วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พระแม่กาลี

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์




พระแม่กาลี ทรงเป็นเทพปีศาจ ไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ใช่เทพอสูร

เทพปีศาจ คือปีศาจ หรือผี คือดวงวิญญาณของคนที่ตายไปแล้ว ซึ่งได้รับการเซ่นสรวงบูชาจากคนรุ่นหลัง จนมีอิทธิฤทธิ์ มีพลังอำนาจเหนือกว่าภูตผีปีศาจทั่วไป สูงยิ่งกว่าพญาปีศาจ และในที่สุดอิทธิฤทธิ์นั้นแก่กล้าถึงชั้นเทพ

แต่อุปนิสัย และพฤติกรรมยังคงเป็นแบบปีศาจ คือมักสิงสู่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในโลกมนุษย์ มีรูปประติมากรรมที่มนุษย์สร้างให้เป็นที่อาศัย คอยรับเครื่องเซ่นสังเวย ถ้าได้รับการสังเวยเป็นที่พอใจก็จะบันดาลอะไรๆ ให้ ตามกิเลสตัณหาของมนุษย์นั้นที่จะอ้อนวอนร้องขอ หรือบนบานศาลกล่าว

พฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้แม้จะมีอิทธิฤทธิ์เสมอเทพ แต่สถานะทางวิญญาณไม่อาจเลื่อนขั้นเป็นเทพได้ เพราะขาดพรหมวิหาร ๔ อันเป็นคุณธรรมของเทพเจ้า จึงเรียกว่าเป็นเทพปีศาจ

จริงๆ แล้ว พฤติกรรมของพระแม่กาลี ดูเหมือนไปทางเทพอสูรมากครับ แต่ถ้าศึกษาให้ดีแล้ว ท่านคือปีศาจที่กลายมาเป็นเทพ ท่านไม่ใช่อสูร ยักษ์ หรือรากษสมาก่อน

ดังนั้นท่านไม่ได้มีภพภูมิของท่านต่างหาก เหมือนเทวดาหรือเทพอสูร ท่านสถิตอยู่ในโลกของเรา อยู่ในเทวาลัยที่เขาสร้างถวายท่าน เช่น ที่กัลกัตตา และทุกหนแห่งที่มีเทวรูปของท่าน ท่านก็แบ่งภาคไปสถิตได้ทั้งหมด

เพราะท่านเป็นปีศาจซึ่งเป็นชั้นเทพแล้ว ไม่เหมือนปีศาจชั้นสามัญทั่วไป ที่จะสิงอยู่ได้เพียงในรูปปั้นรูปเดียว




การบูชาพระแม่กาลี ตามลัทธิเดิมนั้น จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับการบูชาเจ้าแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์ทั่วโลกละครับ คือ

๑) บูชาด้วยการถวายอาหาร ซึ่งประกอบด้วยเนื้อสัตว์ เหล้า และพืชผลทางการเกษตรที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนั้น

๒) บูชาด้วยการสังเวยชีวิตสัตว์ และมนุษย์

๓) บูชาด้วยการถวายเซ็กซ์ หรือ กามบูชา คือคัดเลือกหนุ่มสาวในหมู่บ้านหรือชนเผ่า มาเสพสังวาสกันถวาย หรือหัวหน้าเผ่า (บางทีเป็นหมอผีประจำเผ่า) สมสู่กับผู้หญิงในเผ่าที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ต่อหน้าเทวรูป

ทั้งนี้ก็เพราะเชื่อกันว่า พระแม่กาลีทรงโปรดการบูชายัญและการเสพเมถุน ดังนั้นการประกอบกิจดังกล่าวจึงทำให้พอพระทัย

ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ล้วนแต่เป็นพิธีกรรมเพื่อให้เกิดผลทางด้านความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งคนโบราณทั่วโลกมีทรรศนะไม่แตกต่างกัน

ความอุดมสมบูรณ์เกิดจากเลือดและความตาย คือ ซากศพของสิ่งที่เคยมีชีวิต ย่อยสลายไปในดินกลายเป็นปุ๋ย ให้พืชพรรณได้เจริญเติบโต ถ้าไม่มีการตาย ก็ไม่มีการเกิดใหม่ และวิธีที่จะทำให้มีการเกิดใหม่ ก็คือการสังวาสกันระหว่างชายหญิง เท่านั้นละครับ




ในช่วงก่อนการครอบงำของศาสนาฮินดู พิธีบูชาพระแม่กาลีสายหลัก หรือสำนักใหญ่ๆ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันนั้น มีเป็นลำดับขั้นตอน ๕ ประการ คือ

ดื่มน้ำเมา (มัตยะ) - บริโภคเนื้อสัตว์สดๆ (มางสะ) - สาธยายมนตร์ปลุกกำหนัด (มนตร์) - ร่ายรำด้วยลีลายั่วยวนเร่งเร้าความรู้สึกทางเพศ (มุทรา) และร่วมเพศ (ไมถุน)

พิธีบูชาในลักษณะนี้ ทำกันตามเทวาลัยที่นิยมบูชาเจ้าแม่กาลีในเวลาเที่ยงคืนครับ บางพวกนิยมทำในที่ลับ บางพวกนิยมทำในที่เปิดเผย

พวกที่ปฏิบัติโดยเน้นกามารมณ์มาก จนถึงขั้นเชื่อว่า การสังวาสของคนในครอบครัวเดียวกันถวายพระแม่กาลีจะได้บุญมาก เรียกว่า วามจารี ส่วนพวกปฏิบัติอย่างสุภาพก็เรียกว่า ทักษิณจารี

เมื่อศาสนาฮินดูครอบงำลัทธิบูชาพระแม่กาลี ฮินดูทั้งไศวะนิกาย และนิกายศักติพยายามเปลี่ยนความเชื่อของสาวกพระแม่กาลีเสียใหม่ ว่าเป็นการแบ่งภาคของพระอุมา แล้วเปลี่ยนวิธีบูชาให้เป็นแบบเทพฮินดูทั่วไป 

คือ ถวายอาหารมังสวิรัติ เลิกการถวายเซ็กซ์ เปลี่ยนเป็นการสวดภาวนา การเต้นรำ และการตกแต่งเทวรูปด้วยเครื่องทรงต่างๆ

ผลก็คือ บูชาแล้วไม่ได้อะไร นอกจากอุปาทานเพ้อเจ้อ แบบในหนังแขกละครับ

ส่วนคนที่บูชาตามลัทธิเดิมก็ยังได้ผลกันอยู่ เพียงแต่เลิกการบูชายัญด้วยมนุษย์ ใช้วิธีเชือดแพะถวายแทน ดังเทวสถานพระแม่กาลีไม่ว่าที่กัลกัตตาหรือที่ไหนๆ ก็ยังคงสืบทอดการบูชายัญเช่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน ฮินดูกระแสหลักต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะห้ามไม่ได้

ส่วนพิธีกรรมอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นสัญลักษณ์ของพระแม่กาลี คือการถวายเซ็กซ์นั้น ปรากฏว่า พราหมณ์ต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีครับ กว่าจะยกเลิกพิธีกรรมเหล่านี้ได้อย่างเป็นทางการ

เป็นทางการ คือ ไม่ทำกันแล้วในเทวสถานใหญ่ๆ ที่สาธารณชนต่างความเชื่อเข้าถึงได้ แต่ยังคงแอบทำกันอยู่จนทุกวันนี้ในเทวาลัยเล็กๆ ตามป่าเขาชนบท

แล้วก็ยังรักษาไว้เหมือนช่วงก่อนถูกศาสนาฮินดูครอบงำละครับ ไม่เว้นแม้แต่การสมสู่ของคนในครอบครัวกันเอง อย่างที่พวกวามจารีคิดว่าได้บุญมากนั้น 

ทั้งๆ ที่ถ้าจะวิพากษ์กัน ด้วยแก่นสารของลัทธิเดิมแห่งองค์พระแม่กาลีแล้ว นับว่าเป็นเรื่องของพิธีกรรมที่เลยเถิด จนกลายเป็นความงมงาย ซึ่งไม่ได้บุญเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

เนื่องจากตามลัทธิเดิมนั้น เขาคัดเอาคนที่จะถวายกามบูชาเฉพาะกับคนที่ลักษณะดี หรือหล่อๆ สวยๆ เท่านั้น

ก็เพราะเหตุว่า ชายหญิงที่มีรูปร่างหน้าตาดี สมบูรณ์แบบ ย่อมทำให้เกิดปราณแห่งความอุดมสมบูรณ์มากกว่าใครก็ได้ หรือคนในครอบครัวเดียวกันครับ




ผู้เชี่ยวชาญทางเทวศาสตร์อินเดีย ยังบอกด้วยว่า ที่จริงแม้แต่การบูชาสัตว์ด้วยการเชือดสดๆ ถวายนั้น ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปในยุคปัจจุบันนี้ เพราะเรามีโรงฆ่าสัตว์คอยผลิตอาหารที่สะดวกในการบูชาอยู่แล้ว ดังนั้น แม้แต่ชาวไร่ชาวนาก็ไม่จำเป็นต้องเชือดสัตว์ถวาย เพื่อให้ได้ผลในด้านความอุดมสมบูรณ์ แค่ถวายอาหารคาวที่กินกันอยู่ทั่วไปก็พอครับ

ผมเคยได้รับคำถามจากคนที่อยากบูชาพระแม่กาลี แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ว่า มีเกจิอาจารย์บางสำนักกล่าวว่าไม่ควรบูชาพระแม่กาลีในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเทวรูป หรือรูปภาพ เพราะท่านมีธาตุไฟมาก อาจทำให้เกิดสิ่งไม่ดี คนอินเดียบางคนเขาก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน อยากทราบว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร

คำตอบของผมเป็นอย่างนี้ครับ,

๑) การบูชาพระแม่กาลี ถ้าจะบูชาให้ได้ผลจริงๆ ต้องบูชาตามลัทธิเดิม ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว ซึ่งในแง่หนึ่งก็เปรียบเหมือนการบูชาราหู

คือ อาจจะทำให้เกิดความลุ่มหลง มัวเมา และมักจะทำให้ผู้บูชาใจร้อนขึ้น เอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น และเริ่มจะไม่เห็นคนอื่นในสายตา เวลามีเรื่องกับใครก็ไม่ยอมกัน จะเอาชนะให้ได้ ไม่มีการใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

พูดง่ายๆ คือ ทำให้ผู้บูชานิยมความรุนแรงมากขึ้นแน่นอนครับ

ลักษณะแบบนี้ ถ้าเกิดกับคนในครอบครัวเดียวกันก็ลำบาก ทำให้ในบ้านไม่ค่อยปรองดองกัน ทะเลาะกันง่าย

๒) การบูชาพระแม่กาลี ด้วยการถวายเซ็กซ์ หรือกามบูชา มักมีผลทำให้ผู้บูชามีตัณหาแรงขึ้น หรือได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกามารมณ์มากขึ้น

ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดกับสามีภรรยา ที่ชีวิตคู่ราบเรียบจืดๆ ชืดๆ ก็อาจทำให้เกิดสมดุลย์ขึ้นได้ แต่ถ้ามากเกินไป ก็อาจทำให้แต่ละฝ่ายเริ่มคิดจะแสวงหาความตื่นเต้นใหม่ๆ กับคนนอกบ้าน ทีนี้ก็จะอันตรายละครับ

๓) แต่ในแง่ที่หลายๆ คนชอบก็คือ พระแม่กาลีจะคุ้มครองผู้บูชาให้สมหวังในเรื่องเซ็กซ์ระดับหนึ่ง ถ้าไม่ผิดศีลธรรม เช่น แย่งคนรักของคนอื่น

ได้ความสุข สนุก พอใจในเรื่องนี้ ตามอัตภาพที่ควรได้ โดยไม่ติดโรค ไม่เสียสุขภาพ ไม่พบเจอคนที่ไม่ดี หรือคนที่จะนำปัญหามาให้

ท่านเป็นเทพที่เหมาะกับผู้บูชาที่ชอบการมีเซ็กซ์โดยไม่มีความผูกพัน ขณะเดียวกันก็เป็นเทพที่ช่วยทำลายคุณไสยทางด้านเสน่ห์ได้ดี

๔) พระแม่กาลี ยังเป็นเทพองค์เดียวเท่านั้นที่คอยดูแลปกป้องอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้บูชาเป็นหลัก จนพูดได้ว่า ผู้บูชาที่เข้าถึงท่าน จะไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บใดๆ เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของร่างกายทั้งระบบเลย

ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้ โรคภัยเกี่ยวกับอวัยวะส่วนนี้ของคนเราเพิ่มมากขึ้น จนถึงระดับที่เป็นปัญหาในทางสาธารณสุขแล้วนะครับ ในขณะที่ถ้าจะพูดถึงกระแสพลังจากเทพองค์อื่นในด้านสุขภาพ ท่านจะดูแลในภาพรวมมากกว่า




๕) อีกอย่าง พระแม่กาลีท่านใจนักเลงครับ เวลาคุ้มครองแล้วคุ้มครองจริง ใครจะมาเบียดเบียนให้ผู้บูชาท่านได้รับทุกขเวทนาด้วยประการต่างๆ ท่านจะทำลายผู้นั้น ใครเป็นศัตรูกับผู้บูชาท่าน คนนั้นจะโชคร้ายในที่สุด

เวลาผู้บูชาอยากได้อะไร ถ้ากล้าขอท่านก็กล้าให้ แต่ต้องมีของไปแลก

เช่นสมมุติว่า คุณอยากมีความก้าวหน้าในด้านการงาน คุณขอท่านท่านก็ให้ ให้โดยการขจัดคนที่ขวางทางคุณอยู่ออกไป ซึ่งมีตั้งแต่อย่างเบา คือได้งานใหม่ย้ายไปทำงานที่อื่น ไปจนถึงอย่างหนัก คือ เกิดเรื่องอื้อฉาว หรือเกิดการบาดเจ็บ ทุพพลภาพจนไม่อาจทำงานต่อไปได้

เพราะวิธีแก้ปัญหาของท่านเป็นแบบโผงผางครับ เรื่องที่จะประนีประนอมหรือบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นนั้นไม่มี

ผมจึงฟันธงไม่ได้หรอกครับ ว่าควรบูชาหรือไม่ควรบูชา เพราะกับหลายๆ คนเขาก็เหมาะสมที่จะบูชาเทพแบบนี้ เป็นเทพที่ตรงกับจริตนิสัยของเขา 

เทพเจ้าส่วนใหญ่จะนุ่มนวล ท่านมักไม่ใช้เทวานุภาพเพื่อให้เกิดผลด้านลบต่อสิ่งใดๆ แม้กับคนชั่วก็ตาม ท่านเลือกที่จะปกป้องคุ้มครองผู้บูชาท่าน จากการเบียดเบียนของคนชั่วเหล่านั้นมากกว่า ถ้าผู้บูชาต้องพบกับปฏิปักษ์ที่ชั่วช้าไร้ยางอายอย่างแท้จริง บางทีความนุ่มนวลก็นำมาซึ่งผลที่ช้าเกินไป

คนสมัยนี้นะครับ พวกเราก็เห็นอยู่ว่าเป็นคนนิสัยอสูร ซึ่งนับวันจะมีมากขึ้น พบเห็นได้ทั่วไป ขณะที่คนนิสัยเทพ คือมีพรหมวิหาร ๔ และมีความละอายต่อบาป ยิ่งน้อยลงๆ

เมื่อต้องพบเจอกับคนนิสัยอสูร ที่พูดกันดีๆ ไม่รู้เรื่อง ต้องให้ใช้ความรุนแรง หรือถ้าถูกเบียดเบียนมาก หลีกเลี่ยงไม่ไหวจริงๆ ก็จำเป็นต้องเอาความรุนแรงเข้าสู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อาจร้องขอจากการบูชาเทพทั่วไปได้ เดี๋ยวนี้หลายๆ คนเลยหันมาบูชาพระแม่กาลี เพื่อปราบอสูร

แต่ที่ต้องระวังให้จงหนักก็คือ ผู้บูชาพระแม่กาลี จะมีจำนวนมากเลยน่ะสิครับ ที่เป็นคนนิสัยอสูรเสียเอง





ดูง่ายๆ สาวกพระแม่กาลีส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือพวกเกย์ เพราะในแง่หนึ่ง คนพวกนี้โดยมากทีเดียวที่มักจะมีอุปาทานบางอย่าง คล้ายกับคนที่ชอบบูชายักษ์ หรือบูชาราหู คือชอบของแรงและเป็นอันตราย

พวกนี้หวังโชคลาภในแบบที่ได้มาด้วยการเสี่ยง และมักเป็นพวกที่มีโทสะแรง อาฆาตพยาบาท เกลียดใครก็ปรารถนาให้คนผู้นั้นได้รับความวิบัติทันตาเห็น หรือได้รับทุกขเวทนาตามที่ตนต้องการ

ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่ตัณหาแรงกล้า มัวเมาในเรื่องเซ็กซ์ตลอดเวลา หลายๆ คนก็ทำถึงขนาดแย่งชิงคนรักของผู้อื่น หรือทำลายครอบครัวของใครก็ได้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ก็มีให้เห็นกันอยู่เสมอ เป็นข้อเท็จจริงที่สังคมชาวเกย์ด้วยกันก็ไม่ปฏิเสธ

คนเหล่านี้คิดว่า พวกเขาไม่อาจได้รับผลในเรื่องเช่นนี้ได้จากการบูชาเทพองค์อื่น นอกจากพระแม่กาลี เพราะพระแม่กาลีท่านเป็นเทพปีศาจ พวกเขาจึงคิดว่าท่านไม่คำนึงถึงศีลธรรมใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าไหว้ดีพลีถูกท่านพอใจท่านก็ช่วยให้สมหวัง พวกเกย์จึงนิยมบูชาพระแม่กาลีดังกล่าวแล้ว




ซึ่งผมขอยืนยันไว้ ณ ที่นี้ว่า เป็นความคิดทิ่ผิด

เพราะในความเป็นจริง พระแม่กาลีมิใช่ว่าไม่คำนึงถึงศีลธรรมนะครับ 

ท่านเพียงแต่ไม่สนใจศีลธรรมในลักษณะที่ กระแดะหรือ ดัดจริตเท่านั้น

ส่วนศีลธรรมในระดับพื้นฐาน เช่นการที่ใครบูชาท่าน แล้วจะเอาท่านเป็นกำลังใจในการไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น โดยที่เขาเหล่านั้นมิได้เป็นฝ่ายกระทำก่อน ถ้าอย่างนั้นพระแม่ก็จะไม่ทรงคุ้มครองผู้บูชาท่านแต่อย่างใด

เห็นเทวรูปท่านเปลือย กับสีดำ ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านชอบมนต์ดำนะครับ ดังนั้นใครที่บูชาท่าน อยากได้รับการคุ้มครองจากท่าน ต้องห่างๆ เครื่องรางเสน่ห์แนวมนต์ดำ รวมทั้งพวกกุมารทอง โหงพราย หุ่นพยนต์ไว้ด้วย


...........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เพศที่สามกับเทวศาสตร์

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์





ก็อย่างที่รู้ๆ กันนะครับ ว่าในวงการผู้บูชาเทพในเมืองไทย จะมีสมาชิกจำนวนมากทีเดียว ที่เป็นเพศที่สาม

ดังนั้น คำถามที่มีมาถึงผมบ่อยๆ คำถามหนึ่ง ก็คือ...

เพศที่สาม จะประสบความสำเร็จ หรือเจริญรุ่งเรืองในการบูชาเทพ รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้มากน้อยเพียงใด?

คำถามนี้ ผมขอตอบในระดับของคนธรรมดาทั่วๆ ไปก่อนนะครับ

ก่อนอื่น เราจะต้องเข้าใจว่า มนุษย์ทุกรูปนาม เมื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกต้องถูกวิธี ด้วยความจริงใจ และเจตนาบริสุทธิ์ ก็ย่อมได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ส่วนที่ว่า จะได้มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ก็ขึ้นกับเจตนา และการกระทำดังกล่าวมาแล้ว รวมทั้งบุพพกรรมที่สั่งสมมาไม่เหมือนกัน เท่านั้นละครับ

ไม่ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ

เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง คือชั้นเทพขึ้นไป ท่านไม่ให้ความสำคัญกับรสนิยม หรือความประพฤติทางเพศ มากไปกว่าการประพฤติปฏิบัติอะไรอื่นๆ ในชีวิตประจำวันของคนเรา

พระองค์จะใส่ใจเฉพาะความดีความชั่วของเรา ซึ่งไม่ได้วัดกันด้วยเพศสภาพ แต่วัดกันที่บุญหรือบาปที่เราทำลงไปเท่านั้น

เรื่องเซ็กซ์น่ะ มันไม่มีความดีความชั่วในตัวของมันเองหรอกครับ มันอยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไรต่างหาก

ถ้าหากว่าเราเอามันไปเบียดเบียนคนอื่น หรือเบียดเบียนตัวเราเองให้เกิดทุกข์ นั่นถึงจะเป็นความผิดในทางศีลธรรม

และจะผิดในการบูชาเทพด้วย ถ้าเราอ้อนวอนร้องขอ หรือใช้สิ่งที่ได้จากการบูชาเทพเจ้าเพื่อให้เกิดการเบียดเบียนนั้น

ยกตัวอย่างเช่น เกย์คนหนึ่ง อยากได้ผู้ชายที่เขามีคู่แล้ว ก็ทำพิธีอ้อนวอนร้องขอความช่วยเหลือจากองค์เทพ เพื่อให้ได้ผู้ชายคนนั้นมาโดยไม่สนใจว่า คนรักของผู้ชายคนนั้นจะเป็นอย่างไร

อย่างนี้ ผิดครับ

ต่อให้เป็นเทพที่อำนวยพรในเรื่องของเซ็กซ์โดยตรง ใม่ว่าจะเป็นพระกฤษณะ พระแม่กาลี ท่านก็จะไม่ดลบันดาลให้สมปรารถนาเป็นอันขาด

ถ้าคุณมีองค์เทพเหล่านี้ไว้บูชาในบ้าน แล้วคุณขอในเรื่องชั่วร้ายผิดศีลธรรมอย่างนี้ แล้วคุณได้ตามที่ขอ นั่นแสดงว่า สิ่งที่อยู่ในเทวรูปของคุณ ไม่ใช่องค์เทพที่แท้จริงหรอกครับ เป็นภูตผีปีศาจที่เข้ามาแอบแฝงอย่างแน่นอน

องค์เทพที่แท้จริง ท่านไม่ดลบันดาลในเรื่องชั่วร้ายครับ แถมท่านยังจะมีวิธีลงโทษ หรือตักเตือนแบบสมน้ำสมเนื้อด้วย

แต่ถ้าไม่เอาเทพมาเกี่ยว ไม่เบียดเบียนใครให้เดือดร้อนแล้ว ไม่ผิดหรอกครับ คุณจะมีเพศสภาพ หรือรสนิยมทางเพศอย่างไร หากคุณอยู่ในศีลในธรรม องค์เทพก็จะปกป้องคุณ และประทานพรตามที่คุณควรได้

แต่...ถึงแม้ว่าจะไม่เบียนเบียนคนอื่น แต่ถ้าเกิดว่า ตัวเราเองเป็นบุคคลที่ตัณหาแรงกล้า หมกมุ่นในกามารมณ์มากเกินไปนะครับ

มันก็จะเป็นสิ่งที่ปิดกั้นจิตของเรา ไม่ให้เชื่อมโยงกับองค์เทพ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่หลากหลายตามความต้องการของเราได้เช่นกัน

เพราะจิตที่หมกมุ่นในกามารมณ์ พลังมันจะน้อยครับ มันไม่แรงพอจะเชื่อมโยงไปถึงองค์เทพชั้นสูง

จึงสรุปได้ว่า เพศสภาพไม่ใช่ปัญหาในการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ ปัญหามันเกิดจากเราเอาสิ่งที่เราเป็นอยู่นั้น มาเบียดเบียนตัวเราเอง หรือเบียดเบียนคนอื่นให้เกิดทุกข์หรือไม่


ภาพจาก http://www.springnews.co.th

และต่อไปนี้นะครับ เป็นสิ่งที่เพศที่สามควรทำความเข้าใจ เพื่อที่ว่าการบูชาเทพของคุณ จะได้สะดวกราบรื่น นำมาซึ่งชีวิตที่ดี โดยไม่กระทบถึงสิ่งที่คุณเป็น หรือความพอใจส่วนตัวของคุณ

๑) ในทางเทวศาสตร์ การบูชาเทพเพื่อผลทางกามารมณ์ โดยไม่ผิดศีลธรรม เป็นเรื่องที่ทำได้

๒) แต่การบูชาเทพ ไม่ได้ทำให้ใครได้รับความสะใจในเรื่องพวกนี้

ประมาณว่า ยิ่งหื่นมาก ยิ่งมีคนเข้ามาให้ระบายความใคร่ได้มากๆ หรือมีพลังวิเศษ ที่จะทำให้ใครก็ได้มาหลงมาชอบได้ตามที่ตนต้องการ

ข้อนี้ ไม่มีทางสมปรารถนาครับ

๓) การบูชาเทพในเรื่องพวกนี้ จะมีผลอยู่เพียงได้รับเทวานุภาพคุ้มครอง ให้พ้นภยันตรายจากโรคร้าย จากคนไม่ดี

และให้พ้นภัยจากความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่นการไปแย่งคนรักของคนอื่นโดยไม่รู้ความจริง เท่านั้น

๔) ข้อสำคัญ ไม่มีเทพผู้ชายในลัทธิศาสนาใดในโลกนี้ ที่ประทานพรในเรื่องเซ็กซ์ให้กับชายรักชายเลยแม้แต่องค์เดียวครับ

แม้แต่พระกฤษณะ ก็จะประทานพรให้เฉพาะกับชายรักหญิงเท่านั้น

๕) เทพที่จะประทานพรในเรื่องเซ็กซ์ ให้กับผู้บูชาที่ชอบเพศเดียวกัน ไม่ว่าชายรักชาย หรือหญิงรักหญิง มีแต่เทพนารี คือพระแม่ต่างๆ เท่านั้นครับ

เพราะเทพนารีนั้นเป็นพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงเรื่องเซ็กซ์อยู่แล้ว อีกทั้งแต่ละองค์ยังมีคุณสมบัติของความเป็นแม่ จึงมีความเมตตาสูง และประนีประนอมมากกว่าเทพผู้ชาย


ภาพจากแฟนเพจ Lakshmi Narayan

จึงมีแต่เทพนารีเท่านั้นละครับ ที่ประทานพรในเรื่องนี้แก่ผู้บูชาได้ทุกเพศ ไม่ว่า ชาย หญิง หรือเพศที่สาม

ดังนั้น ถ้าเกย์คนไหนจะเอาความชอบส่วนตัวมาตั้งแง่ แม้กระทั่งการบูชาเทพ ก็เสียเวลาเปล่า

เพราะกติกาคือที่ผมบอกแล้วในข้อ ๔.

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง และเป็นกติกาที่ยอมรับกันทั่วโลกมานานนับพันปี ไม่ใช่กติกาที่ผมตั้งขึ้นมาเอง

ที่ผมต้องพูดอย่างนี้ เพราะที่ผ่านมา มีเกย์หลายคนครับ ที่มาคาดคั้นกับผม ว่าต้องการจะบูชาแต่เทพผู้ชายเท่านั้น โดยจะต้องให้มีผลในเรื่องความรักและเซ็กซ์ สำหรับชายรักชายอย่างเจาะจงด้วย

การเอารสนิยมส่วนตัว มาเป็นข้อจำกัดในการบูชาเทพนี่ละครับ มันจะทำให้บูชาเทพแล้วไม่สำเร็จ เสียเวลา และชีวิตตกต่ำลงโดยใช่เหตุ

ต้องแยกกันครับ เรื่องจิตวิญญาณกับความพอใจส่วนตัว และต้องเข้าใจเงื่อนไข หรือข้อจำกัดที่มีอยู่

โลกนี้มันไม่มีอะไรได้อย่างใจหรอกครับ พวกคุณอยู่ในประเทศนี้ ยังมีทางเลือกมากกว่าในอินเดียด้วยซ้ำไป

ทีนี้ เมื่อเป็นที่เข้าใจร่วมกันแล้วนะครับ ว่าแม้จะเป็นเพศที่สาม ก็สามารถประสบความสำเร็จในการบูชาเทพได้ เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ขอให้บูชาถูกวิธี และมีเจตนาที่ถูกต้อง คือ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เท่านั้น

ผมก็จะพูดถึงประเด็นต่อไป ว่าในฐานะของเพศที่สามแล้ว จะสามารถตั้งตัวเป็นเจ้าพิธี เป็นเกจิอาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญทางเทวศาสตร์ได้มากน้อยเพียงใด

ซึ่งในแง่นี้ ผมก็จำเป็นต้องตอบตามความรู้ที่ผมมีอยู่ว่า เป็นไปได้ยากครับ

โดยเฉพาะ ถ้าเป็นชายรักชาย

เแม้จะมีพรสวรรค์ และวาสนาเดิมหนุนส่งให้ได้เข้าถึงเกจิอาจารย์ต่างๆ มากเพียงใด ก็จะศึกษาเรียนรู้ได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น จะพัฒนาขึ้นไปถึงขั้นสูงไม่ได้

เพราะตามหลักเทวศาสตร์โดยทั่วไป ชายที่จเป็นเจ้าพิธี ต้องมีลักษณะของเพศชายที่สมบูรณ์


เทวศาสตร์ไทย กำหนดให้พราหมณ์ หรือเจ้าพิธี ต้องเป็นเพศชายที่สมบูรณ์เท่านั้น
ภาพจาก http://www.modonut.net

อันนี้ อธิบายในพื้นที่จำกัดได้ยาก เอาเป็นว่าถ้าจะเทียบหลักหยินหยางของจีน ก็คือเจ้าพิธีนั้นต้องเป็นหยางสมบูรณ์ เพราะพิธีกรรมนั้นมีลักษณะของเพศหญิง หรือ หยิน ไงครับ

ตามหลักทวิภาวะ (Dualism) พลังของชาย-หญิง มาหลอมรวมกันในภาวะที่สมบูรณ์ ถูกต้อง จึงจะสัมฤทธิ์ผล ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งบกพร่อง สิ่งที่ได้ก็จะขาดๆ เกินๆ ไม่สมบูรณ์

อีกอย่างหนึ่งนะครับ ผมเคยบอกแล้วว่า ใครจะเป็นเจ้าพิธี หรือเกจิอาจารย์ ต้องเป็นที่ยอมรับทั้งคุณวุฒิและวัยวุฒิ

คุณวุฒิ คือต้องได้รับการประสิทธิ์ หรือรับรองจากครูบาอาจารย์ ให้สามารถเปิดสำนักเอง หรือเป็นเจ้าพิธีได้

เฉพาะส่วนนี้ส่วนเดียว ชายรักชายก็หมดสิทธิ์แล้วครับ

เพราะครูบาอาจารย์ที่เคร่งครัดในแบบแผนพิธีกรรมของไทยโบราณจริงๆ ท่านจะไม่ต่อวิชาสำหรับการเป็นเจ้าพิธี หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า พราหมณ์ให้กับชายรักชาย และผู้หญิงเป็นอันขาด

มันไม่ใช่เรื่องของการกดขี่ทางเพศอะไรหรอกครับ แค่ว่าพื้นฐานมันมาจากหลักทวิภาวะ ดังกล่าวแล้ว

ซึ่งครูบาอาจารย์หลายๆ ท่านก็อธิบายไม่ได้หรอกครับ ท่านเพียงแต่มองว่า มันเป็นจารีตประเพณี เป็นข้อกำหนดสำคัญของสายวิชา ท่านก็ต้องสืบทอดไปตามนั้น

โดยเฉพาะในสังคมไทยโบราณ คนที่เป็นเกจิอาจารย์ทางด้านพิธีกรรม มักต้องผ่านการบวชเรียนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการบวชฤาษี หรือบวชพระ

ซึ่งการบวชทั้งสองอย่างนี่ คนไทยสมัยก่อนท่านห้ามเพศที่สามบวชนะครับ ไม่ใช่บวชกันได้ง่ายดาย ให้มาถ่ายรูปเที่ยวน้ำตกลั้นลากันอย่างทุกวันนี้

แล้วถ้าใครแอบปิดบังเพศสภาพของตนเองในด้านนี้ ไม่ให้อาจารย์รู้ จนกระทั่งอาจารย์ไว้ใจต่อวิชาให้ ถ้าดวงยังดีอยู่นะครับ ก็จะได้รับผลแค่ว่าเรียนวิชาเหล่านั้นไม่สำเร็จ

เช่นว่า อาจารย์เห็นว่าจะไปไม่รอด จึงเลิกต่อวิชาให้ หรือตัวอาจารย์เองมีอันเป็นไปเสียก่อน

แต่ถ้าเป็นคนดวงไม่ดี ปิดบังอาจารย์แล้วไปขอเรียนรู้วิชาพวกนั้น ก็จะเกิดอาถรรพณ์ และธรณีสาร ทำให้ภายหลังกลายเป็นคนบ้าเสียสติไป ภายในอายุไม่ถึง ๔๐ ปี ซึ่งเป็นวัยวุฒิของคนที่จะเป็นเจ้าพิธีหรือเกจิอาจารย์ได้ เท่านั้นละครับ

ส่วนถ้าใครคิดจะศึกษาเอาเอง ไม่ไปขอเรียนวิชาจากสำนักต่างๆ เพื่อจะหลีกเลี่ยงเงื่อนไขที่ผมบอกไปแล้วนี้ ก็ดูเผินๆ เหมือนจะศึกษาได้นะครับ เพราะมีตำราเผยแพร่อยู่แล้ว หาซื้อได้ไม่ยาก

แต่เชื่อมั้ยครับ? บรรดาตำราต่างๆ ที่เขาเผยแพร่กันอยู่นั้น เขาไม่เปิดเผยทุกอย่างชนิดหมดเปลือกหรอก

เขาจะมีการกั๊ก หรือเปลี่ยนคำ เปลี่ยนขั้นตอนไปนิดๆ หน่อยๆ อยู่เสมอละครับ

ซี่งใครก้มหน้าก้มตาทำไปตามนั้น ก็ไม่ถึงกับจะทำให้ผิดพลาด หรือเกิดผลร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่มันจะไม่ได้ผลตามที่เขาบอกไว้

ต้องเข้าไปเป็นศิษย์ ต่อวิชาจากครูบาอาจารย์โดยตรงเท่านั้นละครับ ท่านถึงจะบอกวิธีที่ถูกต้องให้ รวมทั้งเคล็ดลับต่างๆ ที่ไม่มีในตำราด้วย

บางคน อ่านถึงตอนนี้ ก็อาจจะปรามาสว่า เกจิอาจารย์ในอดีต ใจแคบ ไม่เผยแพร่ความรู้ให้เป็นสาธารณประโยชน์ คิดแต่จะเก็บไว้ทำมาหากินอย่างเดียว

บอกตามตรงนะครับ ผมเองยังเคยคิดอย่างนี้ด้วยซ้ำไป ตอนที่ยังเป็นเด็กรุ่นๆ โง่ๆ ไม่ค่อยรู้อะไรมาก

แต่ความจริงก็คือ ทุกยุคทุกสมัย มันมีคนชั่วช้าเลวทราม ที่อยากเป็นผู้วิเศษ อยากเอาวิชาพวกนี้มาหากิน เพื่อให้สาธารณชนยกย่องสรรเสริญ แล้วในที่สุดก็กอบโกยผลประโยชน์จากศรัทธาของคนเหล่านั้น คนจำพวกนี้มีมากมายยิ่งกว่าคนดีๆ ที่เจตนาบริสุทธิ์นะครับ

แล้วคนพวกนี้ ถึงขนาดเข้าไปขอเป็นศิษย์ตามสำนักต่างๆ คอยประจบประแจง ทำตัวให้อาจารย์ไว้ใจ พอเรียนวิชาไปได้สักพัก คิดว่าตนเองเก่งแล้ว ก็สำแดงธาตุแท้ กลายเป็นศิษย์เนรคุณ หาทางล้มล้างผู้เป็นครูบาอาจารย์ เพื่อจะเป็นใหญ่แทน ก็มีให้เห็นอยู่เสมอนะครับในวงการนี้

ก็ขนาดเอาดอกไม้ธูปเทียน พานครูไปกราบไหว้ พนมมือสาบานเป็นมั่นเป็นเหมาะ ต่อมน้ำตาแตกด้วยความซาบซึ้ง ต่อหน้าแท่นพระแท่นเทพในสำนัก ร่ำเรียนวิชากันเป็นปีๆ ยังกลายเป็นศิษย์คิดล้างครูกันได้นะครับ

นับประสาอะไรล่ะครับ กับตำราที่เผยแพร่ให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่เห็นหน้าค่าตากัน ได้ซื้อหาอ่านกันได้ง่ายๆ ท่านจะไม่กั๊กเอาไว้?

วิชาเหล่านี้ มันมีอาถรรพณ์ในตัวครับ ใช้ในทางที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าใครเอาไปใช้ในทางที่ไม่ดี เกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว มันแก้ไขได้ยาก



ร่างทรง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เพศที่สามที่อยากเป็นเจ้าพิธี
คิดว่าจะหลีกเลี่ยงจารีตของเทวศาสตร์ไทยโบราณได้
แต่ที่จริงแล้ว ก็ยังคงผิดหลัดหลักเทวศาสตร์ไทยโบราณอยู่ดี

ดังนั้น เอาเป็นว่าเฉพาะชายรักชาย หรือ เกย์ อย่างดีที่สุดก็เป็นเจ้าพิธีกรรมได้ เฉพาะพิธีกรรมเล็กๆ ในระดับของคฤหัสถ์ทั่วไป

เช่น การนำสวดมนต์ หรือประกอบพิธีบูชาเทพเจ้าภายในเคหสถานส่วนบุคคล เท่านั้นครับ

เพราะ วิชาในส่วนนี้ ไม่ได้มีอาถรรพณ์อะไรมาก พอจะหาครูบาอาจารย์สอนให้ได้ โดยที่ความเป็นเพศที่สาม ไม่ได้เป็นอุปสรรค

หรือจะซื้อตำรามาศึกษาเอง ก็พอจะหาได้ไม่ยาก

อย่างหนังสือ คู่มือบูชาเทพ ฉบับสมบูรณ์ ที่ผมเขียนไว้ ก็เพียงพอนะครับ สำหรับการที่จะประกอบพิธีในด้านนี้ โดยไม่ต้องเสี่ยงกับธรณีสาร

แต่ถ้าเป็นพิธีใหญ่ที่เป็นสาธารณะ เช่น พิธีบวงสรวงก่อนเริ่มงานสำคัญ พิธีหล่อเทวรูป พิธีเทวาภิเษก พิธีตั้งศาล ตั้งเทวาลัย ฯลฯ แล้วเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเป็นศาสตร์ที่ต้องไปศึกษาจากครูบาอาจารย์โดยตรงเท่านั้น ดังกล่าวแล้ว

ในกรณีนี้ ชายรักชายจะเป็นไปได้อย่างมากที่สุดแค่เจ้าภาพ หรือเป็นผู้ช่วยประกอบพิธีกรรมเท่านั้นละครับ

แล้วถ้ามีเกย์คนไหน ฝ่าฝืนข้อห้ามตามที่ผมบอกไปแล้ว ตั้งตัวเองเป็นเจ้าพิธี เป็นเกจิอาจารย์ นำวิชาที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง (เช่นจากการปิดบังเพศสภาพของตนเอง เข้าไปขอเรียนตามสำนักต่างๆ หรือจากการศึกษาด้วยตนเอง) มาประกอบพิธีกรรม ให้คำแนะนำแก่สาธารณชนทั่วไปแล้ว คนที่เกย์เหล่านั้นประกอบพิธีให้ จะได้รับผลอย่างไร?

คำตอบคือ ต้องแยกเป็นกรณีไปครับ

กรณีที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นเจ้าพิธี เพราะชอบทางนี้จริงๆ อยากเป็น อยากทำจริงๆ เพราะคิดว่าเหมาะกับตนเอง ไม่ได้คิดว่าจะหลอกลวงใคร เพราะวิชาความรู้ที่เอามาใช้ก็ได้จากการศึกษาด้วยตนเองอย่างคร่ำเคร่ง 

ที่สำคัญคือ ไม่รู้จริงๆ ว่า เทวศาสตร์โบราณท่านห้ามชายรักชายเป็นเจ้าพิธี

คนที่รับเป็นเจ้าภาพในพิธีกรรมที่มีเจ้าพิธีแบบนี้ รวมทั้งทุกคนที่เข้าร่วม จะรู้สึกว่า เกิดผลอยู่บ้างในช่วงแรกๆ ซึ่งเป็นความรู้สึกไปเองมากกว่า แล้วหลังจากนั้นก็จะเงียบหาย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ส่วนกรณีที่อุปโลกน์ตัวเองเป็นเจ้าพิธี โดยรู้ทั้งรู้ว่าโบราณห้าม แต่ก็ยังอยากจะเป็น โดยได้วิชามาจากการปิดบังเพศสภาพของตนเองบ้าง จากการสืบทอดมาอย่างถูกต้องในบางสำนัก ที่เปิดโอกาสให้ศึกษาเทวศาสตร์ในระดับที่เหมาะกับเพศที่สามบ้าง หรือแม้แต่ศึกษาเอาเองบ้าง 

แล้วสร้างภาพใช้สื่อต่างๆ ประชาสัมพันธ์ตนเอง ให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้จริงๆ

ยกตัวอย่างเกย์บางคนนะครับ ธาตุแท้เป็นคนเลวทราม อาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยา คิดหาทางทำลายล้างคนที่ตนเองไม่ถูกใจอยู่ตลอดเวลา ไปเรียนรู้จากสำนักไหนก็เป็นศิษย์เนรคุณ ล้มล้างครูบาอาจารย์

แต่สร้างภาพว่าเป็นคนดี ชอบไหว้พระไหว้เจ้า ใจบุญ ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อ้างความเป็นศิษย์มีครู ว่าศึกษามาจากคนที่มีชื่อเสียง ฯลฯ จนมีคนหลงเชื่อ ไว้วางใจให้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ได้

บรรดาคนที่หลงเชื่อเหล่านั้น ก็จะพบแต่ความวิบัติหายนะในไม่ช้าก็เร็วละครับ

เพราะต่อให้เจ้าพิธีเป็นชายแท้ ถ้าเป็นคนชั่ว มีพฤติกรรมเช่นที่ผมบรรยายมานั้น ประกอบพิธีให้ใครก็เป็นอัปมงคลอย่างหาที่เปรียบมิได้แล้ว

ถ้าเป็นชายรักชาย อันเป็นเพศสภาพที่โบราณห้ามไว้ จะยิ่งหนักหนาสาหัสกว่าหลายเท่า เป็นธรณีสารอย่างแรงชนิดที่แทบจะแก้ไขกันไม่ได้เลยทีเดียว

และอย่าลืมนะครับ วัยวุฒิของคนที่จะเป็นเจ้าพิธี หรือเกจิอาจารย์ต่างๆ นั้น ตามหลักโบราณคือต้องอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป


อ.ประจวบ คงเหลือ ตัวอย่างของเจ้าพิธีตามหลักเทวศาสตร์ไทย
คือต้องมีทั้งคุณวุฒิ และวัยวุฒิอันเป็นที่ยอมรับในทางสาธารณะ
ภาพจาก http://www.palungdham.com

บางคนอาจนับตั้งแต่อายุ ๓๕ ปีขึ้นไปได้ ถ้ามีประวัติชัดเจนว่าเป็นศิษย์ของสำนักไหน ครูบาอาจารย์รับรองหรือไม่

แต่บรรดาเกย์ที่ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษ เป็นเจ้าพิธี หรือเกจิอาจารย์นั้น ส่วนใหญ่จะริทำกันตั้งแต่อายุไม่ถึง ๓๐ ปี

แล้วก็ไม่ต้องไปหาประวัติความเป็นมาที่ชัดเจนหรอกครับ ส่วนมากถ้าถูกถามว่า ได้วิชาอะไรมาบ้าง ก็จะอ้อมแอ้มพูดได้ไม่เต็มปาก 

เพราะบางคนถึงจะได้วิชามาจริง ก็ไม่ใช่วิชาสำหรับที่จะเป็นเจ้าพิธี บางคนศึกษาเองจากตำรา แล้วก็อ้างว่าเทพพรหมมาประสิทธิ์ให้ด้วยซ้ำไปครับ

ส่วนถ้าเป็นหญิงรักหญิง หรือ เลสเบี้ยน ก็จะเหมือนหญิงแท้ทั่วไป คือ ได้เปรียบกว่าชายรักชาย ตรงที่สามารถเรียนรู้มายาศาสตร์ และเทวศาสตร์ขั้นสูงได้มากกว่า

และอาจบรรลุขั้นสูงสุดในบางลัทธิได้ด้วย โดยเฉพาะลัทธิที่เน้นพลังของเพศหญิง (Feminine Power)

หญิงรักหญิง จึงประกอบพิธีกรรมได้ทุกอย่างไม่มีข้อจำกัดอะไร และสามารถเป็นเจ้าพิธีได้ในพิธีกรรมแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพิธีที่หวังผลด้านความอุดมสมบูรณ์ ไปจนกระทั่งพิธีที่เกี่ยวกับการรบทัพจับศึก

ขอแค่ไม่ใช่การเป็นพราหมณ์พิธี ตามแบบเทวศาสตร์ไทยโบราณ และขอแค่ให้ได้ศึกษาและประสิทธิ์จากครูบาอาจารย์โดยตรงเท่านั้น ซึ่งก็จะไม่มีข้อจำกัดเท่ากับชายรักชาย

แต่หญิงรักหญิงที่สามารถเป็นเจ้าพิธี ก็ยังคงจำเป็นจะต้องรักษาบุคลิกภาพ และคุณลักษณะของความเป็นเพศหญิงไว้อย่างสมบูรณ์นะครับ จะเป็นทอมบอยเลียนแบบผู้ชายไม่ได้เป็นอันขาด

เพราะมายาศาสตร์และเทวศาสตร์ ที่สืบทอดในกลุ่มหญิงรักหญิง เขาก็มีกฎห้ามต่อวิชาให้หญิงที่ทำตัวเลียนแบบชายเช่นเดียวกัน

ด้วยว่ามายาศาสตร์และเทวศาสตร์สายนี้ เขามักต่อต้านทุกสิ่งที่มีลักษณะเป็นชาย หรือเลียนแบบผู้ชายครับ

ส่วนสาวประเภทสอง คงไม่มีข้อสงสัยอะไรในประเด็นนี้นะครับ เพราะส่วนมากจะสนใจอยู่แค่ในระดับของผู้บูชา จะไม่ค่อยคิดถึงขนาดอยากเป็นเจ้าพิธี ซึ่งก็เป็นความคิดที่ถูกต้องอยู่แล้


.........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด