วันอาทิตย์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ช้างเอราวัณ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*




ช้างเอราวัณ เป็นสัตว์มงคลที่ได้รับความนับถือมานานแล้ว 

ชื่อของพญาช้างมงคลนี้ เขียนต่างๆ กันในหลายเอกสาร เช่น ไอยราวัณ ไอราวัณ ไอยราพต ไอยราวัต

ในหนังสือที่เล่าเรื่องวรรณคดี มักเรียกพญาช้างมงคลนี้ว่า เอราวัณเทพบุตร เพราะมันสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปงามได้ ก็เหมือนครุฑกับนาคนั่นแหละครับ

เพียงแต่การแปลงร่างเป็นคนนั้น มีเรื่องราวเกี่ยวข้องน้อย และไม่มีผลในทางไสยศาสตร์

ช่างไทยโบราณ จึงไม่ทำรูปช้างเอราวัณเป็นครึ่งช้างครึ่งคน จนทำให้มีคนพยายามยืนยันว่าเป็นเทพ อย่างครุฑกับนาค

ซึ่งก็เหมือนกรณีของ พระโคนนทิ (Nandi) บริวารของพระศิวะในคติฮินดูนั่นแหละครับ แปลงเป็นคนได้เหมือนกัน แต่ช่างฮินดูไม่ทำเป็นรูปครึ่งวัวครึ่งคน เพราะไม่มีเรื่องราวที่สำคัญ และไม่มีผลในทางศาสตร์ลี้ลับใดๆ

รูปลักษณ์ของช้างเอราวัณที่คนไทยคุ้นเคย จึงเป็นช้างเผือกที่มีขนาดใหญ่กว่าช้างทั่วไป มี ๓ หัว ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มในอินเดีย


ภาพจาก http://www,polyboon.com

แต่ใน ไตรภูมิพระร่วง ซึ่งมักใช้วิธีพรรณนา ทิพยภาวะต่างๆ ด้วยการใส่ตัวเลขปริมาณมากมายมหาศาลเท่าที่จะทำได้นั้น บรรยายว่า ช้างเอราวัณมีถึง ๓๓ หัว แต่ละหัวมีงา ๗ กิ่ง รวมแล้วก็ได้ ๒๓๑ กิ่ง มีสระ ๑,๖๑๗ สระ กอบัว ๑๑,๓๑๙ กอ ดอกบัว ๗๙,๒๓๓ ดอก กลีบดอกบัว ๕๔๔,๖๓๑ กลีบ เทพธิดา ๓,๘๘๒,๔๑๗ องค์ นางฟ้าบริวาร ๒๗,๑๗๖,๙๑๙ นาง

ขณะที่ช้างทั้งตัวสูง ๑,๒๐๐,๐๐๐ วา เทียบแล้วก็ประมาณได้ ๒๔,๐๐๐ กิโลเมตร เฉพาะหัวใหญ่ที่ชื่อว่า สุทัศน์ นั้น กว้าง ๒๔๐,๐๐๐ วา ก็คือ ๔,๘๐๐ กิโลเมตร งาแต่ละกิ่งยาวประมาณ ๕๕๐ กิโลเมตร

ถ้ามียอดศิลปินสักคน สามารถวาดรูปช้างเอราวัณโดยเก็บรายละเอียดตามที่บรรยายมานี้ได้ทั้งหมด เราก็จะได้สัตว์ประหลาดหน้าตาพิลึกพิลั่นตัวหนึ่ง ซึ่งครูบาอาจารย์ที่สอนวิชาการออกแบบ ย่อมจะเห็นพ้องต้องกันว่า สอบตกแน่นอนในด้าน design




ช้างเอราวัณดังที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง  จึงไม่เป็นอะไรมากไปกว่า ความบรรเจิดทางจินตนาการ  และการเล่นสนุกกับตัวเลข ของปราชญ์ไทยโบราณครับ

ดังนั้น จึงป่วยการที่จะมีใครมาเถียงว่า ช้างเอราวัณควรมีกี่หัว ในเมื่อลักษณะดั้งเดิมที่สุดของช้างชนิดนี้ ซึ่งมี ๓ หัวตามคัมภีร์อินเดีย ก็ได้พิสูจน์ตัวของมันเอง ผ่านกาลเวลาอันยาวนานนับพันปีมาแล้ว

ในปกรณศาสตร์อินเดียนั้น ช้างเอราวัณเป็นพาหนะของพระอินทร์ และไปได้ทุกหนแห่งครับ ทั้งบนดิน บนผิวน้ำ และในอากาศ

มีพละกำลังที่มาก สามารถทำลายสรรพสิ่งให้ย่อยยับไปได้ โดยไม่ต้องใช้เวลาเท่าใดนัก  แต่เนื่องจากเป็นสัตว์วิเศษ จึงไม่ค่อยสำแดงฤทธานุภาพให้ปรากฏ

ส่วนอุปนิสัยทั่วไป ก็เหมือนกับช้างในโลกเราละครับ คือปกติสงบเงียบ ไม่ค่อยให้ร้ายใคร

แต่ถ้าใครไปล่วงละเมิดเข้า ก็ตอบโต้ถึงตายเหมือนกัน หรือบางทีเจอสิ่งใดผิดสังเกตผิดกลิ่นเข้าหน่อยก็โมโห พอโมโหแล้วก็เกิดเรื่องใหญ่


พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หนึ่งในลวดลายยอดนิยมบนทับหลังในปราสาทขอม

เช่นมีเทพนิยายเฝ่ายไวษณพนิกายล่าไว้ว่า คราวหนึ่ง พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณเสด็จไปในโลกมนุษย์ ระหว่างทางพบกับ มหาฤาษีทุรวาส (Durvas) 

ท่านฤาษีเห็นว่า เทวะผู้ยิ่งใหญ่เสด็จมาถึง ก็ถวายพวงมาลาเป็นการคารวะ พระอินทร์ทรงรับ แล้วก็วางไว้เหนือตระพองช้าง

แต่พวงมาลาดังกล่าว  จะมีดอกไม้ชนิดใดที่มีกลิ่นไม่สบอารมณ์ช้างเอราวัณเข้า ก็เหลือที่จะทราบได้

พอพระอินทร์วางพวงมาลานั้นได้เพียงอึดใจเท่านั้น  ช้างเอราวัณก็แผดเสียงกึกก้องด้วยความโมโห ยกงวงขึ้นคว้าพวงมาลานั้นฟาดลงกับพื้น แล้วกระทืบจนแหลกลาญ ต่อหน้าต่อตาท่านมหาฤาษี โดยพระอินทร์ไม่ทันที่จะทรงห้ามไว้ได้

มหาฤาษีทุรวาสเห็นเช่นนั้นก็โกรธ เข้าใจว่าพระอินทร์ไม่ไว้หน้าตน จึงร่ายเวทย์สาปพระอินทร์ และเทวดาทั้งหลายให้หมดฤทธิ์ 

ผลของคำสาปดังกล่าว ทำให้พวกอสูรได้ใจ ยกกองทัพออกเบียดเบียนสร้างความเดือดร้อนไปทั้งสามโลก จนพระนารายณ์ต้องทรงแก้ไข ด้วยการจัดพิธีกวนเกษียรสมุทร เพื่อให้ได้น้ำอมฤตมาเสริมสร้างพลังอำนาจแก่เหล่าเทพทั้งหลายอีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ คนไทยโบราณจึงมองกันว่า การเข้าไปเกี่ยวข้องกับสัตว์วิเศษชนิดนี้ จะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และรอบคอบอย่างมากทีเดียว

โบราณาจารย์ในอดีต ท่านจึงมิได้สนับสนุนให้นำช้างเอราวัณมาทำเป็นวัตถุมงคล หรือแม้แต่สร้างไว้เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ใด นอกจากในวัดไงล่ะครับ 

เพราะว่าเป็นของสูง มีฤทธานุภาพมาก จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากตามไปด้วย 

ถ้าทำขึ้นมาด้วยความรู้จริง วิชาถึง เกิดผลดีก็ดีไป 

แต่ถ้ารู้ไม่จริง ทำไม่ดี ไม่เหมาะไม่ควร เกิดเป็นผลร้ายขึ้นแล้วจะควบคุมไม่อยู่


ศีรษะช้างเอราวัณ สำหรับใช้ในการแสดงโขน ในนิทรรศการโขนพรหมมาศ
ภาพจาก http://oknatio.nationtv.tv.blog.gangster

แต่คนไทยเราทั่วไปก็ชื่นชอบช้างเอราวัณมาก ทำนองว่าอะไรยิ่งน่ากลัวยิ่งน่าลอง จึงเป็นเหตุให้ในยุคสมัยของพวกเรา มีการผลิตวัตถุมงคลช้างเอราวัณขึ้นด้วยโลหะผสม และซิลิกา เป็นขนาดตั้งโต๊ะบ้าง ขนาดเล็กบ้าง 

ทำกันมายี่สิบสามสิบปีแล้วละครับ แต่ทำกันประปราย และมักจะนำไปปลุกเสกกันโดยเกจิอาจารย์ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับกันในวงกว้างเท่าใดนัก 

จนกระทั่งมีผู้มาสร้างกระแส จนเกิดความนิยมแพร่หลายทั่วไป

บุคคลดังกล่าวก็คือ หมอหยอง หรือ นายสุริยัน อริยวงศ์โสภณ อดีตร่างทรงพระคเณศที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ทั่วฟ้าเมืองไทยคนนั้นละครับ

หมอหยองเคยสร้างช้างเอราวัณด้วยเรซินระบายสี เพื่อบูชาเสริมดวง ตอนนั้นเขากำลังมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ช้างเอราวัณเลยกลายเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่หมอดูทั้งหลายแนะนำ (ตามหมอหยอง) ในเรื่องของการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาไปนับแต่นั้น

ส่วนประติมากรรมช้างเอราวัณขนาดใหญ่นั้น ก็เริ่มมีผู้คิดสร้างขึ้นในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัด และกิจการของเอกชน 

ดังปรากฏว่าในปัจจุบันนี้ เรามีประติมากรรมช้างเอราวัณทำด้วยทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ 




โดยเป็นผลจากแรงบันดาลใจ และความคิดของ คุณเล็ก วิริยะพันธ์ ผู้สร้าง เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ  และ ปราสาทสัจธรรม เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นั่นเอง

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่เก็บรักษาศิลปวัตถุ  ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ  และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทย

สิ่งสำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑ์นี้ คือประติมากรรมช้างเอราวัณ ทำจากโลหะทองแดงแผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือนับแสนชิ้น นำมาเรียงต่อกันด้วยวิธีเคาะมืออย่างประณีต เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ ตัน  ลำตัวช้างหนัก ๑๕๐  ตัน สูง ๒๙ เมตร  กว้าง ๑๒ เมตร  และยาว ๓๙ เมตร  ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง ๔๓.๖๐ เมตร หรือสูงขนาดตึก ๑๗ ชั้นโดยประมาณ

นับเป็นประติมากรรมลอยตัวที่ประกอบจากจากทองแดงด้วยวิธีเคาะมือ ครั้งแรกของไทยและของโลก รวมทั้งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกดังกล่าวแล้ว 
         
ภายในลำตัวช้างเป็นห้องใหญ่ ปูพื้นด้วยไม้มะเกลือ จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น  ภาพวาดสีฝุ่นรูปจักรวาล  พระพุทธรูปปางลีลา ห้องดังกล่าวนี้สามารถขึ้นได้จากลิฟท์ที่อยู่ในขาช้าง

ส่วนรองรับเท้าทั้งสี่ของช้างนั้น เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก กระจายน้ำหนักตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในบนอาคาร ถ่ายน้ำหนักลงเสา ๘ เสาภายนอก  และ ๔ เสาภายใน

การตกแต่งภายในอาคารศาลา เป็นการผสมผสานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น กระจกสีแบบตะวันตก  เครื่องเบญจรงค์แบบไทย การดุนโลหะบนแผ่นดีบุกฝีมือช่างเมืองนครศรีธรรมราช และประติมากรรมชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี และพญานาคฝีมือช่างเมืองเพชร 

สำหรับชั้นใต้ดินของอาคาร เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการ และโบราณวัตถุจำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป  เทวรูปสมัยต่าง ๆ และเครื่องลายครามของจีน เป็นต้น         
         
ประติมากรรมช้างเอราวัณดังกล่าวนี้ มีลักษณะสวยงามวิจิตรอลังการ เต็มไปด้วยพลานุภาพ แสดงให้เห็นชัดว่า ได้รับการออกแบบโดยประติมากรชั้นครู นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสมุทรปราการ จนได้เป็นตราสัญลักษณ์ของเทศบาลตำบลสำโรงเหนือ 

และได้กลายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปตั้งแต่ยังไม่ทันสร้างเสร็จสมบูรณ์ เพราะมีคนไปกราบไหว้ แล้วโจษขานกันว่า มีอานุภาพต่างๆ นานา

ซึ่งเรื่องเช่นนี้ ผมไม่เห็นด้วย และไม่สนับสนุนนะครับ  เนื่องจาก :

๑) เราเป็นมนุษย์ ถ้าเพียงแต่รู้จักทำบุญ รักษาศีลได้บ้าง ก็ไม่จำเป็นต้องกราบไหว้สัตว์วิเศษไม่ว่าชนิดใดๆ ที่ไม่รู้จักการทำบุญ และไม่อาจรับศีล

๒) การสร้างช้างเอราวัณขนาดใหญ่โตมโหฬารนั้น ไม่ใช่ว่าคนโบราณจะสร้างไม่ได้ และไม่เคยมีใครคิดสร้าง

เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่มีใครทำกัน เพราะรู้กันอยู่ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำไงครับ

๓) ช้างดังกล่าวยืนอยู่บนศาลากลม ที่มีหลังคาเป็นรูปโดมครึ่งวงกลม แทนที่จะเป็นแท่นฐานรูปสี่เหลี่ยมที่ดูมั่นคง 

และอาคารนั้นยังล้อมรอบด้วยน้ำ ราวกับจะเป็นการอวดความสามารถของสถาปนิก และวิศวกร ในการจงใจให้ช้างขนาดยักษ์ยืนอย่างหมิ่นเหม่ อยู่บนโครงสร้างที่ดูเหมือนไม่มีความมั่นคง บนพื้นที่ที่ไม่มีความมั่นคงได้สำเร็จ

ขณะที่หลักภูมิพยากรณ์ทุกสาขา แม้แต่ฮวงจุ้ย มีทรรศนะตรงกันว่า สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานที่ไม่มั่นคง ก็คือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่มั่นคง 




และสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่มั่นคงนั้น ก็จะส่งกระแสของความไม่มั่นคงออกไป สู่พื้นที่และกิจการโดยรอบ

นั่นหมายถึงอาถรรพณ์ หรือพลังด้านลบ ที่ตามหลักภูมิพยากรณ์แล้ว อาจจะมีผลทำให้อาคาร สิ่งก่อสร้าง และกิจการต่างๆ ที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ปราศจากความมั่นคง จนกระทั่งนำไปสู่ความชำรุดทรุดโทรมของโครงสร้าง และการล้มละลายของธุรกิจในที่สุด 

ซึ่งนั่นก็อาจรวมถึงธุรกิจ  และอาชีพการงานของผู้ที่ไปกราบไหว้บูชาด้วยนะครับ

๔) ภายในอาคารหลังคาโดม ที่รองรับเท้าทั้งสี่ของช้าง มีการประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม ไว้ใต้พระเกตุ  เท่ากับเป็นการประดิษฐานพระโพธิสัตว์ผู้ทรงมหิทธานุภาพ ไว้ใต้ดาวบาปเคราะห์ เป็นการผิดหลักเทวศาสตร์อย่างร้ายแรง


พระโพธิสัตว์กงนอิม ประดิษฐานในหอพระ ซึ่งมีพระเกตุอยู่เบื้องบน

เหนือซุ้มประตูโดยรอบอาคารดังกล่าวนั้น ยังมีการประดิษฐานเทพประจำทิศทั้ง ๘ องค์ และชั้นใต้ดินของอาคาร มีการจัดแสดงพระพุทธรูป เทวรูปต่างๆ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้  ย่อมหมายถึงเป็นการนำเอาพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ และเทพยดาอันศักดิ์สิทธิ์ มาไว้เป็นฐานหรือที่รองรับ ให้ช้างซึ่งเป็นเพียงพาหนะของพระอินทร์เหยียบ 

หรืออีกนัยหนึ่ง  เท่ากับเป็นการยกช้างเอราวัณไว้เหนือพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ และเทพยดาทั้งหลายนั่นเอง

ไม่ทราบนะครับว่า ความคิดเช่นนี้มาจากศาสตร์อะไรกันแน่?

ผมมั่นใจว่า  ถ้าผู้เชี่ยวชาญทางเทวศาสตร์ของเมืองโบราณ คือ อ.ประยูร อุลุชาฎะ หรือ พลูหลวงยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่กำลังมีการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เรื่องเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นหรอกครับ

และการสร้างสิ่งที่ผิดหลักหลายๆ ศาสตร์รวมกันเช่นนี้  ถ้าจะว่ากันตามหลักการแล้ว ก็ย่อมเป็นแหล่งอาถรรพณ์ มีพลังอำนาจที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อทุกคน และภูมิสถานที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

เริ่มตั้งแต่ความศักดิ์สิทธิ์ของช้างเอราวัณ  ที่เกิดจากข่าวลือเกี่ยวกับการตายของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ไปท้าทายด้วยความคึกคะนอง ดังที่โจษขานกันแรกๆ นั้น

คำเล่าลือต่างๆ ยังเชื่อมโยงไปถึงการที่ทางเจ้าของพิพิธภัณฑ์ คือ คุณเล็ก วิริยะพันธ์ เสียชีวิตไปก่อนที่โครงการดังกล่าวจะสร้างเสร็จ และยังมีการอ้างอิงถึงการเสียชีวิตของคนงานในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งประเด็นหลังสุดนี้  ไม่เคยมีการยอมรับจากทางพิพิธภัณฑ์

เรื่องราวเหล่านี้ แม้เป็นเรื่องที่เราควรจะฟังหูไว้หู แต่ถ้าเป็นความจริง ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นลักษณะการแสดงอำนาจของภูตผีปีศาจ ไม่ใช่ของสัตว์วิเศษ ที่เป็นพาหนะของเทพผู้ทรงคุณธรรมใดๆ นะครับ

รวมทั้งผู้คนที่ไปกราบไหว้ช้างดังกล่าว เพื่อขอหวยหรือขออะไรก็ตาม แม้ว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับความสำเร็จสมปรารถนา แต่ผมเองก็ได้ฟังมาหลายกรณีนะครับ ว่าหลายคนที่ได้รับความวิบัติในด้านอื่นเกิดขึ้นเตามมาป็นของแถม

และบางครั้ง ของแถมนั้นคือความเสียหายร้ายแรง จนเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้มา แม้ว่าจะมีการแก้บนในสิ่งที่อธิษฐานสำเร็จแล้วก็ตาม

แต่การที่มีผู้คนนิยมไปกราบไหว้บูชาช้างเอราวัณที่นี่เป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ก็ทำให้ทางพิพิธภัณฑ์มีการจัดสร้างวัตถุมงคล สำหรับให้ผู้ศรัทธาเหล่านั้นได้เช่าบูชากลับบ้าน โดยเริ่มสร้างครั้งแรกตั้งแต่ช่วงราวๆ กลางปีพ.ศ.๒๕๔๖ ได้จัดทำเป็นเหรียญกลมออกมาก่อน และนำไปให้ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่ง วัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา ปลุกเสก 
         
ต่อมา จึงได้จัดสร้างรูปช้างเอราวัณลอยตัวขึ้นเป็นขนาด ๓, , ๗ และ ๑๒ นิ้ว มีทั้งแบบรมดำ รมมันปู และปิดทองบางส่วน มีทั้งที่ยืนบนฐานสี่เหลี่ยมจำหลักลาย และยืนบนฐานกลม ที่จำลองรูปแบบอาคารที่ประติมากรรมช้างเอราวัณใหญ่ที่สุดในโลกยืนอยู่จริง

นับเป็นวัตถุมงคลรูปช้างเอราวัณ ที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน 

เหตุที่ผมบอกว่าน่าสนใจ แม้ว่าจะเกี่ยวเนื่องด้วยพิพิธภัณฑ์ที่สร้างอย่างผิดหลักในหลายๆ ศาสตร์ ก็เพราะเป็นวัตถุมงคลที่จัดทำอย่างประณีตพอสมควรไงครับ

โดยเฉพาะที่เป็นขนาด ๓ นิ้วนั้น  ผมจำได้ว่า เมื่อเห็นรุ่นแรกสุดที่ทำออกมาแล้ว ประทับใจมาจนทุกวันนี้ เพราะเนื้องานดีมาก สัดส่วนถูกต้อง และเก็บรายละเอียดได้พอสมควร รวมทั้งเป็นขนาดที่เหมาะแก่การนำเข้าบ้าน

ไม่รู้ว่า ปัจจุบันจะยังคงทำได้ดีเช่นนั้นหรือไม่




ส่วนขนาดใหญ่นั้น ก็แล้วแต่ความศรัทธาของแต่ละบุคคล แต่ผมไม่แนะนำครับ การตั้งสัตว์มงคลในบ้าน ไม่ว่าชนิดใดก็ไม่ควรให้มีขนาดเกิน ๕ นิ้ว  

และที่ผมบอกว่า เป็นวัตถุมงคลที่น่าสนใจ ก็ยังมีข้อแม้ว่า ต้องเป็นรุ่นที่ผ่านพิธีปลุกเสกในสถานที่อื่น จากพระเกจิอาจารย์อื่นๆ ด้วยนะครับ 

ถ้าหากว่าจะมีรุ่นใด ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดสร้าง แล้วมีพิธีปลุกเสกภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเต็มไปด้วยอาถรรพณ์ ดังกล่าวแล้ว (ยกเว้นในส่วนของเทวาลัยพระคเณศ) ก็ถือว่าอยู่นอกเหนือการแนะนำของผม

ที่สำคัญ ถ้าชอบจริงๆ ก็ควรเลือกแต่ช้างเอราวัณที่อยู่บนแท่นสี่เหลี่ยม ไม่ใช่บนฐานกลมเลียนแบบของจริงนะครับ

ส่วนวัตถุมงคลช้างเอราวัณของสำนักอื่น ก็มีอยู่ แต่เท่าที่ผมเคยเห็นมา จะเป็นขนาดห้อยคอทั้งสิ้น ถ้าเป็นขนาดบูชา ก็มักจะมีพระอินทร์ประทับอยู่เบื้องบน เช่น วัดเทวราชกุญชร เทเวศร์ และ วัดสารภี จ.สุพรรณบุรี

ซึ่งนั่นก็คือ เทวรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ขนาดบูชา ไม่ใช่ ช้างเอราวัณขนาดบูชา ครับ

ส่วนช้างเอราวัณที่มีผู้สร้างขึ้น โดยมีเทพอื่นที่ไม่ใช่พระอินทร์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ประทับอยู่ข้างบนนั้น ก็ถือว่าอยู่นอกเหนือขอบเขตการแนะนำของผมเช่นกัน

โดยเฉพาะช้างเอราวัณ ที่มีพระคเณศประทับอยู่เบื้องบน นับเป็นเรื่องเหลวไหลมากจริงๆ ครับ


ภาพจาก บอร์ดประมูลสินค้ามือสอง Uamulet.com

เพราะช้างเอราวัณ เป็นพาหนะของเทพเพียงองค์เดียว คือ พระอินทร์ เท่านั้น 

ไม่เคยมีหลักฐานทางเทววิทยา ปรากฏที่ใดในโลกนี้เลยว่า พระคเณศจะประทับบนช้างเอราวัณ 

เรื่องเช่นนี้ คนไทยเมื่อราวๆ ๒๐-๓๐ ปีมาแล้ว เอามาคิดทำกันเอง แบบจับแพะชนแกะ แล้วก็เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในตลาดพระท่าพระจันทร์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวัตถุมงคลแปลกๆ นอกตำราจำนวนมากมาย 

แต่ของแปลก ย่อมขายได้เสมอกับผู้ไม่รู้เสมอครับ

อย่างเช่นช้างเอราวัณที่มีพระคเณศประทับอยู่เบื้องบนเช่นนี้ ก็ปรากฏว่า มีผู้หลงผิดบูชากันมาก จนทำให้พระเกจิอาจารย์บางสำนักสร้างเลียนแบบ แล้วนำมาปลุกเสกออกให้บูชาบ้าง ก็มีมาแล้ว

แล้วที่น่าตกใจที่สุด คือ แม้แต่คนอินเดียซึ่งเป็นต้นตำรับ ก็มาลอกเลียนแบบไปทำขาย

เพราะคนฮินดูยุคนี้ เหมือนคนไทยครับ คือส่วนใหญ่ไม่รู้เทววิทยา ไม่รู้ประติมานวิทยา ไม่ศึกษา ไม่เอาความถูกต้อง จะเอาแต่ความถูกใจ

อีกหน่อย เกิดเขานิยม ทำออกมาแพร่หลาย คงมีคนไทยเราเอามาอ้างอิงว่าถูกต้อง แล้วสร้างขายกันเอิกเกริก หลอกหากินกันได้อีกนานละครับ


.........................


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

พระสรัสวดี พระคายะตรี พระตรีปุระสุนทรี : เทวีแห่งพลังวิเศษ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์





ในหนังสือ คู่มือบูชาเทพ ฉบับสมบูรณ์ ผมอธิบายไว้ว่า พระสรัสวดี (सरस्वती) ทรงเป็นเทวีแห่งภูมิธรรม ความรู้แจ้ง พิธีกรรม การบำเพ็ญภาวนา การสวดมนต์ การใช้เวทมนต์

พระนางยังทรงเป็นมารดาแห่งพระเวท ผู้รักษากฎสวรรค์ ผู้ประทานความบริสุทธิ์และขจัดมลทิน และเป็นเทวีซึ่งเป็นหลักในการประกอบพิธีกรรมทั้งปวง

หลายๆ ท่านอ่านแล้ว แสดงความแปลกใจว่า ในทรรศนะทางฮินดูปัจจุบัน นับถือท่านเป็นเทวีแห่งคำพูด การศึกษา และศิลปะการแสดงทุกสาขาเท่านั้น

ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่ผมเขียนไว้เลยครับ

ซึ่งเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เนื่องด้วยบทบาทในทางศาสนาของท่าน ถูกเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ตลอดระยะเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา

เดิมท่านเป็นเทวีพื้นเมืองของอินเดียครับ น่าจะนับถือกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยชาวอารยันจากตะวันออกกลางจะอพยพเข้าอินเดียด้วยซ้ำไป

โดยมีร่องรอยว่า ท่านมีความสัมพันธ์กับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่ง ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นที่บำเพ็ญภาวนาของเหล่าฤาษีโยคีต่างๆ ก่อนจะหายไปในทะเลทรายพรหมวรรต

เมื่อชาวอารยันเสถาปนาศาสนาพระเวท (Vedas) ขึ้น ท่านก็ทรงเป็นที่เคารพนับถือร่วมไปกับคณะเทพ ที่ชาวอารยันนำเข้าไปจากตะวันออกกลาง

ลัทธิบูชาท่านรุ่งเรืองอยู่ในสำนักพราหมณ์และฤาษี ที่นับถือกันว่า เป็นคลังความรู้ด้านเทวศาสตร์ และพิธีกรรม รวมทั้งศิลปศาสตร์แขนงต่างๆ ทำให้ท่านทรงได้รับการยกย่องให้เป็นมารดาของพระเวท (เวทนมฺ  มาตารํ  ปสฺยา - Vedanam Mataram Pasya) ครับ





คตินี้ ยังคงสืบเนื่องมาถึงยุตฮินดู ดังปรากฏใน ภีศมะบรรพ ของ มหาภารตะ (Maha Bharata) ซึ่งกล่าวถึงพระกฤษณะว่า เป็นผู้สร้างพระสรัสวดีและพระเวทขึ้นจากใจของพระองค์  และกล่าวย้ำว่า พระสรัสวดีนั้นคือมารดาแห่งพระเวททั้งปวง

และก็เพราะเหตุเดียวกันนี้ละครับ เมื่อศาสนาฮินดูเกิดขึ้นในเวลาต่อมา พระสรัสวดีจึงถูกยกให้เป็นชายาของพระพรหม

ในฐานะนี้ พระนางก็ทรงมีบทบาทสำคัญในด้านอักษรศาสตร์ และพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งเป็นเทวีแห่งการพูด และการเจรจา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในยุคแรกๆ ของการปรับเปลี่ยนศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาฮินดูด้วย

แต่เมื่อถึงยุคที่ ๒ นิกายใหญ่ของฮินดู คือ ไวษณพนิกาย และไศวะนิกาย ประชันขันแข่งกัน ทำให้พระพรหมเสื่อมความนิยมลงเป็นอันมาก

ซึ่งปัจจัยหนึ่ง อาจจะเกิดจากพราหมณ์ตระกูลใหญ่ๆ หรือฤาษีในสายนี้ เปลี่ยนไปนับถือพระพุทธเจ้าก็ได้ครับ (จนกระทั่งทำให้เกิดการอธิบายคำว่า พรหมใหม่ๆ ขึ้นมาในพุทธศาสนา)

ส่วนลัทธิบูชาพระสรัสวดียังแข็งแกร่งอยู่ และมีความเป็นตัวของตัวเองมาก จนไม่อาจประสานเข้ากับนิกายใหญ่ทั้งสองนั้นได้สนิท

พราหมณ์และนักปราชญ์ในทั้งสองนิกายนั้น จึงได้ปรับลดบทบาทของท่านลงครับ

ดังเช่นฝ่ายไวษณพ ที่ผูกนิยายขึ้นมาว่า เดิมท่านเป็นชายาหนึ่งใน ๓ องค์ของพระวิษณุ แต่ท่านไม่อ่อนน้อม ไม่อยู่ในโอวาทของพระสวามี และขี้หึง จนทะเลาะกับพระลักษมี และพระคงคา ทำให้พระวิษณุต้องยกท่านให้พระพรหม และยกพระคงคาให้พระศิวะไงครับ

นับว่า เป็นการข่มพระพรหมและพระศิวะไปด้วยในตัว

แน่มั้ยล่ะครับ ฝีมือนักแต่งนิยายแขก?

แต่พระสรัสวดี ท่านก็ยังคงเป็นที่นับถือของบรรดานักบวชอยู่เป็นอันมากครับ

เมื่อปัญญาชนอินเดียยุคหลังๆ เชิดชูการศึกษาและศิลปวิทยาการเป็นสิ่งสำคัญ ท่านจึงได้รับการนับถือเป็นคุรุเทวี ผู้อุปถัมภ์ด้านการศึกษาทุกแขนงในอินเดียปัจจุบันนี้

ส่วนทิพยฐานะเดิมของท่าน ในฐานะที่เป็นมารดาแห่งพระเวทนั้น ในความเป็นจริงก็ไม่เคยลดลงไปตามการบิดเบือนของพราหมณ์เลยครับ

ผมจึงเขียนไว้ในหนังสือ คู่มือบูชาเทพ ฉบับสมบูรณ์ ตามที่เป็นจริง ว่า ผู้ใดก็ตามที่บูชาพระสรัสวดี ท่านจะประทานพลังอำนาจให้การใช้เวทมนต์ทุกชนิดเป็นผล ประทานความเข้มขลังแก่พิธีกรรมทุกอย่าง รวมทั้งประทานความสามารถในการเข้าถึงเทวะ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด

แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ จะไม่ค่อยมีการพูดถึงกันแล้ว ในศาสนาฮินดูยุคปัจจุบันก็ตาม

ซึ่งเหตุปัจจัยหนึ่ง ก็อาจเป็นเพราะ ลัทธิการบูชา พระคายะตรี (गायत्री) อันเป็นผลพวงหนึ่ง แห่งความเสื่อมถอยของลัทธิการบูชาพระสรัสวดี อันเกิดจากการปรักปรำของพราหมณ์นั่นเอง

ย้อนไปก่อนที่จะบังเกิดพระแม่องค์นี้ มีมนต์บทหนึ่ง ที่ได้รับความนิยมกันทั่วไป ในหมู่ฤาษีและโยคีของอินเดียนับแต่โบราณกาล

มนต์บทนี้คือ คายะตรีมนตรา (Gayatri Mantra) ซึ่งว่ากันว่า น่าจะเก่าก่อนพุทธกาลครับ




และแต่เดิมก็เป็นบทสวดบูชาพระอาทิตย์ ดังคำแปลของมนตร์บทนี้คือ
 
ขอศานติจงมีแด่ปุถุชน และผู้เป็นอมตะ (คือเทวดา) ตลอดจนสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย 
ข้าพเจ้าขอตั้งสมาธิจิต ระลึกถึงประภามณฑลอันกระจ่างแจ้งแห่งองค์พระสุริยเทพ
ขอพระองค์ได้โปรดประทานสติปัญญาแก่ข้าพเจ้า
 
คติการบูชาพระอาทิตย์นั้น เป็นคติเก่าแก่ของชนแทบทุกชาติทุกภาษาในโลกครับ รวมทั้งอินเดียด้วย

และก็เชื่อกันว่า คงมีอยู่แล้วในอินเดียตั้งแต่ก่อนพวกอารยันจะเข้าไป

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากล่าวว่า คายะตรีมนตรานี้ ถึงอย่างไรก็น่าจะเกิดขึ้นในสมัยอารยันเข้าครอบครองถึงภาคกลางของชมพูทวีปแล้วละครับ

และนักเทววิทยาอินเดียโดยทั่วไปก็เชื่อว่า พระสุริยเทพที่กล่าวถึงในมนตร์บทนี้ คือพระสุริยเทพของชาวอารยัน หรือ พระสาวิตรี (Savitri)

ไม่ใช่พระสุริยเทพของชนพื้นเมืองอินเดีย ซึ่งในภาคใต้นั้น ต่อมาจะกลายเป็นพระสกันท์ หรือพระขันธกุมาร
 
ต่อมา มนตร์บทนี้ได้รับความนิยมมากในสมัยฮินดู ที่คติการนับถือพระพรหมกับพระสรัสวดีนั้นเสื่อมลง โดยเฉพาะตั้งแต่ราวๆ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ที่มีการเผยแพร่มนตร์บทนี้แก่คนนอกวรรณะพราหมณ์เป็นครั้งแรก

และกล่าวกันว่า ในยุคหลังๆ ก็มีผู้ภาวนามนตร์บทนี้แล้วเกิดนิมิต เห็นเป็นองค์เทพนารีขึ้นมา จนทำให้เกิดคติการบูชามนตร์บทนี้ ในรูปของพระเทวีอย่างแพร่หลาย

ด้วยเหตุนี้ละครับ จึงเกิดมีนิยายในคัมภีร์ สกันทปุราณะ (Skanda Purana) กล่าวถึงกำเนิดพระคายะตรีว่า เป็นหญิงเลี้ยงโค ที่พระอินทร์นำไปเป็นชายาของพระพรหม เพราะพระพรหมถูกพราหมณ์ยุยง ให้หาพระชายามาแทนพระสรัสวดี

แล้วก็เลยเป็นเหตุให้พระพรหม พระวิษณุ และพราหมณ์ ถูกพระสรัสวดีสาปกันไปถ้วนหน้า ในขณะที่พระคายะตรีรอดพ้นไป

และพระสรัสวดียังทรงเมตตาพระคายะตรีเป็นอันมากด้วย ดังที่ผมเล่าแล้วในหนังสือ ตรีเทวปกรณ์ : พระคเณศ พระลักษมี พระสรัสวดี





เบื้องหลังเทพนิยายนี้ มันเป็นอย่างนี้ครับ

พระพรหมนั้นมาจากสำนักพราหมณ์สายพระเวทเก่า มานิยมนับถือกันในยุคที่ศาสนาพระเวทเริ่มเสื่อมแล้ว

พูดง่ายๆ ว่า เป็นพระเป็นเจ้าผู้ทรงอำนาจที่สุด ซึ่งสายพราหมณ์เก่าและสายฤาษีเชิดชูขึ้นมา ในยุคเสื่อมของศาสนาพระเวท ก็น่าจะได้

ส่วนพระสรัสวดี มาจากลัทธิที่แข็งแกร่งไม่น้อยกว่าสำนักที่บูชาพระพรหมดังกล่าวแล้ว สองลัทธินี้ ก็เลยประชันขันแข่งกันกลายๆ ตลอดมา

พอถึงยุคฮินดู ซึ่งแม้พระพรหมจะถูกจับคู่กับพระสรัสวดี แต่ก่อนหน้านั้น เขาเล่นชั้นชิงเชิงกันมาตลอดนี่ครับ พอมาจับคู่กัน สาวกทั้งสองฝ่ายเลยไม่ปรองดองกันเท่าที่ควร

จึงทำให้เกิด ภาพของพระพรหมกับพระสรัสวดี ในลักษณะที่ต่างคนต่างอยู่ หรือพอมาอยู่ด้วยกันก็จะดูนิ่งๆ เฉยเมย ไม่หวานชื่นกันแบบพระศิวะ-พระอุมา หรือพระวิษณุ-พระลักษมี

ยิ่งภายหลัง พระพรหมตกจากความนิยมลงเรื่อยๆ ขณะที่พระสรัสวดียังคงมีคนนับถือมากอยู่ ในขณะที่ลัทธิการบูชาพระคายะตรีก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดนิยายที่เกี่ยวกับพระคายะตรี ในสกันทปุราณะไงครับ

ซึ่งผลที่ตามมาของนิยายเรื่องนี้ ก็คือ

๑) ทำให้พราหมณ์ทั่วไป และสาธารณชนเห็นผิดไปว่า พระพรหมที่เคยเป็นบิดาของพระเวท เป็นเทพที่หูเบา และขาดวิจารณญาณอย่างมาก

ซึ่งก็จะสอดคล้องกับเทพนิยายของพระพรหม ที่เล่ากันในนิกายไวษณพและไศวะครับ

๒) ทำให้พราหมณ์ทั่วไป และสาธารณชนเห็นผิดไปว่า พระสรัสวดีเป็นเทพนารีที่มีปัญหา เข้ากับใครไม่ได้ จะไปงานพิธีสำคัญก็ล่าช้า ไม่อยู่เคียงข้างพระสวามีในเวลาอันควร

ซึ่งในไวษณพนิกาย ก็จะสร้างภาพขึ้นมาคล้ายๆ กัน ดังที่ผมเล่าแล้วก่อนหน้านี้ครับ

๓) ทำให้พราหมณ์ทั่วไป และสาธารณชนเกิดความเชื่อใหม่ว่า พระคายะตรีมีความเหมาะสมกับยัญญพิธีต่างๆ มากกว่าพระสรัสวดีซึ่งมีบทบาทมาแต่เดิม

เป็นการพยายามยกเอาเทวีรุ่นใหม่ ซึ่งเกิดจากมนตร์ที่ได้รับความนิยมสูง มาแทนที่เทวีรุ่นโบราณ ที่พราหมณาจารย์ฮินดูมองว่า ควบคุมได้ยาก นั่นเอง

๔) แล้วก็ยังสามารถอธิบายเชื่อมโยงไปถึงลัทธิบูชาพระกฤษณะ และความตกต่ำของพราหมณ์หลายๆ ตระกูลในยุคเสื่อม ที่กำลังขายความงมงาย แลกกับอามิสสินจ้างอย่างน่าเกลียดเพิ่มขึ้นทุกวัน

จนพราหมณ์หัวก้าวหน้า และฤาษีที่เคร่งจริงๆ ทนไม่ไหวอีกต่อไป

แต่การที่พระคายะตรี เป็นเทพนารีที่เกิดมาจากมนตร์ที่ได้รับความนิยมมาก โดยที่ในการถือกำเนิดขึ้นมา ท่านก็ไม่มีลักษณะเด่นหรือสัญลักษณ์อะไร พอที่จะทำให้เป็นที่จดจำกันได้

ก็เลยมีการอัญเชิญพระแม่ทั้ง ๕ พระองค์ หรือ ปัญจมาตฤกา (Pancha Matrikas) คือ พระอุมา พระลักษมี พระสรัสวดี พระปฤถิวี และพระคงคา) มารวมกัน แล้วบัญญัติว่า พระคายะตรีก็คือภาครวมของพระแม่ทั้ง ๕ นั้น
 
ดังนั้น ในทรรศนะของนักเทววิทยาอินเดียหลายท่านจึงถือว่า พระคายะตรีไม่ใช่เทพที่มีตัวตนจริงเหมือนกับพระลักษมี พระสรัสวดี พระอุมาฯลฯ

ท่านเป็นเพียงบุคลาธิษฐาน (Personification) เท่านั้นครับ

นักปราชญ์บางท่านยังเสริมด้วยว่า การที่นับถือกันว่าพระคายะตรีเป็นภาครวมของปัญจมตฤกา หรือ พระแม่ทั้ง ๕ ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกชัดเจนแล้วว่า ท่านไม่มีตัวตนจริงมาตั้งแต่แรก
 



แต่สำหรับตัวผมเอง ยังมองถึงความเป็นไปได้นะครับ

ความเป็นไปได้ที่ว่า ท่านอาจจะเป็นนิมิตที่เกิดจากการบริกรรมคาถา ในลักษณะเดียวกับที่พระเถราจารย์ในพุทธศาสนาของเรา คือ สมเด็จพระวันรัตน (แดง) ในสมัยรัชกาลที่ ๕ บริกรรมคาถาบทหนึ่งที่ขึ้นต้นว่า มุนินทะ วะทะนัมพุชะฯ จนเกิดนิมิตเป็น พระสุนทรีวาณี

ซึ่งจากประสบการณ์ของคนจำนวนมาก ที่บูชาพระสุนทรีวาณี ก็เห็นตรงกันว่า ท่านมีอยู่จริง และศักดิ์สิทธิ์ด้วยน่ะสิครับ 

ดังนั้น พระคายะตรีก็มีความเป็นไปได้นะครับ ที่ว่าจะมีตัวตนจริง ไม่ใช่แค่บุคลาธิษฐานเพียงอย่างเดียว

โดยถ้าใครมาถามผมว่า ท่านปรากฏในนิมิตที่เกิดจากมนต์บูชาพระอาทิตย์ แล้วทำไมถึงเป็นเทพนารี?

ผมก็คงต้องถามแบบเดียวกันว่า ทำไมสมเด็จพระวันรัตนบริกรรมคาถาในศาสนาพุทธ แล้วบังเกิดนิมิตเป็นเทพนารีเหมือนกันล่ะครับ?

ลัทธิบูชาพระคายะตรี จึงเป็นลัทธิที่ผู้บูชาจำนวนมากยืนยันว่า สัมผัสได้จริง มีผลจริง เหมือนกับลัทธิบูชาพระสรัสวดี และเทพนารีองค์อื่นๆ

มิใช่อะไรที่เลื่อนลอยไร้แก่นสาร เหมือนบูชาอากาศธาตุ

ทั้งยังมีผู้บูชาแล้วได้รับพลังพิเศษ เกิดญาณลี้ลับ สื่อสารเชื่อมโยงกับองค์เทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ได้จริง คล้ายกับการบูชาพระสรัสวดีด้วยสิครับ

แต่ทุกวันนี้ เสียงลือเสียงเล่าอ้างในเรื่องดังกล่าวกำลังลดลง

นั่นก็เพราะ ไม่ว่าจะเป็นพระสรัสวดี หรือพระคายะตรี ล้วนแต่ได้รับการบูชาแบบ ฮินดูปัจจุบันเหมือนกันหมด

จนทำให้ฤทธานุภาพของท่าน ไม่เป็นที่ประจักษ์ และยิ่งนานวัน ยิ่งไม่ค่อยได้รับการนำมาเล่าขานในทางสาธารณะ

คนฮินดูปัจจุบัน เขาไม่รับรู้กันหรอกครับ ว่าเหตุที่พระแม่ทั้งสอง รวมทั้งองค์เทพเทวีต่างๆ ที่ตนบูชามาแต่เดิม ไม่แสดงอิทธิฤทธิ์อย่างในอดีต ก็เพราะวิธีบูชาที่ผิดๆ ของตนนั่นแหละ

จึงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยการแสวงหาเทพเทวีผู้ทรงฤทธิ์องค์ใหม่ๆ มาบูชาแทน

และส่วนมาก จึงมุ่งไปยังคณะเทพ-เทวีฝ่ายใต้ หรือเทพของชาวทมิฬ ซึ่งยังคงรักษาเทวศาสตร์ดั้งเดิมไว้ได้มาก ทำให้องค์เทพ-เทวีต่างๆ ยังคงศักดิ์สิทธิ์ ทรงอานุภาพปรากฏให้เห็นเด่นชัด

ซึ่งในส่วนของฮินดูรุ่นใหม่ ซึ่งต้องการเทพองค์ใหม่ ที่ประทานพลังจิต พลังอำนาจลี้ลับ ดังที่ฮินดูรุ่นก่อนเคยได้จากพระสรัสวดี และพระคายะตรี

คำตอบของคนกลุ่มนี้ก็คือ พระตรีปุระสุนทรี (त्रिपुरा सुंदरी) ครับ




พระแม่เจ้าองค์นี้ ทรงมีพระนามอื่นๆ ซึ่งนิยมเรียกในต่างท้องที่กัน เช่น พระแม่ลลิตา (Lalita) พระราชาราเชศวรี (Rajarajeshwari)

ทรงเป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ในคณะเทวีที่เรียกรวมๆ กันว่า มหาวิทยา (Mahavidyas) หรือ ทศมหาวิทยา (Dasha-Mahavidyas)

ท่านทรงเป็นหลักในการประกอบพิธีกรรม ของนิกายศักติสายตันตระ ซึ่งมียันต์ และมณฑลที่เรียกกันว่า ศรีจักรา (Shri Chakra) เป็นอุปกรณ์หลัก สิ่งนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่จะต้องปรากฏพร้อมกับเทวรูปของท่านเสมอครับ

ผู้บูชาพระตรีปุระสุนทรี เชื่อว่า ท่านทรงมอบพลังจิตและตบะเดชะแก่ผู้บูชา ประทานกำลังความสามารถในการบำเพ็ญเพียร การฝึกจิต และการชำระจิตใจด้วยวิธีการต่างๆ

ประทานความสามารถในการใช้เวทมนต์ทุกชนิด ประทานอานุภาพแก่พิธีกรรม รวมทั้งความสามารถในการเข้าถึงเทวะ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด

ทั้งยังทรงคุ้มครองผู้บูชาจากคุณไสยมนต์ดำ และอำนาจลี้ลับทั้งปวง และทรงดลบันดาลให้ผู้บูชาได้รับความนับถือศรัทธา จากผู้คนทั่วไปอีกด้วย

ก็คือ สิ่งเดียวกันที่จะได้รับจากการบูชาพระสรัสวดี และพระคายะตรี ก่อนที่จะถูกเปลี่ยนเป็นฮินดูปัจจุบัน นั่นแหละครับ

ความนิยมในองค์พระตรีปุระสุนทรี จะเห็นได้จากภาพ ตรีเทวี (Tridevi) ซึ่งสมัยก่อนจะประกอบด้วย พระทุรคา พระลักษมี และพระสรัสวดี ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ เริ่มเปลี่ยนจากพระทุรคา เป็นพระตรีปุระสุนทรีแล้วครับ

ซึ่งในด้านศิลปะ ก็ทำให้ได้องค์ประกอบภาพที่ลงตัวมากกว่า




โดยเฉพาะ รูปที่ประทับนั่งบนอาสนะเหมือนกันทั้ง ๓ องค์ ไม่เหมือนของเดิมที่พระทุรคานั่งเสือหรือสิงโต แตกต่างจากพระแม่อีกสององค์ ซึ่งมักประทับบนอาสนะอยู่ในภาพเดียวกัน

องค์ประกอบที่ลงตัวอย่างนี้ละครับ ทำให้เมื่อผ่านพิธีเทวาภิเษกแล้ว จะเป็นภาพบูชาที่มีอานุภาพสมบูรณ์ โดยเฉพาะในด้านของการปกป้องคุ้มครอง มากกว่าภาพตรีเทวีแบบเดิม

เพราะไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ทางศิลปกรรม ที่เอื้ออำนวยต่อการเทวาภิเษกมากกว่าเท่านั้นหรอกครับ

ในส่วนขององค์เทพเอง พระตรีปุระสุนทรีเป็นเทวีแห่งมหายันต์ศรีจักรา พระลักษมีเป็นเทวีแห่งสิริมงคล และพระสรัสวดีเป็นมารดาแห่งพระเวท รวมถึงเทวศาสตร์ทั้งปวง

พลังแห่งการปกปักรักษาของพระแม่ทั้ง ๓ องค์นี้ เป็น กระแสเย็น ดุจเดียวกัน ย่อมประสานสอดคล้องกันได้สนิทแนบเนียนกว่าพระทุรคา ซึ่งโดดเด่นในการประหารทำลายล้างฝ่ายศัตรู ด้วยความรุนแรงเด็ดขาด เป็น กระแสร้อน

และไม่มีผลกระทบกับผู้บูชาที่เกิดปีวอก ซึ่งเดิมมักจะมีในการบูชาพระทุรคา เนื่องจากท่านมักทรงเสือเป็นพาหนะครับ




ส่วนถ้าอ่านมาถึงตอนนี้ แล้วจะมีใครถามผมว่า ถ้าต้องการพลังลี้ลับ ญาณวิเศษ หรืออิทธิฤทธิ์ ควรบูชาพระองค์ใดในระหว่างพระสรัสวดี พระคายะตรี พระตรีปุระสุนทรี หรือควรบูชาหมดทั้ง ๓ องค์?

ผมก็จะตอบว่า แล้วแต่ความพอใจ หรือสัมผัสส่วนบุคคลของแต่ละท่านนะครับ ว่าถูกจริตกับพระแม่องค์ใด

ตัวผมเอง ผมบูชาพระสรัสวดี เท่านั้นครับ

เพราะเทวศาสตร์ที่ผมได้สืบทอดมา เป็นสายพระสรัสวดี ซึ่งเน้นการบูชาองค์เทพ และการประกอบพิธีกรรมตามแบบแผนดั้งเดิม หรือไม่ก็ใกล้เคียงของเดิมที่สุด (Authentic)

นั่นหมายถึง การบูชาอันประณีต สุขุม สงบเย็น ไม่เพ้อเจ้อฟูมฟาย และได้ผลจริง สามารถเชื่อมโยงกับสิ่งศํกดิ์สิทธิ์ได้จริง

ศาสตร์แห่งพระสรัสวดีนั้น ลึกซึ้งมากครับ

ในการประกอบพิธีกรรมบวงสรวงบูชาต่างๆ ขอเพียงมีเทวรูปพระสรัสวดีประดิษฐานอยู่ ก็แน่ใจได้ว่าสามารถอัญเชิญเทพ-เทวีอื่นๆ มาได้อย่างสมบูรณ์ หรือพูดแบบง่ายๆ ว่า เต็มองค์

แม้แต่องค์เทพ ที่ไม่มีเทวรูปบูชาอยู่ในสถานที่ที่ประกอบพิธีกรรมนั้นก็ตาม

ทั้งนี้ ด้วยการอ้างพระนามแห่งองค์พระสรัสวดี และสาธยายมนต์อย่างถูกต้องเท่านั้น

เพราะท่านทรงเป็นมารดาแห่งพระเวท ที่เก่าแก่โบราณที่สุด ทรงมีศักดิ์ และสิทธิ์ ที่จะเชิญองค์เทพต่างๆ ที่ไม่มีเทวรูปอยู่ในสถานที่ใดๆ ไปเข้าพิธีในสถานที่นั้นก็ได้

โดยไม่มีเทพองค์ไหน ที่จะปฏิเสธการเชิญของท่านได้




บารมีในด้านนี้ของพระสรัสวดี ยังกว้างขวางจนสามารถอัญเชิญเทพต่างชาติ เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น ก็ยังได้นะครับ

เหตุผลก็คือ ท่านทรงได้รับการบูชาทั้งในศาสนาพราหมณ์, ศาสนาฮินดู, ศาสนาพุทธมหายานจีน, ศาสนาพุทธวัชรยานทิเบต, ศาสนาพุทธเถรวาทมอญ-พม่า, ศาสนาพุทธเถรวาทไทย (พระสุนทรีวาณี), ศาสนาเชน และ ศาสนาชินโต นับแต่อดีตอันยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน

พระคายะตรี พระตรีปุระสุนทรี ทำอย่างนี้ไม่ได้นะครับ

แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องนี้ ทางอินเดีย ก็ไม่ให้ความสำคัญกับท่านมากไปกว่าเรื่องการศึกษาเล่าเรียนดังกล่าวแล้ว อันเป็นเรื่องที่คนไทยส่วนมากไม่สนใจ

ความนิยมบูชาท่าน ในสังคมคนบูชาเทพของไทยเรา จึงมีน้อย ผมเองพยายามเผยแพร่เรื่องราวของท่านมาตลอด เป็นเวลากว่า ๒๐ ปี จนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าที่ควร

แต่ผมก็จะทำต่อไปละครับ เพราะตัวผมเองผมรู้ดีว่า บูชาท่านแล้วผมได้อะไร


...........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด