วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

พระศรีวสุนธรา

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





หากจะกล่าวถึงเทพนารีที่ได้รับการนับถือมากที่สุด และต่อเนื่องยาวนานที่สุดในเมืองไทยแล้ว  ย่อมไม่มีเทวีองค์ใดเหมาะสมยิ่งไปกว่า พระศรีวสุนธรา (Vasundhra) หรือที่เรียกกันเป็นสามัญว่า พระแม่ธรณี

พระแม่เจ้าองค์นี้ทรงเป็นที่รู้จักในศาสนาพราหมณ์มาก่อน ในนามว่า พระปฤถิวี (Prithivi) แต่ได้มาทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งกว่าในศาสนาพุทธครับ

ดังมีบันทึกไว้ในชาดก เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสมบารมีในแต่ละชาติ ทุกครั้งที่ทรงทำกุศลและหลั่งน้ำสู่ผืนดิน พระศรีวสุนธราก็ทรงรับน้ำนั้นไว้     

และในคืนก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เมื่อพญามารยกกองทัพมาคุกคาม หวังมิให้ทรงรู้แจ้งถึงความเป็นไปแห่งโลก เพื่อจะได้ทรงนำมนุษย์ข้ามพ้นจากวัฏสงสาร ก็เป็นพระแม่เจ้าองค์นี้ที่ปรากฏพระองค์ขึ้นมาทำลายเหล่ามารด้วยมหาสมุทรแห่งบุญญานุภาพ 

เพราะเหตุนั้นเราจึงเชื่อกันว่า เมื่อมีการทำบุญและกรวดน้ำครั้งใด แม่พระธรณีก็จะทรงรับน้ำเหล่านั้นไว้ทั้งหมด

ในทางเทววิทยากล่าวว่า พระศรีวสุนธรานั้นทรงมีความงดงามมาก ทรงมีพระจริยาวัตรเยือกเย็น นิ่มนวล เต็มไปด้วยพระเมตตาเสมอ เทวรูปของพระองค์มักทำเป็นเทพนารีประทับนั่ง หรือยืนบิดมวยพระเกศา นับเป็นเทวรูปที่มีท่วงท่าลีลาโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ที่สุด จนไม่เคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเทพองค์อื่นไปได้

และภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ได้รับความนิยมนำมาเขียนตามผนังโบสถ์ในเมืองไทย เรียกว่า มารผจญ

ภาพมารผจญในจิตรกรรมไทย มักทำเป็นภาพขนาดใหญ่ สะดุดตาที่สุด เมื่อเทียบกับพุทธประวัติตอนอื่น นิยมเขียนที่ผนังด้านสกัด คือด้านหน้าพระประธานนั่นละครับ 

ลักษณะที่เด่นๆ ของพระศรีวสุนธราในภาพเช่นนี้ก็คือ มักเขียนเป็นเทวรูปประทับนั่ง หรือยืนในซุ้ม ประดิษฐานอยู่เบื้องล่างโพธิบัลลังก์ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 




ถัดลงมา และที่กระจัดกระจายล้อมรอบอยู่ทั่วไปคือกองทัพมาร มีพญาวัสวดีมารนำไพร่พลอยู่เหนือช้างศึกอย่างองอาจด้านหนึ่ง และกำลังแตกพ่ายในท่ามกลางมหาสมุทรแห่งบุญญานุภาพ ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้านหนึ่ง       

ภาพเขียนพุทธประวัติตอนนี้ ถือกันว่าเป็นเครื่องวัดฝีมือช่างอย่างดีเลยครับ

เพราะแม้จะเป็นศิลปะแบบประเพณี แต่จิตรกรก็จะต้องเขียนให้เกิดบรรยากาศตามท้องเรื่องขณะนั้น ให้ผู้ชมภาพเห็นเป็นอัศจรรย์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

โดยการใช้เส้น สี และการวางภาพขนาดใหญ่ มีตัวละครมากมาย ล้วนแต่อยู่ในอิริยาบถอันยากแก่การเขียนอย่างยิ่ง ต้องใช้กำลังความคิดสูง 

และแม้จะเป็นภาพนิ่งที่เขียนตามแบบอุดมคติ ไม่ใช่แบบเหมือนจริง แต่ดูแล้วต้องมีความเคลื่อนไหวสมจริง เห็นถึงพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ดังที่กล่าวไว้ในพุทธประวัติทุกประการ 

ดังนั้น ถ้าคนที่ดูภาพจิตรกรรมไทยเป็น เห็นภาพมารผจญที่เขียนดีๆ แล้วจะรู้สึกขนลุกครับ

และด้วยเหตุนั้น ช่างคนใดได้เขียนภาพตอนมารผจญ จึงนับเป็นช่างที่เยี่ยมยอดที่สุด ถ้าเขียนได้ดีก็จะเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว ถึงกับช่างอื่นจะต้องเดินทางบุกบั่นมาดูให้ได้           

ภาพมารผจญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ถึงกับเป็นของหาดูยาก แต่ภาพที่ดีจริงๆ ก็ยังมีน้อยอยู่นั่นเอง 

สำหรับตัวอย่างภาพมารผจญที่ดีๆ นั้น ถ้าเป็นของโบราณจะหาดูได้ที่ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, วัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย,วัดชมภูเวก และ วัดโพธิ์บางโอ นนทบุรี เป็นต้น
         
โดยเฉพาะที่วัดชมภูเวกนั้น ได้รับการยกย่องกันว่า เป็นภาพพระศรีวสุนธราที่งามที่สุดภาพหนึ่งในเมืองไทยจนถึงทุกวันนี้ครับ         




ดังจะเห็นว่า พระแม่ธรณีของวัดชมภูเวกนี้อยู่ในอากัปกิริยาประทับนั่ง ชันพระชานุขึ้น เพื่อเป็นหลักที่มั่นคงให้แก่ลำพระองค์ ซึ่งอ่อนไหวยามบิดมวยพระเกศา ดูเป็นเส้นโค้งที่ตวัดอย่างรุนแรง มีความเคลื่อนไหว และพลังอย่างไม่มีที่ติ  

จึงนิยมกันว่าเป็นภาพที่งามบริบูรณ์ ด้วยเหตุที่ว่ามีทั้งบุคลิกภาพและลีลาที่ควรจะเป็น ตามทิพยภาวะของเทพ ซึ่งจะต้องทำให้ต่างกับความสงบนิ่งของพระพุทธรูป    

จุดนำสายตาของภาพนี้ นอกจากท่วงท่าที่บิดมวยพระเกศาแล้ว ก็คือพระอุระที่เชิดขึ้นอย่างสวยงาม และพระแม่ธรณีที่นิยมกันว่าเขียนดีๆ ในสมัยต่อมาก็ใช้กลวิธีเช่นนี้ทั้งนั้น ซึ่งผมจะอธิบายต่อไปข้างหน้านะครับว่ามีเหตุผลอย่างไร  

ส่วนของสมัยปัจจุบัน ควรจะไปดูที่ วัดตรีทศเทพวรวิหาร  ซึ่งเป็นฝีมือคณะช่าง อ.จักรพันธุ์  โปษยกฤต ทำไว้งดงามมาก โดยเฉพาะพระศรีวสุนธราในภาพมารผจญชุดนี้  ได้มีการจำลองแบบมาทำเป็นโปสการ์ดออกจำหน่าย เพื่อสมทบทุนจิตรกรรมฝาผนังของทางวัดด้วย




พระศรีวสุนธรา หรือพระแม่ธรณีบิดมวยผมในศิลปะไทย แม้ว่าจะเป็นประติมานวิทยาของพุทธศาสนา อันเนื่องด้วยภาพมารผจญดังกล่าวแล้ว แต่ในทางพิธีกรรม รูปลักษณ์ดังกล่าวนี้ ก็มีการนำมาใช้ในพิธีสำคัญของพราหมณ์ไทยด้วยนะครับ

นั่นคือ พิธีแห่นางดาน ของนครศรีธรรมราช

คำว่านางดาน หรือนางกระดาน หมายถึงแผ่นไม้กระดานขนาดกว้าง ๑ ศอก สูง ๔ ศอก ที่วาดหรือแกะสลักเป็นภาพเทพเจ้าและเทพนารีในคติพราหมณ์ ๓ แผ่น แผ่นแรก คือ พระอาทิตย์ พระจันทร์ แผ่นที่สองคือพระศรีวสุนธราหรือพระแม่ธรณี แผ่นที่สามคือพระแม่คงคา ทั้งหมดใช้ในขบวนแห่เพื่อรอรับเสด็จพระอิศวรที่เสด็จมาเยี่ยมมนุษยโลก ในพิธีโล้ชิงช้า หรือ ตรียัมปวาย

โดยพราหมณ์จะทำการอัญเชิญแผ่นภาพเทพเจ้า และเทพนารีทั้งหมดนี้ขึ้นบนเสลี่ยง แล้วแห่แหนเป็นขบวนจาก ฐานพระสยม ซึ่งเป็นเทวสถานเก่า มุ่งหน้าไปยังหอพระอิศวร ตลอดเส้นทางแต่ละบ้านจะร่วมมือกันดับไฟให้สนิท มีเพียงแสงจากไต้ที่ให้ความสว่าง ทำให้พิธีดูเข้มขลังยิ่ง




เมื่อไปถึงหอพระอิศวร ขบวนแห่ดังกล่าวจะทำการเวียนรอบเสาชิงช้า ๓ รอบ ต่อจากนั้นพราหมณ์อ่านโองการเชิญเทพ ก่อนจบด้วยบทบวงสรวงเทพยดา แล้วจึงอัญเชิญนางดาน หรือแผ่นภาพเทพเจ้าทั้ง ๓ แผ่น วางลงในหลุมเพื่อรอรับพระอิศวร ซึ่งมีความกว้างเท่าแผ่นกระดาน ลึก ๑ คืบ รองด้วยอิฐและหญ้าคา ตั้งอยู่ภายในโรงชมรม หรือปะรำพิธี
      
เมื่อถึงเวลาที่พระอิศวรเสด็จ พระยาสมมุติเป็นพระอิศวรจะเข้าประจำที่โรงชมรม นั่งชันเข่าเอาขาขวาทับเข่าซ้าย ถือว่าพระอิศวรได้เสด็จลงมาเยี่ยมโลกแล้ว นางรำแต่งเครื่องอัปสร ๑๒ นางก็จะรำบูชาพระอิศวร แล้วจึงจะมีการโล้ชิงช้าเป็นลำดับต่อไป
       
พิธีที่ว่านี้ เดิมจัดในช่วงเดือนยี่ (มกราคม) เป็นพิธีที่กระทำในสมัยที่เมืองนครฯ มีเจ้าเมืองปกครองตนเอง ต่อมาขึ้นกับกรุงเทพฯ ไม่มีเจ้าเมืองจึงเลิกจัด จนถึงพ.ศ.๒๕๔๔ ชาวเมืองนครฯ จึงได้รื้อฟื้นประเพณีดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง โดยนำมาผนวกเข้ากับเทศกาลสงกรานต์ครับ




ปัจจุบัน ประเพณีแห่นางดาน จึงจัดขึ้นในวันที่ ๑๔ เมษายน ของทุกปี โดยมีขบวนแห่จากสนามหน้าเมืองไปยังหอพระอิศวร มีการแสดงแสง สี เสียง ตำนานนางดานและเทพเจ้าที่เกี่ยวข้อง และการโล้ชิงช้า ซึ่งเป็นการโล้ชิงช้านอกเขตเมืองหลวงแห่งเดียวของไทยในปัจจุบัน นับเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลสงกรานต์แบบฉบับของเมืองนครฯ ที่ไม่ซ้ำกับที่อื่น และเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวอย่างมาก

พระศรีวสุนธรา ยังทรงมีบทบาทอยู่ในคติความเชื่อทั่วไป คนไทยโบราณเมื่อจะกระทำการใหญ่ ก็มักอ้างพระศรีวสุนธราเป็นพยาน ในการไปศึกสงคราม นอกจากจะกราบไหว้บูชาเทพยดาต่างๆ แล้ว ยังกราบไหว้ขอให้พระแม่ธรณีช่วยคุ้มครอง ถือเป็นเทวดาผู้พิทักษ์องค์หนึ่งด้วยครับ

พวกหมอช้าง เวลาจะเข้าป่าไปจับช้าง นอกจากเซ่นไหว้ครูบาอาจารย์แล้ว ก็ยังต้องบอกกล่าวพระแม่ธรณีเสียก่อน  โดยว่าเป็นคาถาทางไสยศาสตร์ว่า   

“โอมเผนิกเบิกแนกแยกพะกำกวมงวมพระธรณี ทางสายนี้กูเคยล่อง ปล่องทางนี้กูเคยเที่ยว โอมสวาหะโตนะโมตัสสะ”    

หรือ

“นางพระธรณีเจ้าเอ๋ย อยู่หรือยัง สังขาตังโลกังวิทู” 

เมื่อบอกแล้วก็กลั้นใจ เอาดินตรงที่เท้าเหยียบนั้นขึ้นมาวางไว้กลางกระหม่อม เชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล และพระแม่ธรณีจะช่วยรักษาให้ปลอดจากภยันตรายต่างๆ 

และนอกเหนือจากที่ผมบรรยายมานี้ ยังมีคติหนึ่ง ที่ผู้ร่ำเรียนไสยเวทวิทยาในเมืองไทยทราบกันดีอยู่

นั่นคือ พระศรีวสุนธราทรงเป็นเทพผู้ค้ำจุนอานุภาพของศาสตร์ลี้ลับ รวมทั้งบรรดาเครื่องรางของขลังทั้งหมดครับ




พูดง่ายๆ ว่า บรรดาพระพุทธรูป เทวรูป ตลอดจนเครื่องรางและวัตถุมงคลทุกอย่าง แม้จะผ่านการพุทธาภิเษก-เทวาภิเษก-ปลุกเสกมาดีเพียงใด ถ้าผู้กระทำพิธีดังกล่าว หรือผู้ครอบครองวัตถุมงคลเหล่านั้น มิได้บูชาพระแม่ธรณี ศาสตร์และเครื่องรางเหล่านั้น ย่อมไม่เกิดพลังอำนาจที่สมบูรณ์ขึ้นมาได้

แต่การบูชาพระศรีวสุนธราในแง่นี้ หมายถึง จะต้องเป็นการบูชาเทวรูปของพระองค์ตั้งแต่หน้าตัก ๓ นิ้วขึ้นไปเท่านั้น ไม่ใช่แบบห้อยคอนะครับ

ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีวัดหลายแห่งนะครับ ที่สร้างเทวรูปพระศรีวสุนธราขนาดบูชา เทวรูปของพระแม่เจ้าองค์นี้ เท่าที่สร้างกันมาจนปัจจุบัน การฉลองพระองค์มีทั้งแบบที่เปลือยท่อนบนอย่างโบราณ และห่มสไบเฉียง  อิริยาบถก็มีทั้งแบบประทับนั่งคุกเข่า และประทับยืน มักจะบิดมวยพระเกศาไปเบื้องซ้ายของพระองค์

ซึ่ง (อีกที) ผมขอเน้นว่า เทวรูปพระศรีวสุนธราตามแบบอย่างที่ถูกต้อง และค้ำจุนอานุภาพของศาสตร์ลี้ลับต่างๆ ได้ดีที่สุด จะเป็นแบบนั่งหรือยืนก็ได้ แต่ฉลองพระองค์ ต้องเป็นแบบที่เปลือยพระอุระเท่านั้นนะครับ

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?  
         
คำตอบก็คือ การเปลือยอก เป็นวิธีทางเทวศาสตร์ ในแขนงที่เรียกว่า ประติมานวิทยา (Iconography) ที่จะทำให้เทวรูปของเทพนารีทุกองค์ ถ่ายทอดพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ และพลังของสตรีเพศที่ชัดเจนได้

ด้วยว่าตามหลักเทวศาสตร์พื้นฐานทั่วโลก ผู้หญิงคือพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์

และสื่อ หรืออุปกรณ์ที่จะถ่ายทอดพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ของเทวรูปเทพผู้หญิง ก็คือสิ่งที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นมารดา และความเป็นธรรมชาติที่เด่นชัดของสตรีเพศไงล่ะครับ

โดยเฉพาะกรณีของพระศรีวสุนธรา ยิ่งเท่ากับเป็นการบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาถึงความเป็น เทพมารดรของโลก เป็นการสื่อผ่านพลังที่หล่อเลี้ยงสรรพสิ่ง เหมือนน้ำนมมารดาที่หล่อเลี้ยงชีวิตบุตร




การเปลือยพระอุระ จึงเป็นประติมานวิทยาอันสำคัญ ที่ปรากฏอยู่เสมอในไม่ว่าจะในเทวรูป ประติมากรรม และภาพเขียนของพระศรีวสุนธราที่เป็นศิลปะไทยโบราณ แม้จะเป็นศิลปะในยุคที่สตรีไทยนิยมห่มผ้าแถบหรือสไบเฉียงแล้วก็ตาม

อีกทั้งนายช่างผู้สร้างเทวรูป หรือภาพของพระแม่เจ้าองค์นี้ ถ้าเป็นผู้ที่รู้จริง มักจะกำหนดให้ส่วนที่สะดุดตา และอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลาง คือพระอุระเสมอ

ดังที่ผมบรรยายไปแล้วไงครับ ในเรื่องของพระแม่ธรณีที่วัดชมภูเวก

ในขณะที่การสร้างเทวรูปเทพนารีที่ห่มสไบ นอกจากจะทำให้เทวรูป ไม่สามารถสำแดงพลังแห่งสตรีเพศ และความเป็นมารดาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการลดฐานะของเทวีองค์นั้นอีกด้วย

คือทำให้พระองค์ดูเหมือนกับสตรีทั่วไปในโลกมนุษย์ ที่ยังต้องห่มผ้าปิดบังร่างกายอยู่ไงครับ 

แต่ปัญหาก็คือ เทวรูปพระศรีสวุนธราโดยมากที่ทำกันทุกวันนี้ นิยมให้ห่มสไบ เพราะอุปาทานที่ผิด คือไปมองว่า ถ้าไม่มีผ้าทรงก็จะดูโป๊เกินไป

อีกทั้งการฉลองพระองค์อย่างเต็มที่ นอกจากจะดูงดงามอลังการในสายตาคนส่วนมากแล้ว  ยังไม่ต้องใช้ฝีมือในด้านกายวิภาค (Anatomy) มากนัก ช่างไม่จำเป็นต้องเก่งก็ทำได้

อุปาทานที่บกพร่องเช่นนี้ มาจากการขาดความเข้าใจพื้นฐานในทางเทวศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งเป็นอุปาทานของคนไทยส่วนใหญ่เลยละครับ 

ซึ่งการบูขาเทวรูปพระศรีวสุนธราในลักษณะห่มสไบเฉียง หรือฉลองพระองค์ทับพระวรกายท่อนบนอย่างเต็มที่ ย่อมจะได้ผลเท่ากับการบูชาเทวรูปตามแบบมาตรฐานทั่วไปเท่านั้น

ถ้าไม่รู้วิชาในการ “ปรับแต่ง” พลังของเทวรูปประเภทนี้ ก็ไม่มีผลพิเศษในการค้ำจุนพลังศักดิ์สิทธิ์ และรักษาความมั่นคงถาวรของวัตถุมงคลอื่นๆ ได้

แต่ “วิชา” ดังกล่าวนั้น จำกัดกันอยู่ในวงแคบเพียงไม่กี่สำนัก ที่สืบทอดศาสตร์โบราณแห่งพระศรีวสุนธรามาโดยตรงเท่านั้น ไม่มีใครเอามาเผยแพร่กันในทางสาธารณะหรอกครับ

วงการเครื่องรางของขลังในเมืองไทย จึงมีการสร้างเทวรูปพระศรีวสุนธรากันในปริมาณที่จะเรียกว่าน้อยก็ไม่ใช่ แต่ถ้าจะพูดให้ตรงกว่า ก็คือเทวรูปพระศรีวสุนธราที่สร้างกันมา แล้วมีอานุภาพที่สมบูรณ์เต็มองค์นั้น มีอยู่แค่ไม่กี่รุ่น

อย่างเช่นในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ดูเหมือนจะมีเพียง ๕ สำนักเท่านั้น ที่สร้างพระบูชาพระศรีวสุนธราแบบเปลือยอก และมีประติมานวิทยาด้านอื่นๆ ที่ถูกต้อง ดังมีตัวอย่างต่อไปนี้ :


ภาพจาก http://www.boonakamulet.com

พระศรีวสุนธราขนาดสูง ๑๑.๕ นิ้วของ วัดโฆสิตาราม จ.ชัยนาท สำนักของ หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต เป็นเทวรูปพระศรีวสุนธราที่ดีที่สุดองค์หนึ่ง เท่าที่รู้จักกันจนถึงปัจจุบัน

พระศรีวสุนธรารุ่นนี้ แม้ว่าจะหันพระพักตร์ไปเบื้องซ้ายของพระองค์ ทำให้ยากแก่การประดิษฐานก็ตาม แต่โดยลีลาและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องแล้ว ก็หาที่อื่นใดเทียบเคียงได้ยากครับ




หลวงพ่อแดง สิริภทฺโท วัดห้วยฉลองราษฎร์บำรุง จ.อุตรดิตถ์ ก็เคยสร้างพระศรีวสุนธราขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วไว้รุ่นหนึ่ง เมื่อพ.ศ.๒๕๔๙ ลักษณะงดงามและประณีตมากทีเดียว ใต้ฐานยังฝังตะกรุดอีก ๓ ดอก

แต่สร้างในจำนวนจำกัด และประชาสัมพันธ์ในนิตยสารพระเครื่องเพียงไม่กี่ฉบับเท่านั้น ปัจจุบันผมเห็นยังมีให้เช่าบูชาอยู่บ้างนะครับในบางเว็บไซต์ ดังที่นำภาพมาให้ดูนี้

หลวงปู่คีย์ กิติญาโณ วัดศรีลำยอง จ.สุรินทร์ ได้สร้างพระศรีวสุนธราขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วไว้เช่นกัน เมื่อพ.ศ.๒๕๕๑ มีทั้งเนื้อทองเหลืองรมสีมันปู และปิดทองทั้งองค์

แต่โดยความเห็นส่วนตัวของผม พิธีของสำนักนี้ผมเฉยๆ นะครับ แม้จะเคยสร้างวัตถุมงคลอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ไม่เคยได้ยินเสียงเล่าขานประสบการณ์อันใด




และพระศรีวสุนธรารุ่นนี้ แม้จะเปลือยพระอุระ แต่พระถันแบบที่เห็นนี้คงไม่สามารถสื่อผ่านพลังใดๆ ได้อย่างสมบูรณ์มากนัก และการทำเทวรูปให้เงยหน้าหรือแอ่นตัวมากเกินไปก็ไม่ใช่ลักษณะที่ดีสำหรับการบูชา

แต่ถ้าใครชอบลักษณะแบบนี้ ถ้ายังคงพบเห็นได้ก็รีบเช่าเก็บไว้เถอะครับ เพราะหายากแล้ว หลวงปู่ก็มรณภาพไปแล้ว ทางวัดก็คงไม่สร้างวัตถุมงคลใดๆออกมาอีก




นอกจากนี้ก็มีเทวรูปพระศรีวสุนธราของ ชมรมอนุรักษ์เศียรพ่อแก่ เทวาลัยเทพศรียันตรา ซึ่งอยู่ในท่ายืนยกพระชานุข้างขวา และบิดมวยพระเกศาไปเบื้องขวา เทวรูปนี้แม้ท่วงท่าลีลาจะแปลกไปสักหน่อย แต่ก็ทำได้งามพอสมควร

ส่วนที่ว่าจะทำให้เช่าบูชาหรือเปล่า รวมทั้งเรื่องพิธีกรรมนั้น ผมไม่แน่ใจนะครับ ต้องสอบถามกับทางชมรมเอาเอง

ที่หาง่ายที่สุด ในขณะที่โพสต์บทความนี้ จึงน่าจะเป็นเทวรูปพระศรีวสุนธราขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว ของ วัดชมภูเวก และ วัดหนองหอย อ.เมือง จ.ราชบุรี




ที่ผมนำทั้งสองวัดมากล่าวรวมกัน ก็เพราะเป็นบล็อกเดียวกันครับ ต่างกันแค่นอกจากเนื้อทองเหลืองรมสีมันปูแล้ว ของวัดหนองหอยยังมีเนื้อทองเหลืองธรรมดา และทองเหลืองรมดำด้วยเท่านั้นเอง

เทวรูปของทั้งสองวัดนี้ มีลักษณะที่ถูกต้องมากกว่าพระศรีวสุนธราส่วนใหญ่ที่มีการสร้างกันมา เพราะถอดแบบจากจิตรกรรมฝาผนังที่วัดชมภูเวก ก็พระศรีวสุนธราที่งามที่สุดในเมืองไทยองค์ที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว

ที่สำคัญคือ เงื่อนไขทางประติมานวิทยา ของพระศรีวสุนธราที่สื่อพลังได้ดีที่สุด ตามที่ผมอธิบายไปแล้วนี้ ยังรวมถึงพระศรีวสุนธราที่เป็นศิลปวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นรูปวาด หรือรูปปั้นที่หล่อด้วยปูนระบายสี และหินทรายหล่อ จำหน่ายตามร้านของแต่งบ้านแต่งสวนกันอย่างแพร่หลายด้วยนะครับ

กล่าวคือ ถ้าทำเป็นแบบเปลือยอกอย่างโบราณ และสัดส่วนถูกต้อง จะมีพลังทางฮวงจุ้ยในตัวเอง โดยไม่ที่ยังไม่ทันได้ผ่านพิธีเทวาภิเษกอะไรด้วยซ้ำไป




ซึ่งถ้านำมาตกแต่งในทิศมงคล อันเกื้อหนุนดวงชะตาของเจ้าบ้าน ก็จะส่งกระแสพลังแห่งความร่มเย็นเป็นสุข เจริญรุ่งเรือง ผู้คนในบ้านมีสุขภาพดี ปลอดจากโรคร้าย อุบัติภัย และอาถรรพณ์ต่างๆ

ขณะที่แบบห่มสไบเฉียงนั้น ก็จะไม่มีพลังใดๆ เลยเช่นกันครับ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัตถุมงคลขนาดบูชา ขนาดห้อยคอ หรือเป็นงานหัตถกรรมตกแต่งบ้าน ถ้าเป็นพระศรีวสุนธรา หรือแม้แต่เทพนารีองค์ใดก็ตาม จำกันไว้ให้ขึ้นใจครับ ว่าแบบเปลือยอกดีที่สุด

แล้วพอได้มาแล้วก็ไม่ต้องไปห่มผ้าให้ท่านล่ะครับ ชีวิตจะหาความเจริญมิได้ เพราะไปทำให้เทวรูปเสื่อมโดยใช่เหตุ


................................


หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ไก่มหาลาภ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*





ตรุษจีนปี ๒๕๖๐ หรือปีที่ผมเขียนบทความนี้ เป็นปีระกา ธาตุไฟ ผมเห็นบางเพจใน facebook เรียกว่า ปีไก่ย่างรมควัน

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในบทความต่อไปนี้ ใช้ได้ตลอดไปครับ
             
เพราะผมตั้งใจกล่าวถึงประติมากรรม และเครื่องรางรูปไก่ ทั้งไก่มหาลาภ หรือไก่ที่เป็นมงคลตรงกันทั้งในคติจีนและไทย คือ ไก่แจ้
             
และไก่ที่เป็นอัปมงคล แต่คนไทยจำนวนมากถูกหลอกให้เชื่อว่าเป็นมงคล คือ ไก่ชน
             
ในวัฒนธรรมจีนโดยทั่วไป ไก่เป็นสัญลักษณ์ของเพศชาย และมีบุคลิกภาพของความเที่ยงตรง ไว้วางใจได้ เพราะมันขันบอกเวลาตอนเช้าอยู่เสมอครับ
         
ชาวจีนและชนกลุ่มน้อยหลายพวกทางตอนเหนือ มักเล่ากันว่า มีไก่อยู่บนดวงอาทิตย์ ภาพเขียนโบราณของจีน เวลาเขียนรูปดวงอาทิตย์ บางภาพก็จะเขียนรูปไก่ไว้ข้างใน ขณะที่ดวงจันทร์ เขียนรูปกระต่ายไว้ข้างใน

ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มทางตอนใต้ของจีน เช่นพวกหลอหลอ ก็มีตำนานว่าแม่ไก่คู่หนึ่งเป็นต้นกำเนิดมนุษย์

แม่ไก่ที่ว่านี้ตัวหนึ่งมีสีขาว อีกตัวสีดำ แต่ละตัวมีไข่ออกมา ๙ ฟอง ไข่ของแม่ไก่สีขาวฟักออกมาเป็นคนดีทั้งหมด ไข่ของแม่ไก่สีดำฟักออกมากลายเป็นคนชั่วทั้งหมด
         
คำว่าไก่ ในภาษาจีนออกเสียงว่า จี  (鸡) คนจีนมองว่าคล้ายกับเสียงของคำว่า จี๋ ในคำว่า จี๋เสียง ซึ่งแปลว่าสิริมงคลหรือโชคดี
             
ส่วนไก่ตัวผู้  เรียกว่า กงจี (公鸡)  คำว่า กง นั้นก็ไปพ้องเสียงกับคำว่า กงหมิง ที่แปลว่ายศถาบรรดาศักดิ์ หรือตำแหน่งทางราชการอีก 
             
ดังนั้น มายาศาสตร์จึนจึงจัดให้ไก่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสิริมงคล และถ้าจะเน้นเรื่องของความมียศมีตำแหน่งแล้ว ก็จะใช้รูปไก่ตัวผู้ที่กำลังขัน หรือ กงจีหมิง  หมายถึงความสำเร็จและชื่อเสียง

รูปไก่ตัวผู้นี้ ยังมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่ง คือสามารถป้องกันมิให้เกิดการนอกใจระหว่างสามีภรรยา หรือขจัดเรื่องชู้สาวได้ด้วยนะครับ 
              
การตั้งประติมากรรมไก่ทองตัวผู้ไว้ในบ้าน ก็จะทำให้ได้รับผลถึง ๒ ประการดังกล่าวแล้ว



         
นอกจากนี้ ยังมีบางตำรากล่าวว่า ไก่ตัวผู้สามารถขับไล่ปีศาจได้ โดยเฉพาะไก่ดำ เชื่อกันว่าเลือดของมันมีพลังอำนาจขับไล่ภูตร้ายทั้งปวง 
            
คนจีนจึงไม่นิยมรับประทานไก่ตัวผู้ แม้ในเทศกาลตรุษจีนก็ตาม
             
อีกทั้งยังนิยมทำเครื่องรางรูปไก่ ซึ่งบางทีก็ทำอย่างประณีตเหมือนจริงมาก เป็นเครื่องรางที่ทำมาเก่าแก่กว่านักษัตรอื่นๆ เขาถือกันว่าทั้งไล่ผีได้ และกันไฟได้ในขณะเดียวกันครับ       

การที่ไก่สามารถขจัดสิ่งชั่วร้าย ทำให้ในช่วงเทศกาลปล่อยผีของชาวจีน คือวันที่ ๕ เดือน ๕ ตามปฏิทินจีน ซึ่งมีประเพณีนำรูปสัตว์มีพิษทั้ง ๕ คืองู แมงป่อง ตุ๊กแก กบ และตะขาบ ขึ้นปิดไว้เหนือขอบประตูร่วมกับยันต์โป๊ยก่วย เพื่อสลายพลังชั่วร้ายนั้น บางทีก็เปลี่ยนยันต์โป๊ยก่วยเป็นรูปไก่สีแดง เพื่อให้มันจิกกินหรือฆ่าสัตว์พิษเหล่านั้นแทน
         
และถ้าเราลองสังเกตกันให้ดีนะครับ จะเห็นว่าบนฝาโลงศพ หรืออาคารสุสานของจีนบางแห่งมีรูปไก่ขาวอยู่ 
             
สัญลักษณ์เช่นว่านี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งในการลงอาคม เพื่อสะกดวิญญาณตามหลักไสยศาสตร์จีนเช่นกัน
         
สัตว์มงคลชนิดนี้ยังนำมาใช้เสี่ยงทายเพื่อการพยากรณ์ได้ด้วย โดยนิยมกันอยู่ทางภาคใต้ของจีนและเวียดนาม

การทำนายก็คือ เตรียมไก่ตัวย่อมๆ ใส่กรงไว้ กับกระดาษชิ้นเล็กๆ ที่เขียนข้อความหรือตัวอักษรต่างๆ ถึงเวลาก็เปิดกรงให้ไก่ออกมาเลือกจิกกระดาษตามใจชอบ ได้แผ่นไหนก็นำมาตีความ หรือทำนายไงครับ ว่ากันว่าแม่นมากด้วย
            
ในทางโหราศาสตร์ก็ถือว่า ไก่เป็นสัตว์ประจำนักษัตรลำดับที่ ๑๐ ในดารามณฑลของจีน ตรงกับปีระกาของไทย อันนี้คงทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ


แจกันไก่วิเศษ เทียนจีจูน

ส่วนไก่ป่า ในคติจีนถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเงียบและความสงบสุข มักจะใช้ร่วมกับภาพของห่าน  เป็ด และนกพิราบ ซึ่งแทนความหมายเดียวกัน
            
ทั้งหมดที่บรรยายมานี้ คือ ไก่แจ้ หรือไก่ป่าที่มีรูปพรรณสัณฐานเหมือนไก่แจ้ เท่านั้นนะครับ 
      
คนไทยเราแต่โบราณ ก็มีทัศนคติที่ดีกับไก่เช่นเดียวกัน เพราะเป็นสัตว์ที่มีแต่คุณประโยชน์ และคนไทยเราก็ชอบชนไก่มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 
          
แต่ในทางมายาศาสตร์ไทยเรา ก็เหมือนกับจีน คือเน้นถึงคุณสมบัติของไก่แจ้เท่านั้น 
            
ไสยเวทไทยไม่สนใจความกล้าหาญ หรือความเป็นนักสู้ของไก่ เรามองแค่ว่ามันเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ เพราะมันหากินเก่งมาก
             
และมันยังเป็นสัญลักษณ์ครอบครัวที่ยอดเยี่ยม เพราะไก่ตัวผู้ตัวหนึ่งอาจมีตัวเมียได้หลายตัว แต่มันก็ให้การดูแลได้อย่างทั่วถึง คุณสมบัติเช่นนี้ละครับ ที่ต้องใจชายชาตรีสมัยก่อนยิ่งนัก

ไสยศาสตร์ไทยโบราณ จึงมีการสร้างไก่พยนต์ สำหรับใช้ในทางเสน่ห์ อย่างใน ลิลิตพระลอ ไงครับ



พระลอตามไก่ ภาพจิตรกรรมโดย อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต
         
แต่การสร้างวัตถุมงคลรูปไก่แจ้ของไทยเรานั้น เพิ่งมาแพร่หลายเห็นได้ชัดเจนเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง คุณประโยชน์ที่เน้นกันมากคือเรียกทรัพย์ เป็นเมตตามหานิยม จึงมีคำเรียกว่า ไก่มหาลาภ ดังกล่าวแล้ว
             
นอกจากนี้ พระเกจิอาจารย์หลายรูปก็ชอบสร้างไก่มอบให้ญาติโยมไปบูชาเพื่อเป็นเคล็ดเตือนใจให้ขยันทำมาหากินเหมือนไก่ หรืออย่างน้อยก็ควรรู้จักตื่นเช้าเหมือนไก่ อย่าเอาแต่ขี้เกียจนอนตื่นสาย
         
ไก่มหาลาภที่สำนักต่างๆ สร้างออกมาในยุคปัจจุบันนี้ แต่ละสำนักมีการออกแบบแตกต่างกันไป ส่วนมากจะเน้นความน่ารักน่าเอ็นดู และไม่เคยมีใครสามารถสร้างไก่มหาลาภออกมาให้ดูน่าขยะแขยง หรือน่ากลัวได้เลย จึงเป็นสัตว์มงคลที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่งครับ            

อย่างไรก็ตาม พระเกจิอาจารย์ที่สร้างไก่ขนาดบูชาออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็เห็นจะมีแต่ พระครูสุทธิวราภรณ์ หรือ หลวงปู่สรวง วรสุทโธ เจ้าอาวาส วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ ต.ช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี


ไก่มหาเศรษฐี ขนาดบูชา หลวงปู่สรวง วัดถ้ำพรหมสวัสดิ๋

ท่านได้รับสมญาว่าเป็นเจ้าตำรับ ไก่ฟ้าพญาเลี้ยง ได้เรียนวิชาตำราโบราณตะกรุดไก่แก้ว-ไก่เถื่อน สาลิกา สีผึ้งพญาหงส์ทองจาก อาจารย์ทา ฆราวาสชาวเขมรที่ จ.ศรีสะเกษ และ อาจารย์เพ็ง จ.อุบลราชธานี ก็นับว่าเป็นผู้สืบสานวิชาการสร้างสัตว์มงคลที่เป็นสัตว์ปีกโดยเฉพาะ

ไก่ที่ท่านสร้างออกมานี้ เป็นรูปไก่แจ้ระบายสีสวยงาม ยืนเหยียบก้อนทองจีน หรือ อ่วงป้อ มีทั้งขนาดบูชา ๕ นิ้ว และห้อยคอ เรียกกันว่า ไก่มหาเศรษฐี ปัจจุบันเริ่มหายากแล้วครับ

แม้แต่รุ่นล่าสุด คือ รวมอยู่ในวัตถุมงคลรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๕๗ ที่ผมได้มาแต่ภาพหุ่นต้นแบบนี้ ก็เริ่มจะหาไม่ง่ายแล้วเช่นกัน


ต้นแบบไก่รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ หลวงปู่สรวง วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์

ส่วนขนาดห้อยคอ ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจนั้น ก็คือ ไก่ฟ้ามหาลาภ ของ หลวงปู่เช้า อัตตจิตโต วัดห้วยลำใย อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่สืบสานวิทยาคมสา หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ จ.นครสวรรค์ และสาย หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า


ไก่ฟ้ามหาลาภ รุ่น ๒ เนื้อขาปิ่นโต ขนาดห้อยคอ
หลวงปู่เช้า วัดห้วยลำใย

ไก่ฟ้ามหาลาภของหลวงปู่เช้า ออกแบบได้สวยงามสะดุดตา เพราะเอาลวดลายแบบไทยโบราณมาใช้ อานุภาพเด่นทางโภคทรัพย์ และยศถาบรรดาศักดิ์ คล้ายไก่ในคติจีน ปัจจุบันสร้างออกมาหลายรุ่นแล้ว ที่แปลกคือแม้จะเป็นขนาดห้อยคอ ก็ต้องเลี้ยงด้วยข้าวเปลือก ๑ กำมือ กับน้ำเปล่ามิให้ขาด

นอกจากนี้ ก็มี ไก่รวยทรัพย์ ของ หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก วัดตะโก อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา สร้างเมื่อพ.ศ.๒๕๕๗  เป็นไก่ขนาดห้อยคอแต่งด้วยลายไทยเหมือนของหลวงปู่เช้า แต่รายละเอียดไม่เหมือนกัน และหรูหรามาก เพราะมีแบบที่ชุบเงินชุบทองลงยา ๗ สีด้วย


ไก่รวยทรัพย์ ชุบทองลงยา ๗ สีฝังผงไม้ตะกรุดเงิน
ขนาดห้อยคอ หลวงพ่อรวย วัดตะโก

อย่างไรก็ตาม แม้คติความเชื่อในเครื่องรางรูปไก่ของจีนและไทยจะเหมือนกัน แต่การใช้งานจริงๆ นั้นต่างกันนะครับ

ถ้าเป็นไก่จีน ควรหันหน้าเข้าในตัวบ้านเสมอ ไม่ควรหันออกนอกบ้าน
           
ถ้าเป็นไก่ไทย ควรหันออกนอกบ้าน หรือหันหน้ารับทุกคนที่จะเข้ามาภายในร้านค้า
            
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะไก่จีนนั้นใช้เพื่อคุ้มครอง ส่วนไก่ไทยใช้เรียกคนเรียกโชคลาภ จุดประสงค์ต่างกันจึงมีวิธีใช้ต่างกันครับ
             
ส่วนที่เหมือนกัน ซึ่งคนส่วนมากไม่รู้ หรือนึกไม่ถึง คือ ถ้าตั้งเครื่องรางรูปไก่ขนาดบูชา หรือขนาดตั้งโต๊ะไม่ว่าของจีนหรือไทย และไม่ว่าในสถานที่ใดก็ตาม

ห้ามปรุงหรือรับประทานอาหาร ที่ประกอบด้วยเนื้อไก่ในสถานที่นั้น หรืออย่างน้อยก็คือ ภายในห้องที่ตั้งเครื่องรางรูปไก่นั้น

หรือใครก็ตาม ที่พกพาเครื่องรางรูปไก่ ก็ไม่ควรรับประทานเนื้อไก่ ในระหว่างพกพาเครื่องรางนั้น

เหตุผลก็คือ เราจะเอาปราณในด้านความอุดมสมบูรณ์ของเขามาเรียกทรัพย์รับโชค แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รับประทาน หรือปรุงอาหารที่มีปราณในด้านของความตาย กลิ่นคาวเลือด และจิตของเขา ที่กำลังตระหนกอกสั่นเมื่อความตายมาถึงตัว สองอย่างนี้มันไปด้วยกันไม่ได้นะครับ
            
เครื่องรางรูปไก่ แม้จะเป็นไก่มหาลาภหรือไก่เรียกทรัพย์ใดๆ ก็ตาม จึงไม่เหมาะกับร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านข้าวมันไก่ และก๋วยเตี๋ยวไก่ จะใช้ไม่ได้ผลเลยละครับ
            
ควรจะตั้งได้แต่ในร้านขนมหวาน และกิจการค้าขายโดยทั่วไป ที่เล่าลือกันว่าดีเป็นพิเศษ ก็กิจการจำพวกขายข้าว และผลิตผลทางการเกษตรนี่ละครับ เพราะมีปราณชนิดที่ไก่ชอบ



ไก่แจ้เซรามิก ฝีมือ อ.ทรงพันธ์ วรรณมาศ สถาบันราชภัฏเชียงราย
เมื่อราวๆ ๒๐ ปีมาแล้ว เป็นประติมากรรมที่ใช้ทางฮวงจุ้ยได้เช่นเดียวกับไก่จีน
            
ทีนี้ไก่ชนนั้น ถ้ามองโดยผิวเผิน ก็น่าจะเป็นสัตว์มงคลเช่นกัน เพราะมีความว่องไวปราดเปรียว มีนิสัยเป็นนักสู้ ไม่เคยเกรงกลัวใคร

และมีรูปร่างที่จัดว่าสง่างามได้ อย่างน้อยก็สวยกว่าเป็ด ซึ่งเป็นสัตว์มงคลในทางมายาศาสตร์จีน
             
แต่การที่ไก่ชน กลายเป็นอัปมงคล ไม่ควรนำมาสร้างเป็นวัตถุมงคลใดๆ ไม่ใช่เพราะอุปนิสัย หรือพฤติกรรมของมันเอง
            
แต่เพราะพฤติกรรมของ “คน” ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับมันต่างหากล่ะครับ
             
ถ้าอยู่ในธรรมชาติ ไก่ชนมีโอกาสแสดงสัญชาติญาณของความเป็นนักสู้ไม่มากนัก เพราะมันขันประกาศเขตแดนของมันอยู่เสมอ ไก่ตัวอื่นก็ไม่ค่อยจะอยากล้ำแดนเข้าไปถ้าไม่จำเป็น หรือไม่ใช่ฤดูผสมพันธุ์ ที่จะต้องแย่งชิงตัวเมียกัน

ปราณของความเป็นนักสู้ จึงไม่ใช่ปราณหลักๆ ที่ไก่ชนต้องใช้อย่างเป็นปกติวิสัย
            
ไก่ชนเพิ่งจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นนักสู้ ก็เพราะคนเรานี่แหละครับ ที่เอามันมาเลี้ยงเพื่อจะเอามาชนกับไก่ตัวอื่น เพื่อพนันขันต่อกัน
            
และไก่ชนในบ่อนนั้น ก็มีอยู่เสมอนะครับ ที่ตัวที่แพ้จะได้รับความตายเป็นสิ่งตอบแทน
            
ไม่ว่าจะตาย เพราะกองเชียร์เมามันกับความสยดสยองอย่างไม่ลืมหูลืมตา หรือเจ้าของแยกมันออกมาช้าเกินไป หรือเพราะบาดเจ็บสาหัสเกินไป หรือเจ้าของไม่อยากเลี้ยงไว้อีกต่อไปก็ตาม
           
ไก่ชนของไทย จึงเป็นอัปมงคล เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ประหัตประหารกันอย่างทารุณ ด้วยสัญชาติญาณดิบเถื่อน ของสัตว์ที่ถูกเลี้ยงมาเพื่อการนี้เพียงอย่างเดียว
            
ปราณที่ได้จากรูปปั้น หรือเครื่องรางอะไรก็ตาม ที่เลียนแบบไก่ชน จึงเป็นเท่ากับเป็นปราณของกลิ่นคาวเลือด ความตาย และอบายมุข การเอารูปปั้นไก่ชนไปตั้งไว้ที่ใด ก็จะได้ปราณชนิดเดียวกันนี้ไปหมักหมมอยู่ในสถานที่นั้น



             
อีกทั้งรูปปั้นไก่ชนของไทย เดิมก็ไม่ใช่เครื่องรางสำหรับเรียกโชคเรียกทรัพย์เข้าร้านค้า ดังที่นิยมซื้อหามาตั้งเป็นคู่หน้ากิจการร้านอาหารต่างๆ กันอยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ
             
เดิมมันเป็นของแก้บน สำหรับถวายองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อดีตกษัตริย์ที่คนไทยเชื่อกันว่า ทรงโปรดการชนไก่
             
แต่ความเชื่อเช่นนี้ แท้จริงก็ไม่มีหลักฐานอันใดรองรับเลยครับ

ไม่มีหลักฐานใดๆ ในทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ รองรับการชนไก่ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งประทับในพม่า กับพระมหาอุปราชา

นอกจาก คำให้การของชาวกรุงเก่า ซึ่งน่าจะรวมไปถึง คำให้การของชาวบ้านที่ชอบเล่นไก่ชน และมีหลายอย่างชวนให้สงสัยว่า จะเป็นคำให้การที่เกิดขึ้นสมัยรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่หลังเสียกรุงใหม่ๆ

นอกจากนี้ หลักฐานทางพม่ายืนยันว่า กีฬาไก่ชนเป็นกีฬาของชาวบ้าน ไม่ใช่ราชสำนัก จึงเป็นไปได้ยาก (ในความเป็นจริง) ที่จะมีการจัดให้มีการแข่งพนันไก่ชน ในเขตพระราชฐานของพม่า




แต่เมื่อภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ยังคงเอาเรื่องนี้มาตอกย้ำ ก็ยิ่งทำให้ลัทธิถวายรูปปั้นไก่ชนยิ่งเติบโต มีการถวายไก่ชนขนาดต่างๆ ทั้งที่พระบรมราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และลามปามไปถึงพระราชานุสาวรีย์ของอดีตกษัตริย์พระองค์อื่น รวมทั้งอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญอื่น

ไม่เว้นแม้แต่พระราชานุสาวรีย์ของบูรพกษัตรีย์ คือ พระนางจามเทวี ที่ จ.ลำพูน

กลายเป็นทัศนะอุจาดทางสถาปัตยกรรม สร้างความเสียหายแก่บริเวณพระราชานุสาวรีย์ และอนุสาวรีย์ทุกแห่ง ที่มักจะมีการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมได้ดีงามลงตัวอยู่แล้ว

เพราะเป็นการทำให้อนุสาวรีย์เหล่านั้น มีสภาพไม่ผิดอะไรกับร้านอาหาร คลับ บาร์ คาเฟ่ ที่นิยมเอาไก่ชนไปตั้งเรียกลูกค้าเข้าร้านน่ะแหละครับ

อีกทั้งไก่ชน มิได้เป็นเพียงทัศนะอุจาดทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น

การเอาสัญลักษณ์ของสัญชาติญาณดิบเถื่อน การต่อสู้ประหัตประหาร กับสัญลักษณ์ของการพนัน เข้าไปสุมไว้ในสถานที่ใดมากๆ สถานที่นั้นก็จะเกิดการสั่งสมของปราณที่รุนแรง นองเลือด เข้าแทนที่พลังแห่งความสงบเย็นที่มีอยู่แต่เดิม ดังกล่าวแล้ว

และยังเป็นพลังเหนี่ยวนำไปสู่อบายมุข ที่นำพาผู้คนไปสู่ความฉิบหาย เป็นพลังที่ทำให้คนซึ่งเข้าไปยังสถานที่เหล่านั้น หมกมุ่นกับอบายมุข มากกว่าจะเข้าไปด้วยศรัทธาอันแท้จริง

แล้วถ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง ที่ไม่ชอบเรื่องพวกนี้ ท่านก็จะละทิ้งสถานที่ดังกล่าวไป เพราะไม่ใช่อาณาบริเวณของท่านอีกต่อไปแล้ว 

กลายเป็นพื้นที่ของความงมงาย การพนัน และสัญลักษณ์แห่งความรุนแรง

แสดงให้เห็นว่า ไทยเราเป็นชนชาติหนึ่ง ที่ถนัดจริงๆ ในเรื่องการทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองนับถือ “เสื่อม” หรือ เสียหาย ด้วยความลุ่มหลงงมงายแบบผิดๆ

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงคนที่เกิดปีเถาะนะครับ ที่จะต้องรับผลในทางที่ไม่ดี จากการเข้าไปในสถานที่ที่มีไก่ชนตั้งอยู่มากๆ

เพราะคนปีเถาะ ชงกับปีระกาครับ 

แล้วหลักของโหราศาสตร์จีน เขาไม่ให้เข้าไปทำกิจกรรมเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่มีรูปภาพ หรือสัญลักษณ์ของปีที่เราชงอยู่มากๆ มันจะทำให้ชีวิตเราไม่ปกติสุข



คนเกิดปีเถาะ ชงกับปีระกา ห้ามมีภาพไก่ หรือสิ่งของรูปไก่
หากจำเป็นต้องมี ให้แก้ชงด้วยภาพหรือเครื่องรางรูปมังกร

ก็นี่ละครับ ผลจากการที่พวกเซียนพนันไก่ชนขุดหลุมพรางไว้ พยายามสร้างภาพให้การชนไก่ แยกไม่ออกจากตำนานการกู้ชาติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พวกร้านขายรูปปั้นไก่ชนก็ช่วยหนุนส่ง จนอดีตกษัตริย์และวีรบุรุษท่านอื่นที่ไม่มีตำนานเกี่ยวข้องกับไก่ชน ก็ยังยุให้เอาไก่ชนไปถวายดังกล่าวแล้ว แถมบางทียังลากไปโยงกับฮวงจุ้ยแบบมั่วๆ อย่างที่นิยมเอามาตั้งหน้าร้านค้ากันทุกวันนี้

คนโลภ คนบ้าหวย บ้าปาฏิหาริย์แบบไม่รู้ไม่ศึกษา ก็เฮตามกันไป

ตามหลักสิริมงคลแห่งนักษัตร ไก่เป็นสัตว์มงคลซึ่งถูกโฉลกกับผู้ที่เกิดในปีฉลู, ปีมะโรง และปีมะเส็ง  ควรใช้เครื่องรางที่เป็นรูปสัตว์ชนิดนี้ 
             
ส่วนปีที่ไม่ถูกโฉลกคือปีเถาะ ห้ามมีไว้เป็นอันขาดครับ


...........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด