วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พญาครุฑ อานุภาพที่ไร้ผู้ต้านทาน

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*



ภาพจาก Fanpage : Mind GaLLerY

ผมเคยโพสต์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ว่าพญาครุฑเป็นสัตว์วิเศษ เช่นเดียวกับพญานาค

ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่อมนุษย์

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา คือ คัมภีร์สังยุตตอัฏฐกถา ได้กล่าวถึงครุฑไว้อย่างชัดเจนว่า ครุฑเป็นนกที่ใหญ่ที่สุดในบรรดานกทั้งหลาย มีนิวาสสถานอยู่ในป่างิ้วบนเขาสิเนรุ 

คัมภีร์นี้บรรยายไว้ว่า ครุฑนั้นมีขนาดสูงถึง ๑๕๐ โยชน์ (หนึ่งโยชน์เท่ากับ ๑๖ ก.ม.) ปีกยาวข้างละ ๕๐ โยชน์ หางยาว ๑๐ โยชน์ คอยาว ๓๐ โยชน์ ปากกว้าง ๙ โยชน์ ขายาว ๑๒ โยชน์ เวลาบินทำให้เกิดลมพายุพัดไปไกล ๗๐๐-๘๐๐ โยชน์   

ขนาดที่บรรยายในคัมภีร์นี้ ก็แน่นอนละครับว่า คงเป็นเรื่องพรรณนาเกินไปบ้าง 

แต่ข้อยุติที่ว่า ครุฑเป็นสัตว์  ไม่ใช่อมนุษย์นั้น ก็ปรากฏอยู่ในข้อความเหล่านี้เอง 

คือไม่เพียงไม่มีการพูดถึงลำตัวหรือแขนที่เป็นแบบของมนุษย์เท่านั้น ยังกล่าวว่าคอยาวถึง ๓๐ ส่วน เมื่อวัดจากทั้งตัว ๑๕๐ ส่วน

คอยาวเกือบ ๑ ใน ๓ ของความยาวทั้งหมดเชียวนะครับ 

ครุฑตามคัมภีร์นี้ จึงไม่อาจเป็นครึ่งคนครึ่งนก หรืออมนุษย์ อย่างที่เราคิดกันได้     

ส่วนถ้าจะเปรียบเทียบกับคติดั้งเดิมของทางอินเดีย ซึ่งเป็นชนชาติแรกที่พูดถึงครุฑ ก็เป็นสัตว์อย่างชัดเจนเช่นกัน 
         
ตามตำรับดั้งเดิมทางปกรณศาสตร์อินเดีย ครุฑคือพญานกดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร  และบินได้อย่างรวดเร็วมาก ทั้งความเร็วและพละกำลังของครุฑนั้น น่าสะพรึงกลัวจนไม่อาจประมาณได้  จนชาวอินเดียยกย่องว่ามีฤทธิ์เสมอเทวะ 

และที่สำคัญก็คือ สามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ตามความประสงค์          





แต่ปกติครุฑก็ยังคงเป็นสัตว์ และมีทั่วไปในเทวโลก คนอินเดียโบราณทั้งนับถือและยำเกรงสัตว์วิเศษชนิดนี้  โดยเฉพาะในอินเดียภาคใต้ที่มีครุฑอาศัยอยู่มากที่สุด
 
เมื่อถึงยุคสมัยที่เทวปกรณ์ต่างๆ เฟื่องฟู ครุฑจึงกลายเป็นโอรสของ พระกัศยปเทพบิดร (Kashyapa) กับ พระนางวินตา (Vinta) เดิมก็ต้องคอยรับใช้พวกนาค ซึ่งเป็นโอรสของ พระนางกัทรุ (Kadru) ซึ่งเป็นพระชายาอีกองค์หนึ่งของพระกัศยปะ เพราะพระนางวินตานั้นต้องตกเป็นทาสพระนางกัทรุ ด้วยเหตุแพ้พนัน 

ต่อมา ครุฑจึงไปหาน้ำอมฤตมาไถ่องค์พระมารดา แล้วจึงแก้แค้นด้วยการไล่จับพวกนาคกินเป็นอาหารเสีย        

เรื่องครุฑจับนาคกิน ก็คงจะเหมือนกับนกใหญ่ๆ เช่น นกอินทรี เหยี่ยว หรือนกเค้าแมวที่จับงูกินนั่นละครับ 

แต่เนื่องจากนาคนั้นเป็นสัตว์วิเศษ เป็นงูชนิดใหญ่โตมีฤทธิ์มาก นกล่าเหยื่อทั่วไปไม่มีทางทำอันตรายได้  จึงต้องมีสัตว์วิเศษเช่นกัน คือ ครุฑ มาคอยควบคุมให้เกิดดุลยภาพ 

ถ้าไม่มีครุฑเสียแล้ว ทั้งสามโลกก็จะมีสัตว์ที่มีอันตรายร้ายแรงอย่างนาคอยู่มากเกินไป สรรพชีวิตต่างๆ ก็จะเดือดร้อน          

ตามเทพนิยายอินเดียกระแสหนึ่ง กล่าวว่า ครุฑได้เป็นพาหนะของพระนารายณ์ หรือพระวิษณุมหาเทพ  ด้วยระหว่างพาน้ำอมฤตกลับไปไถ่องค์พระมารดา ครุฑมิได้ดื่มน้ำอมฤตทั้งๆ ที่มีโอกาส  เป็นเหตุให้พระวิษณุมหาเทพทรงพอพระทัย รับสั่งให้ครุฑขอพร

ครุฑก็ขอพรให้ได้อยู่ในที่สูงกว่าพระเป็นเจ้า และขอให้เป็นอมตะ พระเป็นเจ้าก็ประทานให้เป็นไปตามนั้น  
         
เมื่อได้พรแล้ว ครุฑจึงทูลขอถวายพรพระเป็นเจ้าบ้าง

พระเป็นเจ้าจึงขอให้ครุฑเป็นพาหนะของพระองค์ แต่เมื่ออยู่ในไวกูณฐ์ ก็ขอให้อยู่ที่สูงกว่าพระองค์ เพื่อให้ถูกต้องตรงกับพรที่พระองค์ได้ประทานแล้ว ครุฑก็ถวายพรตามนั้น

แต่ก็ยังมีเทพนิยายอีกกระแสหนึ่ง  เล่าไว้ต่างออกไปว่า พระนารายณ์กับครุฑต่อสู้กัน ไม่แพ้ชนะกัน แสดงว่าอานุภาพพญาครุฑนั้นเสมอพระนารายณ์ จึงมีการแลกเปลี่ยนพรระหว่างกันดังกล่าว 


พระนารายณ์ทรงครุฑ ศิลปะอินเดียสมัยปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้ นับว่า เป็นความคิดอันปราดเปรื่องของนักเล่านิยายฮินดูครับ

ที่จะผูกเรื่องราวอะไรขึ้นมาก็ได้ ให้คนเชื่อถือ เพื่อปิดบังความจริงที่ว่า เหตุที่ครุฑกลายเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ก็เพราะพวกที่นับถือครุฑ ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพวกที่นับถือพระนารายณ์นั่นเอง 

และการที่ว่า ทั้งครุฑและพระนารายณ์มีฤทธิ์เสมอกัน หรือใครอยู่สูงกว่าใคร แล้วใครต้องขี่หลังใครเวลาไปไหน ก็ล้วนเป็นกุศโลบายในการเอาใจพวกนับถือครุฑ ที่มายอมสวามิภักดิ์นั่นเองละครับ

เพราะครุฑเป็นเพียงสัตว์วิเศษ ย่อมจะไม่มีพลังอำนาจเหนือกว่าเทพเจ้า อย่างพระนารายณ์ได้ 

และความจริง ที่อาจทำให้ปกครองยากนั้น ในแง่ของการเมืองก็ไม่มีประโยชน์ เท่ากับเทพนิยายที่ทำให้ปกครองง่ายกว่าไงครับ   

นักเทววิทยาชาวตะวันตก และแม้ในอินเดียเองเสนอว่า คติความเชื่อเกี่ยวกับครุฑน่าจะมาจากนกอินทรี ถ้าดูภาพครุฑในศิลปะอินเดียโบราณ ดั้งเดิมที่สุดจะมีลักษณะเป็นนก มากกว่ากึ่งคนกึ่งนก โดยเฉพาะครุฑในศิลปะคันธาระ (Gandhara) ซึ่งเก่าไปถึงพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ นั้น เห็นเป็นนกอย่างชัดเจนทีเดียว
 
ต่อมาจึงค่อยเริ่มมีแขนแบบมนุษย์ด้วย แต่ทั้งลำแขนนั้นก็ยังเต็มไปด้วยขนนกอยู่            

ครุฑทิเบต ศิลปะสมัยปัจจุบัน

ครุฑที่เป็นนกตลอดตัว แต่มีแขนงอกออกมานี้  ในที่สุดก็กลายเป็นต้นแบบของครุฑชนิดกึ่งคนกึ่งนก ซึ่งปรากฏช่วงแรกๆ ที่ ถ้ำอชันตา (Ajanta) และ ถ้ำเอลโลรา (Ellora) ในรัฐมหาราษฎร์ อินเดีย ซึ่งกำหนดอายุได้ราวๆ พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ ซึ่งต่อมาก็เป็นที่นิยมกันในมายาศาสตร์ทิเบต ขอมโบราณ และไทย

ส่วนในมายาศาสตร์ชวา ยังคงมีการทำรูปครุฑเป็นนกทั้งตัวอยู่จนกระทั่งถึงช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ ดังจะเห็นในประติมากรรมสำหรับประกอบเครื่องยศเจ้านาย ตลอดจนเครื่องใช้ของชาวบ้านสามัญ เช่นตะเกียงสำหรับเล่นหนัง


ตราสัญลักษณ์ประจำชาติอินโดนีเซีย

แม้จนปัจจุบัน ก็ยังใช้เป็นเครื่องหมายประจำชาติอินโดนีเซีย  ใช้เป็นยี่ห้อสายการบินแห่งชาติด้วย ก็สายการบิน Garuda Airlines ไงครับ

ในขณะที่บาหลี นิยมครุฑในลักษณะครึ่งคนครึ่งนก ซึ่งทำได้อย่างงดงามทรงพลังมาก โดยมักจะเป็นประติมากรรมไม้แกะสลัก ซึ่งถอดประกอบได้ บางทีก็ทำกันแต่หัว หรือหน้ากาก ใช้แขวนติดผนังตกแต่งสถานที่ต่างๆ หรือแขวนไว้เหนือประตู กล่าวกันว่า มีอานุภาพขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้ดีนัก


พญาครุฑ ไม้แกะสลักระบายสี ศิลปะบาหลีสมัยปัจจุบัน

ซึ่งผมก็เคยเขียนไว้แล้วเช่นกันว่า การทำครุฑเป็นครึ่งคนครึ่งนกเช่นนี้ มิได้หมายความว่าครุฑมีรูปลักษณ์ดังกล่าวจริงๆ หรอกนะครับ

มันเป็นเพียงแต่วิธีการทางศิลปะ ที่ช่างฝีมือโบราณนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่า สัตว์วิเศษชนิดนี้แปลงร่างเป็นคนได้ เท่านั้นเอง

เพราะลักษณะของครุฑตามที่มีผู้พบเห็นจากฌานสมาบัติ และเล่าตรงกันทั้งในอินเดีย เขมร ไทย และชวานั้น มีลักษณะคล้ายนกอินทรีจริงๆ อย่างที่นักเทววิทยาตะวันตกและอินเดียเสนอไว้ 

เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก และมีลวดลายสีสันสวยงามอย่างน่าพิศวง เป็นลวดลายและสีที่ไม่มีนกชนิดใดในมิติของเราจะเปรียบเทียบได้ 

อย่างไรก็ตาม ในเมืองไทยของเรา ซึ่งเรียกครุฑว่า สุบรรณ นิยมแต่ครุฑที่เป็นกึ่งคนกึ่งนกดังกล่าวแล้ว 

และเมื่อเรารับคติมาจากอินเดีย ผ่านทางขอม ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประดุจภาคหนึ่งของพระนารายณ์  เราก็เลยรับการนับถือครุฑแบบขอมเข้ามาด้วย 


บาตรน้ำมนต์หยกรัสเซีย ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงสั่งพิเศษจาก Faberge รองรับด้วยครุฑอย่างงดงาม

ครุฑจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นพระราชลัญจกร เครื่องประกอบพระอิสริยยศ เครื่องราชูปโภค และเป็นธงเครื่องหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เรียกว่า ธงมหาราช เป็นตราประจำแผ่นดิน เรียกว่า พระครุฑพ่าห์       


ธงมหาราชใหญ่ ตราพระครุฑพ่าห์

เมื่อครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ ราชรถราชยาน เครื่องพาหนะของกษัตริย์ไทยจึงต้องมีครุฑประกอบ ซึ่งเป็นการรับรูปแบบมาจากเขมรเช่นกัน


ครุฑประกอบราชยาน ศิลปะเขมร

ที่เห็นได้ชัดเจนในทุกวันนี้ คือ ทำเป็นโขนเรือในกระบวนพยุหยาตราชลมารค ทั้งเรือพระที่นั่ง คือ นารายณ์ทรงสุบรรณ และเรือรบประเภทเรือดั้ง คือ ครุฑเหิรเห็จ และ ครุฑเตร็จไตรจักร 


ภาพจาก http://www.iphotoall.com

นอกจากนี้ พระอารามต่างๆ ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ก็มักทำรูปนารายณ์ทรงครุฑไว้บนหน้าบันพระอุโบสถเป็นเครื่องหมาย  

จนปัจจุบัน วัดหลายแห่งที่มิได้เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ก็ยังอุตส่าห์ทำหน้าบันพระอุโบสถเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑกับเขาด้วยนะครับ     

ด้วยเหตุนี้ หน่วยราชการต่างๆ ของไทย ซึ่งแต่เดิมถือว่าเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในการบริหารประเทศ จึงใช้ตราครุฑเป็นสัญลักษณ์ 

แม้แต่กิจการของเอกชน ซึ่งถือว่าทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติมาแต่เดิม ทั้งของไทยและต่างประเทศที่เข้ามาจัดตั้งขึ้นในเมืองไทย ก็ยังได้รับพระราชทานตราครุฑไว้เป็นเกียรติยศ  

กิจการห้างร้านที่ได้รับพระราชทานตราครุฑนี้ เมื่อเจริญรุ่งเรือง มีสาขาแยกย้ายออกไปมากขึ้น ก็มักนำครุฑขึ้นประดิษฐานไว้เหนือป้ายชื่อแต่ละสาขาเหล่านั้น ด้วยความภาคภูมิใจกันทุกแห่ง 

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า รูปครุฑนั้นบางทีก็ทำให้เกิดอันตรายแก่บ้านเรือน หรือตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามครับ  
         
ทั้งนี้  เพราะพญาครุฑเป็นสัตว์วิเศษที่มีอานุภาพรุนแรง แม้จัดสร้างเป็นรูปประติมากรรมที่มิได้ปลุกเสก ก็ยังมีผล ทำให้ผู้อาศัยในทิศทางที่เผชิญหน้ากับครุฑนั้นอยู่ไม่เป็นสุข โดยเฉพาะบ้านที่ปราศจากสิ่งคุ้มครอง  
         
เรื่องเช่นนี้ แม้ในศาสตร์ฮวงจุ้ยก็ยอมรับว่ามีจริงนะครับ 


ภาพจาก https://www.smartsme.tv

คนที่มีความรู้ในเรื่องไสยศาสตร์ เมื่อเจอรูปครุฑกางปีกหราอยู่ฝั่งตรงข้าม จึงไม่สบายใจกันทั้งนั้น และได้ยินกันอยู่เสมอว่า ถ้าไม่รีบแก้ไขก็จะเกิดอันตรายขึ้นได้ 

ดังเคยมีเรื่องเล่ากันว่า คนหัวสมัยใหม่คนหนึ่ง ไม่ไหว้พระไหว้เจ้า แต่โชคดีทำกิจการค้าขายประสบความสำเร็จมาก

อยู่มาวันหนึ่ง ห้างร้านที่สร้างใหม่ฝั่งตรงข้ามก็ตั้งรูปครุฑ เพื่อนบ้านข้างเคียงก็มาทักคนหัวสมัยใหม่นั้น ด้วยความห่วงใยประสาเพื่อนบ้าน ให้แก้ไขเสีย 

แต่คนหัวสมัยใหม่ไม่เชื่อ  เพราะเห็นว่าไม่เป็นวิทยาศาสตร์ 

หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน ไฟไหม้กิจการคนหัวสมัยใหม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว โดยวิทยาศาสตร์ช่วยอะไรไม่ได้

พญาครุฑในศิลปะไทยนั้น ที่จริงมีอยู่หลายแบบนะครับ ถ้าคนช่างสังเกตสักหน่อยจะพอแยกออกได้  ดังนี้ :       


ครุฑยุดนาค ภาพจาก Fanpage : พญาครุฑหนุนศาสนา

- ครุฑยุดนาค คือครุฑที่จับนาคไว้ข้างละตัวด้วยมือและกรงเล็บที่เท้า ลำตัวของนาคจะโค้งกลายเป็นเส้นกรอบ ระหว่างปีกและขาของครุฑ แลดูสวยงามมาก เป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
         
- ครุฑรำ คือครุฑที่ปลายปีกทั้งสองรวบขึ้นไปเหนือศีรษะ ต้นแบบดั้งเดิมมาจากครุฑในศิลปะเขมร และเป็นเครื่องหมายประจำแผ่นดินในรัชกาลที่ ๖

ซึ่งมีผู้กล่าวว่า เป็นการประชันกับราชสำนักต่างๆ ของทางตะวันตกในขณะนั้น ซึ่งใช้รูปนกอินทรีเป็นเครื่องหมาย 

ครุฑแบบนี้ เป็นแบบที่พบเห็นกันทั่วไปมากที่สุดในปัจจุบันนี้ครับ    

- ครุฑบิน คือครุฑที่กางปีกเป็นแนวตรงในท่าบินทะยาน ไม่รวบปลายปีกช้อนขึ้นข้างบนอย่างครุฑรำ เป็นตราประจำแผ่นดินในรัชกาลที่ ๗  มักพบเป็นส่วนประกอบของอาคารที่สร้างขึ้นในรัชกาลนี้    

การที่ครุฑเป็นสัตว์วิเศษที่มีอานุภาพมากดังกล่าว โบราณาจารย์ของไทยเราจึงนำมาสร้างเป็นเครื่องรางเพื่อให้มีคุณในทางปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากภัยพิบัติ ศัตรูผู้ปองร้าย และเป็นสิริมงคล ด้วยว่ามีความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ซึ่งครุฑที่แต่ละสำนักสร้างออกมาในอดีต ก็มักจะมีอานุภาพเป็นที่ประจักษ์กันจริงๆ จนทำให้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องรางที่ได้รับความนิยมสูงสุดชนิดหนึ่ง ในวงการไสยศาสตร์ไทยเรา    

การใช้ครุฑเป็นเครื่องราง น่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาครับ แต่มาปรากฏหลักฐานเด่นชัดเมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงนำกำลังทหารตีฝ่ากองทัพพม่าไปตั้งมั่นที่อยู่ที่จันทบุรี พระองค์ทรงอาราธนา ยันต์มหาเดช ที่ได้รับมาจากพระอาจารย์ที่เขาแก้ว จ.ตาก ทำเป็นธงสำหรับกองกำลังกู้ชาติ  เรียกว่า ดวงตรามหาเดช         

ดวงตราที่ว่านี้ เป็นรูปครุฑเหินอยู่ด้านบน กรงเล็บเท้าทั้งสองจับอยู่บนกงจักร เบื้องบนเป็นรูปเพชรเปล่งรัศมี ตรงกลางมีตัวอุณาโลม อยู่บนพื้นธงแดงและขาว ด้วยพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสินและอานุภาพของดวงตรานี้ กองกำลังกู้ชาติจึงได้รับชัยชนะในทุกสมรภูมิ     

เมื่อทรงตั้งกรุงธนบุรีแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงพระราชทานดวงตรานี้ให้รักษาไว้ใน วัดอินทาราม ตลาดพลู ธนบุรี อันเป็นวัดประจำรัชกาล และทรงมีพระราชโองการให้ใช้เป็นธงประจำวัดอินทารามด้วย 


ครุฑมหาเดช ขนาดบูชา วัดอินทาราม
ภาพจาก http://uauction3.uamulet.com

ครั้นถึงสมัยท่านเจ้าคุณ พระทักษิณคณิศสร เป็นเจ้าอาวาส จึงได้จำลองดวงตรานี้ขึ้นเป็นวัตถุมงคลเมื่อพ.ศ.๒๔๙๐ นับเป็นเครื่องรางรูปครุฑสมัยแรกๆ ที่รู้จักกัน และเป็นที่เล่าลือกันถึงอานุภาพทั้งในด้านคงกระพันชาตรี อำนาจบารมี วาสนา และเมตตามหานิยมอย่างที่สุด     
         
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการสร้างพญาครุฑเป็นวัตถุมงคลออกให้บูชากันเสมอ โดยวัดและเกจิฆราวาสต่างๆ ทั้งที่เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่สำหรับตั้งบูชา และเป็นเครื่องรางพกติดตัว อย่างหลังนี้มีมากหาดูได้ทั่วไปครับ นิยมกันว่ามีคุณวิเศษช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นใหญ่ในทางราชการ 

โดยเฉพาะทหาร ตำรวจ มักแสวงหากันมาก เรียกได้ว่าถ้าเป็นข้าราชการที่หวังความก้าวหน้า ก็เหมาะแก่การบูชาครุฑ

หรือข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต แต่ถูกข่มเหงรังแกอย่างไม่เป็นธรรมก็เช่นกัน ถ้ามีครุฑที่ปลุกเสกดีๆ ติดตัวแล้ว ศัตรูจะแพ้ภัยตนเองหนีหายไปหมด และยังจะช่วยให้ได้รับความสนับสนุนเห็นใจจากผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมด้วย 

เพราะคุณสมบัติของครุฑในทางมายาศาสตร์ คือพาหนะของมหาเทพผู้ธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องดีงามของโลกนั่นเอง             

ตัวอย่างพญาครุฑขนาดบูชา ที่นำมาให้ได้ชมกันในบทความนี้ เป็นของสำนักหนึ่งที่กล่าวขวัญกันมากในวงการเครื่องรางของขลัง คือ ครุฑของ หลวงพ่อวราห์ กตุปุญโญ วัดโพธิ์ทอง บางมด กทม.


พญาครุฑ ขนาดบูชา พิมพ์ที่สวยที่สุดพิมพ์หนึ่ง
ของ หลวงพ่อวราห์ วัดโพธิ์ทอง

ครุฑของสำนักนี้ มีรูปแบบสวยงามลงตัว ปัจจุบันก็ยังคงมีการสร้างออกมาเป็นระยะ และราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ เลยครับ เป็นเครื่องรางพญาครุฑสำนักที่ได้รับความนิยมสูงสุดในทุกวันนี้ จนมีของปลอมออกมามากมาย  ผู้สนใจควรเช่าหาจากทางวัดโดยตรง หรือตัวแทนที่ทางวัดรับรองเท่านั้น

พญาครุฑ เป็นสัตว์วิเศษชนิดหนึ่ง ดังนั้นถึงจะเป็นขนาดบูชาก็ไม่จำเป็นต้องมีการเลี้ยงดูด้วยอาหารและน้ำ  เพียงแต่ถวายดอกไม้บ่อยๆ ก็พอ

ข้อควรระวังคือ อย่าตั้งพญาครุฑขนาดบูชาให้หันหน้าตรงไปยังบ้านคนอื่น  เพราะจะเป็นอันตรายแก่ผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้น        

แต่ถ้าอาคารสิ่งก่อสร้างที่อยู่ตรงข้ามบ้านเรา เป็นตำหนักทรง, บ้านร้าง, บ้านที่มีเหตุสยองขวัญ, วัดร้าง ซึ่งในทางศาสตร์ลี้ลับถือว่าเป็นที่ชุมนุมของภูตผีปีศาจ ก็เหมาะแก่การตั้งครุฑให้หันหน้าไปข่มพลังอันชั่วร้ายเหล่านั้นครับ

พญาครุฑ ไม้แกะสลัก ปิดทอง สมัยอยุธยา

ส่วนการใช้พญาครุฑในการตอบโต้กับคนอื่น ที่ประพฤติตัวเป็นศัตรู คอยเบียดเบียน ให้ร้ายเราด้วยประการต่างๆ นั้น ถ้าหลีกเลี่ยงได้จะเป็นการดี เพราะจะเป็นการก่อกรรมก่อเวรกันเปล่าๆ หาสัตว์วิเศษชนิดอื่น ที่มีอานุภาพในการคุ้มครองป้องกันเคหสถานของเราเพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้ร้ายคนอื่นจะดีกว่า      

เพราะการใช้สัตว์วิเศษที่มีอานุภาพสูงนั้น จะต้องใช้ด้วยเหตุจำเป็นจริงๆ เท่านั้นครับ

ถ้าใช้อย่างมักง่าย หรือใช้เพราะคิดจะกลั่นแกล้งผู้อื่น ประเภทที่ว่าเขาไม่เคยทำอะไรเรา แล้วเรากลับตั้งครุฑเพื่อทำร้ายเขา ผลแห่งความชั่วนั้น จะกลับมาสนองตอบเราอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมากด้วยครับ จนแม้แต่พญาครุฑของเราก็ไม่อาจป้องกันได้

การบูชาพญาครุฑ กับพญานาคในบ้านหลังเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะจะเป็นอาถรรพณ์ในบ้าน อันเกิดจากธรณีสารอย่างร้ายแรง แก้ไขยากมากครับ เพราะแม้จะเอาอย่างใดอย่างหนึ่งไปทิ้ง หรือเอาไปทิ้งทั้งคู่ ผลร้ายก็ยังคงอยู่สืบเนื่องไปอีกหลายปี        


พญาครุฑราชาโชค ขนาดบูชา หลวงพ่ออึ่ง วัดเซิงหวาย กทม.

นอกจากนี้  พญาครุฑขนาดบูชายังไม่เหมาะกับบ้านที่มีปัญหาครอบครัว และไม่เหมาะกับบ้านที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากชนิดอีกด้วย เพราะจะทำให้เกิดสนามพลังที่ขัดแย้งกันขึ้นมาได้ง่าย 

ยิ่งบ้านไหนที่บูชาภูตผีปีศาจ พวกกุมารทอง รักยม ชูชก หรือเครื่องรางอื่นที่ผูกด้วยมนต์ดำ ย่อมจะกลายเป็นสงครามขึ้นอย่างง่ายดายที่สุด เพราะพญาครุฑจะจัดการกับทุกสิ่งที่มันเห็นว่าเป็นโทษแก่เจ้าของบ้าน โดยไม่มีการแยกแยะใดๆ ทั้งสิ้น    

แล้วถ้าเราอยู่ดีๆ ฝั่งตรงข้ามเกิดตั้งรูปครุฑเล็งเข้าใส่บ้านเราล่ะ? 

วิธีแก้ไขก็ง่ายมาก คือ ติดกระจกนูนแบบที่ใช้แก้ฮวงจุ้ยน่ะแหละครับ สะท้อนกลับไปเสีย โดยเฉพาะกระจกนูนที่มีรูปยันต์โป๊ยก่วยยิ่งดี 

ถ้าไม่มีที่สำหรับติดกระจก ก็หาเทวรูป พระนารายณ์ทรงครุฑ มาประดิษฐานในบ้านของเรา ให้สูงกว่าครุฑของฝั่งตรงข้าม โดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปยังครุฑดังกล่าว โดยเฉพาะถ้าบ้านเราหันไปทางทิศตะวันตก 


.............................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันพุธที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แต่งองค์เทวรูป

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์





ไม่เฉพาะแต่คนไทยเราเท่านั้นหรอกครับ

ทั้งคนอินเดีย และชนชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด นิยมตกแต่งเทวรูปด้วยเครื่องประดับ และพัสตราภรณ์อย่างสวยงามมาแต่โบราณ

แต่เทวรูปที่ได้รับการถวายฉลองพระองค์นั้น สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท

๑. เทวรูปที่ยังคงความศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพต่อเนื่องมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

๒. เทวรูปที่เมื่อประดิษฐานใหม่ๆ มีความศักดิ์สิทธิ์มาก แต่ภายหลังกลับให้ผลตอบรับการบูชาน้อย หรือไม่มีผลเลย

ซึ่งถ้าไปดูในส่วนของเทวรูปที่ได้รับการถวายฉลองพระองค์ และเครื่องประดับต่างๆ แล้วยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์มาโดยตลอดนั้น จะเห็นว่า มักเป็นเทวรูปที่ได้รับการถวายพัสตราภรณ์เพียงปีละครั้ง ถึงเทศกาลบูชาประจำปีจึงค่อยเปลี่ยนชุดใหม่

และผ้าที่ถวายเป็นฉลองพระองค์ของเทวรูปเหล่านั้น ล้วนเป็นผ้าชนิดดีที่สุดเท่าที่ผู้บูชาจะหาได้ครับ

ถ้าเป็นผ้าทอ ก็ถักทอกันอย่างประณีตอย่างน้อยๆ เท่ากับผ้าที่ถวายกษัตริย์หรือเจ้านาย ถ้าเป็นผ้าปัก ก็ปักกันด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนพิถีพิถันที่สุด เท่าที่มีอยู่  

แล้วก็ไม่แต่จะเลือกเฟ้นผ้าอย่างดีที่สุดถวายเท่านั้นนะครับ

แม้เครื่องประดับอื่น เช่น ศิราภรณ์ กรองศอ พาหุรัด ฯลฯ ก็ต้องสั่งกันทำเฉพาะเทวรูปนั้น ด้วยทองคำแท้ ฝังอัญมณีแท้ หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นหินมีค่าชนิดต่างๆ  

การที่จะถวาย ก็ทำกันอย่างมีหลักมีเกณฑ์ คือผู้ถวายจะพิจารณาว่าเทวรูปเดิมเขาทำมาอย่างไร

คือถ้าเทวรูปองค์นั้นมีเครื่องทรงติดมากับเทวรูป สลักเสลามาอย่างละเอียดลอออยู่แล้ว แม้จะเป็นเทวรูปเปลือยอก เขาก็ไม่นิยมถวายผ้าทรงหรือเครื่องประดับเพิ่มเข้าไปหรอกครับ

เพราะคนโบราณไม่มีปัญหากับเทวสตรีที่เปลือยอก และมีเหตุผลที่จะสร้างเทวรูปเปลือยอก ดังที่ผมเคยอธิบายไปแล้ว

มีแต่คนยุคปัจจุบันบางจำพวก ที่หมกมุ่นในเรื่องเพศ หรือมีตัณหาแรงเท่านั้นละครับ ที่เห็นเทวรูปเทพผู้หญิงเปลือยอกเป็นเรื่องกามารมณ์ และความลามกอนาจาร จนต้องพยายามหาอะไรไปปกปิด

คนโบราณ จึงนิยมถวายผ้าและเครื่องประดับ เฉพาะกับเทวรูปที่สร้างมาเพื่อจะรับการถวายสิ่งเหล่านั้นโดยตรงเท่านั้น

คือทำมาเป็นเทวรูปเปล่าๆ ไม่มีเครื่องทรง ไม่ประดับตกแต่งอะไรเลย

ตัวอย่างก็คือ เทวรูปหินทรายในศิลปะขอม




ซึ่งเราจะเห็นชัดว่า มีจำนวนมากที่ทำมาแต่องค์เปล่าๆ ศิราภรณ์ก็มีลวดลายแต่พอคร่าวๆ เครื่องประดับอื่นเช่น กรองศอ พาหุรัด ทองกร ทองพระบาท ไม่ปรากฏ แม้แต่ผ้าทรงก็ทำแค่พอเป็นโครงร่างไว้เท่านั้น

เพราะถึงเวลาที่บูชาจริง เขาจะสวมผ้าทับเข้าไป ใส่เครื่องประดับจริงๆ เข้าไป จึงไม่จำเป็นต้องแกะสลักลวดลายเครื่องประดับไว้บนเทวรูป

ส่วนเทวรูปที่มีเครื่องทรงอันประณีตวิจิตรงดงาม มาตั้งแต่ปั้นหล่อสำเร็จแล้ว เช่น บรรดาเทวรูปสำริดสมัยสุโขทัยนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นเทวรูปที่สร้างขึ้นเพื่อการบูชา โดยไม่จำเป็นต้องมีการประดับตกแต่งใดๆ เพิ่มเติมเข้าไปอีก




เพราะนอกจากจะมีเครื่องทรงอันมีรายละเอียดอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เทวรูปเหล่านี้ยังมีรูปร่าง สัดส่วน และองค์ประกอบต่างๆ ที่แลดูนิ่มนวลอ่อนหวาน ให้ความรู้สึกเป็นทิพย์ เช่นเดียวกับพระพุทธรูปปางลีลาแบบสุโขทัย อันเป็นพระพุทธรูปที่งามที่สุดแบบหนึ่งในโลกนี้

เทวรูปที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเยี่ยมเช่นนี้ จะไม่อาจแสดงอานุภาพอย่างสมบูรณ์ได้ครับ ถ้าถูกปิดบังด้วยเครื่องอาภรณ์ จนโผล่มาให้เห็นแต่พระเศียรกับพระหัตถ์เท่านั้น

และคงไม่มีช่างที่ไหนคิดสร้างเทวรูปที่งามขนาดนี้ขึ้นมา เพื่อจะถูกสวมเครื่องอาภรณ์ปิดบังรายละเอียดจนหมดในการบูชาจริงอย่างแน่นอน 

ที่สำคัญที่สุด เหตุผลในการถวายผ้าทรงและเครื่องประดับแก่รูปเคารพนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องโป๊เปลือย แต่เป็นเพราะจุดประสงค์ที่ว่า เครื่องถนิมพิมพาภรณ์เป็นสัญลักษณ์และพลังแห่งความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดีต่างหาก

การถวายเครื่องถนิมพิมพาภรณ์แก่เทวรูป จึงกระทำกับเทวรูปที่ทำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้เทวรูปบันดาลความร่ำรวย ความอุดมสมบูรณ์ อยู่ดีกินดีแก่ผู้ถวาย ซึ่งส่วนมากจะเป็นกษัตริย์หรือเจ้าเมือง โดยกระทำในฐานะตัวแทนของประชาชนทั้งหมด

ด้วยว่าความร่ำรวยของกษัตริย์ทั้งหลาย ย่อมขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์พูนสุข ของประชาชนของพระองค์นั่นเอง

เพราะฉะนั้น จึงต้องถวายของดีที่สุด และถวายกันเฉพาะโอกาสสำคัญ ปีละครั้งหรือตามฤดูกาลเท่านั้น

ไม่ใช่ถอดเข้าถอดออก เปลี่ยนใหม่กันทุกวัน เพราะนั่นเป็นการรบกวนเทวรูป

ในขณะที่เทวรูปอีกพวกหนึ่ง คือเมื่อแรกประดิษฐานก็ศักดิ์สิทธิ์ดีอยู่ละครับ แต่ยิ่งบูชาไปนานเข้า พลังยิ่งลดลง

ซึ่งเราก็มักจะเห็นได้ว่า เทวรูปเหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้รับการถวายฉลองพระองค์ และเครื่องประดับอย่างเต็มอัตรา จนบางทีคลุมแม้กระทั่งพระหัตถ์และเทพอาวุธ มองเห็นแค่พระเศียร

และยังมักจะได้รับการผลัดเปลี่ยนฉลองพระองค์บ่อยครั้ง หรือทุกวันอีกด้วย

การกระทำเช่นนี้ คนโบราณก็ทำไว้เป็นตัวอย่าง และสืบทอดต่อๆ กันมาเช่นเดียวกันครับ

ตัวอย่างเช่น ในยุครุ่งเรืองยุคสุดท้ายของอาณาจักรขอม สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งเป็นยุคคลั่งแต่งตัวเทวรูป มีการจารึกไว้ว่า เฉพาะ ปราสาทตาพรหม แห่งเดียว มีการถวายฉลองพระองค์ไว้สำหรับเทวรูปถึง ๒,๓๘๗ ชุด ไม่รวมของถวายอื่นๆ เช่นเพชร ๓๕ เม็ด ไข่มุก ๔๐,๒๖๐ เม็ด หินมีค่าและพลอยต่างๆ ๔,๕๔๐ เม็ด ฯลฯ

ความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรขอมล่มสลายในเวลาต่อมา โดยที่บรรดาเทวรูป ซึ่งได้รับการถวายของมีค่าอย่างมากมายเหล่านั้น ไม่สามารถช่วยอะไรได้

นับได้ว่าเป็นผลจากความผิดพลาด ที่ทำตามๆ กันไป โดยไม่มีสติปัญญากำกับ 

และเป็นการแสดงให้เห็นว่า ขนบธรรมเนียมโบราณนั้นมีทั้งดีและไม่ดี ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อ

ไม่ใช่ว่าเป็นของเก่าของโบราณแล้วต้องดีไปหมด ต้องอนุรักษ์ไว้ทั้งหมด หรือเป็นของล้าหลังงมงาย ต้องละทิ้งไปทั้งหมด

เราจะต้องรู้จักเลือกสรร แยกแยะกลั่นกรอง ไม่ทำตัวเป็นทั้งผู้ที่เชื่ออะไรง่ายๆ และผู้ที่ไม่เชื่ออะไรเลยนะครับ

เหตุที่ความผิดพลาดดังกล่าวนี้มีมาแต่โบราณ และยังคงทำกันอยู่จนทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ที่ถูกต้องก็ยังมีการสืบทอดคู่ขนานกันมาตลอด ก็เพราะความรู้ทางเทวศาสตร์ของคนแต่ละท้องถิ่น แต่ละยุคสมัยย่อมแตกต่างกัน

ไม่ว่าภูมิภาคใดยุคสมัยใด ผู้บัญญัติตำราย่อมมีทั้งคนที่รู้จริง ได้รับการศึกษาอบรมมาในแนวทางที่ถูกต้อง และคนที่ไม่มีการศึกษาอบรมอย่างเพียงพอ แต่ทึกทักเอาเองว่าสิ่งที่ตนรู้หรือทำอยู่นั้นถูกต้อง

คนที่ชื่นชอบการถวายฉลองพระองค์ และเครื่องประดับแก่เทวรูปอย่างเต็มอัตราก็เช่นกัน

ความนิยมดังกล่าว เกิดจากการขาดความรู้ในทางเทววิทยา ทำให้ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างผีกับเทพ

หรือในบางกรณี ก็เกิดจากการประยุกต์เอาเทวศาสตร์ไปรวมกับลัทธิบูชาผีด้วยความตั้งใจด้วย

กรณีของเทวรูปขอมที่ได้ยกตัวอย่างไปแล้ว แสดงถึงแนวความคิดดังกล่าวนี้ได้เป็นอย่างดีครับ




เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว เทวรูปขอมที่เราเห็นกันอยู่นั้น ถ้าเป็นเทวรูปขนาดใหญ่ใกล้เคียงคนจริงๆ ขึ้นไปแล้ว จะมีจำนวนน้อยมากที่สร้างขึ้นเพื่อสื่อถึงเทพองค์ใดองค์หนึ่งอย่างแท้จริง

ส่วนมากเป็นรูปเคารพที่กษัตริย์โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อให้เป็นที่สถิตของดวงพระวิญญาณของพระองค์เอง หรือของพระราชบิดา พระราชมารดา พระประยูรญาติ พระอาจารย์ หรือบุคคลสำคัญต่างๆ มากกว่า

การที่ทำเช่นนั้น ก็เนื่องมาจากลัทธิที่นับถือกันในเวลานั้นว่า เมื่อกษัตริย์พระองค์นั้น หรือบุคคลเหล่านั้นสิ้นพระชนม์หรือตายไปแล้ว วิญญาณจะได้ไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทพที่เป็น “ที่มา” ของเทวรูปเหล่านั้น

ซึ่งวิธีคิดดังกล่าวนี้ ก็มีรากฐานมาจากลัทธิภักดีในศาสนาฮินดูเช่นกันครับ

เพราะตามอุดมการณ์ของลัทธิภักดีนั้น การปรนนิบัติบูชาเทพเจ้าอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็เพื่อที่ว่า เมื่อผู้บูชาสิ้นชีวิตแล้ว ดวงวิญญาณของผู้บูชาจะได้ไปรวมกับเทพเจ้าองค์นั้นในที่สุดเหมือนกัน

เพียงแต่กษัตริย์ขอมนั้น ไม่เพียงปรนนิบัติบูชาองค์เทพอย่างดี พระองค์ยังสร้างเทวรูปเพื่อให้ดวงวิญญาณของพระองค์เองได้เข้าไปรวมกับเทพองค์นั้นด้วย

เป็นการยกฐานะของกษัตริย์ขึ้นเป็นเทพเจ้า เพื่อให้เป็นที่สักการบูชาต่อไป

เทวรูปขอมที่คิดกันว่าเป็นพระศิวะ พระวิษณุ หรือเทพนารีต่างๆ นั้น จึงมีจำนวนมากทีเดียวที่เป็นรูปเคารพของอดีตกษัตริย์ หรือราชินีองค์ใดองค์หนึ่ง ที่รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับเทพองค์นั้น

เรียกได้ว่า เป็นที่สถิตของผี ภายใต้รูปลักษณ์ของเทพเจ้า มิใช่เป็นเทวรูปแท้ครับ

สำหรับบรรพชนไทยเรา ก็มีส่วนหนึ่งเหมือนกัน ที่สืบทอดแนวคิด (ที่ผิดพลาด) ในการถวายฉลองพระองค์และเครื่องตกแต่งเทวรูปมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับคนอินเดีย

โดยนอกจากจะเป็นเพราะไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะแยกความแตกต่างระหว่างผีกับเทพแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากอุปาทาน ที่เพิ่งมาเป็นกันมากในยุคล่าอาณานิคม ประมาณไม่ถึงสองร้อยปีมานี้เอง      

กล่าวคือ นับตั้งแต่ขนบธรรมเนียมประเพณีจากราชสำนักอังกฤษแบบวิคตอเรียนถูกนำเข้ามา คนจำนวนมากก็ถูกสั่งสอนให้หลงผิดว่า การไม่สวมเสื้อผ้าให้มิดชิดแบบชาวตะวันตก เป็นความป่าเถื่อนน่าละอาย

นานเข้า ความเชื่อผิดเข้าใจผิดนั้นก็ลามไปถึงเทวรูป

จึงไม่เพียงแต่คนไทยเราเท่านั้น แม้แต่อินเดียเจ้าตำรับ หรือดินแดนที่นับถือศาสนาฮินดูกันมากเช่นเนปาลและบาหลี ผู้คนก็พากันห่มผ้าเทวรูปซึ่งประดิษฐานในที่สาธารณะทั่วไป โดยไม่มีวิจารณญาณว่า เป็นเทวรูปที่มีเครื่องทรงเพียบพร้อมมาแต่เดิมหรือไม่ 

และที่เหมือนกับคนไทยเราก็คือ ผ้าทรงและเครื่องประดับที่ถวายแก่เทวรูปนั้น เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ คือกลายเป็นของกำมะลอ ไม่ใช่ของมีค่าอย่างสมัยโบราณ




ด้วยเกิดเป็นความเชื่อใหม่ว่า ไม่ว่าใครก็สามารถถวายผ้าและเครื่องประดับแก่เทวรูปได้ ไม่ใช่ธุระของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว

และก็เลยพากันถวายไปหมด ตั้งแต่ในเทวาลัยที่ตนไปไหว้เป็นประจำ จนถึงเทวรูปที่บ้าน  

พูดง่ายๆ ว่าเทวรูปองค์เดิม ไม่ว่าจะทำขึ้นมาด้วยฝีมือที่สูงเพียงใด ทำถูกต้องตามหลักประติมานวิทยาแค่ไหน ก็ไร้ความหมาย ต้องถูกห่มผ้าสีสันฉูดฉาดแพรวพราวเหมือนลิเก ทับลงไปจนหมดองค์

แล้วพอผู้บูชานั้นไปเจอผ้าทรงแบบใหม่ๆ สีสันถูกใจก็จัดแจงซื้อมาเปลี่ยนอีก มีเงินมากก็เปลี่ยนบ่อย

บางรายเพื่ออวดเพื่อนที่มีรสนิยมอย่างเดียวกัน ถึงขนาดที่ว่ามีเทวรูปเต็มบ้าน ยังเปลี่ยนเครื่องทรงของแต่ละองค์ใหม่ทุกอาทิตย์ก็มีนะครับ

การกระทำเหล่านี้ แท้ที่จริงเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ไร้ประโยชน์ในการบูชาเทพหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เป็นการปกปิดเทวรูปมิให้ถ่ายทอดคุณสมบัติในทางประติมานวิทยาได้โดยสะดวก




เนื่องจาก ประติมานวิทยาของเทวรูป จะส่งผลกับเราโดยตรง เมื่อเรามองเห็นสิ่งเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนเท่านั้นครับ สิ่งใดที่เรามองไม่เห็น สิ่งนั้นก็ไม่สามารถสื่อผ่านพลังจากองค์เทพมาสู่เราได้

เช่น เทวรูปพระแม่ต่างๆ ที่เปลือยอก เมื่อถูกผ้าห่มทับ จะไม่สามารถถ่ายทอดกระแสทิพย์ในด้านของความอุดมสมบูรณ์ ความมีเสน่ห์ ความเป็นที่รักที่ชื่นชอบแก่ผู้บูชาที่เป็นหญิง

หรือถ้าเป็นเทวรูปที่ถือเทพอาวุธ หรือถือสัญลักษณ์สำคัญต่างๆ การห่มผ้าและเครื่องประดับทับลงไปอย่างเต็มอัตรา ดังที่คนอินเดียชอบทำนั้น ก็จะทำให้เทวรูปดังกล่าวไม่อาจถ่ายทอดเทวานุภาพในส่วนที่ต้องส่งผ่านอาวุธ และสัญลักษณ์สำคัญเหล่านั้นได้

พลังอำนาจของเทวรูปนั้นในการปกป้องคุ้มครอง ขจัดสิ่งชั่วร้าย และอำนวยผลเฉพาะด้านต่างๆ แก่ผู้บูชาก็ไร้ความหมาย

นานวันเข้า เทวรูปนั้นก็จะกลายเป็นเสมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง ที่ช่วยอะไรใครไม่ได้ เพราะความลุ่มหลงของผู้บูชาในการแต่งองค์เทวรูป เหมือนเด็กเล่นแต่งตัวตุ๊กตานั้นเอง

ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมผู้บูชาเทพในอินเดียอยู่ในทุกวันนี้ครับ




ไม่ว่าจะเป็นเทวรูปตามเทวสถานต่างๆ ไปจนถึงเทวรูปบูชาส่วนบุคคล เทวรูปเหล่านั้นให้ผลในการบูชาที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับความศรัทธา และความเอาใจใส่ที่ผู้บูชาปฏิบัติต่อเทวรูปเหล่านั้น

เพราะฉะนั้น เทวรูปที่ปั้นหล่อสำเร็จแล้ว ผ่านการเทวาภิเษกมาอย่างไร ก็บูชาต่อไปอย่างนั้นเถอะครับ

ถ้าจะตกแต่งเทวรูป นำไปให้ช่างผู้ชำนาญลงรักปิดทองดีกว่า

หรือไม่ก็ถวายแต่เพียงสร้อยพระศอ หรือสังวาลอย่างเบาๆ เพียงเส้นเดียว ก็ถือว่าเป็นการตกแต่งที่เพิ่มพลังในด้านความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์อย่างเพียงพอแล้ว

เมื่อพูดถึงการลงรักปิดทอง มีความนิยมอีกชนิดหนึ่งที่มีผลต่อเทวรูปไม่น้อยเหมือนกัน คือลงรักปิดทองประดับพลอยและคริสตัล

ซึ่งถ้าประดับเพียงเล็กน้อยตามศิราภรณ์ และเครื่องทรงของเทวรูปเพียงจุดละไม่กี่เม็ด ก็นับว่ามีประโยชน์มากครับ เพราะจะช่วยเพิ่มพลังแห่งความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์ได้เป็นอย่างดี




แต่ถ้าประดับมากเกินไป จนดูแพรวพราวเป็นลิเกไปหมด เช่น ประดับเต็มส่วนที่เป็นฉลองพระองค์ รวมทั้งยังไปประดับตามเทพอาวุธอีก ก็จะทำให้เทวรูปถ่ายทอดพลังในด้านดังกล่าวอย่างแปรปรวน จนอาจกลายเป็นผลเสียต่อผู้บูชาได้

ทั้งนี้ เพราะความสว่างแวววาวและการสะท้อนแสงของคริสตัล ถ้ามากเกินไปก็กระทบต่อศักยภาพในการถ่ายทอดพลังผ่านส่วนต่างๆ ของเทวรูป

ก็เหมือนกับคลุมทับด้วยผ้านั่นแหละครับ เราย่อมมองเห็นแสงแวววาวของคริสตัล ได้มากกว่ารูปลักษณ์ของสิ่งที่มันปิดบังอยู่

และไม่ว่าจะเป็นคริสตัล พลอย รวมทั้งวัสดุที่สะท้อนแสงได้ทุกชนิด ก็มีผลในทางมายาศาสตร์ทั้งแง่ดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้งานด้วย

เทวรูปนั้นเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง การสื่อผ่านเทวานุภาพ ก็สื่อด้วยวิธีการทางศิลปะ รสนิยมและความเข้าใจในศิลปะ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการตกแต่งเทวรูปครับ


..................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด