วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559

แมลงไสยเวท

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์

*วัตถุมงคลในบทความนี้ ไม่มีให้เช่าบูชา*



จั๊กจั่นทองคำเกาะใบไม้หยก สมัยราชวงศ์หมิง
ภาพจาก http://tychy.wordpress.com

ในวิชาไสยเวทของไทยและเอเชียแปซิฟิก มีการนำสัตว์จำพวกแมลง มาใช้ทั้งในลักษณะของสัตว์มงคล และเป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่นหลายชนิดด้วยกัน

ที่ผมจะกล่าวถึงในบทความนี้ คือ แมงมุม ตัวต่อ และจั๊กจั่น

ชนชาติหนึ่งที่ถือว่าแมงมุมเป็นสัตว์มงคล คือชาวจีน คนจีนเรียกแมงมุมว่า จวีจู (蜘蛛) เขาถือกันว่าเป็นหนึ่งในสัตว์มีพิษ ๕ ชนิด ได้แก่งู กบ ตะขาบ แมงป่องหรือแมงมุม และจิ้งเหลนหรือตุ๊กแก (แล้วแต่ตำรา)

แต่ในอีกทางหนึ่งก็ถือว่า เป็นสัตว์ที่นำโชคลาภมาให้ โดยผู้ใดได้เห็นแมงมุม ผู้นั้นก็จะมีโชคดี  หรือว่าหญิงในราชสำนักคนใดได้เห็นแมงมุม ก็เชื่อกันว่าคืนนั้นเธอจะได้รับความรักจากพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน        

ความเชื่อคล้ายๆ กันนี้ก็มีในหมู่ชาวญี่ปุ่นด้วยนะครับ

คนญี่ปุ่นรุ่นเก่าๆ สักหน่อยมักจะกล่าวกันว่า หากแมงมุมไต่ตามเสื้อผ้าของบุคคลใด บุคคลนั้นจะได้รับสิ่งดีเป็นมงคลอย่างหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็จะมีข่าวดีเข้ามาในวันนั้น

คนจีนชอบอากัปกิริยาของแมงมุมที่ชักใยแล้วห้อยตัวลงมาเบื้องล่าง จึงวาดภาพสิริมงคลเลียนแบบ  เรียกว่า มงคลจากฟ้า หรือมงคลที่ฟ้าประทานมาให้ ใยแมงมุมมีความหมายถึงฟ้า ส่วนแมงมุมหมายถึงความเป็นมงคลที่มาจากฟ้า
         
ในทางไสยศาสตร์ไทย มีการนำแมงมุมมาใช้ทั้งในทางที่ให้คุณและให้โทษ วิชาแมงมุมชนิดที่ให้โทษต่อบุคคลอื่นได้นั้น เป็นสายวิชาที่เก่าแก่มากครับ มีมาตั้งแต่โบราณ โดยเขาจะเลือกใช้แมงมุมประเภทเดินล่าเหยื่อ ไม่ใช่แมงมุมประเภทชักใยดักรอเหยื่อ 

วิชาแมงมุมประเภทที่ว่านี้ เคยมีผู้บัญญัติศัพท์เรียกรวมๆ ว่า แมงมุมเพชรฆาต บ้าง แมงมุมยนต์ บ้าง   
แมงมุมจำพวกนี้ มักจะทำด้วยดินปั้น,ไม้แกะสลัก หรือหล่อด้วยโลหะ พวกที่เป็นดินปั้นนั้นมีมากที่สุด และส่วนมากจะทำขนาดใหญ่ ตัวโตประมาณมือผู้ใหญ่กางคลุมได้ก็มี

โดยมักใช้วัตถุอาถรรพณ์ที่เกี่ยวกับซากศพ เพื่อเพิ่มอานุภาพให้แรงยิ่งขึ้น ถ้าเป็นโลหะ ก็ต้องมีส่วนผสมของเหล็กขนันผี หรืออาวุธที่เคยฆ่าฟันประหัตประหารผู้คนมาก่อน

ความจริงแมงมุมประเภทนี้ ที่เป็นไสยขาว คือไม่ใช้วัตถุอาถรรพณ์ก็มี ใช้เนื้อว่านหรือโลหะที่เป็นมงคลแทน แต่ปรากฏน้อยมาก ผมเองยังไม่เคยเห็นเลยครับ เคยเห็นแต่พวกที่เป็นไสยดำ 

จุดประสงค์ที่สร้างแมงมุมประเภทนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันทรัพย์ให้พ้นจากโจรโขมย และอุบัติภัยต่างๆ นอกจากนี้ยังสร้างไว้เพื่อป้องกันคุณไสยการกระทำของผู้คิดร้ายเป็นหลัก กล่าวคือมีประโยชน์คล้ายวัวธนู-ควายธนู นั่นเอง                

บ้านใดที่มีแมงมุมประเภทนี้อยู่ ใครย่องเข้าไปลักขโมย หรือคิดร้ายต่อเจ้าของบ้าน มันจะเล่นงานทันที พวกคุณไสยการกระทำด้วยอาคมต่างๆ เมื่อเข้าไปในบริเวณบ้าน มันจะดักเอาไว้จนหมด ไม่ว่าผู้ส่งของมาจะมีวิชาดีแค่ไหน ก็ยากที่จะผ่านแมงมุมเข้าไปได้
         

แมงมุมประเภทเดินล่าเหยื่อ ที่นำรูปแบบมาทำเป็นแมงมุมเพชรฆาต หรือแมงมุมยนต์

นอกจากนี้ แมงมุมประเภทนี้ยังเตือนเจ้าของบ้านได้ด้วยนะครับ เมื่อมีอุบัติภัยต่างๆ ที่เกินความสามารถของมัน เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม มันจะมาปลุกเจ้าของบ้านให้รู้ตัวเสียก่อน ด้วยการทำอาการเหมือนมีแมงมุมมาไต่ตามใบหน้าและร่างกาย ถ้าเจ้าของบ้านขี้เซามากมันก็กัดเข้าให้      

ถ้าพิจารณาจากคุณประโยชน์เท่าที่กล่าวมานี้ แมงมุมประเภทนี้ไม่จำเป็นจะต้องผูกด้วยมนต์ดำก็ได้ สายวิชาในการสร้างแมงมุมจำพวกนี้ที่เป็นไสยขาวจึงเคยมีอยู่ ดังกล่าวแล้วไงครับ 

การจะดูว่าแมงมุมเหล่านี้สร้างด้วยไสยดำไสยขาว หากไม่รู้ประวัติหรือดูเนื้อวัสดุไม่ออก ก็ให้ดูอาการที่มันทำร้ายศัตรู ถ้าเป็นไสยขาว ส่วนมากแค่หลอกให้กลัว หรือหนักหน่อยก็แค่พอให้บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นไสยดำก็เอาถึงตาย แม้พวกลักเล็กขโมยน้อยปีนเข้าบ้านมันก็ฆ่าเสีย  

แมงมุมพวกนี้จึงกลายเป็นเครื่องจักรสังหารชั้นเยี่ยม ด้วยความเงียบในการเข้าหาเหยื่อก่อนจู่โจม ซึ่งเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของมัน จนแม้เหยื่อที่เล่นทางวิชาอาคม หากไม่เก่งจริงจะไม่รู้ตัวเลย 

พวกหมอไสยดำ จึงพัฒนาแมงมุมเหล่านี้ให้กลายเป็นอาวุธ ส่งไปสังหารคนที่เป็นศัตรู หรือรับสังหารใครก็ได้ ตามแต่จะมีผู้มาว่าจ้าง  

ครูไสยศาสตร์ท่านหนึ่ง เคยเล่าให้ผมฟังว่า แมงมุมเพชรฆาตหรือแมงมุมยนต์นี้ ไม่เคยทำงานผิดพลาดเลยครับ แม้ว่ามันจะเชื่องช้ามากเมื่อเทียบกับการทำร้ายศัตรูด้วยวิธีอื่น

แต่ไม่ว่าเป็นสถานที่ที่มีการคุ้มกันด้วยอาคมไว้อย่างดีแค่ไหน มันก็เล็ดลอดเข้าไปเล่นงานเหยื่อได้ และจะทิ้งรอยเขี้ยวเล็กๆ ๒ รอยไว้ตามร่างกายของเหยื่อ เมื่อชันสูตรจะเห็นว่าเป็นรอยแมงมุมพิษกัด คนทั่วไปจึงมักเข้าใจว่าตายเพราะถูกแมงมุมพิษกัดจริงๆ ไม่ใช่แมงมุมอาคม     

นอกจากเหยื่อที่เป็นคนแล้ว บรรดาผีพราย กุมารทอง ลุูกกรอก รักยม หรือสัตว์มงคลชนิดอื่นที่ฝ่ายตรงข้ามเลี้ยงไว้ป้องกันตัว ก็ยังถูกแมงมุมยนต์ทำลายเสียก่อนที่ตัวเจ้าของจะเป็นเหยื่อในท้ายที่สุด         

นับว่ายังโชคดี ที่วิชาเช่นนี้ไม่เป็นที่แพร่หลาย หาผู้กระทำให้ได้ผลจริงได้ยากครับ แม้ในสมัยโบราณก็ตาม มิฉะนั้นจะมีคนที่ต้องประสบเคราะห์กรรม เพราะแมงมุมจำพวกนี้ เป็นจำนวนมากสุดที่จะประมาณได้ 

ปัจจุบัน วิชาการใช้แมงมุมยนต์เป็นยามเฝ้าบ้าน และเป็นเครื่องมือสังหารคู่อริ น่าจะใกล้สูญแล้ว แม้จะมีแมงมุมที่สร้างขึ้นในสายวิชาดังกล่าวคงเหลือตกทอดมาบ้าง แต่ส่วนมากก็เป็นได้เพียงโบราณวัตถุที่หมดสภาพการใช้งาน แม้กระนั้นก็ยังดูน่ากลัวมาก

ผมจำได้ว่า เมื่อแรกเห็นแมงมุมจำพวกนี้ ซึ่งในเวลาดังกล่าวยังเป็นเด็กๆ อยู่ รู้สึกกลัวจนเอาไปนอนฝันร้ายเลยละครับ            

ส่วนสายวิชาที่ให้คุณนั้น ไม่มีหลักฐานว่าเก่าแก่เท่าใดนักหรอกครับ เท่าที่รู้จักกันคือสายวิชาของ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท   

หลวงปู่ศุข เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีวิทยาคมเข้มขลังเป็นที่เลื่องลือ ท่านได้สร้างเครื่องรางของขลังไว้มากมายหลายอย่าง แต่เคล็ดวิชาหนึ่งที่ท่านมีอยู่โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ก็คือวิชา แมงมุมมหาลาภ

ซึ่งท่านได้ถ่ายทอดวิชานี้แก่ หลวงปู่สุภา กันตสีโล ศิษย์รูปสุดท้ายเพียงรูปเดียวก่อนจะมรณภาพไม่นานนัก

ปฐมเหตุแห่งวิชาแมงมุมมหาลาภ หลวงปู่ศุขท่านกล่าวแก่หลวงปู่สุภาว่า

"แมงมุมเป็นสัตว์ขยันและสะอาด มันไม่ชอบออกล่าเหยื่อไปตามที่ต่างๆ เหมือนสัตว์ทั่วไป แต่มันจะคอยชักใยสร้างอาณาเขตเอาไว้เพื่อดักแมลง ใยของแมงมุมกว่าจะชักใยขนาดใหญ่ได้นั้นต้องมีความมานะพยายามอย่างยิ่ง แมงมุมจะไม่ล่าเหยื่อไปนอกเขตใยของมัน และจะไม่ไล่ให้แมลงตกใจบินหรือคลานไปติดใยของมัน แต่มันจะรออยู่กับที่จนเหยื่อหลงเข้ามาติดใยของมันเอง มันจึงจะออกมาพันซ้ำและจับกิน

ฟังง่ายๆ ก็คือ แมงมุมจะกินสัตว์ที่ถึงฆาตหรือถึงแก่วาระหมดชีวิต เรียกว่าเมื่อถึงที่ตาย หมดเวลา ก็จะเข้ามาติดใย แมงมุมไม่ต้องออกไปล่าเหยื่อก็มีเหยื่อหลงเข้ามาให้กิน

การเปิดร้านค้าขาย ก็เช่นเดียวกันกับแมงมุม คือชักใยล่อเหยื่อเอาไว้ การทำแมงมุมชักใยคือการใช้วิชาอาคมสร้างแมงมุมและใย เพื่อให้มีลูกค้ามาติดต่อ มาซื้อ มาขาย มาเปลี่ยน อย่างคึกคัก จะได้มีกำรี้กำไรสมดั่งที่คิดไว้"

วิชาแมงมุมมหาลาภ ดังที่ได้บรรยายมานี้ เราจะเห็นว่าเลือกใช้แต่แมงมุมประเภทชักใยดักรอเหยื่อนะครับ แมงมุมประเภทที่เดินล่าเหยื่อไปเรื่อยๆ หรือพวกที่ไปเลือกเกาะในเส้นทางที่เหยื่อจะเดินผ่านไปมา ประเภทแมงมุมยักษ์ชนิดขายาวๆ บนผนังห้องน้ำตามต่างจังหวัดนั้น ไม่เอามาใช้ 

ปัจจุบัน วิชาแมงมุมมหาลาภ บางทีก็เรียกกันว่า แมงมุมดักทรัพย์ ทั้งในสายของหลวงปู่ศุข และสายอื่น ยังพอพบเห็นได้บ้าง ที่นำมาให้ชมเป็นตัวอย่างในบทความนี้ มี ๒ สำนักด้วยกัน คือของ หลวงปู่สุภา กันตสีโล วัดสีลสุภาราม จ.ภูเก็ต และ หลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด จ.กาญจนบุรี เป็นแมงมุมดักทรัพย์ที่มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ ทั้งโดยคุณวุฒิของผู้สร้าง และรูปแบบที่สร้าง   

หลวงปู่สุภา กันตสีโล ในฐานะศิษย์เพียงรูปเดียวที่ได้สืบทอดวิชาแมงมุมดักทรัพย์ของหลวงปู่ศุข ท่านได้สร้างแมงมุมดักทรัพย์ไว้หลายรุ่น รุ่นที่มีชื่อเสียงมาก คือเหรียญแมงมุมดักทรัพย์ โดยทำเป็นเหรียญชุบทองลงยา มี ๓ สี คือแดง เหลือง และน้ำเงิน ทำเลียนแบบใยแมงมุมและมีแมงมุมเกาะอยู่เบื้องล่าง  


เหรียญแมงมุมดักทรัพย์ สีน้ำเงิน ออกวัดสีลสุภาราม ภูเก็ต

เหรียญแมงมุมดักทรัพย์รุ่นนี้มีอานุภาพมากครับ ผู้นำไปใช้ต่างได้รับผลดีทุกราย แต่จะต้องเป็นคนที่ชอบแมงมุมด้วยจึงจะเห็นผลเร็วขึ้น ทางวัดออกให้บูชาเมื่อพ.ศ.๒๕๔๔ เหรียญละ ๒๐๐ บาทเท่านั้น        

นอกจากนี้  ก็ยังมีการสร้างแมงมุมดักทรัพย์ขนาดบูชา ชนิดที่เป็นประติมากรรมลอยตัวเกาะบนใยอยู่ภายในกรอบภาพ ตามรูปแบบดั้งเดิมที่ได้รับถ่ายทอดจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และยังมีการสร้างเป็นขนาดเล็ก รวมทั้งผ้ายันต์ด้วย


ภาพจาก http://www.zoonphra.com

ปัจจุบันนี้ หลวงปู่สุภา พระเกจิอาจารย์รูปเดียวในเมืองไทย ที่สืบทอดวิชาแมงมุมมหาลาภของหลวงปู่ศุข ก็ได้มรณภาพไปแล้ว ผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าท่านได้ถ่ายทอดวิชาดังกล่าวนี้แก่ผู้ใดหรือไม่  ถ้าหากว่าไม่ วิชาแมงมุมสายนี้ก็คงจะสูญไปในที่สุด  

ส่วนแมงมุมดักทรัพย์ของหลวงพ่อวัชระนั้น ไม่มีรายละเอียดของสายวิชาออกมาเผยแพร่เป็นการสาธารณะหรอกครับ แต่รูปแบบนั้นสวยงามมาก คือทำเป็นแมงมุมลอยตัว รายละเอียดเหมือนแมงมุมจริงๆ มีทั้งแบบชุบทองและชุบเงิน


แมงมุมมหาลาภ ชุบทอง หลวงพ่อวัชระ วัดถ้ำแฝด

ดูจากคาถาบูชาที่แนบมา ซึ่งเป็นคาถาเรียกโชคลาภทั่วไป ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่วิชาเฉพาะ หรือมีสายการสืบทอดชัดเจนอย่างหลวงปู่สุภา รวมทั้งประสบการณ์ของผู้ที่นำไปใช้ก็น้อยกว่าด้วย
         
นอกจากนี้ ยังมีสำนักอื่นอีกที่มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กันอยู่ บางสำนักทำอย่างเห็นได้ชัดว่ามิได้รับสืบทอดวิชาที่ถูกต้องมา แต่ก็พยายามกลบเกลื่อนด้วยเทคนิคแปลกๆ เช่น การระบายสี หรือการลงอักขระที่อ้างว่าเป็นอักษรอินเดีย เป็นต้น

ทั้งที่หากว่าเป็นอักษรอินเดียจริง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแมงมุมมหาลาภหรอกครับ เพราะสัตว์มงคลชนิดนี้เป็นวิชาของไทย มิใช่ของอินเดีย         

ส่วนแมงมุมเพชรฆาตหรือแมงมุมยนต์ ที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ไม่ปรากฏว่ามีสำนักใดสร้างขึ้นในปัจจุบัน

แมลงชนิดต่อไปที่มีชื่อเสียงในทางไสยเวท ก็คือ พญาต่อ


รูปเหมือนหลวงพ่อคง นั่งบนหลังต่อยักษ์ วัดแค จ.สุพรรณบุรี
ภาพจาก http://www.thailovetrip.com

ในวิชาไสยศาสตร์ไทยโบราณ มีศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งบัดนี้หาผู้กระทำได้ยากแล้ว คือ การเสกใบมะขามเป็นต่อแตน ไล่ต่อยศัตรูผู้ปองร้ายจนกระเจิงหนีไป โดยไม่ประสงค์เอาชีวิตให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อกัน แต่ถ้าโดนมากๆ เข้าก็ถึงตายได้เหมือนกันละครับ

อันที่จริง ต่อเป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่ง ที่มีลำดับชั้นทางวิญญาณในขั้นสูงกว่าแมลงทั่วไป สามารถเป็นพญาสัตว์ได้ (คือสามารถเลื่อนชั้นทางวิญญาณไปเกิดเป็นสัตว์ที่มีวรรณะสูงกว่าได้) 

ดังนั้น นอกจากวิชาเสกใบมะขามเป็นตัวต่อ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตัวต่อโดยตรงแล้ว ก็มีผู้ทรงวิทยาคมในอดีตบางท่าน นำตัวต่อมาทำเป็นอุปกรณ์ทางไสยศาสตร์ ที่ใช้ได้ผลเช่นเดียวกับแมงมุมเพชรฆาต คือ ส่งไปทำร้ายหรือฆ่าคนอื่นได้ จัดว่าเป็นมนต์ดำชนิดหนึ่งเช่นกันนะครับ บางตำราเรียกว่า หมากบิน
     
ตัวต่อที่ว่านี้ มักจะทำด้วยไม้ สำริด และโลหะอาถรรพณ์ต่างๆ รูปลักษณ์เหมือนตัวต่อจริงๆ บางทีมีจารอักขระตลอดตัว ที่ผมเคยเห็นนั้นมีขนาดใหญ่ ทำด้วยทองแดง ยาวตลอดตัวกว่า ๑ คืบ ที่ทำด้วยเนื้อดินก็เคยผ่านหูว่ามีเหมือนกัน แต่ไม่เคยเห็นจึงรับรองไม่ได้          

ตัวต่อที่ผมเคยเห็นมานั้น มีเรื่องเกี่ยวข้องพอจำมาเล่าได้เรื่องหนึ่งครับ 

กล่าวคือ ผู้เก็บไว้ในขณะนั้นตั้งสมญาว่า ต่อ ๑๔ ศพ ตามจำนวนคนที่สังเวยชีวิตให้มันไปแล้วก่อนหน้านั้น ๓ ศพในจำนวนนั้นเป็นหมอไสยเวทระดับอาจารย์ มีลูกศิษย์ลูกหาพอสมควร แต่ก็ยังพลาดท่าถูกมันทำร้ายเอาถึงแก่ชีวิตได้ 

เดชะบุญ ที่นอกจากเจ้าของเดิมแล้ว ไม่มีใครได้ใช้มันต่อมาอีก เมื่อเจ้าของเก่าตายก็เสื่อมไป เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นราวๆ ๕๐ ปีก่อนนักสะสมของแปลกท่านนั้นจะได้มาในที่สุดครับ

แต่ถึงกระนั้น กระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวของมันก็ยังมีอยู่ในเวลาที่ผมได้ไปเห็น จนไม่ว่าใครก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน          

เพราะเหตุใด ที่แม้แต่ผู้เล่นทางคาถาอาคมจึงยังพ่ายแพ้ตัวต่ออาถรรพณ์

คำตอบก็คือ วิชาการฆ่าคนด้วยตัวต่อเช่นนี้ ถือว่าเป็นวิชาร้ายแรงและป้องกันได้ยากยิ่ง เนื่องจากพญาต่อที่ผูกด้วยอาคมอย่างดีแล้ว จะสามารถบินไปทำร้ายใครที่ไหนก็ได้ โดยไม่มีใครเห็นตัว และยังดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้วมเตี้ยมอืดอาดเหมือนแมงมุมด้วย

ผู้ที่เป็นเป้าหมายของตัวต่อพวกนี้ ถ้าไม่เก่งจริง หรือไม่มีสิ่งคุ้มครองแล้ว จึงย่อมจะไม่สำเหนียกก่อนที่ภัยจะถึงตัว แม้ว่าในบ้านจะเลี้ยงผีพรายเลี้ยงกุมารทองไว้ แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าสิ่งเหล่านี้จะป้องกันเจ้าของบ้านจากตัวต่ออาถรรพณ์ได้  

เช่นกรณีของตัวต่อ ๑๔ ศพที่ผมเล่าไปแล้ว หนึ่งในหมอผีที่ตายนั้น ภายในบ้านของเขายังมีรูปปั้นกุมารทองที่มีเหล็กไนต่อปักกลางใบหน้า ทิ้งไว้เป็นหลักฐานอยู่ 

แสดงว่าต่อเพชรฆาต ลงมือ "ฆ่า" กุมารทอง ก่อนจะทันเตือนเจ้าของครับ 

พูดง่ายๆ ก็คือ กุมารทองแม้จะเก่งอย่างไร แต่ถ้ามองแง่หนึ่งก็เหมือนเด็ก เด็กเล็กๆ จะสู้กับต่อแตนได้นับว่าผิดวิสัย          

ธรรมชาติของสัตว์ จะแก้กันให้ได้ผลก็ต้องใช้สัตว์เหมือนกัน 

แต่แม้เราจะมีสัตว์มงคลที่มีอานุภาพปกป้องคุ้มครองในระดับสูง อย่างแมงมุมเพชรฆาต ก็ยังไม่อาจต่อกรกับตัวต่อนี้ได้ เพราะโดยธรรมชาติ แมงมุมก็แพ้ตัวต่ออยู่แล้ว 

เว้นแต่อาคมของเกจิอาจารย์ผู้ทำแมงมุม จะอยู่ในระดับสูงกว่าผู้ทำตัวต่อ แมงมุมจึงจะซุ่มดักตะครุบตัวต่อเสียก่อนได้           

สัตว์มงคลอื่นเช่นวัวหรือควายธนู ถ้าทำมาดีจริงก็พอป้องกันได้ แต่อาจมีการเล็ดลอดได้ด้วย เพราะความว่องไวผิดกัน

สัตว์มงคลที่มีอานุภาพป้องกันตัวต่อฝ่ายไสยดำได้อย่างแน่นอน จึงมีแต่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ครุฑ นาค ราชสีห์ หงส์ ถ้ามีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้อยู่ในบ้าน หรือพกติดตัวแล้ว ตัวต่ออาถรรพณ์ก็ไม่อาจทำอันตรายได้เลยครับ


พญาต่อหัวเสืออาคม ภาพจาก http://pralanna.com

ปัจจุบัน สายวิชาที่เกี่ยวกับตัวต่ออาถรรพณ์ประเภทนี้ จะยังคงมีอยู่มากน้อยแค่ไหน ผมไม่ทราบเหมือนกันนะครับ เคยเห็นนำมาประชาสัมพันธ์กันในบางเว็บไซต์ เรียกว่า พญาต่อหัวเสืออาคม เป็นขนาดห้อยคอ ไม่บอกแหล่งที่มา แต่ดูจากรูปแบบก็เห็นชัดว่าเป็นของเก่าอยู่นั่นเอง        

ส่วนตัวต่อที่นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องรางในไสยศาสตร์ไทยเราปัจจุบันนี้ ก็เช่นเดียวกับแมงมุม คือเป็นวิชาที่มีคุณในทางเรียกทรัพย์และปกป้องคุ้มครอง ไม่ใช่วิชาทำร้ายผู้อื่นอย่างของโบราณ เรียกว่า ต่อเงินต่อทอง

และที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุด ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา น่าจะเป็นวิชาที่ หลวงพ่อจืด นิมมฺโล สวนปฏิบัติธรรมโพธิเศรษฐี จ.นครปฐม พระเกจิอาจารย์ยุคปัจจุบันเป็นผู้ริเริ่มขึ้นครับ  

หลวงพ่อจืด เป็นศิษย์ของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง ได้สร้างต่อเงินต่อทองขึ้นมาโดยถือเอาคุณสมบัติของแมลงชนิดนี้ ซึ่งเป็นแมลงที่ขยันทำมาหากินมาก อีกทั้งชื่อของมันก็มีความเป็นมงคลในตัว คือหมายถึงทำให้เพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ  ต่อเงินต่อทองจึงเป็นเคล็ด หมายถึงมีเงินทองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยไป


พญาต่อเงินต่อทอง เนื้อไททาเนียม หลวงพ่อจืด สวนปฏิบัติธรรมโพธิเศรษฐี
ภาพจาก http://9.chaichana.com

และตัวท่านเอง ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้ศึกษาวิชาเสกใบมะขามเป็นตัวต่อมาแล้ว เรียกได้ว่า เป็นปรมาจารย์ของการสร้างตัวต่ออาถรรพณ์ในปัจจุบัน ที่สามารถนำสัตว์ที่น่ากลัวชนิดนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้     

นับตั้งแต่พ.ศ.๒๕๔๓ จนถึงปัจจุบันนี้ ต่อเงินต่อทองของหลวงพ่อจืดมีการสร้างออกมาหลายรุ่น ทั้งแบบเนื้อผงซึ่งเป็นตัวต่อตัวเดียวก็มี คู่ก็มี และแบบลอยตัวทำด้วยโลหะและผงรังต่อ แบบแผ่นทำด้วยโลหะ รวมถึงแบบที่เป็นลูกอม บางรุ่นมีการฝังผลอย บางรุ่นเกาะอยู่บนหยกทรงกลม ทำเป็นจี้ห้อยคอหรือทำเป็นแหวนและกำไล ด้วยเนื้อทองขาวสวิสก็มี

ที่น่าสนใจคือ ลูกอมพญาต่อเงินต่อทองขนาดบูชา ขนาด ๒ นิ้ว รุ่นไหว้ครู ๕๑ ซึ่งนับเป็นการสร้างสัตว์มงคลชนิดนี้ในขนาดบูชาขึ้นเป็นครั้งแรก


ลูกอมพญาต่อเงินต่อทองขนาดบูชา รุ่นไหว้ครู ๕๑ ภาพจากทางวัด

แต่ผมว่าน่าเสียดายครับ ที่เป็นการสร้างแบบลูกอม ถ้าสร้างลอยตัวแบบพระบูชาหลวงพ่อจืดนั่งต่อเงินต่อทอง ก็จะถือเป็นประวัติศาสตร์ของการสร้างต่อเงินต่อทองขนาดบูชาครั้งแรกในเมืองไทยยุคปัจจุบันได้ แล้วก็คงน่ากลัวพอๆ กับตัวต่อ ๑๔ ศพที่ผมเคยเห็นมานั่นละครับ
         
ความโด่งดังของต่อเงินต่อทองหลวงพ่อจืด ทำให้มีการเผยแพร่วัตถุมงคลประเภทเดียวกันนี้ของเกจิอาจารย์สำนักอื่นให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เช่น หลวงพ่อคง วัดแค จ.สุพรรณบุรี ที่มีรูปเหมือนของหลวงพ่อคง อดีตพระเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในวิชาอาคมสายนี้ นั่งอยู่บนพญาต่อขนาดยักษ์อยู่ในบริเวณวัด ดังภาพประกอบบทความนี้นั่นแหละครับ

ทางวัดได้สร้างพญาต่อเงินต่อทอง ด้วยผงรังต่อปิดเงินและทอง ออกให้บูชาเป็นคู่มาแล้วหลายรุ่น รุ่นล่าสุดเป็นของ มูลนิธิสมภารคง สร้างในปลายปีพ.ศ.๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ค่าบูชาเพียงคู่ละ ๓๐๐ บาทเท่านั้น รูปแบบสวยงามพอสมควร ไม่ทราบว่าจนถึงเวลานี้ ทางวัดจะมีเหลืออยู่บ้างหรือไม่


พญาต่อเงินต่อทอง วัดแค จ.สุพรรณบุรี
ภาพจาก http://www.web-pra.com
         
การเลี้ยงต่อเงินต่อทอง แม้ว่าจะเป็นสัตว์มงคลเรียกทรัพย์ ก็ไม่ควรเลี้ยงไว้ใกล้กับแมงมุม เพราะเป็นอริกัน และแมงมุมซึ่งดักโชคดักลาภเก่งกว่าต่อ อาจถูกต่อฆ่านะครับ แล้วถ้าเช่นนั้นก็จะกลายเป็นอาถรรพณ์ ทำให้ผู้บูชาสูญสิ้นโชคลาภแทน จึงควรเลือกเลี้ยงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง  

ทีนี้ก็มาถึงแมลงชนิดสุดท้ายละครับ ที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ คือ จั๊กจั่น หรือที่คนไทยรุ่นเก่าเรียกว่า เรไร

ใครก็ตามที่ชอบแมลง มักจะชอบจั๊กจั่น เพราะเป็นแมลงที่สวยงามชนิดหนึ่ง แม้จะเป็นความสวยงามที่คงอยู่ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ

เพราะช่วงชีวิตที่ยาวนานที่สุดของมัน คือระยะที่มันเป็นตัวอ่อน ซึ่งกินเวลา ๔-๖ ปี มันอาศัยอยู่ใต้ดิน ดูดกินน้ำเลี้ยงจากรากไม้ ไม่มีใครเห็นตัวหรอกครับ จนกระทั่งถึงช่วงสุดท้าย มันจึงจะปีนขึ้นบนต้นไม้ ลอกคราบกลายเป็นตัวเต็มวัย ให้เราได้เห็นถึงความสวยงามของมัน

และตัวเต็มวัยทั้งหมด ก็จะจับคู่ผสมพันธุ์กัน แล้วมีชีวิตต่อไปได้อีกไม่เกิน ๒ เดือนเพื่อจะวางไข่ หลังจากตัวเมียวางไข่เสร็จ มันก็จะหมดอายุขัยตายจากไป ส่วนจั๊กจั่นตัวผู้นั้นตายไปก่อนแล้วละครับ      

ในการจับคู่ผสมพันธุ์ จั๊กจั่นตัวผู้ต้องใช้วิธีส่งสัญญาณเรียกตัวเมีย ด้วยการทำเสียงออกมาจากอวัยวะพิเศษ ซึ่งอยู่บริเวณส่วนท้องช่วงที่ต่อกับส่วนอกของมัน ซึ่งพวกเราโดยทั่วไปมักจะนึกว่ามันกรีดปีก 

อวัยวะพิเศษนี้ ทำให้เกิดเสียงดังไปได้ในระยะไกล จั๊กจั่นตัวเมียสามารถที่จะตามเสียงนั้นมาได้ถูกต้อง ต่อให้มีจั๊กจั่นตัวผู้ทำเสียงดังพร้อมๆ กันทั้งป่า ตัวเมียก็แยกออก และตามไปเฉพาะเสียงที่ถูกใจมันได้ แปลกมั้ยล่ะครับ          

เสียงจั๊กจั่นในฤดูผสมพันธุ์นั้น แม้จะหนวกหูเอาการ แต่ในทางมายาศาสตร์ มันคือเสียงแห่งความอุดมสมบูรณ์และธรรมชาติอันผาสุก 

เพราะประการแรก เป็นเสียงที่เรียกให้ตัวเมียมาหา เท่ากับเป็นพลังทางเมตตามหานิยม 

ประการต่อมา มันเป็นสื่อที่ใช้เพื่อการผสมพันธุ์ จึงเป็นพลังอำนาจแห่งความอุดมสมบูรณ์ 

และประการสุดท้าย มีแต่ป่าสมบูรณ์เท่านั้นที่จะมีจั๊กจั่นมากๆ เสียงจั๊กจั่นจึงเป็นเครื่องแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และธรรมชาติที่ร่มเย็นเป็นสุขสำหรับการใช้ชีวิตไงครับ   


ภาพจาก http://www.sciencealert.com

ด้วยพลังอำนาจและคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นเหตุให้มีการนำจั๊กจั่นมาทำเป็นวัตถุมงคล ที่เน้นอานุภาพในทางเมตตามหานิยม และส่งเสริมให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในทางโภคทรัพย์เป็นหลัก 

ส่วนคุณวิเศษในด้านอื่น เช่นการปกป้องคุ้มครองนั้น โดยหลักการแล้วหวังผลได้น้อยกว่าสัตว์มงคลชนิดอื่น เพราะธรรมชาติของจั๊กจั่นไม่ใช่สัตว์ที่เป็นผู้ล่า หรือแม้จะปกป้องตนเองก็ไม่ได้

ในไสยศาสตร์ไทย มีผู้คิดค้นวิชาจั๊กจั่นมหาลาภไว้หลายสำนักด้วยกัน แต่ไม่ได้รับความนิยม กว่าจะตกมาถึงปัจจุบันก็เป็นวิชาที่แทบจะสูญแล้ว

เท่าที่รู้จักกันเมื่อราวๆ สิบกว่าปีที่ผ่านมา เห็นจะมีแต่ของ พระอาจารย์สุนทร  ปัญญาวชิโร (หลวงพ่อเณร) อาศรมวังมัจฉาป่าช้าเกาะลอย จ.ลพบุรี เมื่อพ.ศ.๒๕๔๖ โดยใช้มวลสารหลัก คือจั๊กจั่นตายพรายจำนวน ๑๐๙ ตัว  ซึ่งผมไม่แนะนำให้ไปแสวงหามาครอบครองนะครับ เพียงแต่นำมาบันทึกไว้เท่านั้น เพราะเมื่อทำจากซากสัตว์ก็ต้องนับว่าเป็นมนต์ดำอย่างแน่นอน

ปัจจุบันก็ยังมีบางสำนัก นำซากจั๊กจั่นมาจารอักขระ ปิดทองคำเปลว และขึงให้กางปีกแบบแมลงสตั๊ฟฟ์ขายฝรั่งตามแหล่งท่องเที่ยวน่ะแหละครับ ใครอยากไปซื้อซากแมลงมาบูชาก็แล้วแต่ใจ ผมไม่สนับสนุน และไม่เคยได้ยินว่ามีคุณวิเศษอะไรด้วย

พูดถึงจั๊กจั่นจำพวกนี้แล้ว ก็ขอเสริมเกี่ยวกับ ว่านจั๊กจั่น ที่นิยมกันมากในวงการเครื่องรางของขลังไทยเมื่อราวๆ สิบกว่าปีก่อนสักหน่อยนะครับ

ความจริงก็ไม่ใช่ของวิเศษอะไรหรอกครับ มันคือตัวอ่อนของจั๊กจั่นที่ตายอยู่ในดินเพราะติดเชื้อรา แล้วเชื้อรานั้นก็งอกจากซากของมันขึ้นมาเหนือพื้นดิน คล้ายๆ ต้นพืช เพื่อส่งสปอร์ออกไปเท่านั้นเอง คนที่ไม่มีความรู้เรื่องธรรมชาติ ก็ถูกหลอกให้ซื้อซากจั๊กจั่นขึ้นราเหล่านี้ด้วยเงินเป็นพันเป็นหมื่น

แต่ก็ยังโชคดีครับ ที่มีเกจิอาจารย์ยุคปัจจุบัน คือ ท่านพ่ออาด พุทธญาโณ วัดตะพุนทอง จ.ระยอง ท่านเป็นผู้สืบทอดวิชาสาย หลวงพ่อโต วัดชากกระโดน ได้สร้างเครื่องรางจั๊กจั่นด้วยเนื้อโลหะชนิดต่างๆ ไว้อย่างสวยงามมาก คือ พญาจั๊กจั่นมหาลาภ รุ่นกลับดวง ออกให้บูชาเมื่อพ.ศ.๒๕๕๑ ตามภาพประกอบข้างล่างนี้ละครับ


พญาจั๊กจั่นมหาลาภ พ่อท่านอาด วัดตะพุนทอง
ภาพจาก http://tarad.pramai.com

นับว่าเป็นวัตถุมงคลที่สวยงามน่าใช้และน่าสะสมจริงๆ อานุภาพก็โดดเด่นทางเรียกทรัพย์ มีประสบการณ์พอสมควร แล้วก็ยังพอหาเช่าบูชาตามเว็บไซต์ต่างๆ ได้ในขณะนี้
        
ส่วนถ้าใครอยากได้เครื่องรางรูปจั๊กจั่น ขนาดตั้งโต๊ะ ลองหาเอาจากร้านขายวัตถุมงคลจีนก็ได้ครับ เพราะในมายาศาสตร์จีน จั๊กจั่นก็เป็นสัตว์มงคลที่ถูกนำมาใช้สร้างเป็นเครื่องรางของขลังเช่นกัน

ในคติจีนโบราณ จั๊กจั่น () เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ และชีวิตที่ดีในสัมปรายภพ มีการสร้างเครื่องรางรูปจั๊กจั่นหยกสำหรับใส่ปากคนตาย ปัจจุบันประเพณีนี้ได้สาบสูญไปแล้ว 

แต่วัตถุมงคลรูปจั๊กจั่นยังมีคนทำกันอยู่ และการสื่อความหมายถึงชีวิตหลังความตายก็ลดบทบาทลงไป จั๊กจั่นของชาวจีนในสมัยนี้ คงเหลือเฉพาะพลังสำหรับคนที่ยังมีชีวิต คือเสริมบารมีในด้านของความเป็นอมตะ หรืออายุยืนเท่านั้น นอกจากนั้นบางคนก็เชื่อว่าจะนำโชคลาภมาให้ด้วยครับ


จั๊กจั่นแบบพกพา แกะจากหิน Tiger Eye ฝีมือช่างจีนปัจจุบัน
ภาพจาก http://th.aliexpress.com

จั๊กจั่นที่เป็นวัตถุมงคลจีน มีทั้งแบบพกติดตัว เพื่อเสริมบารมีในด้านที่กล่าวแล้ว และแบบตั้งโต๊ะ เพื่อเสริมฮวงจุ้ย ทั้งสองแบบไม่มีการปลุกเสกแต่อย่างใด

เพราะไสยเวทจีน ใช้หลักสัญลักษณ์ศาสตร์ ที่สื่อพลังกันด้วยลักษณะของรูปภาพ ผลอาจจะไม่ชัดเจนสัมผัสได้ง่าย อย่างไสยศาสตร์ไทย แต่ถ้าชอบ ซื้อมาพกพาหรือแต่งบ้านเล่นก็ไม่เสียหายอะไรครับ


...............................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด




วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

พระพิราพ

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์



ภาพจาก http://horoscope.thaiza.com

เรื่องขององค์พระพิราพ บรมครูฝ่ายอสูรที่มีอิทธิฤทธิ์ มีความขลังศักดิ์สิทธิ์ และดุร้ายน่าเกรงกลัวที่สุดในบรรดาครูนาฏศิลป์ไทยทั้งหมด เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน แต่ไม่ค่อยจะลงรอยกัน

ตามคติความเชื่อที่กำลังเป็นกระแสหลัก ในวงการนาฏศิลป์ไทยเวลานี้ เชื่อกันว่า ท่านเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะ ที่เรียกกันว่า ไภรวะ หรือ ไภรพ (Bhairava) และ วีรภัทร (Virabhadra)

คติความเชื่อดังกล่าวนี้ มาจากข้อสันนิษฐานของ ศ.ดร.มัทนี รัตนิน เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ ครับ

ทั้งไภรวะ และ วีรภัทร เป็นเทพอสูรที่ได้รับการนับถือมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เมื่อศาสนาฮินดูไศวะนิกายแพร่ไปถึง จึงได้มีการแต่งเทพนิยายรวมเอาอสูรทั้งสองตนนี้ เข้าเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะ


อสูรไภรวะ ปัจจุบันจัดแสดงที่พิธภัณฑ์ Guimet ฝรั่งเศส

โดยไภรวะกลายเป็นปางดุของพระศิวะ ซึ่งตัดเศียรที่ห้าของพระพรหม และเพราะผลกรรมนั้นทำให้ไภรวะต้องตระเวนไปทั่วโลกเพื่อขอทาน โดยใช้เศียรที่ห้าของพระพรหมนั่นแหละเป็นบาตร จนถึงเมืองพาราณสี (กาศี) บาตรนั้นจึงหายไป

และไภรวะกลายเป็นเทพารักษ์ประจำป่าช้าของกรุงพาราณสี ผู้ใดนำเนื้อดิบและเหล้าไปเซ่นสังเวย ไภรวะจะกินบาปของผู้นั้น ผู้นั้นก็เป็นอันพ้นจากบาปที่ก่อขึ้น

ส่วนวีรภัทร เกิดเมื่อพระทักษะจัดยัญญพิธีใหญ่โตแล้วไม่เชิญพระศิวะ เป็นเหตุให้พระสตี (ชายาของพระศิวะ-ธิดาของพระทักษะ-ชาติก่อนของพระอุมา) เสียพระทัย โดดเข้ากองไฟที่ใช้ในพิธีนั้นจนสิ้นพระชนม์ พระศิวะทรงพิโรธ บันดาลให้เกิดอสูรวีรภัทรเข้าทำลายพิธีของพระทักษะ และตัดเศียรพระทักษะขาดกระเด็น จนต้องมีการนำหัวแพะมาเปลี่ยนให้ในภายหลัง


อสูรวีรภัทร ภาพจาก http://www.junglekey.in

เหตุที่ทำให้เชื่อกันว่า พระพิราพของไทย เป็นองค์เดียวกับไภรวะ และ วีรภัทร อันเป็นภาคดุร้ายของพระศิวะ เนื่องจากคนไทยรุ่นเก่าจำนวนหนึ่ง นิยมเรียกพระพิราพว่า พิราพป่า ขณะที่คนอินเดียใต้ หรือทมิฬ ก็เรียกไภรวะและวีรภัทรว่า พิราปปา (Birappa)

เหมือนกันมั้ยล่ะครับ?

ที่เมืองพาราณสี หรือ กาศี ยังมีเทวาลัยประดิษฐานพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ในรูปของศิวลึงค์ เรียกว่า วิศวนาถ หรือ กาศีลิงคะ และมีรูปของไภรวะ ในลักษณะของเสาหินที่มียอดเป็นหน้าอสูรเฝ้าคอยพิทักษ์รักษา

ไภรวะผู้พิทักษ์เทวสถานสำคัญนี้ เรียกกันว่า กาศีลิงคะพิราปปา (Kasilinga Birappa) ซึ่งคนฮินดูยังคงพากันเซ่นสังเวยด้วยเนื้อดิบและเหล้า เหมือนกับเครื่องเซ่นของพระพิราพจนทุกวันนี้

ดังนั้น จึงทำให้เกิดกระแสความเชื่อที่ดูเหมือนจะมีหลักฐานหนักแน่นว่า พระพิราพของไทย ก็คือพระพิราปปาของอินเดียใต้นั่นเอง

ทั้งๆ ที่คติการบูชาพิราปปาในอินเดีย ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์ หรือระบำรำฟ้อนอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวครับ


ไภรวะ ภาพจาก http://svayambhu.blogspot.com

ผู้เชื่ออย่างนี้ จึงต้องพยายามอธิบายว่า เนื่องจากพิราปปาเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะ ซึ่งบุคลิกภาพหนึ่งของพระองค์ คือ นาฏราช เจ้าแห่งการฟ้อนรำ ดังนั้น พระพิราพไทยซึ่งเป็นองค์เดียวกับพิราปปา จึงย่อมเป็นครูแห่งการฟ้อนรำด้วย

ซึ่งในทางเทววิทยา อธิบายกันง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้นะครับ

เพราะพิราปปาเป็นภาคดุร้ายที่เกิดจากองค์พระศิวะในฐานะที่เป็นเทพผู้ทรงพรต ไม่ใช่เกิดจากพระศิวะนาฏราช ซึ่งเป็นภาคที่นับถือกันว่าเป็นบรมครูแห่งการฟ้อนรำ

เมื่อไม่ได้แบ่งภาคมาจากองค์นาฏราชาโดยตรง เป็นเพียงการแบ่งภาคมาจากมหาเทพ ซึ่งทรงมีทิพยภาวะหนึ่งเป็นนาฏราชาเท่านั้น ทางเทววิทยาก็ถือว่า ยังเชื่อมโยงกันได้ไม่สนิทครับ

ถ้าจะอธิบายว่า พระพิราพเป็นครูฟ้อนรำ ครูโขนละคร และเกี่ยวข้องกับพระศิวะ รวมทั้งไภรวะ และวีรภัทรได้อย่างสมเหตุสมผล เราจะต้องย้อนกลับไปยังเรื่องราวเก่าแก่ ที่ชาวนาฏศิลป์พากันมองข้ามไป

นั่นก็คือ เรื่องราวของ พิราพ ยักษ์ชื่อเดียวกัน ซึ่งเป็นเจ้าของสวนป่าอันสวยงาม มีต้นไม้สำคัญคือต้นชมพู่พวาทอง ที่ถูกพระรามสังหารในเรื่องรามเกียรติ์นั่นเอง

ยักษ์ตนนี้ ชาวโขนละคร ตลอดจนผู้สนใจรามเกียรติ์รู้จักกันดี ไม่มีความลี้ลับอะไรทั้งสิ้น

แต่สาเหตุที่เรื่องของยักษ์ตนนี้ ไม่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับพระพิราพ ที่เป็นบรมครูฝ่ายอสูรในปัจจุบัน เพราะเกิดความเข้าใจผิดกันว่า ท่านเป็นเพียงยักษ์เฝ้าสวนธรรมดาๆ ตนหนึ่ง ที่ถูกพระรามสังหารเท่านั้น

ดังมีเรื่องราวใน บทละครรามเกียรติ์ ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ พอสรุปได้โดยสังเขปว่า พิราพ เป็นอสูรเทพบุตรที่พระอิศวรให้ลงไปเกิดในโลก

ซึ่งความจริง บทพระราชนิพนธ์ดังกล่าว มิได้ระบุว่า ท่านเป็นยักษ์ธรรมดาๆ อย่างที่คิดกัน

เพราะในการไปเกิดนั้น พระอิศวรประทานกำลังพระสมุทรและพระเพลิงให้ ทั้งยังประทานที่ดินให้สร้างอุทยานปลูกไม้ดอกไม้ผลไว้ที่เชิงเขาอัศกรรณ ให้บริวารที่เป็นรากษสเฝ้า เอาไว้สำหรับสัตว์ใหญ่น้อยหลงเข้าไปในสวนนั้นจะได้จับกินเป็นอาหาร

พิราพ ในรามเกียรติ์ จึงไม่ใช่ยักษ์เฝ้าสวน แต่เป็นพญายักษ์ที่มีสวน หรือ อุทยานใหญ่เป็นของตนเอง มีบริวารนับพันนับหมื่นคอยเฝ้าดูแลสวนนั้นให้ด้วย


ภาพจาก http://www.soccersuck.com

สวน หรือ อุทยาน คติโบราณถือเป็นสมบัติของคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ไม่ใช่ของธรรมดาๆ ที่ใครๆ จะมีได้นะครับ

ถ้าเป็นมนุษย์ ก็ต้องระดับกษัตริย์ หรืออย่างน้อยมหาเศรษฐี เช่น ท่านอนาถบิณฑิกะ และ ท่านวิสาขามหาอุบาสิกา ในสมัยพุทธกาล

ถ้าระดับเทพ ก็เช่นพระอินทร์ ที่มีอุทยานเป็นของพระองค์เอง เทพอื่นไม่ค่อยมีบันทึกไว้ว่ามีสวนหรืออุทยานนะครับ

พิราพ คือพญายักษ์ที่มีสวนป่า หรืออุทยานเป็นของตนเอง จึงน่าจะมีศักดิ์ไม่น้อยกว่าบรรดาเครือญาติของทศกัณฐ์ เพียงแต่ไม่ได้ครอบครองบ้านเมืองที่ไหนเท่านั้น

และพิราพก็ชอบสวนของตนมาก คอยจัดแต่งดูแลให้สวยงามอยู่เสมอ ทั้งยังได้ปลูกต้นไม้สำคัญ คือ ต้นชมพู่พวาทองไว้ ซึ่งผลของมันมีรสชาติอร่อยอย่างวิเศษ

อยู่มาวันหนึ่งพระราม พระลักษมณ์ พระนางสีดาหลงเข้าไปในอุทยานนั้น พวกรากษสเข้าโจมตี ก็ถูกพระลักษมณ์ฆ่าตายไปเป็นอันมาก

พิราพกลับมาเห็นเข้าก็โกรธ เข้าต่อสู้กับพระรามก็ถูกพระรามสังหารด้วยศรพรหมาสตร์ แล้วพระราม พระลักษมณ์ พระนางสีดาก็เสด็จต่อไป

บทบาทของพิราพ ในรามเกียรติ์ของไทย มีอยู่เพียงเท่านี้ หลายๆ คนจึงเข้าใจผิดไปว่าเป็นเพียงยักษ์ที่ด้อยศักดิ์ จนไม่เห็นเหตุที่จะพาให้เกิดการนับถือเป็นบรมครูฝ่ายอสูรได้

แต่ อ.ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ในรามายณะหลายฉบับของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นฉบับวาลมีกิ เบงกอล กัมปันฯลฯ รวมทั้งมหาภารตะ ต่างพากันกล่าวถึง วิราธ (Viradha : विराध) ซึ่งมีเรื่องราวเหมือนพิราพในรามเกียรติ์ของไทย ในฐานะพญายักษ์ที่สำคัญตนหนึ่ง

เนื่องด้วยชาติเดิมของท่านคือ ตุมพุรุ (Tumburu : तुम्बुरु) เจ้าแห่งคนธรรพ์ อมนุษย์ผู้ชำนาญการร้องรำทำเพลงแห่งป่าหิมพานต์ครับ


เทพคนธรรพ์ ตุมพุรุ ตามประติมานวิทยาอินเดียในปัจจุบัน

อ.ศิริพจน์ กล่าวว่า ตุมพุรุ ตามความเชื่อของอินเดีย คือผู้ขับกล่อมเพลงดนตรีได้ไพเราะที่สุดในสามโลก ถึงขนาดที่ว่าในมหาภารตะ ยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน ๔ คนธรรพ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด

และสาเหตุที่ วิราธ เป็นที่เคารพบูชา และเชื่อมโยงกับพระศิวะ ก็เพราะในคัมภีร์ต่างๆ ในสายตันตระของไศวะนิกาย เช่น คัมภีร์วินาศิขตันตระ ของเนปาล กล่าวว่า ตุมพุรุเป็นรูปปรากฏปางหนึ่งขององค์พระศิวะ

รวมทั้งคัมภีร์อื่นๆ ในลัทธิเดียวกันนี้ ก็กล่าวถึงการปรากฏตัวของตุมพุรุใน ๒ ลักษณะ คือ ราชาแห่งคนธรรพ์ และภาคหนึ่งของพระศิวะ

โดยในบุคลิกภาพที่เป็นภาคหนึ่งของพระศิวะนั้น ตุมพุรุจะมีลักษณะดุร้าย จนคัมภีร์บางเล่มเช่น สตธรรมตีปิกา กล่าวว่าเป็นไภรวะ ตรงกับข้อสันนิษฐานของ ศ.ดร.มัทนี รัตนิน อย่างไม่อาจปฏิเสธ

แต่ในหนังสืออื่นๆ ที่กล่าวว่า ตุมพุรุคือพระศิวะ เช่น คัมภีร์โยคะวาสิษฐะ รามายณะ ก็กล่าวถึงการปรากฏตัวพร้อมกันของตุมพุรุ และไภรวะ จึงไม่อาจเป็นบุคคลคนเดียวกันได้

สาเหตุที่ตุมพุรุ กลายเป็นยักษ์วิราธ ประการหนึ่งจึงอาจเพราะเป็นภาคดุร้ายของพระศิวะดังกล่าวแล้ว แต่อีกประการหนึ่งก็เพราะต้องคำสาป

ดังปรากฏในรามายณะหลายฉบับ เช่นฉบับแปลภาษาอังกฤษโดย ราเมศ เมนอน และแปลเป็นภาษาไทยโดย วรวดี วงศ์สง่า พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์เมืองโบราณ พ.ศ.๒๕๕๑ กล่าวว่า วิราธ (ผู้แปลใช้คำว่า พิราพ) คือตุมพุรุ เจ้าแห่งคนธรรพ์ที่ถูกท้าวกุเวรสาปให้ไปเกิดเป็นยักษ์ หรือพญารากษสอยู่ในป่าทัณฑกะ จนกว่าจะถูกพระรามมาสังหาร จึงจะคืนร่างเป็นตุมพุรุเหมือนเดิม


วิราธรบกับพระราม ภาพจาก http://www.flickr.com

ซึ่งถ้าไปดูใน https://en.wikipedia.org/wiki/Tumburu หัวข้อ In the Ramayana: Viradha และ https://en.wikipedia.org/wiki/Viradha ก็จะมีข้อมูลในเรื่องนี้ปรากฏอย่างชัดเจนครับ

อ.ศิริพจน์กล่าวว่า ชนชาติขอมโบราณ รู้จักตุมพุรุในฐานะที่เป็นภาคหนึ่งของพระศิวะเป็นอย่างดี เช่นมีการกล่าวถึงในจารึกที่มีชื่อเสียงอย่าง จารึกปราสาทสด๊กก๊อกธม และพวกเขาก็รู้จัก วิราธ ในฐานะของตุมพุรุที่ถูกสาปด้วย

คติความเชื่อนี้ได้สืบทอดผ่านอยุธยา มาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ เพียงแต่หลงลืมรายละเอียดไปมาก จดจำกันได้เพียงว่า วิราธไม่ใช่ยักษ์ธรรมดา แต่เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่ ดังมีร่องรอยอยู่ในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ครั้งรัชกาลที่ ๑ ที่กล่าวว่า พระอิศวรประทานกำลังพระสมุทรและพระเพลิงให้นั่นเอง

ปัจจุบัน ในประเทศอินเดียยังคงมีคติการบูชาตุมพุรุ อยู่ในอาศรมฝ่ายนาฏดุริยางคศาสตร์หลายแห่ง แม้จะไม่ถึงกับเป็นเทพสำคัญระดับแถวหน้าในเทววิทยาฮินดู แต่ท่านก็เป็นที่รู้จักในแวดวงของศิลปิน นักแสดงละครอินเดียในทุกวันนี้


ตุมพุรุ (ที่ ๒ จากซ้าย) พร้อมด้วยพระลักษมณ์ พระนารท และพระพิเภก
เป็นพยานการบูชาศิวลึงค์แห่งราเมศวรัม โดยพระรามและพระนางสีดา
ภาพเขียนอินเดียสมัยปัจจุบัน

ราชาแห่งคนธรรพ์ท่านนี้ ยังมีชื่ออยู่ใน สักกปัญหสูตร ของศาสนาพุทธอีกด้วย โดยมีชื่อว่า ติมพรุ มีลูกสาวชื่อ นางสุริยวัจฉสา ซึ่งพระอินทร์ได้ประทานเป็นชายาของ พระปัญจสิขร อันเนื่องมาจากพระปัญจสิขรเป็นผู้นำพระอินทร์กับบริวารเข้าเฝ้าทูลธรรมปัญหา และฟังธรรมจากพระพุทธองค์ได้สำเร็จ

ด้วยข้อมูลเหล่านี้ ผมจึงคิดว่า เราน่าจะสรุปได้แบบนี้นะครับ :

๑) การที่รามเกียรติ์ไทย รับเรื่องราวของ วิราธ มาบรรจุไว้ ก็เพราะดำเนินเรื่องตามรามายณะของอินเดีย อันเป็นวรรณคดีไวษณพนิกาย

๒) แต่การที่รามเกียรติ์ไทยเรียก วิราธ ว่า พิราพ อาจเป็นเพราะรับคติเรื่องความสัมพันธ์กับพระศิวะ ไภรวะ และวีรภัทร ตามคัมภีร์ไศวะนิกายตันตระ และรู้ว่าไภรวะและวีรภัทรมีนามว่า พิราปปา ในภาษาทมิฬ

ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงกล่าวถึง วิราธ ในบทละครรามเกียรติ์ โดยทรงเรียกว่า พิราพ โดยตลอด

และ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) จึงแต่งโคลงบรรยายองค์พระพิราพไว้ว่า

.....พิราพพิโรธร้าย....เริงหาญ
แรงราพคอนคชสาร...สิบไต้
สีม่วงแก่กายมาร........วงทัก ษิณานอ
สวนปลูกพวาทองไว้...สถิตย์แคว้นอรรศกรรณฯ

ท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ที่วงการนาฏศิลป์ไทยยกย่องเป็นท่ารำสูงสุด มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีระเบียบแบบแผนที่ซับซ้อนมากมาย ก็มีผู้อธิบายว่า เดิมเป็นท่ารำของครูยักษ์ เพื่อประสิทธิ์ประสาทพรชัยมงคลให้แก่บรรดาสานุศิษย์ ตลอดจนผู้ชมที่อยู่ในที่แสดง




แต่บางแหล่งระบุว่า ครูยักษ์ท่านนี้ปรากฏกายในสวน กระบวนท่ารำฉบับเต็มเริ่มตั้งแต่ก่อนนำต้นชมพู่พวาทองไปปลูก จนกระทั่งสู้รบและพ่ายแพ้ต่อพระราม เพียงแต่ในเวลาต่อมา ไม่มีการแสดงตอนสู้กับพระรามอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้นจึงมีผู้สรุปว่า ท่ารำนี้ เป็นท่ารำของ พิราพ ในบทละครรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ ๑ และเป็นยักษ์ตนเดียวกับ วิราธ ที่รามเกียรติ์ไทยดัดแปลงมาจากรามายณะของอินเดีย

การรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับไสยศาสตร์ไทย ดังที่มือขวาของศิลปินผู้แสดงจะถือหอกยาวเป็นอาวุธ

หอกนี้มีด้ามเป็นไม้ไผ่ เป็นลักษณะพิเศษซึ่ง นายรงภักดี (เจียร  จารุจรณ) ศิลปินแห่งชาติ บรมครูผู้ถ่ายทอดการรำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ อธิบายว่า เอาไว้ขับไล่ภูตผีปีศาจ

ขณะที่ อ.เอกรินทร์ พงศ์พันธุ์เดชา ผู้สืบทอดการรำหน้าพาทย์องค์พระพิราพท่านหนึ่งในปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า เป็นคติที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงพิธีกรรมเกี่ยวแก่การบูชาผี ในไสยศาสตร์ไทยที่มีมาแต่เดิมได้

ส่วนมือซ้ายของผู้รำ ถือก้านใบมะยม  ซึ่งเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีนามพ้องกับไม้ยมทัณฑ์ของพระยม และในพิธีกรรมทางพุทธศาสนา มักใช้ก้านใบมะยมในการประพรมน้ำมนต์  ดังที่นายรงภักดีอธิบายว่า พระพิราพถือกำก้านใบมะยม เป็นการประพรมน้ำมนต์ให้กับศิษย์

การรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ และคติความเชื่อทั้งหมดเกี่ยวแก่บรมครูฝ่ายอสูรองค์นี้ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เป็นการรวบรวมภูมิปัญญาไทยโบราณหลายแขนงเข้าด้วยกัน

โดยมีพื้นฐานอยู่บนร่องรอยของคติความเชื่อเก่าแก่ ตั้งแต่ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา ที่สืบทอดตำนานของตุมพุรุ เจ้าแห่งคนธรรพ์ ผู้มีความเกี่ยวข้องกับพระศิวะ ไภรวะ และ วีรภัทร

การที่พระพิราพได้รับการนับถือในวงการนาฏศิลป์ไทย จึงไม่ใช่เพราะท่านเป็นพญายักษ์ ที่เกี่ยวข้องกับสวน 

แต่เพราะชาติกำเนิดเดิมของท่าน คือเจ้าแห่งคนธรรพ์ ผู้เชี่ยวชาญการร้องรำทำเพลง เป็นบรมครูฝ่ายนาฏศิลป์โดยแท้

และเพราะท่านเกี่ยวข้องกับพระศิวะมหาเทพ ผู้ทรงเป็น นาฏราช ด้วยเช่นกัน


ศีรษะพระพิราพ หน้าทอง ในงานไหว้ครูหุ่นละครเล็ก คณะโจหลุยส์
บันทึกภาพโดย อรชร เอกภาพสากล

สรุป (อีกที) ก็คือ คติความเชื่อกระแสหลักของชาวนาฏศิลป์ส่วนมากในปัจจุบัน ที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างพระพิราพ กับพระศิวะ และอสูรไภรวะนั้น ถูกต้องแล้วครับ

แต่หลักฐานที่จะพิสูจน์ความถูกต้องของคติความเชื่อนี้ กลับเป็นเรื่องของพญายักษ์ตนหนึ่ง ที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงยักษ์เฝ้าสวนมาตลอด จนไม่มีใครกล้าที่จะเอามาเชื่อมโยงกับองค์บรมครูฝ่ายอสูร ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในบรรดาครูทุกองค์ของนาฏศิลป์ไทย

ทั้งๆ ที่ในบทละครรามเกียรติ์ครั้งรัชกาลที่ ๑ นั้นก็ระบุไว้ชัดเจน ว่าพระพิราพเป็นใคร ก็ยังมีการพยายามหาคำอธิบายกันไปทางอื่น ด้วยความเข้าใจผิดดังกล่าว จนบางสำนักถึงกับยืนยันว่า พิราพในบทพระราชนิพนธ์นั้นเป็นการสับสนเรื่องชื่อ

ในการตอบคำถามเกี่ยวกับพระพิราพ ในเว็บ aromamodaka.com เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งบางท่านนำไปอ้างอิงในเว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับพระพิราพ และสามารถค้นหาได้ง่ายในอินเตอร์เน็ตนั้น ผมตอบอย่างย่นย่อและมีรายละเอียดที่น้อยเกินไป อีกทั้งข้อมูลบางส่วนยังล้าสมัยด้วย

ดังนั้น หากท่านใดเคยอ่านการตอบคำถามของผมดังกล่าวแล้ว ผมขอให้ท่านเปลี่ยนมายึดถือบทความนี้แทนนะครับ

เพราะเป็นการคัดย่อจากแหล่งข้อมูลสำคัญๆ ที่ผมค้นคว้ามาได้ในปัจจุบัน จึงเป็นอันตัดเรื่องความล้าสมัย และการขาดรายละเอียดที่จำเป็นได้

ยิ่งท่านที่จะนำไปอ้างอิงในที่อื่นใด ยิ่งควรจะอ้างจากบทความนี้เป็นดีที่สุด จะได้ไม่ทำให้ผู้อ่านตกหล่นในเรื่องที่ควรทราบ


.........................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด