วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ข้อเท็จจริงของจตุคามรามเทพ ตอนที่ ๒

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์


แม้ว่า เราจะมีหลักฐานทางโบราณคดี ที่ยืนยันได้ถึงความเก่าแก่ ของคติการบูชาองค์จตุคามรามเทพในเมืองไทยแล้ว

การวิเคราะห์ว่า ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ ซึ่งเราได้รับมาพร้อมกับศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์นี้ แท้ที่จริงเป็นเทพองค์ใดกันแน่ ก็ยังคงเป็นปัญหาที่เราคงจะต้องขบคิดกันต่อไปอีก

ซึ่งเทพองค์แรกที่เราจะมาไขปริศนากัน คือ ท้าวขัตตุคาม ซึ่ง อ.ไมเคิล ไรท์ อธิบายว่าคือ พระสกันท์ (Skanda)  ในศาสนาฮินดูครับ




อ.พงศ์เกษม สนธิไทย ผู้เชี่ยวชาญจารึกภาษามอญและภาษาไทยโบราณ อธิบายว่า คำว่า Kottukaram และ Guttugara ซึ่งแปลโดยสำนวนได้ว่า เสนาบดี คือผู้เป็นใหญ่แห่งเสนานั้น เป็นคำที่ตรงกับพระนามของ พระสกันท์ เทพเจ้าแห่งสงคราม ขุนศึกหรือหัวหน้าของไพร่พลแห่งพระศิวะ

พระสกันท์ทรงได้รับความนับถืออย่างแพร่หลายในอินเดียใต้ จนกล่าวได้ว่าแม้เป็นหมู่บ้านในชนบทที่อยู่ห่างไกลและทุรกันดารเพียงใด ก็จะพบเทวรูปของพระองค์อยู่เสมอ

เทพเจ้าองค์นี้ทรงมีหลายพระนามที่เรียกกันทั่วไป พระนามที่คนอินเดียใต้นิยมกันมาก คือ พระสุพรหมัณย์ (Subrahmanya)

นอกจากนี้ก็มี พระกรรติเกยะ (Kartikeya) ซึ่งนิยมกันทั่วไปในอินเดียและศรีลังกา และ พระมุรุกัณ (Murugan) ซึ่งนิยมกันในหมู่ชาวฮินดูในมาเลเซีย

ขณะที่ไทยเรานิยมเรียกว่า พระขันธกุมาร 

กล่าวโดยทางเทววิทยาแล้ว คติการบูชาพระสกันท์นี้มีพื้นฐานมาจาก ลัทธิบูชาพระอาทิตย์ หรือ พระสุริยเทพ ของชนพื้นเมืองในอินเดียใต้สมัยโบราณ โดยนักเทววิทยาบางท่านให้รายละเอียดว่า เป็นเทพที่นับถือกันอยู่ในพวกทมิฬ (Tamil) และมาลายาลัม (Malayalam)

ต่อมาในยุคที่ศาสนาพราหมณ์กลายรูปเป็นศาสนาฮินดูจึงถูกลดบทบาทลงเป็นเทพชั้นรอง แต่ก็ยังมีร่องรอยความสัมพันธ์กับสุริยเทพอยู่

ดังที่มหาภารตะกล่าวว่าทรงเป็นโอรสของพระอัคนี ในขณะที่คัมภีร์ปุราณะ (Purana) ส่วนใหญ่จะกล่าวว่าทรงเป็นโอรสของพระศิวะ

ในเทววิทยาฮินดูบรรยายว่า พระสกันท์นั้นทรงมีลักษณะเป็นกุมารหรือเด็กหนุ่มอยู่ตลอดกาล ทรงมี ๖ เศียร ๑๒ กร กายสีทอง ทรงหอกหรือดาบเป็นอาวุธ ทรงนกยูงเป็นพาหนะ ทรงถือไก่อยู่ในพระหัตถ์ หรือมีธงรูปไก่เป็นธงประจำพระองค์

แม้ว่าบทบาทสำคัญของพระองค์ในศาสนาฮินดูคือการเป็นเทพสงคราม แต่ อ.พงศ์เกษม สนธิไทย ก็ชี้ให้เห็นว่า เทวลักษณะที่บรรยายมาทั้งหมดนี้กลับยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น กล่าวคือ


พระมุรุกัณองค์ใหญ่ที่สุดในโลก หน้าถ้ำบาตู มาเลเซีย

เศียรทั้ง ๖ หมายถึง ฤดูกาลทั้ง ๖ ของอินเดีย

กรทั้ง ๑๒ คือจำนวนเดือนใน ๑ ปีตามปฏิทินทางสุริยคติ

หอกและดาบ คือ รัศมี หรือความรุ่งโรจน์ของพระอาทิตย์

โดยเฉพาะหอกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำองค์พระสกันท์ อันมีนามว่า ศักตยายุทธ นั้น ในทางปุราณะอธิบายว่า พระวิศวกรรมทรงสร้างขึ้นจากรัศมีของดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงเกินไป เป็นการแสดงความเกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน

นกยูง เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ในวัฒนธรรมของชาวอินเดียมาแต่โบราณเช่นกัน
ไก่ คือผู้ขันเรียกดวงอาทิตย์ในเวลาเช้า ก็เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์อีก

ความเป็นเด็กหรือเยาว์วัย คือ สัญลักษณ์ของยามเช้า หรือพระอาทิตย์ซึ่งจะขึ้นใหม่ทุกวัน

กายสีทอง ก็คือ สีแห่งดวงอาทิตย์นั่นเอง

แสดงว่า ทิพยภาวะของพระสกันท์ที่ทรงเคยเป็นสุริยเทพในศาสนาพื้นเมืองของชาวอินเดียใต้มาก่อนนั้น ไม่เคยเสื่อมสูญไปเลยนะครับ 

แม้เมื่อศาสนาฮินดูเจริญรุ่งเรืองขึ้น ทิพยภาวะและคุณสมบัติดั้งเดิมของพระสกันท์ ก็ยังคงอยู่รอดได้ในศาสนาฮินดูอย่างเด่นชัดถึงเพียงนี้ เป็นเรื่องพิเศษซึ่งไม่ปรากฏกับเทพองค์อื่นมากนัก

แล้วพระสกันท์ อดีตพระสุริยเทพของชาวทมิฬ โอรสพระศิวะในศาสนาฮินดู กลายเป็นหนึ่งในเทวราชทั้ง ๔ ผู้รักษาเกาะลังกา จนคนไทยเรารับคติการบูชาพระองค์ภายใต้พระนามว่า ขัตตุคาม ได้อย่างไร?

คำตอบก็อยู่ที่ลังกานั่นเองละครับ และยังคงอยู่ที่นั่นมาจนทุกวันนี้

ในเทววิทยาของชาวลังกา ซึ่งชาวฮินดูในอินเดียก็ยอมรับกันทั่วไปนั้น กล่าวว่านอกจากพระนางเทวเสนาแล้ว พระสกันท์ทรงมีชายาอีกองค์หนึ่งเป็นเจ้าหญิงลังกา คือ พระนางวัลลี (Valli)

โดยเหตุที่จะได้พบกันนั้น เล่ากันว่าปัทมาสูร ซึ่งเป็นพญาอสูรของลังกาทำสงครามชนะเหล่าเทพ พระศิวะจึงส่งพระสกันท์ไปปราบ หลังจากนั้นพระสกันท์ก็ได้พบเจ้าหญิงวัลลีและในที่สุดได้เสกสมรสกัน

ทั้งสองพระองค์ได้ไปสร้างปราสาทไว้ตรงบริเวณที่พบกัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำมานิก สถานที่แห่งนั้นจึงได้นามต่อมาว่า กรรติเกยะคาม (Kartikeyagama) 

และในที่สุดย่อลงเหลือเพียง กัตรคาม (Kataragama) หมายถึงหมู่บ้านของพระกรรติเกยะ ภายหลังมีการสร้างเทวาลัยขึ้นมา เรียกว่า เทวาลัยกัตรคาม


ภายในเทวาลัยกัตรคาม

เทวาลัยกัตรคามแห่งนี้ เป็นเทวสถานของพระสกันท์ที่เก่าแก่ที่สุดในศรีลังกาครับ 

โดยมีประวัติว่า พระเจ้าทุฎฐคามณี (Duttagamani) กษัตริย์ชาวพุทธทรงบูรณะเทวสถานนี้ขึ้นมา เพื่ออุทิศแด่พระสกันท์ ผู้ทรงดลบันดาลให้พระองค์รบชนะ พระเจ้าเอลารา (Elara) กษัตริย์ทมิฬจากอินเดียใต้ที่ยกกองทัพมารุกรานเกาะลังกา

โดยนัยนี้ พระสกันท์ซึ่งเป็นเทพฮินดูจึงกลายเป็นหนึ่งในสี่เทวราชผู้รักษาเกาะลังกา โดยการสถาปนาของกษัตริย์ชาวพุทธ ผู้รบชนะชาวทมิฬที่นับถือศาสนาฮินดู

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าพิศวงมากครับ แต่ก็เป็นไปแล้ว

และชาวทมิฬในศรีลังกาเองก็กลับยังคงสักการบูชาพระองค์ไม่เสื่อมคลายเช่นเดียวกันจนทุกวันนี้

ดังเราจะพบว่า ทั่วทั้งเกาะลังกายังมีเทวาลัยสำหรับพระสกันท์อยู่ในที่อื่นๆ อีกเป็นร้อยแห่ง โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคใต้ของเกาะ ซึ่งชนชาติทมิฬได้ตั้งหลักแหล่งกันอยู่หนาแน่น ในบรรดาเทวาลัยเหล่านั้นมีหลายแห่งที่สร้างอย่างใหญ่โตและมีชื่อเสียงมากครับ

แต่ทุกปี ชาวทมิฬในลังกาก็จะพากันไปยังเทวาลัยกัตรคาม และประกอบพิธีร่วมกับชาวพุทธในเทศกาลสำคัญของที่นั่น จนกลายเป็นเทวสถานที่ได้รับความนิยมบูชาสูงสุดแห่งหนึ่งมาจนปัจจุบันนี้ ซึ่งแม้แต่ชาวต่างชาติก็รู้จักกันทั่วไป

ดังที่ท่านภิกษุณีธัมมนันทาจากเมืองไทย กล่าวไว้ในบทความบทหนึ่งของท่านว่า เป็นเทวาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง

เหตุที่เทวาลัยกัตรคามได้รับความนิยมเป็นอันมากดังกล่าว เป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวศรีลังการับรู้กันทั่วไปครับ

ดังมีบันทึกไว้ว่า ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ชาวโปรตุเกสได้พยายามเข้าปล้นสะดมเทวสถานแห่งนี้ ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Categao อยู่หลายครั้ง ด้วยเหตุที่พวกเขาได้ยินว่าภายในเทวสถานเต็มไปด้วยทองคำ เพชรพลอย และหินมีค่าที่มีผู้นำมาถวายเป็นเครื่องบูชาจำนวนมาก

แต่เทวสถานแห่งนี้ก็มีทหาร ๕๐๐ นายที่มีอาวุธครบมือเฝ้าอยู่เป็นประจำ  พวกโปรตุเกสเพียรพยายามเข้าโจมตีหลายครั้งก็ไม่ประสบความสำเร็จ

จนกระทั่งในปีค.ศ.๑๖๔๒ ทหารโปรตุเกส ๑๕๐ นายร่วมกับผู้เข้ารีตอีก ๒,๐๐๐ คนได้เข้าไปถึงสถานที่ตั้งของเทวสถาน ด้วยกำลังพลจำนวนมากขนาดนี้ย่อมเป็นอันหมดหวังสำหรับกองทหาร ๕๐๐ นายที่อารักขาเทวสถานอยู่จะต้านทานได้หากมีการปะทะกัน

แต่กองทัพโปรตุเกสกลับถูกบดบังด้วยอำนาจลึกลับบางอย่าง จนทำให้ไม่สามารถค้นหาเทวสถานพบ และพากันหลงวนเวียนกันอยู่ในป่าผืนเล็กๆ นั้นเป็นเวลานาน 

พวกโปรตุเกสได้ฆ่าคนนำทางพื้นเมือง ๓ ใน ๕ คนเพราะคิดว่าพวกเขาทรยศ แต่อีกสองคนที่เหลือก็พากันเสียสติ และในที่สุดทั้งกองทัพต้องพากันเดินทางกลับ

บันทึกซึ่งกล่าวถึงพลัง ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงของเทวาลัยกัตรคาม ดังที่กล่าวมานี้ มิได้เขียนขึ้นโดยชาวศรีลังกานะครับ แต่เขียนโดยนักจดหมายเหตุโปรตุเกส ที่มีนามว่า Ribeiro

และคำว่า กัตรคาม อันเป็นชื่อของเทวาลัยแห่งนี้เอง ต่อมาได้กลายเป็นพระนามหนึ่งของพระสกันท์ คือ พระกัตรคาม ที่ชาวลังกาเรียกกันทั่วไปเมื่อประสงค์จะกล่าวถึงเทวรูปพระสกันท์ ณ เทวาลัยกัตรคาม

เมื่อพระนามนี้เป็นที่รู้จักของคนไทย ก็กลายมาเป็น พระกามเทพ ในนิทานพระพุทธสิหิงค์, ท้าวขัตตคามเทวราช ในชินกาลมาลีปกรณ์และในจารึกบนรอยพระพุทธบาทสมัยสุโขทัย, พระขัตุคามี ในโองการลุยเพลิงสมัยอยุธยา และ ท้าวขัตตุคาม ในวิหารมหาภิเนษกรมณ์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

อ.พงศ์เกษม ยังวิเคราะห์เกี่ยวกับคำว่า ขัตตุคาม, ขัตตคาม และ จตุคาม ไว้ด้วยว่า หากอธิบายด้วยหลักภาษาศาสตร์ อักษร ข. นั้น สามารถแทน จ. และ ค.ได้

การที่ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช จอมขมังเวทย์แห่งเมืองนครฯ ได้บัญญัติพระนาม จตุคามรามเทพ ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อพ.ศ.๒๕๒๘ จึงไม่ใช่ความผิดพลาดแต่อย่างใด เพราะสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางภาษาศาสตร์ดังกล่าวครับ

และในส่วนของเทวราชอีกองค์หนึ่ง คือ ท้าวรามเทพ นั้น ก็มิใช่อื่นใดเลย พระองค์ก็คือ พระราม (Rama) ที่คนไทยเรารู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วจากเรื่องรามเกียรติ์

และในโลกแห่งความเป็นจริง ก็ทรงเป็นเทพที่ได้รับความนิยมนับถือมากที่สุดองค์หนึ่งในอินเดียแม้จนทุกวันนี้  โดยเฉพาะในอินเดียใต้นั้นทรงเป็นหนึ่งในเทพที่ได้รับการบูชามากที่สุด




เรื่องราวอันแท้จริงของพระรามนั้น ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้ทราบความเป็นมาอย่างแน่ชัดครับ 

มีเพียงข้อสันนิษฐานของนักโบราณคดีและนักเทววิทยาบางท่านว่า อาจเป็นวีรุบุรุษหรือผู้นำชนเผ่าอารยัน หรือไม่ก็เผ่าทมิฬเผ่าใดเผ่าหนึ่ง ซึ่งนำชาวทมิฬเข้าไปยึดครองและตั้งรกรากในเกาะลังกา จนเป็นต้นเค้าของมหากาพย์รามายณะ (Ramayana) อันเป็นบทประพันธ์ของมหาฤาษีวาลมีกิ

มีหลักฐานหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า คติการนับถือพระรามได้มีอยู่แล้วในแคว้นต่างๆ ของอินเดียภาคกลางและภาคใต้ในช่วงปลายยุคของศาสนาพราหมณ์

และในช่วงหลังพุทธกาล ความนิยมบูชาเทพเจ้าองค์นี้ปรากฏเด่นชัดขึ้น จนพราหมณาจารย์ในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายนำพระองค์ไปรวมเข้าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ โดยรักษาเนื้อเรื่องเดิมไว้ทั้งหมด

เพียงแต่กล่าวเพิ่มเติมว่าเป็นอวตารของพระนารายณ์ แล้วเพิ่มเติมรายละเอียดปลีกย่อยขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกันเท่านั้น

และด้วยเหตุนั้น เทวสถานของศาสนาฮินดูฝ่ายไวษณพนิกายโดยทั่วไป ทั้งในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมักมีเทวรูปพระรามประดิษฐานร่วมอยู่ด้วยเสมอ

แม้แต่ในประเทศไทยของเราก็ทำเช่นนี้ ดังปรากฏอยู่ที่ วัดเทพมณเฑียร เสาชิงช้า, วัดวิษณุฮินดูธรรมสภา ยานนาวา และ วัดเทพมณเฑียร เชียงใหม่ครับ

แต่แม้คติการบูชาพระรามจะมีหลักฐานว่า ได้แพร่หลายจากอินเดียใต้มาถึงประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาพร้อมกับศาสนาฮินดู 

หากคติที่ทำให้พระองค์ ได้เข้ามาสู่เมืองไทยในอีกลักษณะหนึ่ง คือในรูปของท้าวรามเทพนั้น เป็นคติที่มาจากลังกา พร้อมกับศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์ครับ

ชาวศรีลังกานับถือพระรามเช่นเดียวกับชาวทมิฬในอินเดียใต้ และคนศรีลังกาที่นับถือพระรามก็มีทั้งคนทมิฬที่นับถือศาสนาฮินดู และคนสิงหลที่นับถือศาสนาพุทธ

โดยในภาษาพื้นเมืองศรีลังกานั้น จะเรียกพระรามว่า อูปูลวัน หรือ พระอุบลวรรณ ตามลักษณะสีผิวของพระองค์นั่นเอง 

ชาวศรีลังกายกย่องให้พระองค์เป็นหนึ่งเทวราชทั้งสี่องค์ผู้รักษาเกาะลังกา เช่นเดียวกับพระสกันท์ดังที่กล่าวมาแล้ว

เทวสถานของพระรามที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในศรีลังกา ตั้งอยู่ที่แหลมดอนดรา (Dondra) ทางใต้สุดของเกาะ มีชื่อเรียกอยู่ในปัจจุบันนี้ว่า เทวาลัยเดวินูวารา (Devi Nuwara) หรือ อุบลวรรณเทวาลัย (Upulvan Devala) 

ตามประวัติว่า สร้างโดยพระเจ้าดัปปูลาที่ ๑ (Dappula I) พร้อมกับพุทธสถานที่มีชื่อว่า Kehureli Vihara และพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ (Parakramabahu II) ทรงรับศาสนสถานทั้งสองแห่งไว้ในพระราชูปถัมภ์

ยุคสมัยดังกล่าวแหลมดอนดรากลายเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรือง และยังผลให้กษัตริย์รวมทั้งพระราชวงศ์ในรัชกาลต่อมาพากันสร้างเทวสถานและพุทธสถานขึ้นที่นี่เป็นอันมาก

พระราม ซึ่งเป็นเทวราชแห่งเทวาลัยเดวินูวารานั้น แม้จะเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูมาก่อน แต่ตามคติลังกาก็ถือว่าทรงเป็นเทพในศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับเทพฮินดูอีกหลายองค์ที่ชาวศรีลังกานับถือและยกย่องให้เป็นเทพในศาสนาพุทธ เช่น พระคเณศและพระสกันท์ 

เทพเหล่านี้มีเทวสถานของพระองค์และได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ลังกาอย่างต่อเนื่องเท่าเทียมกับพระพุทธรูปในพุทธสถานต่างๆ

เมื่อโปรตุเกสเข้ายึดครองศรีลังกาในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ นั้น พุทธสถานและเทวสถานทั่วเกาะลังกาถูกปล้นสะดมและเผาทำลายพินาศย่อยยับ มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่รอดไปได้ เช่นเทวาลัยกัตรคามดังกล่าวแล้ว

แต่เทวาลัยเดวินูวาราไม่โชคดีอย่างนั้นครับ

เทวสถานดังกล่าว ถูกพวกโปรตุเกสล้างผลาญจนพินาศสิ้นในค.ศ.๑๕๘๘ เหลือเพียงเสาไม่กี่ต้น ในภายหลังจึงมีการสร้างเทวสถานขึ้นใหม่ใกล้กับซากที่เหลือของเทวสถานเดิม 

เทวสถานใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก และพระเป็นเจ้าสูงสุดของเทวสถานก็เปลี่ยนไปเป็น พระวิษณุ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน




ดังนั้น ไทยเราจึงมิได้เป็นแต่เพียงผู้รับคติเกี่ยวกับพระราม หรือท้าวรามเทพจากลังกา ดังปรากฏเป็นหลักฐานไม่ว่าจะในหนังสือนิทานพระพุทธสิหิงค์ ชินกาลมาลีปกรณ์ โองการลุยเพลิงสมัยกรุงศรีอยุธยา จนต่อเนื่องมาถึงเทวรูปอีกองค์หนึ่งบนบานประตูไม้จำหลักในวิหารมหาภิเนษกรณ์ที่วัดพระธาตุวรมหาวิหารเท่านั้นนะครับ

เรายังเป็นเพียงแหล่งเดียวในโลกขณะนี้ ที่สามารถรักษาคติดั้งเดิมที่สุดนั้นไว้ได้ด้วย

ในขณะที่ทางลังกาเอง ณ เทวสถานอันเก่าแก่ที่สุดซึ่งเป็นต้นธารของคตินั้นกลับสูญสิ้นไป แม้ในศรีลังกาขณะนี้ จะยังนับถือพระอุบลวรรณเป็นหนึ่งในสี่เทวราชผู้รักษาเกาะดุจเดิมไม่เปลี่ยนแปลง 

แต่จากสภาพปัจจุบัน เทวาลัยที่เดวินูวาราก็มิได้เป็นของพระองค์อีกต่อไปแล้วครับ

หากแม้เราจะรับเทพารักษ์แห่งเกาะลังกาเข้ามาพร้อมกันถึง ๔ องค์ ดังที่ผมกล่าวแล้วในบทความก่อนหน้านี้ 

แต่ก็ปรากฏชัดว่า ในทางคติความเชื่อหรือพิธีกรรมอย่างแท้จริงแล้ว กลับเหลืออยู่เพียงท้าวขัตตุคาม และท้าวรามเทพเท่านั้นที่ยังคงได้รับการอ้างอิงอยู่ในเทววิทยาของไทยเรา ส่วนเทพารักษ์ในคณะเดียวกันอีกสององค์กลับเสื่อมสูญไปสิ้น
        
การที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งคงมีเหตุมาจากทางลังกาเองครับ

เป็นต้นว่า กรณีของท้าวลักขณาเทวราช หรือท้าวลักษณเทพ ตามคำอธิบายของ อ.ไมเคิล ไรท์ ก็คือในระยะที่พุทธศาสนาลังกาวงศ์กำลังเป็นที่สนใจของกษัตริย์ในภูมิภาคอุษาคเนย์  คือช่วงราวๆ พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ นั้น เมืองแคนดีอันเป็นเมืองหลักของคติการบูชาเทพองค์นี้ได้ร่วงโรยไปมากแล้ว
         
ส่วนกรณีของท้าวสุมนเทวราช ก็อาจเป็นดังที่ ว่าที่ ร.ต. กฤษณศักดิ์ กัณฐสุทธิ์ กล่าวไว้ในนิตยสาร ตะลุยตลาดพระ ว่า เพราะทรงเป็นเทพผู้รักษารอยพระพุทธบาท บนยอดเขาสุมนกูฏของศรีลังกา พระองค์จึงมาเมืองไทยไม่ได้ ยังคงต้องเฝ้ารักษารอยพระพุทธบาทอยู่ในภูมิสถานเดิมของพระองค์

แม้ว่าทรรศนะเช่นนี้ จะดูเหมือนเป็นการคาดเดาอย่างง่ายๆ เกินไป แต่ผมกลับเห็นว่า คนไทยโบราณที่รับคติเกี่ยวกับเทพองค์นี้มาจากลังกา ก็อาจจะคิดอย่างนี้เหมือนกันก็ได้ 

ในเมื่อพระองค์ทรงมีภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งอยู่ที่ลังกา แล้วเราจะอัญเชิญพระองค์มาเมืองไทยเพื่ออะไรล่ะครับ

เมื่อความจริงเป็นไปตามที่ผมนำเสนอมาทั้งหมดนี้ โดยส่วนตัวผมไม่เห็นความน่าสงสัยใดๆ เลยนะครับ ในข้อมูลที่ว่า องค์จตุคามรามเทพทรงดลบันดาลให้ พล.ต.ท.สรรเพชญใช้ภาพแกะสลักบนบานประตูทางขึ้นลานประทักษิณของพระบรมธาตุเมืองนครฯ เป็นต้นแบบ เพื่อสร้างเทวรูปของพระองค์




เพราะถ้าพระองค์คือ พระขัตตุคาม-พระรามเทพจริง เทวรูปบนบานประตูดังกล่าวก็เป็นเทวรูปของพระขัตตุคาม- พระรามเทพอยู่แล้ว

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราเชื่อในข้อมูลที่ว่า รูปแบบของ พระผงสุริยัน-จันทรา พ.ศ.๒๕๓๐ ซึ่ง พล.ต.ท.สรรเพชญ และนายช่างผู้ออกแบบและแกะพิมพ์กล่าวว่า คือองค์จตุคามและองค์รามเทพซ้อนกันในรูปเดียวกันนั้น เป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากองค์จตุคามรามเทพผ่านการประทับทรง เรื่องของเทวราชแห่งลังกาและพระผงดังกล่าวก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกันอยู่ดี

เพราะพระขัตตุคาม หรือพระสกันท์นั้น โดยเนื้อแท้ก็คือองค์สุริยเทพที่ชาวอินเดียใต้นับถือมาตั้งแต่ก่อนที่ศาสนาฮินดูจะถือกำเนิด

ในขณะที่พระราม ซึ่งเป็นแบบอย่างของมหาบุรุษในอุดมคติของชาวฮินดูทั้งปวงนั้น ในทางเทววิทยาก็บรรยายไว้ว่า ทรงมีทิพยภาวะอันงามสง่าและนุ่มนวลประดุจแสงจันทร์ ดังที่ผู้บูชาพระองค์มักจะออกพระนามเต็มว่า รามจันทร์ (Rama Chandra) เสมอ

ดังนั้น เมื่อพระผงสุริยัน-จันทรา แสดงถึงทิพยภาวะขององค์จตุคามรามเทพในฐานะเทวราชสององค์ ในขณะที่พระขัตตุคามก็คือพระอาทิตย์ และพระรามก็เปรียบเหมือนพระจันทร์ จึงเป็นนัยยะที่สอดรับกันได้สนิท

การที่องค์จตุคามรามเทพทรงกำหนดให้ พล.ต.ท.สรรเพชญสร้างหลักเมือง และพระผงสุริยัน-จันทราขึ้นจากเทวรูปดังกล่าว จึงเท่ากับเป็นข้อพิสูจน์อีกข้อหนึ่งว่า พระองค์คือ ท้าวขัตตุคาม-ท้าวรามเทพ เป็นเทพสององค์ที่มาจากลังกา

ไม่ใช่พระเทวราชองค์ใดองค์หนึ่งจากยุคศรีวิชัย  ตามคำอธิบายของใครบางคน ในคณะผู้สร้างศาลหลักเมืองนครฯ ที่ชื่นชอบโบราณคดีศรีวิชัยเป็นพิเศษ




และไม่ใช่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ตามคำอธิบายของเซียนพระบางคน ที่ทำให้เกิดเทวรูปองค์จตุคามรามเทพที่เลียนแบบพระอวโลกิเตศวรในศิลปะศรีวิชัย  ทั้งรูปลักษณ์และฉลองพระองค์อย่างแพร่หลาย

แต่สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด คือ พล.ต.ท.สรรเพชญ แม้ว่าท่านจะเป็นผู้ค้นพบก่อนใครๆ ว่า บานประตูไม้จำหลักนั้น เป็นหลักฐานขององค์จตุคามรามเทพที่แท้จริง และยังยืนยันด้วยว่า เป็นรูปแบบที่องค์จตุคามรามเทพทรงกำหนดด้วยพระองค์เอง ให้นำไปใช้ในการสร้างเทวรูป

แต่ภายหลังสร้างเสาหลักเมืองสำเร็จแล้ว ท่านก็มิได้นำแบบอย่างเทวรูปจากบานประตูดังกล่าวไปจำลองแบบขึ้นเป็นเทวรูปบูชารุ่นหนึ่งรุ่นใด จนกระทั่งถึงปัจจุบัน 

ท่านกลับใช้รูปแบบของเทพยดาที่นั่งขัดสมาธิและมีนาคปรก ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับคติการบูชา พระขัตตุคาม-พระรามเทพ

สิ่งมีการกล่าวอ้างว่า เป็นรูปแบบที่องค์จตุคามรามเทพทรงกำหนด มีให้เห็นอยู่แต่เฉพาะในวัตถุมงคลรุ่นแรกๆ ของคณะผู้สร้างศาลหลักเมืองนครฯ คือพระผงสุริยัน-จันทรา

และพระบูชาซึ่งทำเป็นรูปหล่อเสมอพระอุระขององค์จตุคามรามเทพ ซึ่งมีพระเศียรซ้อนกัน ๒ ชั้นเหมือนบนบานประตูไม้จำหลัก ในวิหารมหาภิเนษกรมณ์เท่านั้น


...................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด


วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ข้อเท็จจริงของจตุคามรามเทพ ตอนที่ ๑

บทความโดย กิตติ วัฒนะมหาตม์




คติจตุคามรามเทพ ในช่วงที่เป็นปรากฏการณ์ระหว่างพ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๕๐ นั้น กล่าวในทางเทววิทยาแล้วนับว่ามีที่มาที่ไปที่คลุมเครือ อ่อนเหตุผล ไร้หลักฐาน ตลอดจนตรรกวิธีที่ผิด และยิ่งมีผู้พยายามอธิบาย ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสนอันเกิดจากข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นทุกที

เหตุผลก็คือ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทฤษฎีต่างๆ ที่เผยแพร่และอ้างอิงกันอยู่ในวงการนักสร้างพระเวลานั้น ล้วนแต่พากันตกหลุมพรางของเทพนิยายที่แต่งขึ้นโดยใครบางคนในคณะผู้สร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งชื่นชอบอะไรๆ ที่เป็น ศรีวิชัยและ มหายานเป็นพิเศษ

และเมื่อตกหลุมพรางเช่นนี้ ทำให้ต่างก็พากันมองข้าม หรือปฏิเสธหลักฐานต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง และเป็นรากฐานของคติการบูชาท้าวจตุคามรามเทพในเมืองไทย อันสามารถอธิบายได้ทั้งในทางวิชาการ เทววิทยา และมีหลักฐานทางโบราณคดีรองรับอย่างชนิดที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจโต้แย้งได้เลยครับ

บุคคลแรกที่นำเสนอความจริง ในทางเทววิทยาขององค์จตุคามรามเทพ น่าจะได้แก่ ผ.ศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ในฐานะนักวิชาการท้องถิ่นที่ค้นคว้าเรื่องจตุคามรามเทพอย่างต่อเนื่อง บทสัมภาษณ์ของท่านซึ่งตีพิมพ์ใน น.ส.พ. คมชัดลึก ฉบับประจำวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๐ ได้ให้ข้อมูลที่แตกต่างจากที่มีการเผยแพร่กันตามสื่อต่างๆ ในเวลานั้นว่า


ภาพจาก http://www.komchadluek.net

จตุคามรามเทพมีที่มาชัดเจน คือเป็นเทพหรือเทวดาที่มีหน้าที่รักษา ๓ สิ่ง ได้แก่ ๑.พระธาตุ ๒.พระสิหิงค์ ๓.แผ่นดินแผ่นน้ำ ที่มานั้นมาจากคติลังกาวงศ์ รับมาสู่นครศรีธรรมราชเมื่อราวปี ๑๗๓๐ สมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทั้งนี้องค์จตุคามรามเทพนั้นจริงๆ แล้วประกอบด้วย ๔ องค์ คือ ๑.ท้าวสุมลเทวราช ๒.ท้าวลักขณาเทวราช ๓.ท้าวขัตตุคามเทวราช ๔.ท้าวรามเทพเทวราช ทั้งหมดจะถูกเรียกหมายรวม คือ จตุคามรามเทพ

ข้อมูลของนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองนครฯ ท่านนี้ ได้รับการยืนยันโดยผลการค้นคว้าของผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีและเทววิทยา ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๕๐  คือ กำธร เลี้ยงสัจธรรม ได้เสนอหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวเนื่องด้วยองค์จตุคามรามเทพโดยระบุว่า พระนามของท้าวขัตตุคาม และท้าวรามเทพ มีอยู่ในคัมภีร์โบราณของไทยไม่ว่าจะเป็น นิทานพระพุทธสิหิงค์ และ ชินกาลมาลีปกรณ์

โดยในหนังสือ นิทานพระพุทธสิหิงค์ หรือ สิหิงคนิทาน ซึ่งแต่งโดยพระโพธิรังสี พระเถราจารย์ชาวเชียงใหม่เมื่อราวๆ พ.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๘๕ (ฉบับแปลใหม่ พ.ศ.๒๕๐๖) ปริจเฉทที่ ๓  นิทานพระพุทธสิหิงค์เสด็จมาถึงชมพูทวีป กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

มีเทพ ๔ ตน คือ สุมนเทพ กามเทพผู้มีฤทธิ์มาก รามเทพ ลักษณเทพ ได้รักษาคุ้มครองพระพุทธสิหิงค์นั้นทุกเมื่อ




และอีกตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

ทั้งยังมีเทพเจ้า ๔ องค์ คือ สุมนเทพ รามเทพ ลักษณเทพ กามเทพผู้มีฤทธิ์ รักษาพระพุทธรูปนั้นทุกเมื่อ

ส่วน ชินกาลมาลีปกรณ์  ที่พระรัตนปัญญาเถระ พระเถราจารย์ชาวเชียงใหม่เช่นกันเขียนในระหว่างพ.ศ.๒๐๕๙-๒๐๗๑ ตอน กาลมาของพระสีหลปฏิมา ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อพระเจ้าสีหลแห่งลังกาทวีปได้หล่อพระสีหลปฏิมาสำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อพ.ศ.๗๐๐ แล้ว ก็ได้ทรงบูชาพระสีหลปฏิมานั้นสืบๆ กันมาช้านาน จนถึงพ.ศ.๑๘๐๐ พระโรจราชกษัตริย์ผู้ครองราชย์สมบัติในเมืองสุโขทัยใคร่จะทอดพระเนตรมหาสมุทร จึงยกทัพทหารหลายหมื่นเสด็จล่องใต้ตามลำแม่น้ำน่านจนถึงสิริธรรมนคร พระเจ้าสิริธรรมได้ออกมาต้อนรับ




เมื่อทรงรับรองเป็นอย่างดีแล้ว พระเจ้าสิริธรรมได้ตรัสเล่าให้พระโรจราชฟังถึงความอัศจรรย์ของพระสีหลปฏิมาในลังกาทวีปตามที่ทรงสดับมา พระโรจราชจึงตรัสถามว่า พระองค์จะไปที่นั่นได้หรือไม่ พระเจ้าสิริธรรมตรัสตอบว่า ไปไม่ได้

เพราะมีเทวดาอยู่ ๔ ตน ชื่อ สุมนเทวราช ๑ รามเทวราช ๑ ลักขณเทวราช ๑ ขัตตคามเทวราช ๑ มีฤทธิ์เดชมาก รักษาเกาะลังกาไว้เป็นอย่างดี

กำธรกล่าวว่า รามเทพในนิทานพระพุทธสิหิงค์ ก็คือรามเทวราชในชินกาลมาลีปกรณ์ ส่วน กามเทพผู้มีฤทธิ์มาก ก็คือ ท้าวขัตตคามเทวราชในชินกาลมาลีปกรณ์

ซึ่งเมื่อดูจากความเก่าแก่ของหนังสือนิทานพระพุทธสิหิงค์ กับชินกาลมาลีปกรณ์ ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไทยเราได้รับคติความเชื่อเกี่ยวกับท้าวขัตตุคาม และท้าวรามเทพ พร้อมกับเทพารักษ์คณะเดียวกันอีกสององค์มาจากลังกาตั้งแต่ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ ปีแล้ว และเป็นการรับเข้ามาพร้อมกับศาสนาพุทธลัทธิลังกาวงศ์นั่นเอง

แต่เรายังมีหลักฐานอื่นเกี่ยวกับเทพทั้งสององค์นี้ในเมืองไทย ที่เก่ากว่าหนังสือนิทานพระพุทธสิหิงค์และชินกาลมาลีปกรณ์อีกครับ

กำธรระบุว่า ในกฎหมายเก่าของไทย คือ ลักษณะพิสูจน์ดำน้ำ-ลุยเพลิง ใน  กฎหมายตราสามดวง ซึ่งบัญญัติขึ้นเมื่อพ.ศ.๑๘๙๙ อันถือเป็นกฎหมายฉบับเก่าที่สุดของไทยเรานั้น เมื่อมีการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายด้วยการลุยไฟ ก็จะต้องทำเป็นพิธีกรรม มีการอ่านโองการอัญเชิญเทพเจ้าต่างๆ เป็นสักขีพยานโดยอาลักษณ์ เรียกว่า โองการลุยเพลิง

โองการนั้นเขียนเป็นกาพย์ฉบัง ๑๖ ความตอนหนึ่งว่า

อีกทังพระกาลพระกุลี พระขัตุคามี พระรามเทพชาญไชย

ในขณะเดียวกัน จากการค้นคว้าของ อ.พงศ์เกษม สนธิไทย ได้พบรูปสลักที่เก่าแก่ที่สุดของท้าวจตุคามรามเทพ คือรูปสลักที่รอยพระพุทธบาทสำริด สมัยสุโขทัย อายุราวๆ พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ บนรอยพระพุทธบาทนั้นปรากฏพระนามของพระอดีตพุทธเจ้า พระมหาสาวก นามของเทพยดา ๓ องค์ซึ่งเป็นเทวดารักษาทิศและรักษารอยพระพุทธบาทนี้ คือ ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ และ ท้าวขัตตคาม ทั้งหมดเขียนด้วยอักษรขอม  ภาษาบาลี


ภาพจาก http://theicity.com

อ.พงศ์เกษมยังได้พบพระนามของท้าวขัตตุคาม จารึกไว้ใต้เทวรูปท้าวเวสสุวัณ ในซุ้มคูหาชั้นบนของพระปรางค์ด้านทิศเหนือ อันเป็นหนึ่งในพระปรางค์ ๔ ทิศที่ตั้งล้อมรอบพระปรางค์องค์ใหญ่ของวัดอรุณราชวราราม ธนบุรี ซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

แสดงว่า คติการบูชาท้าวขัตตุคาม ท้าวรามเทพได้มีหลักฐานปรากฏแล้วในเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ก่อนที่จะมีตำนานเกี่ยวกับการได้พระพุทธสิหิงค์มาจากลังกาเสียอีก และการบูชาพระเทวราชทั้งสององค์นี้ก็ยังคงปรากฏในเมืองไทยของเราต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเลยครับ

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็น่าแปลกใจว่าเพียงชั่วระยะเวลาร้อยกว่าปีให้หลัง ทุกคนก็ลืมเรื่องราวของพระองค์กันไปหมด แม้แต่ที่นครศรีธรรมราชซึ่งมีเทวรูปของพระองค์ปรากฏอยู่ ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้จนกระทั่ง พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช จอมขมังเวทย์แห่งเมืองนครฯ กล่าวถึงอีกครั้งหนึ่งในพ.ศ.๒๕๒๘  ด้วยพระนามใหม่ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันนี้ว่า จตุคามรามเทพ

แล้วเทวรูปของพระองค์ในนครศรีธรรมราช อยู่ที่ไหน?

คำตอบก็คือ อยู่บนบานประตูที่เปิดขึ้นสู่ลานประทักษิณขององค์พระบรมธาตุนั่นเองละครับ

บานประตูทั้งสองนั้น จำหลักเป็นรูปเทพยดาซึ่งมีเทวลักษณะแปลก เป็นศิลปะพื้นเมืองนครศรีธรรมราช แต่คนละยุคกับเทวดานั่งชันเข่าสององค์ที่อยู่ถัดลงมา ซึ่งโดยทั่วไปคิดกันว่าเป็นองค์จตุคามรามเทพ เพราะมีชื่อติดไว้บนแท่นฐานของเทวดาดังกล่าวเช่นนั้น


ภาพจาก http://www.manager.co.th

เทพยดาบนบานประตูไม้จำหลักนี้ สวมศิราภรณ์และฉลองพระองค์แบบเทวดาไทย แต่เป็นแบบอย่างที่เก่ามาก โดยองค์ที่อยู่ทางซ้ายมือ แลเห็นพระพักตร์ที่ชัดเจน ๔ พระพักตร์ มี ๔ พระกร แต่ละพระหัตถ์ถือเทพอาวุธและสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ตีความไม่ออกว่าตรงกับสิ่งใดบ้าง

ส่วนองค์ขวามี ๒ พระพักตร์  ๔ พระกร ทรงจักรและคันศร พระหัตถ์ที่เหลืออาจถือตรีศูล ธนูหรือแม้แต่ใบไม้ และอีกพระหัตถ์หนึ่งน่าจะแสดงปางวิตรรกะมุทรา

เทวรูปทั้งสององค์นี้ เชื่อกันมานานแล้วว่าหมายถึงพระพรหมกับพระนารายณ์ แต่รูปแบบที่เห็นทั้งหมดในปัจจุบันเกิดจากการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง ด้วยเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในวิหารมหาภิเนษกรมณ์ในช่วงเวลานั้น ทั้งบานประตูของเดิมรวมทั้งประติมากรรมทั้งหมดพลอยถูกไฟไหม้ไปด้วย โดยไม่มีบันทึกไว้ว่าเสียหายมากน้อยเพียงใด 

ว่าที่ ร.ต.กฤษณศักดิ์ กัณฐสุทธิ์ ให้ความเห็นไว้ในนิตยสาร ตะลุยตลาดพระ ว่า บานประตูทั้งสองบานนี้อาจเป็นของที่ทำขึ้นใหม่ในครั้งนั้นแทนของเดิมก็เป็นได้ และผลจากการบูรณะใหม่ก็ทำให้เทวรูปองค์ซ้ายมือถือสิ่งของที่ดูไม่ออกว่าเป็นสิ่งใด จนทำให้นักประวัติศาสตร์ศิลปะและนักประติมานวิทยายังไม่กล้าสรุปกันจนทุกวันนี้

ผมคิดว่า ความเห็นของว่าที่ ร.ต.กฤษณศักดิ์ มีความเป็นไปได้สูงครับ

เพราะเมื่อมีเหตุเพลิงไหม้อาคารใดๆ บานประตูหน้าต่างที่ทำด้วยไม้มักจะได้รับความเสียหายทั้งหมด หรือถึงแม้จะมีการดับไฟได้ทัน แต่ถ้าบานประตูหน้าต่างเหล่านั้นถูกไฟไหม้ไปบ้างแล้ว แม้จะเป็นของเก่ามีลวดลายแกะสลักด้วยฝีมือช่างชั้นสูงเพียงใด ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีการเปลี่ยนใหม่

และถ้าช่างผู้ทำการบูรณะนั้น เคารพของเดิมว่าเป็นฝีมือครู หรือเห็นว่าจะต้องรักษาคติเดิมไว้  อย่างมากก็ทำเพียงแกะสลักของใหม่ให้ดูคล้ายกับของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เท่านั้นละครับ

นั่นก็เพราะในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น การบูรณะปฏิสังขรณ์ศิลปวัตถุใดๆ แม้กระทั่งในทวีปยุโรปก็ยังไม่มีแนวความคิดที่จะต้องรักษาของเก่า หรือเลียนแบบของเก่าให้เหมือนทุกกระเบียดนิ้ว ดังที่เป็นมาตรฐานบังคับใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

การแกะสลักบานประตูทั้งสองบานนี้ขึ้นใหม่ จึงอาจจะมุ่งเลียนแบบของเดิมเฉพาะส่วนที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น รายละเอียดของศิราภรณ์ เครื่องทรง และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เป็นของปลีกย่อยอาจถูกดัดแปลงไปตามที่ช่างจะเห็นสมควร เช่นลวดลายตรงที่ใดที่ไม่รู้จัก หรือเดาไม่ออก เพราะของเดิมถูกไฟไหม้เสียหายหนัก ก็จะแทนที่ด้วยลวดลายอื่นที่ตนรู้จักแทน

ดังนั้นรูปเทพยดาทั้งสององค์นี้ ก็อาจมีอายุเพียงไม่เกินร้อยปีที่ผ่านมานี้เองครับ

แต่ผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ศิลปะของเมืองไทย คือ  ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม เคยกล่าวกับว่าที่ร.ต.กฤษณศักดิ์ว่า ท่านได้ไปดูด้วยตาแล้วเห็นว่า แม้จะมีการบูรณะขึ้นมาใหม่ แต่ก็คงมีเค้าที่ทำตามรูปแบบของเดิมไว้ ซึ่งมองเผินๆ ก็จะเห็นว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น แต่ที่ยืนยันได้ก็คือถึงอย่างไรก็ไม่เก่าไปถึงสมัยศรีวิชัยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จากลักษณะเด่นที่ยังคงเหลืออยู่ ก็เพียงพอที่จะทำให้ อ.ไมเคิล ไรท์ เขียนไว้ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ถึงเทวรูปสององค์นี้ว่า




"ที่วิหารพระม้า วัดพระบรมธาตุนครฯ ที่หัวบันไดมีลานแคบ ซ้าย-ขวามีเทวรูปปูนปั้น ไม่มีลักษณะเฉพาะ ตรงกลางเป็นประตูไม้เข้าสู่ลานประทักษิณ บานขวาสลักเป็นรูปพระนารายณ์ (แน่นอนเพราะทรงจักร) แต่ยังทรงธนูอีกด้วย แสดงว่าเป็นรามาวตาร

บานซ้ายนั้นเป็นเทวรูปที่มี ๔ หน้าให้เห็น จึงสรุปกันว่ารูปนี้คือพระพรหม แต่ท่านถือเทพาวุธนานาผิดกับพระพรหมที่ถือเครื่องประกอบพิธี (อักษมาลา ทัพพี คนโท) ถ้านับพระพักตร์ที่มองไม่เห็น (เพราะอยู่ด้านหลังรูปนูน) ก็จะได้ ๖ เศียร ตรงกับ สฺกนฺท/ขนฺธกุมาร/การฺตฺติเกย (บุตรพระอิศวร) ที่มี ๖ เศียร เพราะเป็นลูกบุญธรรมแม่นมทั้งหกในนักษัตรกฤตติกา นอกจากนี้ขันธกุมารย่อมถือเทพาวุธนานา เพราะนับกันว่าท่านเป็น เทวเสนาบดี

ดังนั้น ตามข้อเขียนของ อ.ไมเคิล ไรท์  เทพยดาทั้งสององค์นี้ก็ไม่ใช่พระพรหมและพระนารายณ์ดังที่สันนิษฐานกันมาก่อน แต่เป็นเทวรูปองค์อวตารของพระนารายณ์ ซึ่งทรงธนู และเทพเจ้าแห่งการสงคราม หรือพระสกันท์

ซึ่งก็คือ ท้าวขัตตุคาม และ ท้าวรามเทพ ๒ ใน ๔ เทวราชที่ไทยเราได้รับมาจากลังกาตั้งแต่สมัยสุโขทัยนั่นเอง

ส่วนเทวดาปูนปั้นทั้ง ๒ องค์ซึ่งมีรูปลักษณ์อย่างเดียวกัน และประทับนั่งในลีลาที่เกือบจะเหมือนกัน ขนาบบันไดชั้นบนก่อนถึงบานประตูนั้น เหตุใดจึงมีแผ่นจารึกคำว่า เท้าขัตตุคาม และ เท้ารามเทพ อยู่หน้าแท่น แทนที่ชื่อดังกล่าวจะไปติดไว้บนบานประตู?


ภาพจาก http://www.palungdham.com

ผมว่า เทวรูปปูนปั้นทั้งสององค์นั้นอาจไม่เกี่ยวอะไรกับองค์จตุคามรามเทพเลยนะครับ

หากเป็นเพียง ทวารบาล ในลักษณะของเทวดาสององค์ เป็นชุดเดียวกับประติมากรรมปูนปั้นรูปยักษ์ สิงห์ และครุฑ ที่ปั้นขึ้นเป็นคู่ๆ ในลักษณะ พยนต์ สำหรับพิทักษ์ทางขึ้นสู่ชั้นประทักษิณของพระบรมธาตุเจดีย์เท่านั้น

และการที่แผ่นจารึกถูกนำมาติดตั้งที่ฐานของเทวรูปทั้งสอง ก็อาจเป็นเพราะความเข้าใจผิด เนื่องด้วยแผ่นจารึกทั้งสองเดิมอาจจะอยู่ใต้บานประตูไม้แกะสลักก็ได้  เมื่อเกิดไฟไหม้วิหารขึ้น วัตถุต่างๆ ในวิหารเสียหายเป็นอันมาก เมื่อมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ก็อาจมีผู้นำแผ่นจารึกทั้งสองมาติดตั้งไว้ใต้รูปทวารบาลแทน

จาก www.manager.co.th ซึ่งอ้างอิงเนื้อหาจากหนังสือ จตุคามรามเทพ : ความจริงและความลับ ที่ไม่เคยมีใครรู้ ทำให้เราทราบว่า พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล เป็นบุคคลแรกอย่างแท้จริงที่ค้นพบว่า บานประตูไม้ดังกล่าวไม่ใช่พระพรหมกับพระนารายณ์ แต่เป็นองค์จตุคาม-รามเทพ ซึ่งการค้นพบนั้นก็เป็นเพราะท่านต้องค้นหารูปแบบของศิลปะศรีวิชัยมาใช้ในการสร้างเสาหลักเมือง

ดังนั้นในเว็บไซต์ดังกล่าวจึงบ่งชี้อย่างไม่ลังเลเลยว่า

ถ้าใครเคยไปดูบานประตูแกะสลักทางขึ้นพระบรมธาตุ องค์จตุคามจะอยู่บานทางด้านซ้าย ส่วนองค์รามเทพจะอยู่บานทางด้านขวา

เพราะฉะนั้น การที่มีผู้กล่าวว่า เทพองค์นี้เป็นเทพที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นใหม่ เป็นเทพที่นักสร้างพระแต่งขึ้นมาหลอกลวง เพื่อขายความงมงายนั้น จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าควรแก่การรับฟังอีกต่อไปครับ


..................................



หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้ มีลิขสิทธิ์ ใครจะนำไปใช้อ้างอิงที่ใด ไม่ว่าส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมด จะต้องระบุ URL ของแต่ละบทความด้วย และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าโดยเด็ดขาด