเดียว

นั่นก็เพราะเชื่อกันว่า คนที่ได้ไปบูชา ติดบ้านเรือน ร้านค้า จะมีเงินทอง ไหลมาเทมา ไม่ขาดสาย อุปมาดั่งงานกฐินของวัดต่างๆ ที่มีแต่คนนำเงินทอง ข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ไปถวายด้วยจิตศรัทธานั่นเอง

นี่แหละครับ ที่น่าจะเป็นคติที่แสดงถึงต้นเค้าเดิม ของศาสตร์แห่งนางเงือก และจระเข้ ที่เป็นไสยศาสตร์ ไม่ใช่ปริศนาธรรมอะไรทั้งนั้น

ไสยศาสตร์ทั้งสองนี้ คงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานบุญกฐิน ซึ่งเป็นงานบุญใหญ่ประจำปี ต้องตระเตรียมมาก และที่สำคัญคือ ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางกันไปทางน้ำ มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

จึงเป็นไปได้ว่า หมอไสยเวทพื้นบ้านในยุคแรกๆ จึงใช้ศาสตร์เกี่ยวกับจระเข้ ซึ่งเป็นใหญ่ในสัตว์น้ำทั้งปวง มาช่วยคุ้มกันขบวนเรือกฐิน

และ นางมัจฉา มาช่วยในเรื่องเมตตามหานิยม ชักชวนผู้คนไปร่วมบุญกันมากๆ นั่นเองครับ

แม้แต่ ตะขาบ และเต่า ก็อาจจะมีที่มาจากศาสตร์ที่เราไม่รู้จักกันอีกต่อไปแล้ว ที่หมอไสยเวทไทยโบราณ นำเข้าร่วมในงานบุญกฐิน ตั้งแต่ยุคแรกๆ เช่นกัน

อีกทั้งยังน่าจะมีพิธีกรรมบางอย่าง ในการทำธงดังกล่าวตั้งแต่แรกๆ ด้วย จึงเป็นเหตุให้เกิดความเชื่อ ในการครอบครองเฉพาะธงจระเข้ และธงนางมัจฉาดังกล่าว

ทั้งสองสายวิชานี้ เป็นไสยศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์โดยตรงครับ

อย่างจระเข้ ที่มีตำนานเกี่ยวกับเศรษฐี ได้มีการสืบทอดมาทำเป็นสัตว์มงคล ที่เสริมบารมีด้านความอุดมสมบูรณ์ สืบต่อกันมาจนทุกวันนี้


จระเข้อาคม หลวงปู่สุภา กันตสีโล จ.ภูเก็ต

ส่วนในศาสตร์ของนางมัจฉา หรือนางเงือก ซึ่งทุกวันนี้ ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากธงกฐิน แต่น่าสงสัยว่า จะมีบางสายวิชาที่เก่ากว่านั้นอยู่หรือไม่

เพราะเรารู้จักนางสุพรรณมัจฉา มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นอย่างน้อยไงครับ

พ่อครูด้วง ผู้ประสิทธิ์วิชา นางเทวดาทั้งสาม ให้แก่ผม ซึ่งเป็นวิชาทางเสน่ห์ เมตตามหานิยมทั้งสิ้น คือ นางเงือก กินรี และ อัปสร

ท่านก็กล่าวว่า สายวิชานางเงือกที่ท่านได้มา ไม่มีการสร้างผ้ายันต์ หรือเครื่องราง ที่มีลักษณะเหมือนนางเงือกแบบที่เป็นธงกฐินเลยครับ

มีแต่การแกะสลักไม้ ขึ้นเป็นรูปนางเงือก แล้วแช่ในน้ำมันจันทน์ หรือปั้นดิน-แกะสลักหิน หรือหล่อโลหะเป็นขนาดบูชาเลย

ที่สำคัญคือ วิชาการสร้างและเสกนางเทวดาทั้งสาม ครูบาอาจารย์ของท่านได้จากเขมรมาทั้งสำรับ

เขมรรับคติในเรื่องรามเกียรติ์ไปจากไทย ทั้งนาฏดุริยางคศิลป์ และ ไสยศาสตร์

เขารู้จัก และนิยมนางสุพรรณมัจฉา เหมือนคนไทยนะครับ

แต่ปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นนางสุพรรณมัจฉา ในนาฏศิลป์เขมร เพราะสูญหายไปในยุคเขมรแดง เวลานี้นาฏศิลป์เขมรยังฟื้นฟูขึ้นมาได้ไม่ครบถ้วน

ส่วน นางเงือก ในทางไสยศาสตร์ พ่อครูบอกว่า สายวิชาที่ท่านได้มา มีมนต์ที่อ้างถึงนางสุพรรณมัจฉาในรามเกียรติ์ จนท่านเองนับถือเป็นองค์ครูในการทำวิชาดังกล่าวครับ

และนางเงือกในสายนี้ แม้จะเป็นชุดวิชาเดียวกับ กินรี และ อัปสร ที่พ่อครูท่านได้มาตำรับเดียวกัน 

แต่ก็ไม่เหมือนกับ เทพกินรี ที่ผมเคยเขียนไปแล้วใน http://shreegurudevamantra.blogspot.com/2015/12/blog-post_9.html

เพราะกินรีที่แท้จริง เป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา มีการเกิดแก่เจ็บตายเหมือนพวกเรา เพียงแต่อยู่ในอีกมิติหนึ่ง ที่เรียกกันว่า ป่าหิมพานต์ 

และมีความแตกต่างตรงที่ บินไปในอากาศได้ด้วยวิชาอาคม ในรูปของปีกที่ทำเลียนแบบนก

ดังนั้น ในการปลุกเสก ก็ใช้วิธีอัญเชิญปราณ และดวงวิญญาณของกินรีที่ตายไปแล้ว มาสถิตในเครื่องราง

แต่นางเงือก ไม่ใช่ครับ

เพราะนางเงือก หรือคนครึ่งปลา ไม่มีทั้งในมิติของเรา และทั้งในป่าหิมพานต์

และนางเงือก ในสายวิชาที่พ่อครูด้วงท่านได้มา ยึดถือนางสุพรรณมัจฉาเป็นองค์ครูดังกล่าวแล้ว

นางสุพรรณมัจฉา จึงเป็นนางเงือกเพียงหนึ่งเดียว ที่เป็นหลักในการเสกเครื่องรางนางเงือกทุกชิ้น

คล้ายกับการเทวาภิเษกเทวรูป ที่ใช้วิธีอัญเชิญองค์เทพ ซึ่งถ้าอัญเชิญถูกต้อง แต่ละองค์ก็จะทรงรับ ทรงเจิม และประจุปราณของแต่ละองค์เข้าสู่เทวรูปได้ตั้งแต่ทีละองค์ หรือ เป็นร้อยเป็นพันองค์ ในแต่ละพิธีก็ได้

ซึ่งปฏิมาของเทพองค์ใด เมื่อเทวาภิเษกแล้ว ก็ถือเป็นเทวรูปของเทพองค์นั้น


นางเงือก องค์ครู ในสายวิชาที่ผมสืบทอดจากพ่อท่านด้วง

เครื่องรางนางเงือกทุกชิ้น ที่ผ่านพิธีกรรมในสายนี้ ก็ย่อมต้องถือว่า เป็น “ปฏิมา” ของนางสุพรรณมัจฉาทั้งสิ้นเช่นกัน

ต่างกับเทพกินรีแต่ละองค์ ซึ่งจะตอบรับ และสถิตในประติมากรรมขนาดบูชาขึ้นไปได้เพียง ๑ องค์เท่านั้น

และถ้าเป็นการแบ่งปราณ เข้าประจุในเครื่องรางต่างๆ ก็จะทำได้อย่างมากที่สุดไม่เกิน ๘ ชิ้น ต่อเทพกินรี ๑ องค์เท่านั้น

อีกทั้งเมื่อมาจากนางสุพรรณมัจฉาเพียงหนึ่งเดียว ก็ไม่มีการแบ่งเป็นชั้นเทพ และชั้นสามัญ เหมือนกินรี

ถ้าจะมีการแบ่งแยก หรือ วรรณะ ก็แค่จากเครื่องทรง

คือ ถ้าเป็นนางเงือกที่สวมชฎา และทรงเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ครบสำรับ ก็ถือว่าเป็นนางสุพรรณมัจฉาเต็มองค์ 

ถ้าเป็นนางเงือกตัวเปล่าๆ ไม่ทรงเครื่อง ก็คือ ไม่เต็มองค์

ซึ่งมนต์ที่ใช้ในการเสก ก็แตกต่างกันอยู่บ้าง ความดีเด่นของวัตถุมงคลที่ได้ ไม่เหมือนกัน

แต่ยังคงอยู่ในข่ายแห่งทิพยภาวะ ของนางสุพรรณมัจฉา เหมือนกัน

และที่แน่ๆ ไม่ใช่เน้นอยู่แต่ด้านเมตตา โชคลาภ เหมือนนางเงือกที่เป็นผ้ายันต์ ซึ่งเอาแบบมาจากธงกฐินด้วยครับ


นางเงือก ขนาดบูชาหน้ารถ
ที่มีผู้นำมาให้ผมทำพิธีเสกอยู่เรื่อยๆ ครับ

ที่ผ่านมา ตัวผมเองก็ได้ตรวจสอบวัตถุมงคลรูปนางเงือก หรือนางมัจฉาต่างๆ ของไทย ที่ต่อยอดมาจากธงกฐิน ก็พบว่า ไม่เหมือนกับสายวิชาที่พ่อครูด้วงท่านประสิทธิ์ให้ผมจริงๆ

น่าเสียดายครับ ในเมืองไทยเรา ไม่มีตัวอย่างของนางสุพรรณมัจฉา ที่มีการลงอาคม ปลุกเสกในทางไสยศาสตร์ไว้ ณ ที่อื่นใดเลย

ผมจะได้เปรียบเทียบว่า เหมือนหรือแตกต่างไปจากที่ผมได้จากพ่อครูด้วงแค่ไหน

และแม้ความจริงจะมีอยู่ว่า นางเงือก หรือนางมัจฉา บนธงกฐิน ก็คือ นางสุพรรณมัจฉา หรือเอาแบบมาจากนางสุพรรณมัจฉา แต่ก็มิได้มีความเกี่ยวข้องกับนางสุพรรณมัจฉาอีกต่อไปแล้ว

แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างเงียบๆ จนถึงปัจจุบันนี้ โดยมีการนำมาทำเป็นผ้ายันต์กันทั่วไป หลายสำนัก


ผ้ายันต์นางเงือก วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม

ที่ผมเห็นว่า ทำได้น่าสนใจที่สุด เป็นของ วัดแก้วเจริญ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ตามภาพนี้ละครับ

ซึ่งมีการลงคาถาไว้โดยรอบ ต่างกับสำนักอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะลงอักษรขอมไว้เพียงไม่กี่คำเท่านั้น

ส่วนนางมัจฉาที่ทำเป็นเครื่องราง หรือวัตถุมงคล ต้องนี่เลยครับ นางมัจฉา ของ หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย วัดสุทธาวาส วิปัสสนา จ.พระนครศรีอยุธยา


เนางมัจฉา หลวงพ่อรักษ์ อนาลโย วัดสุทธาวาสวิปัสสนา

วัตถุมงคลของสำนักนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่ยกย่องกันมานานในด้านรูปลักษณ์ และการแกะพิมพ์ กล่าวคือ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดออกมา ก็จะทำได้ประณีตงดงามกว่าวัตถุมงคลประเภทเดียวกันของสำนักอื่นๆ

อานุภาพนางมัจฉา ของหลวงพ่อรักษ์ จะมีมากหรือน้อยก็ยังไม่เป็นที่เล่าขานกันเท่าใดนัก แต่คนชอบวัตถุมงคลสวยๆ เช่าเก็บกันหมด เหมือนวัตถุมงคลอื่นๆ ของท่าน

อีกสำนึกหนึ่งที่น่าสนใจ คือ นางเงือก เนื้อไม้ขนุนแกะ ของ พ่อแก่เจ้าแสง วัดบ้านตรัง อ.มายอ ปัตตานี เกจิดังแห่งด้ามขวาน ออกในวาระที่ท่านอายุครบ ๑๐๐ ปี


นางเงือก เนื้อไม้ขนุนแกะ พ่อแก่จ่าแสง วัดบ้านตรัง

นางเงือกรุ่นนี้ ทำด้วยมวลสารที่เป็นมงคล คือไม้ขนุน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกี่ยวข้องกับสิ่งอัปมงคล และไสยศาสตร์มนต์ดำใดๆ ครับ

และเนื่องจากเป็นงานแกะมือทุกชิ้น จึงสร้างได้เพียง ๙๙ ตน โดยวัตถุประสงค์ เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างวิหารครอบ พระพุทธรัตนรังศรีมงคลประภาต ณ สำนักสงฆ์ควนคำทอง จ.พัทลุง ที่พ่อแก่เจ้าแสง ท่านได้เมตตาเป็นประธานจัดสร้าง มีพิธีพุทธาภิเษก ๑๗ วาระ ในช่วงกลางปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา

ล็อคเก็ตนางมัจฉา พระอาจารย์อำนาจ มหาวีโร สำนักปฏิบัติธรรมมหาวีโร บ้านจะหมื่น จ.ชัยภูมิ


ล็อคเก็ตนางมัจฉา พระอาจารย์อำนาจ มหาวีโร

รุ่นนี้ออกมานานหลายปีแล้ว พระเกจิที่สร้างท่านเชี่ยวชาญทั้งไสยขาวและไสยดำ โดยเฉพาะกุมารทองของท่าน มีชื่อเสียงมาก

แตเนื่องจากไม่มีข้อมูลว่า ภายในล็อคเก็ตได้บรรจุมวลสารที่เป็นไสยดำไว้หรือไม่ มีแต่รูปถ่ายที่เห็นว่าอุดผง ฝังพระผงและตะกรุด 

คาถาบูชา ก็เป็นคาถาทางโชคลาภทั่วไป และมีคำแนะนำให้บูชาด้วยดอกไม้และเครื่องหอม ซึ่งจะเป็นสายขาว หรือสายพรายก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ล็อคเก็ตนี้จึงยังไม่มีบทสรุป และทุกวันนี้ก็หายากแล้ว

แต่ในเวลาต่อมา พระอาจารย์ท่านเดียวกันนี้ ก็ได้สร้าง นางปลา เนื้อปถมัง และ นางปลามหาเสน่ห์ เนื้อไม้ตะเคียนแกะสลักแช่ในน้ำมันจันทน์ ซึ่งไม่ใช่ไสยดำทั้งคู่


นางปลา เนื้อผงปถมัง พระอาจารย์อำนาจ มหาวีโร

ดังนั้น ถ้าล็อคเก็ตไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าเป็นไสยดำ หรือมีมวลสารที่เป็นอัปมงคลหรือไม่ อย่างน้อยนางมัจฉา หรือ “นางปลา” อีกสองรุ่นนี้ของท่าน ก็เป็นไสยขาว และเป็นของมงคลครับ

โดยเฉพาะนางปลาเนื้อผงปถมังนั้น ออกแบบได้สวยงามมาก และแม้จะเป็นเนื้อผงก็กดพิมพ์ได้คมชัด น่าใช้และน่าสะสม สำหรับคนชอบนางเงือกครับ แต่ก็หายากแล้วเช่นกัน

ส่วนสำนักนี้สิครับ มีโอกาสที่จะสุ่มเสียงกับอัปมงคลมาก

นางเงือกแกะจากกระดูกปลาพะยูน ของ พระครูสังฆรักษ์หิรัญโญ หรือ พ่อท่านเสือเล็ก วัดควนซาง จ.ตรัง ซึ่งมรณภาพไปแล้ว

ตามประวัติว่าสร้างเป็นรุ่นแรก และสร้างได้เพียงร้อยกว่าตน เนื่องจากความจำกัดของวัตถุดิบ ซึ่งกว่าจะได้มานั้นแสนยาก เพราะปลาพะยูนเป็นสัตว์อนุรักษ์ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์


นางเงือกแกะจากกระดูกปลาพะยูน พ่อท่านเสือเล็ก วัดควนซาง

ตรงนี้ที่ผมว่า เสี่ยงกับมนต์ดำ เพราะปลาพะยูนซึ่งเป็นเจ้าของกระดูกนั้น ไม่ทราบว่า ตายเอง หรือตายด้วยสาเหตุผิดธรรมชาติ เช่น กินขยะหรือสารเคมีเข้าไป หรือถูกใบพัดเรือ หรือติดอวนแล้วถูกฆ่า

ถ้าตายด้วยสาเหตุเหล่านี้ ก็นับว่าเป็นอัปมงคล

หรือต่อให้เป็นปลาพะยูนที่แก่ตายเองตามธรรมชาติ แต่ไม่มีพิธีขอพลีเอากระดูกของเขามาอย่างถูกต้อง แค่ว่าหากระดูกได้ก็เอามาใช้เลย ก็จะกลายเป็นมนต์ดำอีกละครับ

และนางเงือกของสำนักต่างๆ ต่อไปนี้ เป็นมนต์ดำอย่างแท้จริง ผมนำมาให้ดูเพื่อการศึกษา และเป็นข้อมูลเท่านั้นครับ ถ้าใครชอบแนวนี้ก็ต้องรับผิดชอบกันเอาเอง


พรายนางเงือกมหาเสน่ห์ พระอาจารย์วา นรินโท วัดสนวน

พรายนางเงือกเสน่ห์ พระอาจารย์ วา นรินโท วัดสนวน จ.นครราชสีมา

มวลสารคือ ดินท่าน้ำที่มีผู้หญิงจมน้ำตาย ตะไคร่น้ำ ตะไคร่เสมา ดินเจ็ดป่าช้า ผงตะเคียน ผงตานีที่เฮี้ยนที่สุด และว่านที่ใช้ในด้านเสน่ห์อีกหลายชนิด ฝังพลอย

มัสยาหลงสมุทร พระอาจารยฺโอ พุทโธรักษา พุทธสถานวิหารพระธรรมราช จ.เพชรบูรณ์ ลักษณะเป็นหญิงเปลือย สื่อในด้านคัณหาราคะอย่างชัดเจน โดยขาท่อนล่างและเท้ารวบเป็นหางปลาเท่านั้น

ในสื่อประชาสัมพันธ์ว่าจัดสร้างและปลุกเสก ตามเคล็ดวิชาสายวัดมะขามเฒ่า โดยพระอาจารย์โอศึกษาจาก อ.เล็ก เฮกังกิง


มัสยาหลงสมุทร พระอาจารย์โอ พุทโธรักษา

ซึ่งผมเองก็ไม่เคยทราบว่า สายวิชาของวัดมะขามเฒ่ามีเรื่องเกี่ยวกับนางเงือก และไม่ทราบเรื่องราวของ อ.เล็ก มากนัก

แต่ตัวของท่านพระอาจารย์โอ เป็นเกจิที่ออกเครื่องรางมหาเสน่ห์สายพรายมาตลอด หลายรุ่นครับ

ครับ, ตอนนี้ผมก็รวบรวมมาได้เท่านี้ ถ้าต่อไปมีสำนักใดออกเครื่องรางนางเงือกใหม่ๆ ก็จะนำมา update อย่างแน่นอน

นางเงือก นางปลา นางมัจฉา ไม่ว่าจะเรียกอะไร ก็เป็นสื่อแห่งพลังเสน่ห์ เมตตามหานิยม ที่มีรูปลักษณ์เป็นสตรีเพศ 

ถ้าเป็นเครื่องรางแล้ว จึงเหมาะที่จะให้ผู้หญิงใช้พกติดตัว จะใช้ได้ผลดีกว่าผู้ชายครับ


……………………………

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เจ้าแม่ทับทิม : เจ้าแม่สวรรค์ และ เจ้าแม่ท้ายน้ำ


บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*



ชาวจีนทุกแห่งหน มักจะมี ศาลเจ้าแม่ทับทิม เสมอ ไม่ว่าไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ

เพราะอย่างที่พวกเราโดยมาก รู้กันดีอยู่แล้วนะครับ ท่านเป็นทพคุ้มครองชาวเรือทั้งปวง

แต่คำว่า “เจ้าแม่ทับทิม” ที่คนไทยเรียกขานนั้น มิได้แปลจากพระสมัญญานามในภาษาจีนนะครับ

และพระแม่ผู้คุ้มครองชาวเรือของจีน ที่บูชากันอยู่ท้ะวสไป มี ๒ องค์ ซึ่งคนไทยเรียกว่า “เจ้าแม่ทับทิม” ทั้งคู่

ที่ผ่านมาจึงทำให้เกิดความสับสนพอสมควร

เพราะคติการบูชาเทพจีนที่เข้ามาสู่เมืองไทย เข้ามากับชาวจีนหลายภาษา หลากวัฒนธรรม

เทพองค์เดียวกัน ต่างคนก็ต่างว่าไปตามทางของตัว จนสับสนปนเปกันไปหมด

ประติมานวิทยาก็ไม่มีความแตกต่างที่ชัดเจน หรือเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อคนจีนนิยมถวายฉลองพระองค์แด่เจ้าแม่ต่างๆ ด้วยสีแดง ซึ่งเป็นสีนำโชคเหมือนกันไปหมด แล้วก็ไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาไทยให้คนไทยรู้เรื่อง

ก็ช่วยไม่ได้ละครับ ที่จะทำให้คนไทยใช้คำเรียกง่ายๆ ว่า เจ้าแม่ทับทิม

ปัจจุบันนี้ มีการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ ด้วยการแปลจากภาษาจีน ในระดับที่อ่านแล้วสับสนน้อยกว่าในอดีต หรือเข้าใจง่ายขึ้น ผมก็เลยนำจากหลายๆ แหล่ง มาเรียบเรียงให้เข้าใจง่ายขึ้นอีก

โดยเก็บเอาเฉพาะสาระสำคัญจริงๆ นะครับ

เรื่องอื่นที่น่ารู้เหมือนกัน แต่ปลีกย่อยเกินไป จะนำไปโพสต์ใน facebook

เอาละครับ เรามารู้จักเจ้าแม่ทับทิมองค์แรกกันก่อน


เจ้าแม่หม่าโจ้ว หรือ เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ องค์ประธานในศาลเจ้าเทียนโฮ่ว
กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

นั่นคือ เจ้าแม่องค์ที่คนแต้จิ๋วในเมืองไทยเรา นิยมเรียกว่า หม่าโจ้ว หรือในภาษาจีนกลาง ออกเสียงว่า ม๋าจู่ (妈祖)

ตำนานจีนเล่าว่า เจ้าแม่หม่าโจ้วมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ทรงถือกำเนิดในหมู่บ้านชาวประมง เกาะเหมยโจว เมืองจิงหัว อำเภอผู่เถียน มณฑลฝูเจี้ยน หรือ ฮกเกี้ยน นั่นแหละครับ

ก่อนท่านจะถือกำเนิด มารดาของท่าน (แซ่หวาง บางตำราว่าชื่อ เฉินซื่อ) มีลูก ๕ คนแล้ว คนโตเป็นชาย นอกนั้นเป็นหญิงทั้งหมด

เนื่องจากบุตรชายที่มีเพียงคนเดียว ร่างกายไม่แข็งแรง นางจึงอธิษฐานขอบุตรชายอีกสักคนหนึ่ง จากพระแม่กวนอิม

แต่บางเอกสารกลับเล่าว่า มารดาของท่านมีลูกชายอยู่แล้ว ๕ คน ลูกสาว ๑ คน อยากได้ลูกสาวอีคน จึงอธิษฐานขอจากพระโพธิสัตว์กวนอิม

ซึ่งพระแม่กวนอิมก็เสด็จมาเข้าฝัน ตรัสว่า นางจะให้กำเนิดสตรีศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะได้รับความเคารพบูชาจากทั้งชาวบ้าน และชาวทะเลนับหมื่นครัวเรือน แล้วจึงประทานยาลูกกลอน (บางตำราว่าดอกไม้) ให้นางกินหนึ่งเม็ด จากนั้นนางก็ตั้งครรภ์

ครั้นถึงวันที่ ๒๓ เดือน ๓ พ.ศ.๑๕๐๓  ตรงกับรัชสมัย เจ้ากวงยิ่นฮ่องเต้ (趙匡胤) รัชศกเจี้ยนหลง (建隆) ที่ ๑ แห่งราชวงศ์ซ่ง นางก็คลอดบุตรเป็นหญิง

ขณะนั้น ภายในห้องปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ เช่น มีกลิ่นหอมอบอวลกำจายไปทั่ว นอกบ้านก็มีรัศมีสีแดงพุ่งจากขอบฟ้าฟากตะวันตกเฉียงเหนือ สาดเข้าไปถึงในห้อง

เนื่องจากทารกคนนี้ คลอดออกมาแล้วไม่ร้องไห้ จึงตั้งชื่อว่า หลินโม่ว (林默) เพราะคำว่า โม่ว (默) ในภาษาจีนนั้น แปลว่า เงียบ นั่นเอง

ชื่อนี้ถ้าออกเสียงแบบแต้จิ๋ว ก็คือ ลิ้มมิก

ส่วนที่เอกสารต่างๆ นิยมเรียกกันทั่วไปว่า หลินโม่วเหนียง (林默娘 หรือ ลิ้มมิกเนี้ย ในสำเนียงแต้จิ๋ว) ก็คือเป็นการเรียกแบบเป็นทางการครับ

ดังนั้น ต่อไปผมก็จะเขียนพระนามของท่านตามนี้เหมือนกัน


พระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ องค์ใหญ่ที่สุดในโลก บนเกาะเหมยโจวในปัจจุบัน
ภาพจาก http://www.panoramio.com

ตำนานเล่าว่า เมื่อหลินโม่วเหนียงเจริญวัยขึ้น ก็แสดงถึงความเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าเด็กทั่วไป เมื่ออายุ ๔ ขวบ ได้ติดตามบิดา (บางตำราว่ามารดา) ไปไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่ภูเขา ผู่โถวซาน ในมณฑลเจ้อเจียง หลังจากนั้นท่านก็มีอำนาจวิเศษ

แต่บางตำราว่า เมื่อเจริญวัยขึ้น ท่านได้รับคัมภีร์ไร้อักษร อู๋จื้อเทียนจิง (無字天经 แต้จิ๋วว่า บ่อหยี่เทียงเก็ง ) จากท่านปรมาจารย์ ไท่ซ่างเหล่าจวิน (太上老君 แต้จิ๋วว่า ไท้เสี่ยงเหล่ากุง) คุรุเทพแห่งลัทธิเต๋า

ทำให้ท่านมีอิทธิฤทธิ์มากมาย และมีความสามารถในด้านการรักษาโรคต่างๆ ให้ประชาชนผู้เจ็บป่วย จนผู้คนพากันไปขอวามช่วยเหลือจากท่านเป็นอันมาก

นอกจากพลังอำนาจในการรักษาโรค พยากรณ์อนาคตแล้ว สิ่งที่ชาวบ้านเคารพมาก คือ พลังอำนาจในการที่ท่านสามารถช่วยเหลือผู้ประสพภัยทางทะเล ซึ่งเป็นเคราะห์กรรมที่บังเกิดแก่ชาวประมงในหมู่บ้านของท่านเสมอครับ

โดยมีตำนานหนึ่งเล่าว่า วันหนึ่ง ขณะท่านนั่งทอผ้าอยู่ในบ้าน ก็รู้โดยญาณบารมีว่า เรือของบิดาและพี่ชายถูกพายุซัดกระหน่ำกลางทะเล

ท่านจึงกระชากกี่อย่างรุนแรง ซึ่งที่จริง เป็นการใช้อิทธิฤทธิ์ ส่งพลังไปฉุดดึงเรือของพวกเขากลับเข้าฝั่ง

พี่สะใภ้เห็นเข้า เกิดความสงสัย เมื่อพ่อและสามี รอดกลับมาถึงฝั่งจึงได้เล่าให้ฟัง ทุกคนในครอบครัว และบ้านใกล้เรือนเคียงจึงรู้ว่า หลินโม่วเหนียงมีพลังวิเศษ ช่วยเหลือพ่อและพี่ชายให้พ้นจากความตายได้


เจ้าแม่หม่าโจ้ว คลองสาน อายุ ๑๖๙ ปี ล้ง 9999

ต่อมา ข่าวว่าหลินโม่วเหนียงช่วยนำเรือฝ่าพายุกลับเข้าฝั่ง หรือช่วยชีวิตคนเรือแตก ให้รอดตายเริ่มแพร่ออกไปมากขึ้น

ผู้ที่รอดชีวิตกลับมาเล่าตรงกันว่า เห็นสาวน้อยยืนอยู่บนเรือ หรือไม่ก็เหาะเหินอยู่บนท้องฟ้า ช่วยพวกเขาให้รอดถึงฝั่งได้

ครั้นสอบถามจากญาติพี่น้อง จึงทราบว่า พวกนั้นรู้เรื่องที่ท่านใช้อำนาจวิเศษ ช่วยพ่อและพี่ชายพ้นเคราะห์ภัย เมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวของตนกำลังประสบภัยกลางทะเล ก็พากันไปขอความช่วยเหลือจากหลินโม่วเหนียง

บางครั้งท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ โยนผ้าขาวไปในอากาศ เพื่อช่วยชาวประมงที่กำลังเผชิญพายุในทะเล ชาวประมงเหล่านั้นกลับมาเล่าว่า ในขณะที่เรือผจญพายุขนาดใหญ่ บนท้องฟ้ามีผ้าขาวลงมาคล้องเรือของพวกเขา และฉุดให้พ้นจากมหันตภัยร้าย

ต่อมา ท่านจึงใช้ญาณวิเศษ พยากรณ์ลมฟ้าได้แม่นยำ ชาวเรือสามารถหลีกเลี่ยงพายุ ทำให้ท่านไม่ต้องแก้ปัญหา ด้วยการใช้อิทธิฤทธิ์ช่วยพวกเขา จากอุบัติภัยทางทะเลทุกครั้งอีกต่อไป

ชาวบ้านจึงต่างพากันยกย่องสรรเสริญ ขนานนามให้ท่านเป็น ท่งเสียนหลิงหนี่ว์ (通贤灵女) แปลว่า เทพธิดาผู้รู้แจ้ง หรือ หลงหนี่ว์ (龙女) แปลว่า ธิดามังกร

ต่อมา ในวัย ๒๘  ปี ท่านได้ขึ้นไปบนเขา เหมยซาน (湄山) สำเร็จเป็นเซียนล่องลอยสู่สวรรค์ในวันที่ ๙ เดือน ๙ ตามปฏิทินจันทรคติจีน เวลานั้น ชาวบ้านต่างพากันเห็นแสงสว่างโชติช่วง และได้ยินเสียงดนตรีประโคมไปทั่ว

หลังจากนั้น ท่านก็ปรากฏพระองค์กลางทะเล ช่วยเหลือชาวเรือเมื่อประสบพายุใหญ่ หรือดลบันดาลให้คลื่นลมทะเลที่รุนแรงกลับสงบลงอยู่เสมอ

ท่านยังสำแดงเทวานุภาพ ขจัดภัยจากปีศาจ อสูร กำราบมังกรร้าย เรียกฝนแก้ภัยแล้ง ทำคุณให้ประชาชนเป็นอันมาก โดยมีบริวารคือ เทพหูทิพย์ เทพตาทิพย์ ซึ่งเดิมคือสองพี่น้องตระกูลเกา คอยรับสนองเทวโองการ


เทวรูป เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ แบบมาตรฐาน ถือป้ายอาญาสิทธิ์

ชาวบ้านเกาะเหมยโจว จึงพร้อมใจกันสร้าง ศาลเจ้าหลินโม่วเหนียง (林默娘庙 : หลินโม่วเหนียงเมี่ยว ) แห่งแรกขึ้นไว้กราบไหว้บูชา เพื่อขอความคุ้มครอง และเป็นนิมิตหมายที่ดีก่อนออกทะเล

แต่แรงศรัทธาไม่หยุดเพียงแค่นั้นหรอกครับ ชาวเรือและชาวประมงในมณฑลต่างๆ ก็พากันสร้างศาลเจ้าหลินโม่วเหนียงในกาลต่อมา

ซึ่งทำให้ในที่สุด ศาลเจ้าเหล่านี้ก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป

เพราะคติการบูชาเจ้าแม่หลินโม่วเหนียงได้เข้าสู่ราชสำนัก จนฮ่องเต้หลายพระองค์ได้พระราชทานตำแหน่ง หรือ พระสมัญญานาม  เพื่อเป็นการยกย่อง เช่น

พ.ศ.๑๖๙๘ สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ พระเจ้าซ่งเกาจง (宋高宗) พระราชทานพระสมัญญานามให้เป็น ฉงฝูฟูเหยิน (崇福夫人)

พ.ศ.๑๗๓๓ พระเจ้าซ่งกวงจง (宋光宗) พระราชทานพระสมัญญานามให้เป็น หลิงฮุ่ยเฟย (灵惠妃)

พ.ศ.๑๘๒๑ สมัยราชวงศ์หยวน จักรพรรดิหยวนซื่อจู่ (元世祖) หรือ กุบไลข่าน พระราชทานพระสมัญญานามให้เป็น เทียนเฟย (天妃)

พ.ศ.๒๒๒๓ สมัยราชวงศ์ชิง จักรพรรดิคังซี (康熙) พระราชทานพระสมัญญานามให้เป็น เทียนซ่างเซิ่งหมู่ (天上圣) ในปีต่อมา พ.ศ.๒๒๒๔ พระราชทานพระสมัญญานามให้เป็น เหยินฉือเทียนโฮ่ว (仁慈天后)

จากนั้น พระสมัญญานามของท่านก็ยาวขึ้นเรื่อยๆ จนถึงรัชสมัย จักรพรรดิเสียนเฟิง (咸丰) พระราชสวามีของ พระนางซูสีไทเฮา (慈禧太后) พระสมัญญานามของท่านต้องเขียนเป็นตัวอักษรจีนถึง ๖๔ คำ

ปัจจุบัน พระนามของท่านที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ (天后圣母)  แปลว่า ราชินีสวรรค์ คนแต้จิ๋วในไทยออกเสียงว่า เทียงโหวเสี่ยบ้อ

ส่วนในความศรัทธานับถือแบบชาวบ้านจริงๆ ที่ไม่มีความรู้  หรือไม่นิยมใช้ราชาศัพท์ ก็ยกให้ท่านเป็นย่าทวดยายทวด จึงเรียกว่า หม่าโจ้ว ดังกล่าวแล้วข้างต้น

ขณะที่ชาวเค่อเจีย หรือคนแคะเรียก สุยหมู่เหนียง (水母娘) ส่วนชาวไหหลำเรียก โผวสู่ (婆祖)


เทวรูป เทียนโหวเซิ่งหมู่ พิมพ์นิยม

จากเจ้าแม่พื้นเมือง ซึ่งถือกำเนิดอย่างสามัญในหมู่บ้านชาวประมง กลายเป็นเทพนารีที่ราชสำนักยังนิยมบูชา เพราะอภินิหารของท่านเป็นที่ประจักษ์

ก็ขนาดที่ว่า เจิ้งเหอ (郑和) นักเดินเรือผู้โด่งดัง และเป็นมุสลิมโดยกำเนิด ยังต้องไหว้พระแม่เจ้าองค์นี้ก่อนออกเดินทางนะครับ

และเมื่อทรงเลื่อนเทวฐานะขึ้นเป็นราชินีแห่งสวรรค์แล้ว ศาลเจ้าของท่านก็ต้องเลื่อนฐานะตาม

เดิมใช้คำว่า เมี่ยว (庙) ทางราชสำนักก็ให้เปลี่ยนมาเป็น กง (宫) หมายถึง วังหรือตำหนัก คำว่า กง นี้ คนแต้จิ๋วออกเสียงว่า เก็ง

ดังนั้น ศาลพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่  ที่คนแต้จิ๋วเรียกกันแบบบ้านๆ ว่า ศาลหม่าโจ้ว หรือ ศาลเจ้าอาม่า (阿妈) ก็เรียกจนเดี๋ยวนี้ว่า หม่าเก็ง (妈宫)

ความนิยมนับถือท่าน ยังปรากฏหลักฐานในวรรณกรรมไทย คือ นิราศกวางตุ้ง ที่แต่งเมื่อสมัยกรุงธนบุรี มีการกล่าวถึง "พระหมาจอ" หมายถึงเทพผู้คุ้มครองเรือ

ส่วนศาลพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ ที่มีหลักฐานว่าเก่าที่สุดในเมืองไทย น่าจะเป็น ศาลเจ้าแม่เบิกไพร ต.เบิกไพร อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี


ศาลเจ้าแม่เบิกไพร จาก สมุดภาพราชบุรี พ.ศ.๒๔๖๘
จะเห็นว่า ยังคงเป็นเรือนไม้แบบไทยอยู่

ดังมีบันทึกไว้ว่า สมัยกรุงธนบุรีราวๆ พ.ศ.๒๓๑๗ นายเม่งตะ แซ่ตั้น พ่อค้าจีนแต้จิ๋วได้เดินทางเข้ามาค้าขายที่เมืองคูบัวในสมัยนั้น เมื่อเดินทางต่อไปถึงบ้านโป่ง เห็นทำเลหนึ่งชัยภูมิดี จึงได้สร้างศาลเล็กๆ ขึ้นประดิษฐานกระถางธูปพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ ที่ติดตัวมาจากเมืองจีน

ศาลแห่งนั้น ได้รับความเคารพนับถือจากชาวจีนในบ้านโป่งต่อมา เมื่อขยายศาลขึ้นในภายหลัง จึงได้ขนานนามศาลเจ้าตามชื่อตำบลอันเป็นที่ตั้งศาล จนบัดนี้


องค์เจ้าแม่เบิกไพร ภาพจาก http://www/เที่ยวราชบุรี.com

ทีนี้ ผมก็จะขอพูดถึงเจ้าแม่ทับทิมอีกองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นเทพนารีของทางไห่หนาน หรือ ไหหลำ ครับ

ท่านทรงมีพระนามในภาษาจีนกลางว่า สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง (水尾圣娘) คนแต้จิ๋วเรียกว่า จุ้ยบ้วยเสี่ยเนี้ย หรือ จุ้ยบ้วยเนี้ย

ส่วนสำเนียงไหหลำ ซึ่งถิ่นกำเนิดของท่าน จะออกเสียงเป็น ตุ้ยบ๋วยเต่งเหนี่ยง

เล่ากันว่า วันหนึ่งในปี พศ.๒๑๖๗ รัชสมัย จักรพรรดิเจิ้งเต๋อ (正德 พ.ศ.๒๐๔๙-๒๐๖๔) แห่งราชวงศ์หมิง ที่เมือง ตงเจียว (东郊) ใกล้ท่าเทียบเรือ ชิงหลันกั่ง (清澜港) เกาะไหหลำ มณฑลกวางตุ้ง มีชาวประมงแซ่พาน (潘 บางตำราว่า ผู้เฒ่าแซ่พัว) ได้ออกเรือไปจับปลา

ขณะที่กำลังลากแหอยู่นั้น เขาก็รู้ลึกว่าแหอวนหนักผิดสังเกต จึงดีใจว่าคงจะได้ปลาจำนวนมากในคราวนี้ แต่ครั้นดึงขึ้นมาบนเรือ ก็กลายเป็นเพียงท่อนไม้ท่อนหนึ่ง จึงเหวี่ยงท่อนไม้กลับลงไปในน้ำ

เมื่อชายดังกล่าวลากแห่อีกครั้ง ก็ปรากฏว่าท่อนไม้นั้น ติดแหอวนขึ้นมาอีก

ชาวประมงแซ่พาน จึงอธิษฐานว่า หากท่อนไม้นี้ช่วยให้เขาจับปลาได้มาก เขาก็จะนำท่อนไม้นี้กลับไปแกะสลักเป็นเทพยดาเอาไว้บูชา ซึ่งพออธิษฐานเสร็จ ลากแหอีกทีเขาก็ได้ตามประสงค์

แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเอาท่อนไม้นั้นวางไว้กลางแจ้ง ตากแดดตากฝน มิได้นำไปแกะสลักตามที่บนเอาไว้ เพราะลืมสนิท วันๆ เอาแต่ทำมาหากิน

ท่อนไม้นั้นถูกย้ายไปย้ายมาอยู่ระยะหนึ่ง จนไปวางอยู่หน้าเล้าหมู ไม่นานหมูก็ตายอย่างไม่มีสาเหตุ รวมทั้งมีคนที่พูดจาลบหลู่ท่อนไม้นั้น ลบหลู่เสร็จกลับถึงบ้านก็เจ็บไข้ด้วยโรคลึกลับ รักษาอย่างไรก็ไม่หายเช่นกัน

ชาวประมงแซ่พานจึงนึกขึ้นมาได้ ว่าคงเป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่แท้ จึงรีบจุดธูปขอขมา

พลันก็มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น ทุกวันยามตะวันโพล้เพล้ บนต้นลำไยหน้าบ้านชาวประมงแซ่พาน จะปรากฏบัลลังก์ มีหญิงสาวนั่งอยู่ สวมชุดมังกร ศิราภรณ์ประดับเพชรรูปหงส์ สวมรองเท้าสีแดงปักดิ้นเงินรูปดอกไม้ หน้าตาเป็นผู้มีบุญ อิ่มเอิบ มีรอยยิ้มมุมปาก บุคลิกของท่านเปี่ยมด้วยบารมี


พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง ในศาลเจ้าเทียนโฮ่ว กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

หญิงสาวผู้นั้นกล่าวทวงคำสัญญา ที่เขาได้บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้แกะสลักเทวรูปให้ท่าน และเร่งลงมือจัดสร้างศาลโดยเร็ว ไม่ต้องสร้างให้ใหญ่โตนัก ต่อไปจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นเอง

ท่านกล่าวว่า ท่านประสงค์ที่จะโปรดลูกหลาน อยากให้คนทั่วไปได้มีโอกาสกราบไหว้บูชาท่าน ไม่ต้องการให้ชายแซ่พานกราบไหว้ท่านเป็นการส่วนตัวเท่านั้น

เพื่อนบ้านพอรู้ข่าว ก็ช่วยกันนำท่อนไม้นั้นมาบวงสรวง หาช่างมาแกะสลักเป็นรูปเจ้าแม่ขึ้นองค์หนึ่ง ไม่ถึงกับสะสวยนัก ด้วยเป็นฝีมือช่างพื้นบ้าน แต่ก็นับว่าได้ทำตามที่องค์เจ้าแม่สั่งไว้ละครับ

ส่วนสถานที่ตั้งของศาลเจ้า ได้มีการใช้เด็กประทับทรง หรือ จี้ถง (乩童) ปรากฏว่า เด็กวิ่งไปไกลหลายลี้ ไปชี้จุดที่ตั้งศาลตรงหมู่บ้านท้ายน้ำชื่อ โพเหว่ยชุน (坡尾村)

ชาวบ้านจึงพากันขนานนามท่านว่า สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง แปลว่า เจ้าแม่ท้ายน้ำ

ดังนั้น ในคืนมงคลตรงกับวันที่ ๑๕ เดือน ๑๐ พื้นที่ดังกล่าวก็มีศาลที่สำเร็จบริบูรณ์ของ พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง เพื่อคุ้มครองปวงชน พร้อมทั้งสรรพสัตว์ที่ทุกข์ยาก และอำนวยความสำเร็จให้บังเกิดแก่ผู้ที่วิงวอนขอร้องให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ


พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง หรือ จุ้ยบ้วยเนี้ย ศาลเจ้าแแม่ทับทิม เชิงสะพานซังฮี้
ภาพจาก http://www.photogram.org

เมื่อชาวไหหลำอพยพถิ่นฐานมาเมืองไทย ก็นำความเชื่อเรื่องเจ้าแม่ท้ายน้ำ มาสร้างศาลเจ้าในเมืองไทยด้วย

โดยศาลเจ้าสุยเหว่ยเซิ่งเหนียง หรือ จุ้ยบ้วยเนี้ย ที่ได้รับความเคารพบูชามากที่สุด อยู่เชิงสะพานซังฮี้ฝั่งพระนคร สร้างเมื่อประมาณพ.ศ.๒๓๘๕ นับว่าเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิมที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

ในงานไหว้เจ้าแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง เครื่องเซ่นไหว้ซึ่งมีเอกลักษณ์ แตกต่างจากที่อื่น คือ เนื้อแพะ จะถูกจัดเป็นอันดับแรกสุดของอาหารคาว ส่วนจะใช้จำนวนกี่ตัวนั้น ขึ้นอยู่กับศรัทธาและกำลังทรัพย์ หรือสภาพเศรษฐกิจในปีนั้นๆ

เมื่อการไหว้สิ้นสุดลง จะมีการนำแพะเหล่านี้ไปปรุงอาหาร เพื่อรับประทานร่วมกัน เสมือนเป็นมื้อรวมญาติ

แต่ศิษย์รุ่นหลัง ไม่ชอบกลิ่นคาวเลือด จึงถวายแพะมังสวิรัติ คือการนำถั่วมาปั้นและตกแต่งให้เหมือนกับแพะจริงๆ ก็มีนะครับ

ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ทำไมพระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียงจึงโปรดปรานแพะเป็นพิเศษ แต่ภาพที่ปรากฏ ณ ศาลเจ้ารุ่นเก่าของท่าน ก็ยังคงมีแพะจำนวนไม่น้อยถูกนำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ทุกปี


เจ้าแม่ตุ้ยบ้วยเต๋งเหนี่ยง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ทีนี้ มาถึงเหตุที่คนไทยเรียกพระแม่ทั้งสององค์ ด้วยคำว่า เจ้าแม่ทับทิม มีผู้สันนิษฐานเป็น ๒ แนวครับ

กล่าวคือ ในยุคที่ยังมีการค้าขายกันระหว่างไทยกับจีนด้วยเรือสำเภา ชาวไหหลำจะเดินทางมาถึงเมืองไทยในช่วงต้นปี คือ ราวเดือนมกราคม เนื่องจากเกาะไหหลำนั้น มีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองไทยกว่า

และจะทำการสักการะบูชา เจ้าแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง

เมื่อชาวฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วเดินทางมาถึง จะอยู่ในราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม เนื่องจากมณฑลกวางตุ้งและฮกเกี้ยนนั้น ตั้งอยู่ในแผ่นดินใหญ่ซึ่งไกลกว่า

และก็ทำการสักการะพระแม่เทียนโหวเซิ่งหมู่ หรือ หม่าโจ้ว ด้วยเช่นกัน

ทั้งสององค์คือพระแม่ผู้คุ้มครองชาวเรือเหมือนกัน จึงทำให้คนไทยสับสน นึกว่าเป็นเจ้าแม่องค์เดียวกัน

อีกแนวหนึ่ง คือ เนื่องจากทั้งสององค์มีฉลองพระองค์สีแดง หรือมีรัตนชาติประจำองค์เป็นพลอยสีแดง ซึ่งผู้สันนิษฐานในแง่นี้กล่าวว่า เกิดจากฝีมือช่างในประเทศไทย

ข้อนี้ก็มีเหตุผลอยู่บ้างครับ เพราะปรากฏว่า เจ้าแม่จีนองค์อื่นๆ ในเมืองไทย ซึ่งมีการถวายฉลองพระองค์สีแดง ก็ถูกคนไทยเรียกว่า เจ้าแม่ทับทิม ตามๆ กันไปหมด

เพียงแต่ที่ยังคงมีข้อขัดแย้งก็คือ ฉลองพระองค์สีแดงนั้น ใช้กับพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง และเจ้าแม่จีนหลายองค์มาตั้งแต่ต้นทางที่เมืองจีนแล้วครับ มิใช่เพิ่งมาเกิดที่เมืองไทย


ภาพยนตร์ตำนานพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ ซึ่งคนไทยก็เรียกเจ้าแม่ทับทิม

อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีแยกความแตกต่างระหว่างพระแม่เจ้าทั้งสององค์นี้ กล่าวคือ

๑) หากเป็นพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ จะสวมศิราภรณ์อลังการกว่าพระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง บางทีดูคล้ายจักรพรรดิจีน มีแผงสร้อยมุกห้อยลงมาด้านหน้า เนื่องจากทรงได้รับพระราชทานยศเป็นราชินีสวรรค์

ขณะที่พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง มิได้ทรงได้รับการยกย่องเช่นนั้น จึงสวมศิราภรณ์แบบเจ้าแม่จีนทั่วไป ไม่อลังการหรือมีขนาดใหญ่มากนัก

แต่ในศาลเจ้าแม่ทับทิมหลายแห่งในปัจจุบันนี้ พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียงก็สวมศิราภรณ์ และฉลองพระองค์ที่เหมือนกับพระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ จนถ้าไม่อ่านพระนามที่เป็นภาษาจีน ก็จะแยกไม่ออก

ตัวอย่างเช่น ศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองต้นไทร


ภาพจาก Fanpage ศาลเจ้าแม่ทับทิมคลองต้นไทร

๒) พระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ ทรงถือป้ายอาญาสิทธิ์ ลักษณะเป็นแผ่นไม้แบนๆ ไว้ด้านหน้าด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง

ขณะที่พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง ทรงถือแส้บ้าง คฑายู่อี่บ้าง ไว้ในพระหัตถ์ขวา

๓) พระแม่เทียนโฮ่วเซิ่งหมู่ มีบริวารคือ เทพหูทิพย์ตาทิพย์ 




ขณะที่พระแม่สุยเหว่ยเซิ่งเหนียง มีบริวารซึ่งเป็นเทพองครักษ์ชายหญิง ๒ คู่ หรือ ๔ องค์




ถ้าเห็นไมชัดในทุกข้อที่ผ่านมา ถามอาแปะที่ดูแลศาลเลยครับ คนเหล่านี้มักจะบอกพระนามที่เป็นภาษาแต้จิ๋ว (หม่าโจ้ว,จุ้ยบ้วย) และไหหลำ (ตุ้ยบ๊วย)

ส่วนคำภาษาไทยว่า เจ้าแม่ทับทิม อย่าเอาไปใช้กับอาแปะเหล่านี้ครับ

เพราะบางท่าน อยู่เมืองไทยนาน และศึกษามาก เข้าใจภาษาไทยเป็นอย่างดี ก็เชื่อมโยงได้ อธิบายได้

บางท่านรู้ไม่มากถึงเพียงนั้น ภาษาไทยก็ไม่แตกฉาน แล้วพยายามอธิบาย จะพากัน ออกทะเลทั้งคนถามคนตอบ

ยิ่งออกไปห่างฝั่ง จนเจอพายุเข้า จะยิ่งลำบาก เพราะไม่รู้จะอธิษฐานขอ “เจ้าแม่ทับทิม” องค์ไหน
……………………………


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด