วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แต่งองค์เทวรูป

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์





ไม่เฉพาะแต่คนไทยเราเท่านั้นหรอกครับ

ทั้งคนอินเดีย และชนชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด นิยมตกแต่งเทวรูปด้วยเครื่องประดับ และพัสตราภรณ์อย่างสวยงามมาแต่โบราณ

แต่เทวรูปที่ได้รับการถวายฉลองพระองค์นั้น สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท

๑. เทวรูปที่ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพต่อเนื่องมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

๒. เทวรูปที่เมื่อประดิษฐานใหม่ๆ มีความศักดิ์สิทธิ์มาก แต่ภายหลังกลับให้ผลตอบรับการบูชาน้อย หรือไม่มีผลเลย

ซึ่งถ้าไปดูในส่วนของเทวรูปที่ได้รับการถวายฉลองพระองค์ และเครื่องประดับต่างๆ แล้วยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอดนั้น จะเห็นว่า มักเป็นเทวรูปที่ได้รับการถวายพัสตราภรณ์เพียงปีละครั้ง ถึงเทศกาลบูชาประจำปีจึงค่อยเปลี่ยนชุดใหม่

และผ้าที่ถวายเป็นฉลองพระองค์ของเทวรูปเหล่านั้น ล้วนเป็นผ้าชนิดดีที่สุดเท่าที่ผู้บูชาจะหาได้ครับ

ถ้าเป็นผ้าทอ ก็ถักทอกันอย่างประณีตอย่างน้อยๆ เท่ากับผ้าที่ถวายกษัตริย์หรือเจ้านาย ถ้าเป็นผ้าปัก ก็ปักกันด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนพิถีพิถันที่สุด เท่าที่มีอยู่  

แล้วก็ไม่แต่จะเลือกเฟ้นผ้าอย่างดีที่สุดถวายเท่านั้นนะครับ

แม้เครื่องประดับอื่น เช่น ศิราภรณ์ กรองศอ พาหุรัด ฯลฯ ก็ต้องสั่งกันทำเฉพาะเทวรูปนั้น ด้วยทองคำแท้ ฝังอัญมณีแท้ หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นหินมีค่าชนิดต่างๆ  

การที่จะถวาย ก็ทำกันอย่างมีหลักมีเกณฑ์ คือผู้ถวายจะพิจารณาว่าเทวรูปเดิมเขาทำมาอย่างไร

คือถ้าเทวรูปองค์นั้นมีเครื่องทรงติดมากับเทวรูป สลักเสลามาอย่างละเอียดลอออยู่แล้ว แม้จะเป็นเทวรูปเปลือยอก เขาก็ไม่นิยมถวายผ้าทรงหรือเครื่องประดับเพิ่มเข้าไปหรอกครับ

เพราะคนโบราณไม่มีปัญหากับเทวสตรีที่เปลือยอก และมีเหตุผลที่จะสร้างเทวรูปเปลือยอก ดังที่ผมเคยอธิบายไปแล้ว

มีแต่คนยุคปัจจุบันบางจำพวก ที่หมกมุ่นในเรื่องเพศ หรือมีตัณหาแรงเท่านั้นละครับ ที่เห็นเทวรูปเทพผู้หญิงเปลือยอกเป็นเรื่องกามารมณ์ และความลามกอนาจาร จนต้องพยายามหาอะไรไปปกปิด

คนโบราณ จึงนิยมถวายผ้าและเครื่องประดับ เฉพาะกับเทวรูปที่สร้างมาเพื่อจะรับการถวายสิ่งเหล่านั้นโดยตรงเท่านั้น

คือทำมาเป็นเทวรูปเปล่าๆ ไม่มีเครื่องทรง ไม่ประดับตกแต่งอะไรเลย

ตัวอย่างก็คือ เทวรูปหินทรายในศิลปะขอม




ซึ่งเราจะเห็นชัดว่า มีจำนวนมากที่ทำมาแต่องค์เปล่าๆ ศิราภรณ์ก็มีลวดลายแต่พอคร่าวๆ เครื่องประดับอื่นเช่น กรองศอ พาหุรัด ทองกร ทองพระบาท ไม่ปรากฏ แม้แต่ผ้าทรงก็ทำแค่พอเป็นโครงร่างไว้เท่านั้น

เพราะถึงเวลาที่บูชาจริง เขาจะสวมผ้าทับเข้าไป ใส่เครื่องประดับจริงๆ เข้าไป จึงไม่จำเป็นต้องแกะสลักลวดลายเครื่องประดับไว้บนเทวรูป

ส่วนเทวรูปที่มีเครื่องทรงอันประณีตวิจิตรงดงาม มาตั้งแต่ปั้นหล่อสำเร็จแล้ว เช่น บรรดาเทวรูปสำริดสมัยสุโขทัยนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นเทวรูปที่สร้างขึ้นเพื่อการบูชา โดยไม่จำเป็นต้องมีการประดับตกแต่งใดๆ เพิ่มเติมเข้าไปอีก




เพราะนอกจากจะมีเครื่องทรงอันมีรายละเอียดอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เทวรูปเหล่านี้ยังมีรูปร่าง สัดส่วน และองค์ประกอบต่างๆ ที่แลดูนิ่มนวลอ่อนหวาน ให้ความรู้สึกเป็นทิพย์ เช่นเดียวกับพระพุทธรูปปางลีลาแบบสุโขทัย อันเป็นพระพุทธรูปที่งามที่สุดแบบหนึ่งในโลกนี้

เทวรูปที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมเช่นนี้ จะไม่อาจแสดงอานุภาพอย่างสมบูรณ์ได้ครับ ถ้าถูกปิดบังด้วยเครื่องอาภรณ์ จนโผล่มาให้เห็นแต่พระเศียรกับพระหัตถ์เท่านั้น

และคงไม่มีช่างที่ไหนคิดสร้างเทวรูปที่งามขนาดนี้ขึ้นมา เพื่อจะถูกสวมเครื่องอาภรณ์ปิดบังรายละเอียดจนหมดในการบูชาจริงอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญที่สุด เหตุผลในการถวายผ้าทรงและเครื่องประดับแก่รูปเคารพนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องโป๊เปลือย แต่เป็นเพราะจุดประสงค์ที่ว่า เครื่องถนิมพิมพาภรณ์เป็นสัญลักษณ์และพลังแห่งความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดีต่างหาก

การถวายเครื่องถนิมพิมพาภรณ์แก่เทวรูป จึงกระทำกับเทวรูปที่ทำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้เทวรูปบันดาลความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดีแก่ผู้ถวาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นกษัตริย์หรือเจ้าเมือง โดยกระทำในฐานะตัวแทนของประชาชนทั้งหมด

ด้วยว่าความร่ำรวยของกษัตริย์ทั้งหลาย ย่อมขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์พูนสุข ของประชาชนของพระองค์นั่นเอง

เพราะฉะนั้น จึงต้องถวายของดีที่สุด และถวายกันเฉพาะโอกาสสำคัญ ปีละครั้งหรือตามฤดูกาลเท่านั้น

ไม่ใช่ถอดเข้าถอดออก เปลี่ยนใหม่กันทุกวัน เพราะนั่นเป็นการรบกวนเทวรูป

ในขณะที่เทวรูปอีกพวกหนึ่ง คือเมื่อแรกประดิษฐานก็ศักดิ์สิทธิ์ดีอยู่ละครับ แต่ยิ่งบูชาไปนานเข้า พลังยิ่งลดลง

ซึ่งเราก็มักจะเห็นได้ว่า เทวรูปเหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้รับการถวายฉลองพระองค์ และเครื่องประดับอย่างเต็มอัตรา จนบางทีคลุมแม้กระทั่งพระหัตถ์และเทพอาวุธ มองเห็นแค่พระเศียร

และยังมักจะได้รับการผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์บ่อยครั้ง หรือทุกวันอีกด้วย

การกระทำเช่นนี้ คนโบราณก็ทำไว้เป็นตัวอย่าง และสืบทอดต่อๆ กันมาเช่นเดียวกันครับ

ตัวอย่างเช่น ในยุครุ่งเรืองยุคสุดท้ายของอาณาจักรขอม สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นยุคคลั่งแต่งตัวเทวรูป มีการจารึกไว้ว่า เฉพาะ ปราสาทตาพรหม แห่งเดียว มีการถวายฉลองพระองค์ไว้สำหรับเทวรูปถึง ๒,๓๘๗ ชุด ไม่รวมของถวายอื่นๆ เช่นเพชร ๓๕ เม็ด ไข่มุก ๔๐,๒๖๐ เม็ด หินมีค่าและพลอยต่างๆ ๔,๕๔๐ เม็ด ฯลฯ

ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรขอมล่มสลายในเวลาต่อมา โดยที่บรรดาเทวรูป ซึ่งได้รับการถวายของมีค่าอย่างมากมายเหล่านั้น ไม่สามารถช่วยอะไรได้

นับได้ว่าเป็นผลจากความผิดพลาด ที่ทำตามๆ กันไป โดยไม่มีสติปัญญากำกับ 

และเป็นการแสดงให้เห็นว่า ขนบธรรมเนียมโบราณนั้นมีทั้งดีและไม่ดี ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อ

ไม่ใช่ว่าเป็นของเก่าของโบราณแล้วต้องดีไปหมด ต้องอนุรักษ์ไว้ทั้งหมด หรือเป็นของล้าหลังงมงาย ต้องละทิ้งไปทั้งหมด

เราจะต้องรู้จักเลือกสรร แยกแยะกลั่นกรอง ไม่ทำตัวเป็นทั้งผู้ที่เชื่ออะไรง่ายๆ และผู้ที่ไม่เชื่ออะไรเลยนะครับ

เหตุที่ความผิดพลาดดังกล่าวนี้มีมาแต่โบราณ และยังคงทำกันอยู่จนทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ที่ถูกต้องก็ยังมีการสืบทอดคู่ขนานกันมาตลอด ก็เพราะความรู้ทางเทวศาสตร์ของคนแต่ละท้องถิ่น แต่ละยุคสมัยย่อมแตกต่างกัน

ไม่ว่าภูมิภาคใดยุคสมัยใด ผู้บัญญัติตำราย่อมมีทั้งคนที่รู้จริง ได้รับการศึกษาอบรมมาในแนวทางที่ถูกต้อง และคนที่ไม่มีการศึกษาอบรมอย่างเพียงพอ แต่ทึกทักเอาเองว่าสิ่งที่ตนรู้หรือทำอยู่นั้นถูกต้อง

คนที่ชื่นชอบการถวายฉลองพระองค์ และเครื่องประดับแก่เทวรูปอย่างเต็มอัตราก็เช่นกัน

ความนิยมดังกล่าว เกิดจากการขาดความรู้ในทางเทววิทยา ทำให้ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างผีกับเทพ

หรือในบางกรณี ก็เกิดจากการประยุกต์เอาเทวศาสตร์ไปรวมกับลัทธิบูชาผีด้วยความตั้งใจด้วย

กรณีของเทวรูปขอมที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว แสดงถึงแนวความคิดดังกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดีครับ




เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว เทวรูปขอมที่เราเห็นกันอยู่นั้น ถ้าเป็นเทวรูปขนาดใหญ่ใกล้เคียงคนจริงๆ ขึ้นไปแล้ว จะมีจำนวนน้อยมากที่สร้างขึ้นเพื่อสื่อถึงเทพองค์ใดองค์หนึ่งอย่างแท้จริง

ส่วนมากเป็นรูปเคารพที่กษัตริย์โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อให้เป็นที่สถิตของดวงพระวิญญาณของพระองค์เอง หรือของพระราชบิดา พระราชมารดา พระประยูรญาติ พระอาจารย์ หรือบุคคลสำคัญต่างๆ มากกว่า

การที่ทำเช่นนั้น ก็เนื่องมาจากลัทธิที่นับถือกันในเวลานั้นว่า เมื่อกษัตริย์พระองค์นั้น หรือบุคคลเหล่านั้นสิ้นพระชนม์หรือตายไปแล้ว วิญญาณจะได้ไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทพที่เป็น “ที่มา” ของเทวรูปเหล่านั้น

ซึ่งวิธีคิดดังกล่าวนี้ ก็มีรากฐานมาจากลัทธิภักดีในศาสนาฮินดูเช่นกันครับ

เพราะตามอุดมการณ์ของลัทธิภักดีนั้น การปรนนิบัติบูชาเทพเจ้าอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เพื่อที่ว่า เมื่อผู้บูชาสิ้นชีวิตแล้ว ดวงวิญญาณของผู้บูชาจะได้ไปรวมกับเทพเจ้าองค์นั้นในที่สุดเหมือนกัน

เพียงแต่กษัตริย์ขอมนั้น ไม่เพียงปรนนิบัติบูชาองค์เทพอย่างดี พระองค์ยังสร้างเทวรูปเพื่อให้ดวงวิญญาณของพระองค์เองได้เข้าไปรวมกับเทพองค์นั้นด้วย

เป็นการยกฐานะของกษัตริย์ขึ้นเป็นเทพเจ้า เพื่อให้เป็นที่สักการบูชาต่อไป

เทวรูปขอมที่คิดกันว่าเป็นพระศิวะ พระวิษณุ หรือเทพนารีต่างๆ นั้น จึงมีจำนวนมากทีเดียวที่เป็นรูปเคารพของอดีตกษัตริย์ หรือราชินีองค์ใดองค์หนึ่ง ที่รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเทพองค์นั้น

เรียกได้ว่า เป็นที่สถิตของผี ภายใต้รูปลักษณ์ของเทพเจ้า มิใช่เป็นเทวรูปแท้ครับ

สำหรับบรรพชนไทยเรา ก็มีส่วนหนึ่งเหมือนกัน ที่สืบทอดแนวคิด (ที่ผิดพลาด) ในการถวายฉลองพระองค์และเครื่องตกแต่งเทวรูปมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับคนอินเดีย

โดยนอกจากจะเป็นเพราะไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะแยกความแตกต่างระหว่างผีกับเทพแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากอุปาทาน ที่เพิ่งมาเป็นกันมากในยุคล่าอาณานิคม ประมาณไม่ถึงสองร้อยปีมานี้เอง      

กล่าวคือ นับตั้งแต่ขนบธรรมเนียมประเพณีจากราชสำนักอังกฤษแบบวิคตอเรียนถูกนำเข้ามา คนจำนวนมากก็ถูกสั่งสอนให้หลงผิดว่า การไม่สวมเสื้อผ้าให้มิดชิดแบบชาวตะวันตก เป็นความป่าเถื่อนน่าละอาย

นานเข้า ความเชื่อผิดเข้าใจผิดนั้นก็ลามไปถึงเทวรูป

จึงไม่เพียงแต่คนไทยเราเท่านั้น แม้แต่อินเดียเจ้าตำรับ หรือดินแดนที่นับถือศาสนาฮินดูกันมากเช่นเนปาลและบาหลี ผู้คนก็พากันห่มผ้าเทวรูปซึ่งประดิษฐานในที่สาธารณะทั่วไป โดยไม่มีวิจารณญาณว่า เป็นเทวรูปที่มีเครื่องทรงเพียบพร้อมมาแต่เดิมหรือไม่ 

และที่เหมือนกับคนไทยเราก็คือ ผ้าทรงและเครื่องประดับที่ถวายแก่เทวรูปนั้น เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ คือกลายเป็นของกำมะลอ ไม่ใช่ของมีค่าอย่างสมัยโบราณ




ด้วยเกิดเป็นความเชื่อใหม่ว่า ไม่ว่าใครก็สามารถถวายผ้าและเครื่องประดับแก่เทวรูปได้ ไม่ใช่ธุระของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว

และก็เลยพากันถวายไปหมด ตั้งแต่ในเทวาลัยที่ตนไปไหว้เป็นประจำ จนถึงเทวรูปที่บ้าน  

พูดง่ายๆ ว่าเทวรูปองค์เดิม ไม่ว่าจะทำขึ้นมาด้วยฝีมือที่สูงเพียงใด ทำถูกต้องตามหลักประติมานวิทยาแค่ไหน ก็ไร้ความหมาย ต้องถูกห่มผ้าสีสันฉูดฉาดแพรวพราวเหมือนลิเก ทับลงไปจนหมดองค์

แล้วพอผู้บูชานั้นไปเจอผ้าทรงแบบใหม่ๆ สีสันถูกใจก็จัดแจงซื้อมาเปลี่ยนอีก มีเงินมากก็เปลี่ยนบ่อย

บางรายเพื่ออวดเพื่อนที่มีรสนิยมอย่างเดียวกัน ถึงขนาดที่ว่ามีเทวรูปเต็มบ้าน ยังเปลี่ยนเครื่องทรงของแต่ละองค์ใหม่ทุกอาทิตย์ก็มีนะครับ

การกระทำเหล่านี้ แท้ที่จริงเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ไร้ประโยชน์ในการบูชาเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เป็นการปกปิดเทวรูปมิให้ถ่ายทอดคุณสมบัติในทางประติมานวิทยาได้โดยสะดวก




เนื่องจาก ประติมานวิทยาของเทวรูป จะส่งผลกับเราโดยตรง เมื่อเรามองเห็นสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนเท่านั้นครับ สิ่งใดที่เรามองไม่เห็น สิ่งนั้นก็ไม่สามารถสื่อผ่านพลังจากองค์เทพมาสู่เราได้

เช่น เทวรูปพระแม่ต่างๆ ที่เปลือยอก เมื่อถูกผ้าห่มทับ จะไม่สามารถถ่ายทอดกระแสทิพย์ในด้านของความอุดมสมบูรณ์ ความมีเสน่ห์ ความเป็นที่รักที่ชื่นชอบแก่ผู้บูชาที่เป็นหญิง

หรือถ้าเป็นเทวรูปที่ถือเทพอาวุธ หรือถือสัญลักษณ์สำคัญต่างๆ การห่มผ้าและเครื่องประดับทับลงไปอย่างเต็มอัตรา ดังที่คนอินเดียชอบทำนั้น ก็จะทำให้เทวรูปดังกล่าวไม่อาจถ่ายทอดเทวานุภาพในส่วนที่ต้องส่งผ่านอาวุธ และสัญลักษณ์สำคัญเหล่านั้นได้

พลังอำนาจของเทวรูปนั้นในการปกป้องคุ้มครอง ขจัดสิ่งชั่วร้าย และอำนวยผลเฉพาะด้านต่างๆ แก่ผู้บูชาก็ไร้ความหมาย

นานวันเข้า เทวรูปนั้นก็จะกลายเป็นเสมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง ที่ช่วยอะไรใครไม่ได้ เพราะความลุ่มหลงของผู้บูชาในการแต่งองค์เทวรูป เหมือนเด็กเล่นแต่งตัวตุ๊กตานั้นเอง

ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมผู้บูชาเทพในอินเดียอยู่ในทุกวันนี้ครับ




ไม่ว่าจะเป็นเทวรูปตามเทวสถานต่างๆ ไปจนถึงเทวรูปบูชาส่วนบุคคล เทวรูปเหล่านั้นให้ผลในการบูชาที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับความศรัทธา และความเอาใจใส่ที่ผู้บูชาปฏิบัติต่อเทวรูปเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น เทวรูปที่ปั้นหล่อสำเร็จแล้ว ผ่านการเทวาภิเษกมาอย่างไร ก็บูชาต่อไปอย่างนั้นเถอะครับ

ถ้าจะตกแต่งเทวรูป นำไปให้ช่างผู้ชำนาญลงรักปิดทองดีกว่า

หรือไม่ก็ถวายแต่เพียงสร้อยพระศอ หรือสังวาลอย่างเบาๆ เพียงเส้นเดียว ก็ถือว่าเป็นการตกแต่งที่เพิ่มพลังในด้านความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์อย่างเพียงพอแล้ว

เมื่อพูดถึงการลงรักปิดทอง มีความนิยมอีกชนิดหนึ่งที่มีผลต่อเทวรูปไม่น้อยเหมือนกัน คือลงรักปิดทองประดับพลอยและคริสตัล

ซึ่งถ้าประดับเพียงเล็กน้อยตามศิราภรณ์ และเครื่องทรงของเทวรูปเพียงจุดละไม่กี่เม็ด ก็นับว่ามีประโยชน์มากครับ เพราะจะช่วยเพิ่มพลังแห่งความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี




แต่ถ้าประดับมากเกินไป จนดูแพรวพราวเป็นลิเกไปหมด เช่น ประดับเต็มส่วนที่เป็นฉลองพระองค์ รวมทั้งยังไปประดับตามเทพอาวุธอีก ก็จะทำให้เทวรูปถ่ายทอดพลังในด้านดังกล่าวอย่างแปรปรวน จนอาจกลายเป็นผลเสียต่อผู้บูชาได้

ทั้งนี้ เพราะความสว่างแวววาวและการสะท้อนแสงของคริสตัล ถ้ามากเกินไปก็กระทบต่อศักยภาพในการถ่ายทอดพลังผ่านส่วนต่างๆ ของเทวรูป

ก็เหมือนกับคลุมทับด้วยผ้านั่นแหละครับ เราย่อมมองเห็นแสงแวววาวของคริสตัล ได้มากกว่ารูปลักษณ์ของสิ่งที่มันปิดบังอยู่

และไม่ว่าจะเป็นคริสตัล พลอย รวมทั้งวัสดุที่สะท้อนแสงได้ทุกชนิด ก็มีผลในทางมายาศาสตร์ทั้งแง่ดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานด้วย

เทวรูปนั้นเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง การสื่อผ่านเทวานุภาพ ก็สื่อด้วยวิธีการทางศิลปะ รสนิยมและความเข้าใจในศิลปะ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการตกแต่งเทวรูปครับ


..................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

พระศรีวสุนธรา

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





หากจะกล่าวถึงเทพนารีที่ได้รับการนับถือมากที่สุด และต่อเนื่องยาวนานที่สุดในเมืองไทยแล้ว  ย่อมไม่มีเทวีองค์ใดเหมาะสมยิ่งไปกว่า พระศรีวสุนธรา (Vasundhra) หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า พระแม่ธรณี

พระแม่เจ้าองค์นี้ทรงเป็นที่รู้จักในศาสนาพราหมณ์มาก่อน ในนามว่า พระปฤถิวี (Prithivi) แต่ได้มาทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งกว่าในศาสนาพุทธครับ

ดังมีบันทึกไว้ในชาดก เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสมบารมีในแต่ละชาติ ทุกครั้งที่ทรงทำกุศลและหลั่งน้ำสู่ผืนดิน พระศรีวสุนธราก็ทรงรับน้ำนั้นไว้     

และในคืนก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เมื่อพญามารยกกองทัพมาคุกคาม หวังมิให้ทรงรู้แจ้งถึงความเป็นไปแห่งโลก เพื่อจะได้ทรงนำมนุษย์ข้ามพ้นจากวัฏสงสาร ก็เป็นพระแม่เจ้าองค์นี้ที่ปรากฏพระองค์ขึ้นมาทำลายเหล่ามารด้วยมหาสมุทรแห่งบุญญานุภาพ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงเชื่อกันว่า เมื่อมีการทำบุญและกรวดน้ำครั้งใด แม่พระธรณีก็จะทรงรับน้ำเหล่านั้นไว้ทั้งหมด

ในทางเทววิทยากล่าวว่า พระศรีวสุนธรานั้นทรงมีความงดงามมาก ทรงมีพระจริยาวัตรเยือกเย็น นิ่มนวล เต็มไปด้วยพระเมตตาเสมอ เทวรูปของพระองค์มักทำเป็นเทพนารีประทับนั่ง หรือยืนบิดมวยพระเกศา นับเป็นเทวรูปที่มีท่วงท่าลีลาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สุด จนไม่เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพองค์อื่นไปได้

และภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้รับความนิยมนำมาเขียนตามผนังโบสถ์ในเมืองไทย เรียกว่า มารผจญ

ภาพมารผจญในจิตรกรรมไทย มักทำเป็นภาพขนาดใหญ่ สะดุดตาที่สุด เมื่อเทียบกับพุทธประวัติตอนอื่น นิยมเขียนที่ผนังด้านสกัด คือด้านหน้าพระประธานนั่นละครับ 

ลักษณะที่เด่นๆ ของพระศรีวสุนธราในภาพเช่นนี้ก็คือ มักเขียนเป็นเทวรูปประทับนั่ง หรือยืนในซุ้ม ประดิษฐานอยู่เบื้องล่างโพธิบัลลังก์ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 




ถัดลงมา และที่กระจัดกระจายล้อมรอบอยู่ทั่วไปคือกองทัพมาร มีพญาวัสวดีมารนำไพร่พลอยู่เหนือช้างศึกอย่างองอาจด้านหนึ่ง และกำลังแตกพ่ายในท่ามกลางมหาสมุทรแห่งบุญญานุภาพ ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้านหนึ่ง       

ภาพเขียนพุทธประวัติตอนนี้ ถือกันว่าเป็นเครื่องวัดฝีมือช่างอย่างดีเลยครับ

เพราะแม้จะเป็นศิลปะแบบประเพณี แต่จิตรกรก็จะต้องเขียนให้เกิดบรรยากาศตามท้องเรื่องขณะนั้น ให้ผู้ชมภาพเห็นเป็นอัศจรรย์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

โดยการใช้เส้น สี และการวางภาพขนาดใหญ่ มีตัวละครมากมาย ล้วนแต่อยู่ในอิริยาบถอันยากแก่การเขียนอย่างยิ่ง ต้องใช้กำลังความคิดสูง 

และแม้จะเป็นภาพนิ่งที่เขียนตามแบบอุดมคติ ไม่ใช่แบบเหมือนจริง แต่ดูแล้วต้องมีความเคลื่อนไหวสมจริง เห็นถึงพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ดังที่กล่าวไว้ในพุทธประวัติทุกประการ 

ดังนั้น ถ้าคนที่ดูภาพจิตรกรรมไทยเป็น เห็นภาพมารผจญที่เขียนดีๆ แล้วจะรู้สึกขนลุกครับ

และด้วยเหตุนั้น ช่างคนใดได้เขียนภาพตอนมารผจญ จึงนับเป็นช่างที่เยี่ยมยอดที่สุด ถ้าเขียนได้ดีก็จะเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ถึงกับช่างอื่นจะต้องเดินทางบุกบั่นมาดูให้ได้           

ภาพมารผจญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ถึงกับเป็นของหาดูยาก แต่ภาพที่ดีจริงๆ ก็ยังมีน้อยอยู่นั่นเอง 

สำหรับตัวอย่างภาพมารผจญที่ดีๆ นั้น ถ้าเป็นของโบราณจะหาดูได้ที่ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, วัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย,วัดชมภูเวก และ วัดโพธิ์บางโอ นนทบุรี เป็นต้น
         
โดยเฉพาะที่วัดชมภูเวกนั้น ได้รับการยกย่องกันว่า เป็นภาพพระศรีวสุนธราที่งามที่สุดภาพหนึ่งในเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้ครับ         




ดังจะเห็นว่า พระแม่ธรณีของวัดชมภูเวกนี้อยู่ในอากัปกิริยาประทับนั่ง ชันพระชานุขึ้น เพื่อเป็นหลักที่มั่นคงให้แก่ลำพระองค์ ซึ่งอ่อนไหวยามบิดมวยพระเกศา ดูเป็นเส้นโค้งที่ตวัดอย่างรุนแรง มีความเคลื่อนไหว และพลังอย่างไม่มีที่ติ  

จึงนิยมกันว่าเป็นภาพที่งามบริบูรณ์ ด้วยเหตุที่ว่ามีทั้งบุคลิกภาพและลีลาที่ควรจะเป็น ตามทิพยภาวะของเทพ ซึ่งจะต้องทำให้ต่างกับความสงบนิ่งของพระพุทธรูป    

จุดนำสายตาของภาพนี้ นอกจากท่วงท่าที่บิดมวยพระเกศาแล้ว ก็คือพระอุระที่เชิดขึ้นอย่างสวยงาม และพระแม่ธรณีที่นิยมกันว่าเขียนดีๆ ในสมัยต่อมาก็ใช้กลวิธีเช่นนี้ทั้งนั้น ซึ่งผมจะอธิบายต่อไปข้างหน้านะครับว่ามีเหตุผลอย่างไร  

ส่วนของสมัยปัจจุบัน ควรจะไปดูที่ วัดตรีทศเทพวรวิหาร  ซึ่งเป็นฝีมือคณะช่าง อ.จักรพันธุ์  โปษยกฤต ทำไว้งดงามมาก โดยเฉพาะพระศรีวสุนธราในภาพมารผจญชุดนี้  ได้มีการจำลองแบบมาทำเป็นโปสการ์ดออกจำหน่าย เพื่อสมทบทุนจิตรกรรมฝาผนังของทางวัดด้วย




พระศรีวสุนธรา หรือพระแม่ธรณีบิดมวยผมในศิลปะไทย แม้ว่าจะเป็นประติมานวิทยาของพุทธศาสนา อันเนื่องด้วยภาพมารผจญดังกล่าวแล้ว แต่ในทางพิธีกรรม รูปลักษณ์ดังกล่าวนี้ ก็มีการนำมาใช้ในพิธีสำคัญของพราหมณ์ไทยด้วยนะครับ

นั่นคือ พิธีแห่นางดาน ของนครศรีธรรมราช

คำว่านางดาน หรือนางกระดาน หมายถึงแผ่นไม้กระดานขนาดกว้าง ๑ ศอก สูง ๔ ศอก ที่วาดหรือแกะสลักเป็นภาพเทพเจ้าและเทพนารีในคติพราหมณ์ ๓ แผ่น แผ่นแรก คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ แผ่นที่สองคือพระศรีวสุนธราหรือพระแม่ธรณี แผ่นที่สามคือพระแม่คงคา ทั้งหมดใช้ในขบวนแห่เพื่อรอรับเสด็จพระอิศวรที่เสด็จมาเยี่ยมมนุษยโลก ในพิธีโล้ชิงช้า หรือ ตรียัมปวาย

โดยพราหมณ์จะทำการอัญเชิญแผ่นภาพเทพเจ้า และเทพนารีทั้งหมดนี้ขึ้นบนเสลี่ยง แล้วแห่แหนเป็นขบวนจาก ฐานพระสยม ซึ่งเป็นเทวสถานเก่า มุ่งหน้าไปยังหอพระอิศวร ตลอดเส้นทางแต่ละบ้านจะร่วมมือกันดับไฟให้สนิท มีเพียงแสงจากไต้ที่ให้ความสว่าง ทำให้พิธีดูเข้มขลังยิ่ง




เมื่อไปถึงหอพระอิศวร ขบวนแห่ดังกล่าวจะทำการเวียนรอบเสาชิงช้า ๓ รอบ ต่อจากนั้นพราหมณ์อ่านโองการเชิญเทพ ก่อนจบด้วยบทบวงสรวงเทพยดา แล้วจึงอัญเชิญนางดาน หรือแผ่นภาพเทพเจ้าทั้ง ๓ แผ่น วางลงในหลุมเพื่อรอรับพระอิศวร ซึ่งมีความกว้างเท่าแผ่นกระดาน ลึก ๑ คืบ รองด้วยอิฐและหญ้าคา ตั้งอยู่ภายในโรงชมรม หรือปะรำพิธี
      
เมื่อถึงเวลาที่พระอิศวรเสด็จ พระยาสมมุติเป็นพระอิศวรจะเข้าประจำที่โรงชมรม นั่งชันเข่าเอาขาขวาทับเข่าซ้าย ถือว่าพระอิศวรได้เสด็จลงมาเยี่ยมโลกแล้ว นางรำแต่งเครื่องอัปสร ๑๒ นางก็จะรำบูชาพระอิศวร แล้วจึงจะมีการโล้ชิงช้าเป็นลำดับต่อไป
       
พิธีที่ว่านี้ เดิมจัดในช่วงเดือนยี่ (มกราคม) เป็นพิธีที่กระทำในสมัยที่เมืองนครฯ มีเจ้าเมืองปกครองตนเอง ต่อมาขึ้นกับกรุงเทพฯ ไม่มีเจ้าเมืองจึงเลิกจัด จนถึงพ.ศ.๒๕๔๔ ชาวเมืองนครฯ จึงได้รื้อฟื้นประเพณีดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง โดยนำมาผนวกเข้ากับเทศกาลสงกรานต์ครับ




ปัจจุบัน ประเพณีแห่นางดาน จึงจัดขึ้นในวันที่ ๑๔ เมษายน ของทุกปี โดยมีขบวนแห่จากสนามหน้าเมืองไปยังหอพระอิศวร มีการแสดงแสง สี เสียง ตำนานนางดานและเทพเจ้าที่เกี่ยวข้อง และการโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นการโล้ชิงช้านอกเขตเมืองหลวงแห่งเดียวของไทยในปัจจุบัน นับเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสงกรานต์แบบฉบับของเมืองนครฯ ที่ไม่ซ้ำกับที่อื่น และเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวอย่างมาก

พระศรีวสุนธรา ยังทรงมีบทบาทอยู่ในคติความเชื่อทั่วไป คนไทยโบราณเมื่อจะกระทำการใหญ่ ก็มักอ้างพระศรีวสุนธราเป็นพยาน ในการไปศึกสงคราม นอกจากจะกราบไหว้บูชาเทพยดาต่างๆ แล้ว ยังกราบไหว้ขอให้พระแม่ธรณีช่วยคุ้มครอง ถือเป็นเทวดาผู้พิทักษ์องค์หนึ่งด้วยครับ

พวกหมอช้าง เวลาจะเข้าป่าไปจับช้าง นอกจากเซ่นไหว้ครูบาอาจารย์แล้ว ก็ยังต้องบอกกล่าวพระแม่ธรณีเสียก่อน  โดยว่าเป็นคาถาทางไสยศาสตร์ว่า   

“โอมเผนิกเบิกแนกแยกพะกำกวมงวมพระธรณี ทางสายนี้กูเคยล่อง ปล่องทางนี้กูเคยเที่ยว โอมสวาหะโตนะโมตัสสะ”    

หรือ

“นางพระธรณีเจ้าเอ๋ย อยู่หรือยัง สังขาตังโลกังวิทู” 

เมื่อบอกแล้วก็กลั้นใจ เอาดินตรงที่เท้าเหยียบนั้นขึ้นมาวางไว้กลางกระหม่อม เชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล และพระแม่ธรณีจะช่วยรักษาให้ปลอดจากภยันตรายต่างๆ 

และนอกเหนือจากที่ผมบรรยายมานี้ ยังมีคติหนึ่ง ที่ผู้ร่ำเรียนไสยเวทวิทยาในเมืองไทยทราบกันดีอยู่

นั่นคือ พระศรีวสุนธราทรงเป็นเทพผู้ค้ำจุนอานุภาพของศาสตร์ลี้ลับ รวมทั้งบรรดาเครื่องรางของขลังทั้งหมดครับ




พูดง่ายๆ ว่า บรรดาพระพุทธรูป เทวรูป ตลอดจนเครื่องรางและวัตถุมงคลทุกอย่าง แม้จะผ่านการพุทธาภิเษก-เทวาภิเษก-ปลุกเสกมาดีเพียงใด ถ้าผู้กระทำพิธีดังกล่าว หรือผู้ครอบครองวัตถุมงคลเหล่านั้น มิได้บูชาพระแม่ธรณี ศาสตร์และเครื่องรางเหล่านั้น ย่อมไม่เกิดพลังอำนาจที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้

แต่การบูชาพระศรีวสุนธราในแง่นี้ หมายถึง จะต้องเป็นการบูชาเทวรูปของพระองค์ตั้งแต่หน้าตัก ๓ นิ้วขึ้นไปเท่านั้น ไม่ใช่แบบห้อยคอนะครับ

ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีวัดหลายแห่งนะครับ ที่สร้างเทวรูปพระศรีวสุนธราขนาดบูชา เทวรูปของพระแม่เจ้าองค์นี้ เท่าที่สร้างกันมาจนปัจจุบัน การฉลองพระองค์มีทั้งแบบที่เปลือยท่อนบนอย่างโบราณ และห่มสไบเฉียง  อิริยาบถก็มีทั้งแบบประทับนั่งคุกเข่า และประทับยืน มักจะบิดมวยพระเกศาไปเบื้องซ้ายของพระองค์

ซึ่ง (อีกที) ผมขอเน้นว่า เทวรูปพระศรีวสุนธราตามแบบอย่างที่ถูกต้อง และค้ำจุนอานุภาพของศาสตร์ลี้ลับต่างๆ ได้ดีที่สุด จะเป็นแบบนั่งหรือยืนก็ได้ แต่ฉลองพระองค์ ต้องเป็นแบบที่เปลือยพระอุระเท่านั้นนะครับ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  
         
คำตอบก็คือ การเปลือยอก เป็นวิธีทางเทวศาสตร์ ในแขนงที่เรียกว่า ประติมานวิทยา (Iconography) ที่จะทำให้เทวรูปของเทพนารีทุกองค์ ถ่ายทอดพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ และพลังของสตรีเพศที่ชัดเจนได้

ด้วยว่าตามหลักเทวศาสตร์พื้นฐานทั่วโลก ผู้หญิงคือพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์

และสื่อ หรืออุปกรณ์ที่จะถ่ายทอดพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ของเทวรูปเทพผู้หญิง ก็คือสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมารดา และความเป็นธรรมชาติที่เด่นชัดของสตรีเพศไงล่ะครับ

โดยเฉพาะกรณีของพระศรีวสุนธรา ยิ่งเท่ากับเป็นการบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาถึงความเป็น เทพมารดรของโลก เป็นการสื่อผ่านพลังที่หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง เหมือนน้ำนมมารดาที่หล่อเลี้ยงชีวิตบุตร




การเปลือยพระอุระ จึงเป็นประติมานวิทยาอันสำคัญ ที่ปรากฏอยู่เสมอในไม่ว่าจะในเทวรูป ประติมากรรม และภาพเขียนของพระศรีวสุนธราที่เป็นศิลปะไทยโบราณ แม้จะเป็นศิลปะในยุคที่สตรีไทยนิยมห่มผ้าแถบหรือสไบเฉียงแล้วก็ตาม

อีกทั้งนายช่างผู้สร้างเทวรูป หรือภาพของพระแม่เจ้าองค์นี้ ถ้าเป็นผู้ที่รู้จริง มักจะกำหนดให้ส่วนที่สะดุดตา และอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลาง คือพระอุระเสมอ

ดังที่ผมบรรยายไปแล้วไงครับ ในเรื่องของพระแม่ธรณีที่วัดชมภูเวก

ในขณะที่การสร้างเทวรูปเทพนารีที่ห่มสไบ นอกจากจะทำให้เทวรูป ไม่สามารถสำแดงพลังแห่งสตรีเพศ และความเป็นมารดาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการลดฐานะของเทวีองค์นั้นอีกด้วย

คือทำให้พระองค์ดูเหมือนกับสตรีทั่วไปในโลกมนุษย์ ที่ยังต้องห่มผ้าปิดบังร่างกายอยู่ไงครับ 

แต่ปัญหาก็คือ เทวรูปพระศรีสวุนธราโดยมากที่ทำกันทุกวันนี้ นิยมให้ห่มสไบ เพราะอุปาทานที่ผิด คือไปมองว่า ถ้าไม่มีผ้าทรงก็จะดูโป๊เกินไป

อีกทั้งการฉลองพระองค์อย่างเต็มที่ นอกจากจะดูงดงามอลังการในสายตาคนส่วนมากแล้ว  ยังไม่ต้องใช้ฝีมือในด้านกายวิภาค (Anatomy) มากนัก ช่างไม่จำเป็นต้องเก่งก็ทำได้

อุปาทานที่บกพร่องเช่นนี้ มาจากการขาดความเข้าใจพื้นฐานในทางเทวศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นอุปาทานของคนไทยส่วนใหญ่เลยละครับ 

ซึ่งการบูขาเทวรูปพระศรีวสุนธราในลักษณะห่มสไบเฉียง หรือฉลองพระองค์ทับพระวรกายท่อนบนอย่างเต็มที่ ย่อมจะได้ผลเท่ากับการบูชาเทวรูปตามแบบมาตรฐานทั่วไปเท่านั้น

ถ้าไม่รู้วิชาในการ “ปรับแต่ง” พลังของเทวรูปประเภทนี้ ก็ไม่มีผลพิเศษในการค้ำจุนพลังศักดิ์สิทธิ์ และรักษาความมั่นคงถาวรของวัตถุมงคลอื่นๆ ได้

แต่ “วิชา” ดังกล่าวนั้น จำกัดกันอยู่ในวงแคบเพียงไม่กี่สำนัก ที่สืบทอดศาสตร์โบราณแห่งพระศรีวสุนธรามาโดยตรงเท่านั้น ไม่มีใครเอามาเผยแพร่กันในทางสาธารณะหรอกครับ

วงการเครื่องรางของขลังในเมืองไทย จึงมีการสร้างเทวรูปพระศรีวสุนธรากันในปริมาณที่จะเรียกว่าน้อยก็ไม่ใช่ แต่ถ้าจะพูดให้ตรงกว่า ก็คือเทวรูปพระศรีวสุนธราที่สร้างกันมา แล้วมีอานุภาพที่สมบูรณ์เต็มองค์นั้น มีอยู่แค่ไม่กี่รุ่น

อย่างเช่นในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ดูเหมือนจะมีเพียง ๕ สำนักเท่านั้น ที่สร้างพระบูชาพระศรีวสุนธราแบบเปลือยอก และมีประติมานวิทยาด้านอื่นๆ ที่ถูกต้อง ดังมีตัวอย่างต่อไปนี้ :


ภาพจาก http://www.boonakamulet.com

พระศรีวสุนธราขนาดสูง ๑๑.๕ นิ้วของ วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท สำนักของ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต เป็นเทวรูปพระศรีวสุนธราที่ดีที่สุดองค์หนึ่ง เท่าที่รู้จักกันจนถึงปัจจุบัน

พระศรีวสุนธรารุ่นนี้ แม้ว่าจะหันพระพักตร์ไปเบื้องซ้ายของพระองค์ ทำให้ยากแก่การประดิษฐานก็ตาม แต่โดยลีลาและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็หาที่อื่นใดเทียบเคียงได้ยากครับ




หลวงพ่อแดง สิริภทฺโท วัดห้วยฉลองราษฎร์บำรุง จ.อุตรดิตถ์ ก็เคยสร้างพระศรีวสุนธราขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วไว้รุ่นหนึ่ง เมื่อพ.ศ.๒๕๔๙ ลักษณะงดงามและประณีตมากทีเดียว ใต้ฐานยังฝังตะกรุดอีก ๓ ดอก

แต่สร้างในจำนวนจำกัด และประชาสัมพันธ์ในนิตยสารพระเครื่องเพียงไม่กี่ฉบับเท่านั้น ปัจจุบันผมเห็นยังมีให้เช่าบูชาอยู่บ้างนะครับในบางเว็บไซต์ ดังที่นำภาพมาให้ดูนี้

หลวงปู่คีย์ กิติญาโณ วัดศรีลำยอง จ.สุรินทร์ ได้สร้างพระศรีวสุนธราขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วไว้เช่นกัน เมื่อพ.ศ.๒๕๕๑ มีทั้งเนื้อทองเหลืองรมสีมันปู และปิดทองทั้งองค์

แต่โดยความเห็นส่วนตัวของผม พิธีของสำนักนี้ผมเฉยๆ นะครับ แม้จะเคยสร้างวัตถุมงคลอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่เคยได้ยินเสียงเล่าขานประสบการณ์อันใด




และพระศรีวสุนธรารุ่นนี้ แม้จะเปลือยพระอุระ แต่พระถันแบบที่เห็นนี้คงไม่สามารถสื่อผ่านพลังใดๆ ได้อย่างสมบูรณ์มากนัก และการทำเทวรูปให้เงยหน้าหรือแอ่นตัวมากเกินไปก็ไม่ใช่ลักษณะที่ดีสำหรับการบูชา

แต่ถ้าใครชอบลักษณะแบบนี้ ถ้ายังคงพบเห็นได้ก็รีบเช่าเก็บไว้เถอะครับ เพราะหายากแล้ว หลวงปู่ก็มรณภาพไปแล้ว ทางวัดก็คงไม่สร้างวัตถุมงคลใดๆออกมาอีก




นอกจากนี้ก็มีเทวรูปพระศรีวสุนธราของ ชมรมอนุรักษ์เศียรพ่อแก่ เทวาลัยเทพศรียันตรา ซึ่งอยู่ในท่ายืนยกพระชานุข้างขวา และบิดมวยพระเกศาไปเบื้องขวา เทวรูปนี้แม้ท่วงท่าลีลาจะแปลกไปสักหน่อย แต่ก็ทำได้งามพอสมควร

ส่วนที่ว่าจะทำให้เช่าบูชาหรือเปล่า รวมทั้งเรื่องพิธีกรรมนั้น ผมไม่แน่ใจนะครับ ต้องสอบถามกับทางชมรมเอาเอง

ที่หาง่ายที่สุด ในขณะที่โพสต์บทความนี้ จึงน่าจะเป็นเทวรูปพระศรีวสุนธราขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว ของ วัดชมภูเวก และ วัดหนองหอย อ.เมือง จ.ราชบุรี




ที่ผมนำทั้งสองวัดมากล่าวรวมกัน ก็เพราะเป็นบล็อกเดียวกันครับ ต่างกันแค่นอกจากเนื้อทองเหลืองรมสีมันปูแล้ว ของวัดหนองหอยยังมีเนื้อทองเหลืองธรรมดา และทองเหลืองรมดำด้วยเท่านั้นเอง

เทวรูปของทั้งสองวัดนี้ มีลักษณะที่ถูกต้องมากกว่าพระศรีวสุนธราส่วนใหญ่ที่มีการสร้างกันมา เพราะถอดแบบจากจิตรกรรมฝาผนังที่วัดชมภูเวก ก็พระศรีวสุนธราที่งามที่สุดในเมืองไทยองค์ที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว

ที่สำคัญคือ เงื่อนไขทางประติมานวิทยา ของพระศรีวสุนธราที่สื่อพลังได้ดีที่สุด ตามที่ผมอธิบายไปแล้วนี้ ยังรวมถึงพระศรีวสุนธราที่เป็นศิลปวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด หรือรูปปั้นที่หล่อด้วยปูนระบายสี และหินทรายหล่อ จำหน่ายตามร้านของแต่งบ้านแต่งสวนกันอย่างแพร่หลายด้วยนะครับ

กล่าวคือ ถ้าทำเป็นแบบเปลือยอกอย่างโบราณ และสัดส่วนถูกต้อง จะมีพลังทางฮวงจุ้ยในตัวเอง โดยไม่ที่ยังไม่ทันได้ผ่านพิธีเทวาภิเษกอะไรด้วยซ้ำไป




ซึ่งถ้านำมาตกแต่งในทิศมงคล อันเกื้อหนุนดวงชะตาของเจ้าบ้าน ก็จะส่งกระแสพลังแห่งความร่มเย็นเป็นสุข เจริญรุ่งเรือง ผู้คนในบ้านมีสุขภาพดี ปลอดจากโรคร้าย อุบัติภัย และอาถรรพณ์ต่างๆ

ขณะที่แบบห่มสไบเฉียงนั้น ก็จะไม่มีพลังใดๆ เลยเช่นกันครับ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุมงคลขนาดบูชา ขนาดห้อยคอ หรือเป็นงานหัตถกรรมตกแต่งบ้าน ถ้าเป็นพระศรีวสุนธรา หรือแม้แต่เทพนารีองค์ใดก็ตาม จำกันไว้ให้ขึ้นใจครับ ว่าแบบเปลือยอกดีที่สุด

แล้วพอได้มาแล้วก็ไม่ต้องไปห่มผ้าให้ท่านล่ะครับ ชีวิตจะหาความเจริญมิได้ เพราะไปทำให้เทวรูปเสื่อมโดยใช่เหตุ


................................


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด